นอนกลางเรือ กินกลางทะเล

หลังจากทำงานตรากตรำอย่างหนักในช่วงหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา ร่างกายผมต้องการน้ำทะเล แทบจะนับวันถอยทีเดียวว่าเมื่อไหร่จะได้พบกัน ตระเตรียมแผนการเป็นอย่างดีสำหรับทริปนี้ เพราะต้องเตรียมทั้งตัวและเตรียมทั้งใจให้พร้อมเนื่องจากมันเป็นทริปเที่ยวทะเลที่ไม่ธรรมดา ผมเชื่อแน่ว่าคงมีน้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้นอนกลางเรือกินกลางทะเลแบบนี้ ด้วยเหตุผลนานาร้อยแปดพันประการ….ร้อนกลัวจะดำ เรือโคลงเคลงกลัวจะเมา ไม่มีอะไรทำกลัวจะเบื่อ อาหารไม่อร่อยกลัวจะอด นอนไม่ได้กลัวผี (ทะเล) ไปไม่ได้กลัวจะไม่มีเพื่อน กลัวไปสารพัด….จนไม่ได้มาสัมผัสทะเลกันแบบใกล้ชิดขนาดนี้ ประสบการณ์ที่ผมกำลังจะเล่าต่อไปนี้ จะตอบคำถามคุณทุกแง่มุม ว่าจะเดินทางไปยังไง เที่ยวที่ไหนบ้าง กินอยู่ลำบากมากไหม ได้อะไรติดมือกลับมาบ้าง และสุดท้ายคุ้มมั๊ยที่ได้มาเที่ยวภูเก็ตกับความงามที่ต่างไป

ฟ้าสวย น้ำใส สุขใจ เมื่อได้เที่ยวทะเล
ฟ้าสวย น้ำใส สุขใจ เมื่อได้เที่ยวทะเล

Trip Planning แผนก่อการเที่ยว

ก่อนออกทริปสิ่งที่ต้องเตรียมคือการจองตั๋วเครื่องบิน การจองที่พัก และอุปกรณ์สัมภาระที่จำเป็นในการลงเรือ เนื่องจากเป็นทริป 4 วัน 3 คืนกินนอนบนเรือ  เลยต้องฟิตร่างกายนิดนึง เพื่ออรรถรสในการเที่ยวแบบฟิน แนะนำให้ไปล่วงหน้าหนึ่งวัน  (จะได้ไม่ฉุกละหุก) และกลับหลังอีกหนึ่งวัน (เพื่อพักฟื้นร่างกาย) ก่อนบินกลับภูมิลำเนา เรื่องเที่ยวบินไม่ใช่เรื่องยากเพราะตั๋วไปภูเก็ตนั้นมีเพียบ ทั้งนกแอร์ แอร์เอเชีย โอเรียนไทย การบินไทย และสายการบินนานาชาติอีกตั้งหลายสายที่แวะลงภูเก็ต ค่าใช้จ่ายในการจองตั๋วไปกลับตกประมาณ 3,000 กว่าบาทถึงหลักหมื่นกว่าบาท แล้วแต่ว่าจองในช่วงหน้า Low หรือช่วงหน้า High เวลาเช้า/สาย/บ่าย หรือเย็น ส่วนเรื่องที่พักจะเลือกพักในเมืองภูเก็ต หรือจะพักตามหาดดังต่างๆ ก็ได้ เพราะทาง Asian Oasis เขาจะจัดรถมารับส่งจากโรงแรมเพื่อไปขึ้นเรือที่ท่าเรือ Yacht Haven ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะภูเก็ต ไม่ไกลจากสถานบินเท่าไหร่ ถ้าจะให้ประหยัดเวลาเดินทางหน่อย แนะนำให้เลือกที่พักแถวหาดทรายแก้ว ไม้ขาว นายยางหรือบางเทา ครั้งนี้ผมเลือกจองที่พักที่ Laguna Holiday Club เพราะได้โปรโมชั่นพิเศษ สะดวกมากเลยครับ ในห้อง Suite มีที่ให้นั่งทำงาน โซฟาเบดไว้นอนดูทีวี รวมถึงครัวเล็กๆ ไว้ให้อุ่นอาหารด้วย เรียกว่าเป็นการสปอยล์ตัวเองก่อนขึ้นเรือ อยู่ที่นี่นอกจากจะได้นั่งทำงาน ดูทีวี เล่นน้ำในสระแล้ว ยังได้แอบไปกินอาหารอร่อยที่ Angsana Laguna Phuket ด้วย ตื่นเช้ามาก็ยังได้เก็บภาพพระอาทิตย์ขึ้นมาให้ดูกัน

ห้องพักที่โรงแรม Laguna Holiday Club
ห้องพักที่โรงแรม Laguna Holiday Club
บรรยากาศริมสระน้ำของโรงแรม Laguna Holiday Club
บรรยากาศริมสระน้ำของโรงแรม Laguna Holiday Club
หมี่สะปำ อาหารขึ้นชื่อของเมืองภูเก็ต
หมี่สะปำ อาหารขึ้นชื่อของเมืองภูเก็ต
พระอาทิตย์ขึ้นที่ Lagoon ข้างโรงแรม Laguna Holiday Club
พระอาทิตย์ขึ้นที่ Lagoon ข้างโรงแรม Laguna Holiday Club

ส่วนการเตรียมอุปกรณ์สัมภาระที่จำเป็น นอกจากชุดลำลอง ชุดว่ายน้ำ และของใช้ส่วนตัวทั่วไปแล้ว แนะนำให้พกกล้องกันน้ำ (เพื่อถ่ายรูปปลาสวยงามใต้ทะเล) ครีมกันแดด (เพราะต้องอยู่กับแดดทั้งวัน) ถุงกันน้ำ Ocean Pack และหนังสือดีๆ สัก 2-3 เล่ม (ไว้อ่านแก้เหงา) ไปด้วย ไม่ขอแนะนำให้พกอุปกรณ์ไฟฟ้าไปเพราะในห้องนอนไม่มีปลั๊กไฟให้เสียบ สำหรับใครที่มีความจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์มือถือตลอดเวลา แนะนำให้พก Power Bank หรือ Battery Booster ไปด้วย เพราะบนเรือสามารถปั่นไฟได้จำกัด (เฉพาะตอนเรือติดเครื่อง) และทั้งลำก็มีที่ชาร์จไฟแค่จุดเดียวด้วย ถือเป็นภาคบังคับให้เราใช้สอยไฟฟ้าอย่างประหยัด ส่วนสิ่งของที่ไม่จำเป็นต้องเตรียมไปก็คือ Fin และ Snorkeling Mask เพราะทางเรือ Suwan Macha เขามีเตรียมไว้ให้

Suwan Macha Cruise ปลีกวิเวกท่ามกลางหมู่เกาะและดาวเดือน

ก่อนจะออกเดินทางลงเรือเที่ยวทะเลไปตามหมู่เกาะต่างๆ ขอแนะนำเรือสุวรรณมัจฉากันนิดนึงครับ ความพิเศษของเรือลำนี้คือ รูปทรงลำเรือนั้นเป็นลักษณะของเรือสำเภาสามารถกางใบแล่นลมโดยไม่ต้องติดเครื่องยนต์ได้ในกรณีที่มีลมหนุน เรือลำนี้สามารถรองรับแขกได้ไม่เกิน 10 คนเพื่อไม่ให้เป็นการแออัดยัดเยียดจนเกินไป บนเรือมีห้องนอนในตัว เป็น Cabin เล็กๆ แชร์กัน 2 คนต่อห้อง มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกให้เพรียบพร้อมในเรื่องกิจกรรมทางทะเล เช่น เรือคายัค 2 ลำ, เรือยางติดมอเตอร์เพื่อส่งพลขึ้นบก หรือพื้นที่ๆ เรือใหญ่ไม่สามารถเข้าถึง, อุปกรณ์ในการดำน้ำตื้น, อาหารเครื่องดื่มครบทั้ง 3 มื้อ ประสบการณ์บนเรือจะเป็นอย่างไรต่อไป โปรดอดใจรอสักครู่ ตอนนี้ขอเล่าโปรแกรมทัวร์ในแต่ละวันให้เพื่อนๆ ฟังกันก่อน (รายละเอียดของ Cruise Program A และ B)

ณ ท่าเรือ Yacht Haven Marina Phuket
ณ ท่าเรือ Yacht Haven Marina Phuket
เรือ Suwan Macha
เรือ Suwan Macha

โปรแกรมการเดินเรือ

ฝรั่งที่มาบนเรือด้วยกัน แนะให้โหลดโปรแกรมนี้ CityMaps2Go เพื่อปักหมุดสถานที่ต่างๆ ที่เราเดินทางผ่านมา ยอมเสียตังค์ $1.99 เพื่อแลกกับประสบการณ์ในการบันทึกแผนการเดินทางท่องเที่ยวได้ทั่วโลก

แผนที่การเดินเรือ (1)
แผนที่การเดินเรือ (1) จาก Yacht Haven, Phuket-Koh Lawa-Room Island-Yang Island-James Bond Island
แผนที่การเดินเรือ (2)
แผนที่การเดินเรือ (2) จาก Room Island, Krabi-Chicken Island-Monkey Island-Maya Beach-PhiPhi Ley

วันแรก (ภูเก็ต – เกาะละวะ – เกาะห้อง – เกาะยาง)

รถตู้มารับเราในช่วงใกล้เที่ยงที่โรงแรมเพื่อพาเราไปยังท่าเรือ Yacht Haven Marina Phuket ซึ่งเป็นท่าเรือส่วนบุคคลที่มีเรือยอร์ชจอดเทียบท่าเต็มไปหมด ท่ามกลางเรือไฮโซทั้งหลายแหล่ ผมขอภูมิใจนำเสนอเรือ Suwan Macha หนึ่งเดียวที่จอดตระหง่านเป็นแกะดำท่ามกลางฝูงหงส์สีขาว หลังจากที่ทำการเช็คอินขึ้นเรือเรียบร้อยแล้ว กัปตันก็กางแผนที่อธิบายให้เราดูแผนการเดินทางคร่าวๆ ทริปนี้เราจะล่องเรือผ่าน 3 จังหวัดทางภาคใต้ (แม้จะไม่อยู่ชายแดน) โดยเริ่มจากภูเก็ต เลี้ยวเลาะไปทางอ่าวพังงา อ้อมลงมาทางกระบี่ ไปสุดที่พีพี แล้วค่อยย้อนกลับมายังที่เดิมคือที่ภูเก็ต

เกาะแรกที่เรามาเยือนคือเกาะละวะ เป็นเกาะเล็กๆ ที่ค่อนข้างเงียบสงบไร้ผู้คน แวะจุ่มน้ำพอเป็นพิธี แล้วเราก็นั่งเรือยางต่อไปยังเกาะห้อง เที่ยวชมความงามรอบเกาะแล้ว กัปตันก็อาสาพายเรือคายัคพาพวกเราเข้าไปชมหินงอกหินย้อยกันใกล้ๆ เรียกว่าเป็น Private Tour จริงๆ เพราะละแวกนี้ไม่มีเรือมาจอด และนักท่องเที่ยวก็ไม่พลุกพล่านด้วย เสร็จจากการเที่ยวเกาะเล็กเกาะน้อย เราก็มีเวลาพักผ่อนนอนตากลมอยู่บนดาดฟ้าเรือ ช่างเป็นเวลาอันแสนสุขที่บอกไม่ถูก อยากให้คุณมาอยู่บนนี้จัง เสร็จจากอาหารมื้อเย็น (ปลากะมงเปรี้ยวหวาน, ผัดผักน้ำมันหอย และต้มยำกุ้ง) เราก็จะนอนค้างคืนกันแถวเกาะยาง ซึ่งจุดที่เราจอดเรือถือว่าน้ำนิ่งมากเพราะว่ามีภูเขาโอบล้อมรอบ คืนนี้ผมเตรียมใจเป็นอย่างดีอยากนอนดูดาวบ้างไรบ้าง เลยขนหมอนจากห้องนอนด้านล่างขึ้นมานอนด้านบน หลับเพลินๆ เผลอไปแป๊บเดียว ตื่นขึ้นมาอีกทีตอนตี 4 นอนไป 7 ชั่วโมงรวดโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว คงเพราะเหนื่อย หรือไม่ก็สุขเพลินเกินห้ามใจ  ZZzzzzzz

นอนชิลล์ตากลมบน Deck เรือ Suwan Macha
นอนชิลล์ตากลมบน Deck เรือ Suwan Macha

วันที่สอง (พังงา – เกาะปันหยี – เกาะตะปู – เกาะห้อง – เกาะไก่)

เวลาผมเดินทางไปเที่ยวที่ไหน ผมจะเป็นคนที่ไม่ปล่อยให้พระอาทิตย์ขึ้นนอกสายตา ทริปนี้ก็เหมือนกัน นั่งเฝ้าพระอาทิตย์ขึ้นเลยทีเดียว บอกไม่ถูกจริงๆ ว่ามันสวยขนาดไหน (ลองดูรูปสิ) หลังจากทานอาหารเช้าบนเรือเรียบร้อยแล้ว มีเรือหางยาวแวะมารับเราถึงข้างเรือ เพื่อพาเราไปที่เกาะปันหยี เดินชมวิถีชีวิตของชาวบ้านแล้วก็ไม่ลืมซื้อน้ำพริกกุ้งเสียบติดมือมาด้วย (มันคืออาหารมื้อเย็นของเรา ฮิฮิ) หลังจากนั้นเรือก็พาเราอ้อมไปต่อกันที่เขาตะปูหรือ James Bond Island ตามสูตร ที่นี่คนค่อนข้างเยอะนิดนึง ถ่ายรูปจนหนำใจแล้ว เราก็มุ่งหน้ากลับขึ้นเรือสุวรรณมัจฉาอีกครั้งเพื่อทานอาหารเที่ยง (แกงเขียวหวานไก่, ผัดผักเปรี้ยวหวาน และหมูผัดกำหล่ำน้ำมันหอย) มาถึงช่วงบ่ายต้นๆ เราแวะเล่นน้ำกันอีกที่เกาะห้อง (แต่อันนี้คนละห้องกับที่พังงา) หลังจากนั้นก็ไปต่อที่เกาะไก่ Chicken Island แถวอ่าวนาง จังหวัดกระบี่ ที่นี่น้ำใสใช้ได้เลย แถมพอน้ำลดจะเกิดทะเลแหวกเป็นทางเชื่อมระหว่างสองฝั่ง ดำน้ำตื้นดูปลาสวยงามได้สักพัก (แถวนี้ไม่ค่อยมีปะการังให้ดูเท่าไหร่) ผมเกิดอยากออกแรงขึ้นมา เลยขอกัปตันภายเรือคายัคจากเกาะไก่กลับขึ้นเรือสุวรรณมัจฉาที่จอดอยู่ลิบๆ โอโหเหนื่อยโฮกขอรับ เพราะมันต้องพายทวนกระแสน้ำ เกือบไม่รอดเพราะไม่ได้ใส่ชูชีพมาด้วย โชคดีที่ได้วิชาพายเรือติดตัวมาด้วยสมัยที่ต้องพายเรือคายัคเข้าไปแจกถุงยังชีพให้กับชาวบ้านผู้ประสบภัยจากน้ำท่วมเมื่อปี 2 ปีก่อน และแล้วก็กลับขึ้นฝั่งมาได้ด้วยความปลอดภัย พร้อมภาพพระอาทิตย์ตกที่ถ่ายจากบนเรือคายัค (อันนี้เสี่ยงตายสุดๆ เพราะขาต้องหนีบไม้พาย มือต้องประคองกล้องเอาไว้ แถมยังต้องนั่งตัวเกร็งโต้คลื่นเพราะกลัวเรือจะคว่ำ) เย็นนี้อาหารบนเรืออร่อยเป็นพิเศษ เพราะเสียพลังงานไปเยอะ (ข้าวผัด, ไก่ทอดเสิร์ฟพร้อมสลัดผัก, แกงจืดเต้าหู้หมูสับ, มะม่วงสุก และส้ม) ซัดเรียบจนอิ่มแปล้ คืนนี้เราจะค้างกันแถวเกาะไก่นี่แหละ เรืออาจจะโคลงเคลงไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการนอนแต่อย่างใด และนี่คือคืนที่สองที่ผมหอบผ้าหอบผ่อนจาก Cabin ด้านล่างย้ายขึ้นมานอนบนดาดฟ้าเรืออย่างเป็นกิจลักษณะ เพราะเริ่มติดใจในรสของธรรมชาติ อยากให้คุณมาเห็นดาวบนท้องฟ้าจัง สวยจังว่ะ(ครับ) ราตรีสวัสดิ์พี่น้องชาวไทยและต่างชาติ

พระอาทิตย์ขึ้นแถวเกาะยาง
พระอาทิตย์ขึ้นแถวเกาะยาง
เกาะตะปู (James Bond Island)
เกาะตะปู (James Bond Island)
เกาะไก่ Chicken Island  กระบี่
เกาะไก่ Chicken Island กระบี่
ภาพพระอาทิตย์ตก ถ่ายจากบนเรือคายัค
ภาพพระอาทิตย์ตก ถ่ายจากบนเรือคายัค

วันที่สาม (กระบี่ – เกาะลิง – เกาะพีพีดอน – พีพีเล)

เช้านี้ตื่นขึ้นมาแอบตกใจเล็กๆ ไม่รู้ว่าตัวเองนอนดิ้น หรือเรือมันโยกจนตัวเราไถลลงไปชิดขอบเรือขนาดนั้น พระอาทิตย์เช้านี้ก็ยังคงแจ่มเหมือนเคย หลังจากอาหารมื้อเช้า เรามุ่งหน้าเดินทางไกลไปยังเกาะพีพี เกาะแรกที่เราแวะมาดำน้ำดูปะการังกันคือเกาะลิง Monkey Island ที่ชื่อว่าเกาะลิง เพราะลิงมันเป็นเจ้าของเกาะ ใครไปแหย่มัน มันมีโกรธด้วย ลิงบนเกาะนี้ นิสัยค่อนข้างดุร้าย นักท่องเที่ยวใจเสาะอย่างพวกเราเลยต้องระวังตัวกันนิดหน่อย ผลัดกันเฝ้าของ เพราะกลัวมันตะปบขโมยของเราไป เล่นน้ำจนตัวเกรียมได้ที่ เราก็แวะกลับขึ้นเรือเพื่อทานอาหารเที่ยงกันต่อ (ปอเปี๊ยะทอด, สปาเก็ตตี้ซอสมะเขือ และแซนวิชทูน่า) หนังท้องตึงหนังตาก็เริ่มหย่อน เผลองีบไปสักพัก เราก็มาถึงหาดมาหยา หาดที่ขึ้นชื่อว่าสวยใสที่สุดแห่งหนึ่งในแถบหมู่เกาะพีพี แถมยังเป็นสถานที่ถ่ายทำของหนังเรื่อง The Beach ด้วย เลยทำให้เกาะนี้มีชื่อเสียงมาก ต้องยอมรับว่าในทริปนี้ หาดทราย น้ำใสและปะการังแถวนี้ดูจะสวยที่สุด (เมื่อเปรียบเทียบกับที่ๆ ผ่านมา) น่าเสียดายที่หลังจากซึนามิ ปะการังในแถบทะเลอันดามันถูกทำลายไปเยอะมาก ไม่อย่างนั้นเราคงได้ชมปะการัง สีสันสดใสกว่านี้ ผมใช้เวลาเที่ยวเล่นดำน้ำในเวิ้งนี้นานสุด เพราะปลาหลากสีดูแปลกตากว่าที่อื่น นักท่องเที่ยวบางกลุ่มถึงขั้นเตรียมขนมปังมาให้อาหารปลาเพื่อล่อให้มันออกมากันเป็นฝูง เสร็จจากกิจกรรมยามบ่ายเรือสุวรรณมัจฉา ก็พาเราอ้อมมาอีกฟากหนึ่งของเกาะพีพีเล ซึ่งเป็นที่ๆ เราเตรียมอาหารมื้อเย็นชุดใหญ่เพื่อเป็นการส่งท้าย มื้อนี้พิเศษกว่ามื้อไหนๆ เพราะเป็น BBQ Party มีทั้งกุ้ง ไก่ ปลา เนื้อ และปลาหมึกย่าง ทานกันจนพุงกางไปเลย ตกดึกเพื่อนๆ ชาวต่่างชาติก็มาสุมหัวแลกเปลี่ยนทัศนคติ พูดคุยกันสารพัดเรื่อง แล้วค่อย Say Good Night กัน จนกระทั่งวันสุดท้ายก็ยังไม่มีฝรั่งหน้าไหนกล้าขึ้นมานอนบนเรือเป็นเพื่อนผมทั้งๆ ที่ห้องด้านล่างก็ร้อนซะจนตับแล่บ และคืนนี้ก็เป็นอีกคืนที่ผมนอนดูดาวจนผลอยหลับไปอย่างมีสติ (รึเปล่า)

Amercan Breakfast เซ็ตนี้เสิร์ฟทุกเช้าบนเรือ Suwan Macha
Amercan Breakfast เซ็ตนี้เสิร์ฟทุกเช้าบนเรือ Suwan Macha
เกาะลิง Monkey Island จุดเล่นน้ำอีกจุดนึงที่สวยใส ที่กระบี่
เกาะลิง Monkey Island จุดเล่นน้ำอีกจุดนึงที่สวยใส ที่กระบี่
อีกมุมนึงของเกาะลิง Monkey Island
อีกมุมนึงของเกาะลิง Monkey Island

วันที่สี่ (เกาะพีพี – ภูเก็ต)

ตื่นเช้าอีกครั้งเพื่อมาเก็บตะวัน วันนี้โปรแกรมไม่ค่อยมีอะไรมาก นั่งนอนชิลล์อยู่บนเรือเป็นหลัก ตกสายๆ คนเรือพาพวกเราอ้อมเกาะไปดำน้ำดูปะการังในละแวกที่ไม่ไกลมากนัก ถือเป็นการปิดท้ายโปรแกรมดำผุดดำว่ายอย่างสมบูรณ์ ราวๆ 11 โมง หลังจากที่แพ็คของเสร็จเรียบร้อย เรือยางก็พาเรามาส่งที่ท่าเรือเฟอร์รี่บนเกาะพีพี เราแวะทานอาหารเที่ยงกันที่พีพีโฮเต็ล แล้วรอเวลาเรือ Phi Phi Cruiser ออกตอนประมาณบ่ายสองครึ่ง อากาศบนนี้ถือว่าร้อนถึงร้อนที่สุด เรียกได้ว่าเหงื่อไหงออกแทบทุกอณู ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงเรือเฟอร์รี่ก็เทียบท่าที่ท่าเรือรัษฎา ภูเก็ต หลังจากนั้นพวกเราก็แยกย้ายกันเดินทางต่อไป โดย Asian Oasis ได้จัดคนมารับเราไปยังจุดหมายปลายทางที่ระบุไว้ตามโปรแกรม หลังจากส่งเพื่อนฝรั่งขึ้นเรือที่อ่าวปอ เพื่อไปเกาะยาวน้อยต่อ ผมก็มานั่งรอเวลาขึ้นเครื่องที่สนามบิน จะดีกว่านี้ถ้าได้อยู่ภูเก็ตอีกสักคืนเพื่อปรับสภาพความสมดุล เพราะขนาดผมกลับมากรุงเทพฯ แล้ว ยังมีความรู้สึกเหมือนตัวยังโคลงเคลงอยู่เลย 555

ที่ท่าเรือรัษฏา ภูเก็ต มีทั้งเรือหางยาว เรือเครื่อง และเรือเฟอร์รี่มารอเทียบท่ากันเพียบ
ที่ท่าเรือรัษฏา ภูเก็ต มีทั้งเรือหางยาว เรือเครื่อง และเรือเฟอร์รี่มารอเทียบท่ากันเพียบ

360 Degree Boat Experience ประสบการณ์เที่ยวบนเรือแบบเจาะลึก

First Timer ประสบการณ์ครั้งนี้ไม่มีลืม

อะไรที่เป็นครั้งแรกมักจะตื่นเต้นเสมอ ทริปนี้ก็เช่นกัน เล่นเอานอนไม่หลับเลย จะหลับได้ยังไง ในเมื่อไฟล์ทบินมันเช้าขนาดนั้น ต้องไปถึงสนามบินก่อนตี 5 โชคดีที่ไม่ได้ลงเรือตั้งแต่วันแรก ไม่งั้นมีหวังน๊อคแน่ๆ มาครั้งนี้ผมพยายามไม่พกความหวังไว้มาก เหมือนจะรู้ว่ามันเป็น Indy Trip ที่ไม่ได้สะดวกสบายเหมือนการนอนบนเตียงนุ่มๆ ในโรงแรม 5 ดาว แถมได้ข่าวว่าอาจไม่มีไฟฟ้าใช้อีกต่างหาก คนติด Gadget อย่างเราเลยต้องสั่งลาเพื่อนฝูงที่อยู่บน Twitter และ Facebook ว่าอาจจะติดต่อไม่ได้เป็นช่วงๆ เนื่องจากสัญญาณโทรศัพท์ไม่ดี หรือไม่ก็ต้องเซฟแบตเตอรี่ไว้ใช้ยามจำเป็นเท่านั้น จะว่าไปการมาทริปนี้เหมือนการมาเข้าค่ายหรือเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมยังไงยังงั้น คือต้องพยายามตัดกิเลสทั้งปวง แม้ไม่ต้องถือศีล 8 งดอาหารมื้อเย็น แต่ต้องละความสะดวกสบายทั้งหลายแหล่ ที่นอนก็ไม่ได้นุ่มเหมือนอยู่ที่บ้าน ไม่มีแอร์เป่า แถมยังไม่มีละครทีวีให้ดูอีกต่างหาก  ด้วยความเป็นคนที่เรื่องไม่เยอะ เลยไม่คิดว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นอุปสรรคทำให้เราเที่ยวไม่สนุก ในทางตรงข้ามกัน ผมกลับรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ขึ้นเรือสำเภามากกว่าการขึ้นเรือยอร์ชหรือเรือครุยซ์เป็นไหนๆ ไม่ใช่ใครๆ จะได้ทำตัวกลมกลืนกับธรรมชาติอย่างนี้ สรุปว่ามันคือความท้าทายปนความอยากรู้อยากเห็นว่า “ทำไมคนไทยส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยเลือกที่จะมาทริปในลักษณะนี้?” ว่าแล้วก็ตัดสินใจโพสต์รูปขึ้น Facebook และ Instagram ยั่วให้คนอื่นได้อิจฉากับประสบการณ์แปลกใหม่ในครั้งนี้

รูปสวยด้วยกล้อง iPhone 4s  และ Olympus Pen E-PL5
รูปสวยด้วยกล้อง iPhone 4s และ Olympus Pen E-PL5

Full at last อิ่มหมีพีมัน

แต่ก่อนแต่ไรเวลานั่งเรือมาเที่ยวเกาะ อาหารส่วนใหญ่จะเป็นอาหารกล่องไว้กินแค่พอประทังชีวิต แต่ขอโทษอาหารทุกมื้อบนเรือสุวรรณมัจฉานั้นไฮโซกว่าที่คิดไว้มาก ตอนเช้ามีการเซ็ตโต๊ะทานข้าวอย่างดี มีขนมปังปิ้งทาแยม ทานกับหมูแฮม ไข่ดาว และเบคอน ส่วนมื้อเที่ยงและมื้อเย็น จะมีกับข้าวมื้อละ 3 อย่าง มีตั้งแต่เมนูธรรมดาคือผัดผักน้ำมันหอย ไปจนถึงเมนูพิเศษ อย่างต้มยำกุ้ง ปลาสามรส และบาร์บีคิว เพื่อนๆ ต่างชาติที่นั่งมาเรือลำเดียวกันถึงกับเอ่ยปากชมกันทุกคนว่าอาหารอร่อยมว๊าาาาก มากจนต้องเรียกเชฟออกมาชมแล้วชมอีก ถ้าคุณได้เห็นขนาดของครัว แล้วคุณจะรู้สึกทึ่งมากว่าครัวขนาด 1X1 เมตร มันทำอาหารอะไรได้มากขนาดนี้เชียว สำหรับช่วงสายๆ หรือช่วงบ่ายๆ เรือลำนี้จะมีการเสิร์ฟของว่างด้วย ไม่ว่าจะถั่วมะม่วงหิมพานต์ คุ้กกี้ หรือผลไม้ชนิดต่างๆ เช่นมะม่วง ส้ม กล้วย และแตงโม สำหรับเครื่องดื่ม ถ้าเป็นน้ำเปล่า ก็มีเสิร์ฟให้ไม่อั้นตลอดทริปการเดินทาง ถ้าใครอยากทานเบียร์ ทานน้ำอัดลม สามารถสั่งเพิ่มได้ตามอัธยาศัย (แต่อันนี้คิดตังค์ต่างหาก) ต้องขอบอกเลยว่าไม่มีมื้อไหนที่ผมทานไม่อิ่ม ขอบคุณเชฟบี ที่ทำอาหารอร่อยๆ ให้เราทานทุกมื้อ สุดยอดมากครับ กลับจากทริปนี้ต้องออกกำลังกายอย่างหนักแล้วสิท่า

แกงจืดเต้าหู้หมูสับกับผักนานาชนิด
แกงจืดเต้าหู้หมูสับกับผักนานาชนิด
เนื้อไก่ทอด สูตร Suwan Macha
เนื้อไก่ทอด สูตร Suwan Macha
ทานกับผักสลัด เข้ากั๊น เข้ากัน
ทานกับผักสลัด เข้ากั๊น เข้ากัน

Service Excellence บริการทุกระดับประทับใจ

สิ่งที่แปลกกว่าเรือนำเที่ยวทั่วไป คือเรือสุวรรณมัจฉานั้นไม่มีไกด์มาด้วย ทีแรกก็แอบงงปนสงสัยว่า แขกจะอยู่ยังไงกันโดยไม่มีการอธิบายฟุดฟิดโฟไฟเป็นภาษาอังกฤษ ลูกเรือทั้ง 3 คน รวมถึงกัปตัน ไม่มีใครแตกฉานภาษาอังกฤษเลยสักคน พอฟังรู้เรื่องบ้าง แต่ถ้าจะให้ถึงขั้นโต้ตอบแบบคล่องแคล่วเห็นทีจะไม่ได้ งานนี้เลยต้องใช้เวิร์บทูเดาและภาษามือช่วยกันระวิง กัปตันบันเล็งน่าจะเป็นต้นหนที่ภาษาอังกฤษอ่อนแอสุด แต่แกก็พูดภาษากลางได้คล่องมากนะ (ก็แน่สิแกเป็นคนไทยถึงแม้จะติดสำเนียงใต้ก็ตาม) หน้าตาแกขมึงตึงสีผิวคล้ำดูน่ากลัวก็จริง แต่แกเป็นคนใจดีมากนะ ส่วนรุ่งก็เป็นลูกเรือที่คล่องแคล่ว ว่องไว ทำหน้าที่ทุกอย่างเพื่ออำนวยความสะดวกทุกคนอย่างเต็มใจ นานๆ ทีจะเห็นหลุดคำพูดออกมาสักคำ คงเป็นเพราะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้มั๊ง เลยกลายเป็นคนพูดน้อยที่สุดในเรือไปซะฉิบ ส่วนรุ่งคือพ่อครัวหัวป่าของเรา เป็นคนที่คอยดูแลเรื่องข้าวปลาอาหารให้เรา อัธยาศัยดี มีสไตล์ (หัวแกตั้งตลอดเลย เพราะทำผมทรงเบกแฮม) แรกๆ ดูเงียบๆ พอเริ่มคุ้นเคยกับคนในเรือ ทีนี้คุยจ้อเลย (คนนี้เด็กฝรั่งสองคนติดมาก เพราะสอนให้เขารู้วิธีตกปลา) โดยรวมต้องบอกว่าคนในเรือลำนี้มีใจบริการสุดๆ เวลาขอความช่วยเหลืออะไร หรือขอร้องให้ทำอะไรให้ เขาจะรีบจัดการให้โดยไม่มีการชักสีหน้าใส่ ความอะลุ้มอล่วยและอัธยาศัยไมตรีของลูกเรือทำให้ทริปนี้ดูเรียบง่าย สบายๆ ไม่เวิ่นเว้อ แถมยังมีความยืดหยุ่นพอที่จะปรับแผนตามสถานการณ์และความสนใจของคนในลำเรือ เชื่อหรือไม่ว่าตลอด 4 วัน 3 คืน ไม่มีวันไหน คืนไหน ที่เริ่มรู้สึกอึดอัด เพราะการบริการไม่ได้ดั่งใจเลย อันนี้ต้องขอยกความดีความชอบให้ลูกเรือทุกคน คุณทำให้ทริปนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ (ขอคารวะให้งามๆ)

เพื่อนๆ ร่วมลงเรือลำเดียวกัน Heino, Rita, Martin, Katja, Rene, Yan พร้อมลูกเรือ กัปตันบันเล็ง รุ่ง และ บี
เพื่อนๆ ร่วมลงเรือลำเดียวกัน Heino, Rita, Martin, Katja, Rene, Yan พร้อมลูกเรือ กัปตันบันเล็ง รุ่ง และ บี

Friendship on the Boat หาเพื่อนคุยยามเหงา

ในทริปนี้เรากันทั้งหมด 7 คน 2 คนเป็น Senior Citizens วัยเกษียณ (Heno & Rita) อีก 4 คนมาจากครอบครัวเดียวกัน (Martin, Katja กับลูกชายทั้งสอง Rene และ Jane) ทั้ง 6 คนนี้เป็นคนเยอรมัน ส่วนผมเป็นแขกคนไทยที่ลองดีมาขึ้นเรือสุวรรณมัจฉาโดยลำพัง ข้อดีคือผมได้มีโอกาสใช้ภาษาอังกฤษเต็มที่ โดยเฉพาะการรับบทบาทหน้าที่เป็นล่ามระหว่างแขกต่างชาติและลูกเรือคนไทย วันแรกๆ เรายังไม่ค่อยรู้จักคุ้นเคยกันเท่าไหร่ แต่พออยู่ด้วยกันนานวัน กินข้าวด้วยกัน พูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนคติกันไปมา พวกเราเริ่มสนิทสนมกันด้วยความรวดเร็ว แม้จะมีอายุเป็นกำแพงกั้นแต่เราก็สามารถเข้ากันได้ดี (ตั้งแต่เด็กสุด 10 ขวบไปจนแก่สุดเกือบ 70 ปี) สิ่งที่น่าประทับใจคือพวกเขาทั้งหมดเป็นคนที่ไม่เรื่องมากเลย ไม่จู้จี้จุกจิกขี้บ่นเหมือนแขกฝรั่งทั่วไป แม้พวกเขาจะเป็นคนมีฐานะ มีความรู้ดี แต่ก็ไม่อวดเบ่ง แสดงความเป็นอภิสิทธิ์ชนต่อหน้าลูกเรือตาดำๆ การให้เกียรติซึ่งกันและกันทำให้เรือลำนี้อบอวลไปด้วยความเป็นมิตร นับว่าเป็นโชคดีของผมที่ได้มาเจอเพื่อนๆ ที่น่ารักทุกคน ขอบคุณ Suwan Macha ที่พาคนดีๆ มารวมตัวบนเรือลำเดียวกัน

Inconvenient Truth สิ่งไม่อำนวยความสะดวก

ถ้าจะมีเรื่องให้ติงคงไม่พ้นเรื่องห้องนอน ห้องน้ำ และห้องครัว แม้จะรู้ดีว่าเราจะไม่ได้รับความสะดวกสบายเหมือนอยู่บนเรือยอร์ช แต่ก็ขอบ่นในใจนิดนึงว่าห้องนอนมันแคบและร้อนมาก ขนาดผมนอนคนเดียวยังรู้สึกอึดอัดเลย แล้วฝรั่งตัวใหญ่ๆ สองคนเขาจะนอนบนเตียงเดียวกันยังไง นึกไม่ออกจริงๆ โชคดีที่แขกไม่เต็มลำเรือ กัปตันเลยย้ายแขกอีกคนนึงให้ไปนอนอีกห้อง ไม่งั้นมีหวังต้องเห็นคนแก่เป็นลมชักคาท้องเรือแน่ๆ ส่วนผมก็ตัดช่องน้อยแต่พอตัว หนีขึ้นมานอนบนดาดฟ้าซะงั้น ลืมเรื่องความร้อนระอุไปเลย แม้จะไม่ได้นอนบนเตียง แต่ก็ได้ลมทะเลช่วยเป่าทำให้หลับเกือบสบายได้ทุกคืน โอ้วพระเจ้าจอร์จ อยากให้คุณมาเห็นห้องน้ำจัง ขนาดเล็กจุ๋มจิ๋ม เป็นทั้งที่ล้างหน้าแปรงฟัน อาบน้ำ และที่นั่งปล่อยทุกข์ ด้วยขนาดโดยรอบน่าจะประมาณ 80×80 ซม. มันทำให้สุนทรียะในการปลดปล่อยของเสียนั้นหมดไปจริง อย่าคิดจะเดินไปมาในห้องน้ำเลย แค่หมุนได้รอบตัวก็ดีหนักหนาแล้ว แต่ถ้ามองอีกมุมนึงคนอื่นเขาอยู่กันได้ เราก็ต้องอยู่ได้เช่นกัน มันกลายเป็น Topic เรื่องขำขันบนเรือที่เราคุยกันเล่น 555 ส่วนห้องครัวนั้นอันนี้แอบเห็นใจพ่อครัวอ่ะ เพราะว่าพื้นที่ใช้สอยน้อยมาก แต่ต้องหุงข้าว ผัด ทอด แกง ต้ม บนเตาสองหัวที่อยู่ในระยะแค่คืบ โชคดีที่อาหารการกิน การบริการ และเพื่อนร่วมเดินทางของเราน่ารักมาก พวกเราเลยต่างมองข้ามความไม่สะดวกนี้ไป เพราะอีกไม่กี่วันเราก็ต้องแยกย้ายกลับไปอยู่ที่ชอบ ที่ชอบอยู่ดี

Phuket, I Will Miss You ด้วยรักและคิดถึง

4 วัน 3 คืน ผ่านไปไวเหมือนโกหก การใช้ชีวิตเนิบช้าบนเรือสำเภากับสหายแปลกหน้า มันทำให้ได้อะไรหลายๆ อย่างกลับมา บางทีเราอาจจะคิดไปเองว่าการมีชีวิตที่สะดวกสบายท่ามกลางความเจริญและแสงสีเสียงในเมืองคือความสุขที่เราต้องการ แท้ที่จริงแล้วความเรียบง่าย กับชีวิตที่ไม่ได้ปรุงแต่งต่างหากคือสิ่งที่เราใฝ่หา แค่ได้ตื่นขึ้นมาชมแสงอาทิตย์แรกของวัน นั่งชิลล์ให้ลมทะเลไหลผ่าน นั่งฝั่งเสียงคลื่นเป็นเพลงขับกล่อม แค่นี้ก็สุขแล้ว สักวันหนึ่ง…คงจะมีลมพัดหวนให้เราได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง Phuket I Miss You

เชิญชมอัลบั้มภาพถ่ายจากกล้อง Olympus PEN E-PL 5 ที่ลงทุนถอยมาเพื่อทริปนี้โดยเฉพาะ

Photo Gallery

 

Leave a Reply