ประหยัดภาษีฉบับมนุษย์เงินเดือน ปี 2556

สำหรับมนุษย์เงินเดือนทั่วไป หลายคนคงเคยตกอยู่สถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันคือ เงินช็อต หน้าที่การงานไม่รุ่ง มีปัญหากับนาย ซ้ำร้ายยังมีเรื่องดาวรักดาวเลิกเข้ามาแทรกอีกต่างหาก แม้ผมจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในทุกด้าน แต่ขอใช้ประสบการณ์ที่มีกว่า 10 ปีในการทำงานเป็นมนูษย์เงินเดือนเหมือนคนทั่วไป บอกเล่าสู่กันฟังว่าทำยังไงจึงจะมีเงินเหลือเก็บ แถมยังมีหลักประกันมากพอที่จะใช้ชีวิตในวัยก่อนเกษียณได้อย่างสบายๆ ใครอยาก Early Retire ต้องฟังทางนี้ครับ

“ถ้าผมทำได้ คุณก็ต้องทำได้ครับ”

บทความนี้จะตอบคำถามคาใจของใครหลายคน ไม่ว่าจะเป็น “เก็บออมเดือนเท่าไหร่ถึงจะพอ?”, “ค่าลดหย่อนภาษีมีอะไรบ้าง?”, “LTF & RMF คืออะไร ใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินใจเลือกกองทุน?”, “ตกลงแล้วปีนี้ต้องเสียภาษีเท่าไหร่?”“ทำอย่างไรจึงจะมีอิสรภาพทางการเงิน?”

[อัพเดท ณ วันที่ 24 เดือนพฤศจิกายน 2556]

คิดได้ก่อน รวยกว่า

ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจกันนิดนึงว่าอะไรคือศัตรูที่ทำให้มนุษย์เงินเดือนทั่วไปใช้ชีวิตแบบหลังชนฝา ปากก็บ่นว่าอยากออกจากงานเพราะเบื่อ แต่จนแล้วจนรอดก็อยู่โยงคงกระพันมานานจนแทบนับปีไม่ถูก ก็เพราะกลัวเงินช็อตนี่เอง ถ้าไม่ถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง ถูกบริษัทอื่นซื้อตัวไปด้วยค่าตัวที่สูงขึ้น หรือไม่ก็มีคนมาขอ (แต่งงาน) ไปอยู่บ้านมหาเศรษฐี รับรองว่าอายุขัยในการเดินดินกินข้าวแกงนั้นยังอยู่คงทน

ถ้าอยากมีชีวิตที่ดีกว่าคนทั่วไป คุณต้องเริ่มเข้าใจเรื่องการวางแผนการใช้ชีวิต และการวางแผนทางการเงิน ณ บัดนาว

วางเป้าหมายในชีวิต

คนทั่วไปใช้ชีวิตไปวันๆ มองแค่ระยะสั้นขอให้แค่มีเงินเหลือในบัญชี บางคนขนาดกินอยู่กับพ่อแม่ พอเงินเดือนออกแล้ว แทนที่จะได้เจียดบางส่วนให้กับบุพการี กลับเอาไปผลาญให้กับวัตถุมงคลทั้งหลายแหล่ ไม่ว่าจะเป็นเทพเจ้าหลุยส์ ตราประดับยศตระกูลแมคอินทอช แล้วอย่างนี้จะเหลืออะไรใช้ในวันข้างหน้า โดยปกติแล้วคนเราจะมีเป้าหมายหลักๆ ในชีวิตอยู่ 3 เรื่อง หนึ่งคือการวางแผนเพื่อการเกษียณ, สองคือการวางแผนการใช้ชีวิตหลังแต่งงาน ซึ่งรวมถึงแผนการศึกษาของบุตร สามคือการวางแผนเพื่อครอบครองสินทรัพย์ ตั้งแต่ของชิ้นใหญ่สุดคือบ้าน รองลงมาคือรถยนต์ จนมาถึงของใช้ที่จำเป็นทั่วไป ถ้าคุณพอมีคำตอบในใจเกี่ยวกับ 3 เป้าหมายนี้ คุณจะรู้ได้เลยในทันทีว่า เงินและสินทรัพย์ที่มีอยู่ในบัญชี อยู่ห่างจากความฝันในอนาคตมากน้อยขนาดไหน แล้วจะต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งนำไปสู่ประเด็นที่สองนั่นคือ “การวางแผนการออมและการลงทุน”

ก่อนอื่นถ้าคุณอยากรู้ว่าสุขภาพทางการเงินของคุณเป็นอย่างไร ให้ลองทำแบบทดสอบนี้

แผนการออมและการลงทุน

cr: gettyimages

คำถามแรกคือเราควรมีเงินออมเท่าไหร่จึงจะเรียกว่าพอ คำตอบคือต้องมีไม่น้อยกว่าสิบเปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมดแล้วคูณด้วยอายุตัวเองในปัจจุบัน (1/10 x รายได้ทั้งปี x อายุ)

สมมุติว่าขณะนี้คุณมีอายุ 25 ปี ได้เงินเดือนๆ ละ 25,000 บาท ดังนั้นคุณควรมีเงินออมอยู่ในบัญชีไม่น้อยกว่า 750,000 บาท (1/10 x 25,000 x 12 x 25) 10 เปอร์เซ็นต์ดูเหมือนไม่เยอะ แต่เพราะคุณอาจไม่ได้ออมตั้งแต่เยาว์วัย ย่ิงช่วงวัยเรียนคงไม่ต้องพูดถึง บางคนใช้เงินอย่างเดียว ไม่เคยมีเงินเหลือเก็บ เพราะฉะนั้น เงิน 750,000 จึงเป็นอะไรที่ดูเยอะมากจนน่าตกใจ ผมเดาได้ว่าคนในวัยนี้จะเหลือเงินในบัญชีอยู่แค่หลักหมื่นเท่านั้น ในกรณีที่แย่กว่านั้นคือเหลืออยู่แค่หลักพัน น่าสงสารมากแต่ยังไม่ถึงกับสายไป เพราะถ้าคุณเริ่มเก็บวันนี้อัตราออมมันยังอยู่แค่ 10% ถ้ารอถึงอายุ 40 อัตราออมจะถูกดันขึ้นมาถึง 20% อายุ 50 ออมสุดๆ 50% อย่าเพิ่งมารู้ตัวตอนแก่เลย มันช๊อคเอาง่ายๆ นะจะบอกให้

คนฉลาดจะรู้วิธีในการหารายได้เสริม (ซึ่งได้จากการทำงาน และการลงทุน) และรู้วิธีในการลดค่าใช้จ่าย (ฉลาดซื้อ และฉลาดใช้) จะใช้ตัวช่วยหรือเครื่องมือไหนในการทำให้เงินงอกเงย อีกสักครู่เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง (โปรดอดใจรออีกหนึ่งอึดใจ) ส่วนวิธีการลดค่าใช้จ่ายนั้นเป็นเรื่องของวินัยและทัศนคติในการใช้เงิน คนที่ชอบซื้อของด้วยเงินในอนาคตจากการผ่อนชำระ และคนที่ชอบสร้างหนี้ด้วยการชำระแค่อัตราขั้นต่ำ 10% ของยอดหนี้บัตรเครดิต คนเหล่านี้อยู่ในข่ายเสี่ยงต่อการล้มละลายทางการเงิน อย่าว่าจะเหลือเงินออมเลย อาจเป็นหนี้ท่วมหัวด้วยซ้ำ บัตรเครดิตนั้นมีคุณถ้าคุณเป็นคนรู้จักซื้อของตามโปรโมชั่น และรับส่วนลดจากสิทธิพิเศษจากร้านค้าและห้างสรรพสินค้า ถ้าเป็นไปได้ควรชำระเงินเต็มจำนวนด้วยการกันเงินสดออกมาต่างหากเพื่อชำระค่าบัตรเครดิตรายเดือน ซึ่งเหมาะกับคนที่มีเงินสะสมเหลือเกินอัตราเงินออม (Surplus) ใครที่รู้ว่าตัวเองไม่ค่อยมีวินัย แนะนำให้ใช้เงินสดหรือเดบิตคาร์ดแทน มีเท่าไหร่ใช้เท่านั้น ใช้มากจะยากนานนะครับ

วางแผนการเสียภาษี

tax time

คนชนชั้นกลางเป็นกลุ่มคนที่เสียภาษีมากที่สุด เพราะว่าแหล่งที่มาของรายได้นั้นชัดเจน ตรงไปตรามา เสียภาษีตามขั้นบันไดตั้งแต่ 0% เมื่อมีเงินได้ไม่เกิน 150,000 บาท (ต่อปี) จนถึงขั้นบนสุด 35% เมื่อมีรายได้เกินกว่า 4,000,000 บาท แถมนายจ้างใจดีกลัวเราปวดหัว เลยได้ทำการทยอยหักเงินภาษีเข้ารัฐโดยเราอาจไม่รู้ล่วงหน้าว่าเขาใช้เกณฑ์อะไรในการหัก หน้าที่พลเมืองชั้นดีอย่างเราจึงต้องคอยสืบเสาะหาทางลดหย่อนกันเอาเองตามอัธยาศัย

มีข่าวดีมาบอกครับ ในปีนี้ (2556) กรมสรรพากรจะเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราที่ลดลงตามขั้นบันได โดยจะมีอยู่ 4 กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการเรียกเก็บภาษีในอัตราใหม่ ส่วนอีก 4  กลุ่มที่เหลือยังคงเสียภาษีในอัตราเดิม ดังนี้

1. คนที่มีรายได้ไม่ถึง 150,000 บาท จะได้รับการลดหย่อนโดยไม่ต้องเสียภาษีตามเดิม

2. คนที่มีรายได้ 150,001-300,000 บาท/ปี เสียภาษีลดลง 5% จากเดิมที่เคยเสียอยู่ 10%

3. คนที่มีรายได้ 300,001-500,000 บาท/ปี เสียภาษีในอัตรา 10% ตามเดิม

4. คนที่มีรายได้ 500,001-750,000 บาท/ปี เสียภาษีในอัตรา 15% ลดลงมา 5% จากอัตราเดิม 20%

5. คนที่มีรายได้ 750,001-1,000,000 บาท/ปี เสียภาษีในอัตรา 20% ตามเดิม

6. คนที่มีรายได้ 1,000,001-2,000,000 บาท/ปี เสียภาษีในอัตรา 25% ลดลงมา 5% จากอัตราเดิม 30%

7. คนที่มีรายได้  2,000,001-4,000,000 บาท/ปี เสียภาษีในอัตรา 30% ตามเดิม

8. คนที่มีรายได้ 4,000,001 ขึ้นไป เสียภาษีในอัตรา 35% ลดลงมา 2% จากอัตราเดิม 37%

ตารางเปรียบเทียบภาษีบุคคลธรรมดาและส่วนลดที่เพิ่มขึ้น (รวบรวมโดยไทยพัลบิก้า)

ตารางเปรียบเทียบภาษีบุคคลธรรมดาและส่วนลดที่เพิ่มขึ้น (รวบรวมโดยไทยพับลิกา)

Infographic ตารางภาษีแบบใหม่ โดย K-Expert Tips

Infographic ตารางภาษีแบบใหม่ โดย K-Expert Tips

สมมุติว่าคุณมีรายได้ต่อเดือน 50,000 บาท (600,000 บาทต่อปี หลังจากหักค่าลดหย่อนผู้มีเงินได้  30,000 บาท คุณจะมีรายได้สุทธิในการคำนวณภาษีอยู่ที่ 570,000 บาท) จากนั้นให้คุณคำนวณการเสียภาษีตามขั้นบันไดดังนี้ครับ 150,000 บาทแรก (0%), 150,001-300,000 บาท (5%=7,500 บาท), 300,001-500,000 (10%=20,000 บาท), 70,000 บาทที่เหลือ (15%=10,500 บาท) รวมแล้วจากฐานเงินเดือนที่ว่า คุณมีหน้าที่เสียภาษีเป็นเงิน (7,500+20,000+10,500=38,000 บาท) หากคุณมีค่าลดหย่อนเพิ่มเติมเช่นซื้อกองทุน LTF  เป็นเงิน 70,000 บาท คุณจะประหยัดภาษีไปได้ถึง 10,500 บาท (27.6%) อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องมือในการลดหย่อนภาษีในหัวข้อถัดไป

คลิ๊กที่นี่เพื่อดาวน์โหลดโปรแกรมคำนวณภาษี

(ส่วนใครที่ต้องการทำความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับอัตราภาษีแบบใหม่ ใครได้ใครเสียได้กันแน่ ติดตามอ่านได้ที่ บล๊อกภาษีข้างถนน)

มาประหยัดภาษีกันดีกว่า

ผมเคยเสียภาษีสูงสุดเป็นเงิน 6 หลัก นี่ขนาดใช้สิทธิ์ค่าลดหย่อนเต็มอัตราศึก ไม่ว่าจะเป็นเงินอุปการะบุพการี เงินบริจาค กองทุนรวมทั้ง LTF, RMF และก็ประกันชีวิต ผมจึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนหันมาทำความเข้าใจกันให้มากเกี่ยวกับเครื่องมือทางการเงินที่ทำให้คุณประหยัดเงินภาษีไปได้ไม่ใช่น้อย บางปีผมสามารถเรียกเงินคืนภาษีได้เป็นหลักแสน จนกระทั่งกรมสรรพากรต้องขอพิสูจน์หลักฐานกันเลยทีเดียว ทำอย่างไรจึงจะได้เงินคืนภาษีด้วยการใช้สิทธิ์ลดหย่อนอย่างชาญฉลาด หรือว่าเสียภาษีให้สมเหตุสมผลที่สุด ที่นี่มีคำตอบครับ

ทำความรู้จักเกี่ยวกับค่าลดหย่อน

ในเบื้องต้นทุกคนน่าจะทราบกันดีว่ามนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ต้องยื่นแบบภาษี ภงด. 91 (มีรายได้จากแหล่งเดียว) เว้นแต่คุณเป็นพวกรับจ้างงานทำงานอิสระ มีรายได้เสริม หรือมีนายจ้างมากกว่า 1 แห่ง คุณต้องยื่นแบบภาษี ภงด. 90 สำหรับผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 40% แต่ต้องไม่เกิน 60,000 บาท ทีนี้ลองมาดูในรายละเอียดปลีกย่อยตามแผนภูมิ Mind Map ที่วาดขึ้นมาให้ดูกันง่ายๆ ว่ามีค่าลดหย่อนอะไรบ้างที่คุณสามารถหักได้บ้าง

แผนภูมิ Mind Map ค่าลดหย่อนภาษี (cr: Nipapun)1. ผู้มีเงินได้: หักลดหย่อนได้ 30,000 บาท โดยถ้วนหน้ากัน แม้มูลค่าจะดูกระจิ๊ดริดไปหน่อย

2. คู่สมรส: หักลดหย่อนได้อีก 30,000 บาท สำหรับคู่สมรสที่ไม่มีรายได้ หากมีรายได้ ให้หักแยกคำนวณภาษีจะดีกว่า

3. บุตร: หักได้คนละ 15,000 บาท ไม่เกิน 3 คน รวมแล้วไม่เกิน 45,000 บาท, ถ้าศึกษาภายในประเทศได้เพิ่มอีกคนละ 2,000 บาท รวมแล้วเป็นคนละ 17,000 บาท

4. บิดามารดา: หักค่าลดหย่อนในการอุปการะเลี้ยงดูบิดาและมารดาที่มีอายุเกิน 60 ปี  ได้คนละ 30,000 บาท (แต่ว่าบิดาและมารดาต้องไม่มีรายได้พึงประเมินในปีภาษีนั้นเกิน 30,000 บาทขึ้นไป) ถ้าในกรณีที่ครอบครัวนั้นมีบุตรมากกว่า 1 คน และในความเป็นจริงต่างคนต่างช่วยกันดูแลบิดามารดาด้วยจำนวนเงินที่มากกว่านั้น ในทางภาษี จะมีบุตรเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถหักค่าลดหย่อนของบิดามารดาได้ อันนี้ต้องไปตกลงกันเอาเองระหว่างพี่น้องว่าจะให้โควต้าการลดหย่อนนั้นแก่ใคร

5. เบี้ยประกัน: หักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตได้ตามจริง แต่ต้องไม่เกิน 100,000 บาท และต้องเป็นการทำประกันที่มีความคุ้มครองเกิน 10 ปี สำหรับการทำประกันชีวิตแบบบำนาญ ผู้มีเงินได้สามารถซื้อได้เพิ่มเติมอีก 15% ของรายได้พึงประเมิน แต่ต้องไม่เกิน 200,000 บาท หากรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกบข. แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท หากเป็นการซื้อประกันสุขภาพให้กับบิดามารดา หักลดหย่อนได้ตามจริง แต่ไม่เกินคนละ 15,000 บาทเช่นกัน

6. เงินสะสม: ส่วนใหญ่เป็นการหักลดหย่อนจากการซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่สามารถซื้อและหักได้ตามจริง แต่ต้องไม่เกิน 15% ของรายได้รวม และยอดรวมไม่เกิน 500,000 บาท ส่วนการหักลดหย่อนจากการซื้อกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ก็คล้ายกันคือ 15% ของรายได้รวม และยอดทั้งหมดเมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) และกบข. จะต้องไม่เกิน 500,000 บาท

7. ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม: หักลดหย่อนได้เฉพาะดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัย แต่มูลค่าต้องไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งโดยปกติแล้วสถาบันการเงินจะเป็นผู้สรุปยอดเงินที่เราจ่ายจริงในช่วงปีที่ผ่านมา

8. ประกันสังคม: หักลดหย่อนตามจำนวนเงินที่บริษัทหรือนายจ้างหักไว้เพื่อเข้ากองทุนฯ อันนี้นายจ้างปกติก็จะทำสรุปมาให้ว่าระหว่างปีได้ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนไปแล้วเท่าไหร่

9. เงินสนับสนุนเพื่อการศึกษา: หักลดหย่อนได้ 2 เท่าของเงินที่จ่ายจริง แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินคงเหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว (หมายเหตุ: ในกรณีที่บริจาคให้กับสถาบันการศึกษา ให้ตรวจสอบว่าสถานที่บริจาคนั้นมีอยู่ในบัญชีรายชื่อสถานศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศกำหนดหรือไม่==> คลิ๊กตรวจสอบรายชื่อได้ที่นี่ ไม่เพียงเท่านั้นการบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ เพื่อการจัดหา จัดสร้างอาคาร วัสดุอุปกรณ์ และครู อาจารย์เท่านั้น==> ตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับประกาศกระทรวงได้ที่นี่)

10. เงินบริจาค: สามารถหักลดหย่อนเงินบริจาคได้ตามจริง แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินคงเหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว

ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าลดหย่อนในแต่ละประเภทได้จากเวบไซต์ของกรมสรรพากร (http://www.rd.go.th)

เมื่อรู้แล้วว่าค่าลดหย่อนของแต่ละท่านมีอะไรบ้าง ถึงเวลาที่มาลองนั่งคำนวณดูว่า ตามมาตรการเก็บภาษีแบบใหม่ เราเสียภาษีมากขึ้นหรือน้อยลง ให้ลองกรอกข้อมูลตามลิงค์นี้ครับ รื้อค่าลดหย่อน คุณจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นหรือน้อยลง โดย ThaiPublica

วิธีการคำนวณภาษีโดยใช้ Infographic โดย ThaiPublica

วิธีการคำนวณภาษีแบบใหม่โดยใช้ Infographic โดย ThaiPublica

ระบุค่าลดหย่อนแต่ละชนิดเพื่อคำนวณภาษีเปรียบเทียบระหว่างของใหม่และเก่า โดย ThaiPublica

ระบุค่าลดหย่อนแต่ละชนิดเพื่อคำนวณภาษีเปรียบเทียบระหว่างของใหม่และเก่า โดย ThaiPublica

ทำความรู้จักกับ LTF และ RMF

สำหรับมือใหม่เพิ่งหัดลงทุน ผมแนะนำให้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อกองทุนรวมให้ดี เพราะทั้งกองทุนรวมหุ้นระยะยาว LTF (Long-term Equity Fund) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ RMF (Retirement Mutual Fund) ถือเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยคุณประหยัดภาษีได้อันดับต้นๆ เลยทีเดียว ถ้าคุณเป็นคนที่มีฐานเงินเดือนสูงติดเพดานบน ปีๆ นึงคุณสามารถหักค่าลดหย่อนได้สูงถึง 1 ล้านบาทเลยทีเดียว เรียกได้ว่ายังไม่ทันดูผลประกอบการของกองทุน คุณก็ประหยัดภาษีไปได้มากโขแล้ว

เส้นทางการลงทุน โดย TSI

เส้นทางการลงทุน โดย TSI

เวบไซต์ Thailand Securities Institute ได้รวบรวมเนื้อหาเกี่ยวกับ LTF และ RMF ไว้โดยละเอียดตั้งแต่

เพื่อทำความเข้าใจกันแบบง่ายๆ ผมขอสรุปโดยย่ออย่างนี้ละกันครับ ถ้าเป้าหมายการลงทุนของคุณเป็นแบบระยะสั้น ให้เน้นซื้อ LTF ซื้อให้เต็มพิกัดเลยถ้าเป็นไปได้ คุณสามารถขายคืนได้ใน 5 ปีปฏิทิน เช่นซื้อเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2556 คุณสามารถขายคืนได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 แต่ถ้าคุณมีเป้าหมายในการสะสมทรัพย์เพื่อการเกษียณอายุ ให้เลือกซื้อ RMF หรือประกันชีวิตแบบบำนาญ (รายละเอียดดูในหัวข้อถัดไป) แม้กำหนดเวลาในการขายคืนจะยาวนานจนถึงตอนคุณอายุ 55 ปีขึ้นไป แต่เมื่อถึงเวลานั้นแล้ว คุณจะได้เงินก้อนหรือเงินงวดไปใช้แบบไร้กังวล เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการความมั่นคงในวัยที่หมดแรงทำงานมาถึงความยากที่สุดในการตัดสินใจลงทุน นั่นคือการเลือกช้อปกองทุนนั่นเอง โดยส่วนตัวผมจะใช้ปัจจัยทั้ง 5 ข้อนี้ในการเลือกซื้อกองทุนของแต่ละสถาบัน ปกติเรื่องแบบนี้เขาห้ามชี้ชวนครับ แต่ถ้าอยากรู้ว่ากูรูเขาแนะนำกองไหนบ้าง ให้ลองอ่านกระทู้นี้ที่เวบพันทิปนะครับ (โปรดใช้วิจารณญาณก่อนวู่วามลงทุนโดยไม่ศึกษาข้อมูลให้ดี)

1. Credibility ให้ดูที่ความมั่นคงและชื่อเสียงของบริษัทจัดการกองทุน (ตรวจสอบรายชื่อได้ที่สมาคมบริษัทจัดการลงทุน) บางกองอาจให้ผลตอบแทนสูงก็จริง แต่ถ้าบริษัทนั้นมีความเสี่ยงต่อการถูกเทคโอเวอร์หรือเปลี่ยนทีมผู้บริหารจัดการกองทุนก็ให้ระวังกันนิดนึงนะครับ

2. Convenience เน้นความสะดวกในการซื้อขายและติดต่อ (ในกรณีนี้ธนาคารพาณิชย์ที่มีสาขาเยอะจะได้เปรียบ) หากการซื้อขายมันวุ่นวายมาก แถมทำธุรกรรมบนออนไลน์ไม่ค่อยสะดวก อันนี้ก็ไม่แนะนำเช่นกันครับ

3. Rik Profile นโยบายในการลงทุนสอดคล้องกับความเสี่ยงที่เรารับได้ (กองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้เป็นหลักจะมีความเสี่ยงต่ำ กองทุนที่ลงทุนในตราสารทุนเป็นหลักจะมีความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนส่วนมากก็จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน อ่านวิธี การจัดพอร์ตการลงทุนที่นี่ หรือ จะลองทำแบบทดสอบดูก่อนว่า คุณยอมรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน)

4. Size ขนาดมีความสำคัญ ให้ดูที่ขนาดของกองทุน (ยิ่งกองไหนมี Market Capitalization หรือมูลค่าตามตลาดสูง ยิ่งถือได้ว่าเป็นกองทุนยอดนิยม มีคนจำนวนไม่น้อยเลือกซื้อกองประเภทนี้ เป็นอันว่าเราคือคนส่วนมาก) โดยมากกองทุนที่มีขนาดใหญ่จะมีอายุขัยยาวนานกว่ากองทุนขนาดเล็กที่เน้นผลตอบแทนในระยะสั้น

5. Past Performance บทพิสูจน์ฝีมือของบริษัทจัดการกองทุนคือผลการดำเนินงานย้อนหลัง ดูได้จากมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ หรือ NAV (Net Asset Value) ย้อนหลัง (ยิ่ง Return Rate เปอร์เซ็นต์สูงๆ แสดงว่า บลจ. นั้นบริหารพอร์ตดูดีมีกำไร) แต่ถ้าเป็นกองทุนเปิดใหม่ คงต้องศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนให้ละเอียด ว่าเขาจะเลือกลงทุนในหุ้นประมาณไหน มีนโยบายในการปันผลรึเปล่า ฯลฯ

และนี่คือผลการจัดอันดับกองทุนประจำเดือนตุลาคม 2556 ที่ผ่านมาโดย Thai Fund News

ส่วนถ้าใครอยากวิเคราะห์เจาะลึกผลการดำเนินงานของกองทุนแต่ละประเภท ลองเข้าไปดึงข้อมูลด้วยตัวเองจากเวบ www.morningstarthailand.com ครับ

และนี่คือผลที่ผมได้จากการลองดึงข้อมูลผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุนรวม LTF และ RMF แบบ Equity ซึ่งปิดยอด ณ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2556 จากเวบ www.morningstarthailand.com ออกมาเพื่อเปรียบเทียบความน่าสนใจของแต่ละกองทุน การจัดอันดับนี้เรียงจากเรตติ้งของ Morning Star Thailand อย่างไรก็ดีการตัดสินใจนั้นมีความเสี่ยง โปรดพิจารณาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุนนะครับ

ผลการดำเนินงานในระยะสั้นของกองทุน LTF

ผลการดำเนินงานย้อนหลังในระยะสั้นของกองทุน LTF

RMF_Morning Star (long-term)

ผลการดำเนินงานย้อนหลังในระยะยาวของกองทุน RMF ที่เน้นลงทุนใน Equity เป็นหลัก

ประกันชีวิตแบบบำนาญ (Annuity) กับ RMF ต่างกันอย่างไร

การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ เป็นการเพิ่มเติมค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตที่มีอยู่แล้วตามปกติ 100,000 บาท เพิ่มขึ้นอีก 200,000 บาท ซึ่งวงเงินที่เพิ่มขึ้นต้องไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน แต่เมื่อรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. แล้วจะต้องไม่เกิน 500,000 บาท ในปีภาษีเดียวกัน

แม้ว่า Annuity กับ RMF จะตอบวัตถุประสงค์เดียวกันคือการสะสมทรัพย์เพื่อการเกษียณ แต่ก็ยังมีความต่างในบางประเด็นที่น่าสนใจก็คือ

  • ด้านการคุ้มครอง: ในกรณีที่เสียชีวิตก่อนครบกำหนดอายุ RMF จะไม่มีการคุ้มครอง แต่ว่าประกันแบบบำนาญมีการคุ้มครองตามมูลค่าปัจจุบันของเงินบำนาญจนกระทั่งครบระยะเวลาที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
  • การรับรายได้ยามเกษียณ: ผู้ซื้อกองทุน RMF จะรับเป็นเงินก้อนเดียวเมื่อถือครบ 55 ปี ในขณะที่ผู้ซื้อประกันแบบบำนาญจะได้รับเงินบำนาญประจำปี ยาวนานถึง 26 งวด
  • อัตราผลตอบแทน: RMF มีโอกาสให้ผลตอบแทนในอัตราที่สูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการกองทุนของ บลจ. ในขณะที่ประกันแบบบำนาญให้อัตราผลตอบแทนที่แน่นอน
  • ความสามารถในการสร้างรายได้: RMF เหมาะกับคนที่มีรายได้ไม่แน่นอน เพราะผู้ลงทุนสามารถกำหนดมูลค่าการลงทุนในแต่ละปีได้ ในขณะที่ประกันแบบบำนาญเหมาะสำหรับผู้มีรายได้ที่แน่นอน แต่ว่าสามารถเลือกชำระครั้งเดียวในระหว่างอายุ 55 ถึง 65 ปี

ท่านที่สนใจดูรายละเอียดเกี่ยวกับประกันแบบบำนาญ ลองเข้าไปเช็คข้อมูลในเวบไซต์ AIA ก็ได้ครับ มีทั้งแบบ เอไอเอบำนาญ 60/85 และ เอไอเอ บำนาญมั่นคง นอกจากนี้ก็ยังมี Pro Annuity A90/A60 ของค่ายกสิกรไทยธนชาติบำนาญ 85/60ออมสินบำนาญ 90/60ING บำนาญพลัส 85/60รีไทร์ สมาร์ทเฟิสต์ 620 ฯลฯ

ทีนี้ลองมาดูรายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไข และการคำนวณว่า เราสามารถซื้อประกันแบบบำนาญเท่าไหร่ เพื่อไม่ให้เกินสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี พร้อมตัวอย่างในการคำนวณทั้ง 4 แบบ (คลิ๊กได้ที่ลิงค์นี้เลยครับ)

การเลือกซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิต

การประกันชีวิตถือเป็นเครื่องมือทางการเงินอีกตัวหนึ่งที่ทำให้คุณประหยัดภาษีในแต่ละปีไม่ใช่น้อย เมื่อก่อนเขาอนุญาตให้ทำประกันในวงเงินแค่ 50,000 บาท พอปรับขึ้นมาเป็น 100,000 บาท มนุษย์เงินเดือนอย่างเราก็มีเฮ เพราะการทำประกันชีวิตนอกจากจะทำให้หักค่าลดหย่อนทางภาษีได้แล้ว ยังเป็นการสร้างวินัยทางการเงินให้เราสำรองเงินเก็บไว้ใช้ในระยะยาวอย่างน้อยก็เป็น 10 ปี และที่สำคัญสิ่งที่แถมมากับประกันคือความคุ้มครองในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ หรือเสียชีวิต เงินทุนประกันจะเป็นเกาะคุ้มกันให้คนข้างหลังไม่ต้องเดือดร้อน ผมเริ่มซื้อประกันฉบับแรกแบบคุ้มครองนานถึง 20 ปี (เลือกแบบสะสมทรัพย์) เผลอแผล็บเดียวสะสมทุนไปแล้วเกือบครึ่งล้าน อีกครึ่งทางเท่านั้นก็จะได้เงินก้อนใหญ่กลับมาตอนอายุ 50 ปี นอกจากนี้ผมยังมีกรมธรรม์ฉบับย่อยที่ซื้อแบบจ่าย 5-7 ปี แต่ว่าคุ้มครองนานถึง 10 ปี ทุกวันนี้ผมใช้วงเงินประกันเต็มพิกัด 100,000 บาท เพราะมันเหมือนว่าเรากันเงินก้อนนี้ออกไปต่างหากเผื่อเอาใช้ในวันที่เราหยุดทำงาน และผมเชื่อแน่ว่าอีกไม่เกิน 10 ปี ผมจะมีเงินสำรองไว้ใช้ไม่พอเพียงต่อการเกษียณแน่นอน นี่แหละที่เขาเรียกว่า “กระปุกออมสินตัวโต” สะสมวันนี้เพื่อสบายในวันหน้าครับ

ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตเดี๋ยวนี้มีให้เลือกหลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นแบบประกันชีวิตตลอดชีพ ชำระแบบ 15 ปี 20 ปี เลือกแบบมีปันผล หรือแบบไม่ปันผล แบบกำหนดระยะเวลา ฯลฯ คือตัวแทนเขาสามารถ customize ให้ตรงกับไลฟสไตล์เรามากที่สุด ถ้าจะให้แนะนำว่าควรทำกับประกันเจ้าไหนดี ผมแนะนำให้เลือกบริษัทที่มีความมั่นคง และที่สำคัญเลือกทำกับตัวแทนที่เขายินดีสละเวลาอธิบายเพื่อเลือกกรมธรรม์ที่เหมาะกับเรามากที่สุด อย่าลืมนะครับว่าคุณต้องใช้บริการกับเขานานนับสิบปี ฉะนั้นต้องเลือกคนดีที่ไม่ปลิ้นปล้อน อัธยาศัยดี และบริการเอาใจใส่ คลิ๊กรายละเอียดเกี่ยวกับบริษัทประกันชีวิตได้ตามลิงค์ด้านล่างนี้ครับ

ที่นี่มีคำตอบ ไขสงสัยเรื่อง LTF, RMF

หลังจากอ่านข้อมูลละเอียดถี่ยิบขนาดนี้ ก็ไม่รู้ว่าทำให้คุณเข้าใจได้มากขึ้นรึเปล่า แต่ถ้ายังสงสัยอีกล่ะก็ ผมขอทำนายด้วยการถามเอง ตอบเอง ดังนี้ครับ

เราควรซื้อ LTF และ RMF ช่วงไหน ถึงจะได้กำไรสูงสุด?

ถ้าไม่ได้เกิดเหตุการณ์รุนแรง โดยปกติแล้วกองทุนจะมีผลประกอบการดีในช่วงปลายปี นั่นหมายความว่าราคาต่อหน่วยจะแพงขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้า บลจ. บริหารจัดการกองทุนได้ดี ข่าวดีสำหรับคนที่ยังไม่ได้ซื้อ LTF และ RMF ตั้งแต่ต้นปีคือ ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ ราคาหุ้นทยอยลงมามากพอสมควรแล้ว ฉะนั้นควรแบ่งซื้อได้แล้ว ซื้อมันทั้ง 2 เดือนนี้แหละ คนปกติทั่วไปมักซื้อ LTF และ RMF ตอนช่วงส่งท้ายปลายปีอยู่แล้ว ด้วยเหตุผลง่ายๆ 2 ประการคือ หนึ่งไม่มีเวลาหรือลืม และสอง บลจ. ทั้งหลายชอบจัดงานออกโปรโมชั่นส่งท้ายปลายปี อันที่จริงแล้ว เราควรทยอยซื้อเพื่อกระจายความเสี่ยง ถ้าไม่มีเวลาติดตามผลประกอบการของแต่ละกองทุน แนะนำให้ซื้อเป็นแบบ Saving Plan คือการซื้อแบบสะสมเป็นแบบรายเดือน อย่าห่วงมากกับการได้ของแถม หรือแต้มบัตรเครดิต ถ้าเทียบกันแล้วมักจะไม่ค่อยคุ้มกับต้นทุนที่มักจะขยับสูงขึ้นในช่วงปลายปี เนื่องจากคนแห่กันซื้อพร้อมกันหมด โดยเฉพาะ 3 วันสุดท้ายก่อนสิ้นปี สรุปคือถ้ามีเวลา ให้ซื้อแบบกระจายช่วงเวลา แต่ถ้ายังไม่ได้ซื้อตั้งแต่ต้นปี ให้รีบคำนวณรายได้แล้วซื้อตามโควต้า ณ บัดนาว อย่ารอจนกระทั่งวันสุดท้ายของปีตอนที่คนแห่ออกไปซื้อพร้อมกัน

จะรู้ได้อย่างไรว่า LTF, RMF, ประกันชีวิตทั่วไป และ ประกันชีวิตแบบบำนาญ ที่เราซื้อไปมันจะไม่ติดลิมิต?

ถ้าอยากรู้ว่าเราสามารถซื้อ LTF, RMF และผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตได้สูงสุดเท่าไหร่ ให้เริ่มจากการประเมินรายได้ทั้งปี คูณด้วยอัตราค่าลดหย่อน มูลค่าที่ได้จะต้องไม่เกินเพดานที่ระบุไว้ในข้อกำหนดของกรมสรรพากรที่ได้อธิบายไปแล้วก่อนหน้านี้ ลองดูตัวอย่างการคำนวณ หรือใช้ โปรแกรมวางแผนประหยัดภาษี ด้วยการกรอกตัวเลขเข้าไปดู แล้วคุณจะพอรู้ว่าคร่าว ๆ ว่าอัตราสูงสุดที่คุณสามารถซื้อได้เป็นเท่าไหร่ (ดูรายละเอียดใน Section ถัดไป) สมมุติว่าคุณมีรายได้ทั้งปีอยู่ที่ 600,000 บาท (เงินเดือน 50,000 บาท) คุณจะซื้อ LTF ได้ไม่เกิน 90,000 บาท (15% ของ 600,000 บาท) RMF ก็คล้ายกัน แต่ต้องหักเงิน กบข. หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพออกไปก่อน เช่น บริษัทเก็บเงินสะสมเข้า Provident Fund ให้เราอยู่ที่ 30,000 บาท (5% ของเงินเดือน) คุณจะซื้อ RMF ได้ไม่เกิน 60,000 บาท (90,000-30,000 บาท) ส่วนประกันชีวิตนั้นซื้อได้ไม่เกิน 100,000 บาทครับ ส่วนการการซื้อประกันชีวิตแบบบำนาญให้คำนวณจากโควต้าของ RMF+กบข.+Provident Fund รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 15% ของรายได้พึงประเมิน และมูลค่ารวมไม่เกิน 500,000 บาท

คนเงินเดือนน้อยๆ จำเป็นต้องซื้อประกัน, LTF และ RMF หรือไม่?

คนฐานรายได้น้อยๆ มักจะได้รับประโยชน์ในการประหยัดภาษีในอัตราที่น้อยกว่าคนฐานรายได้สูงก็จริง โดยเฉพาะกับคนที่มีรายได้ต่อปีไม่ถึง 150,000 บาท (คนกลุ่มนี้เข้าข่ายไม่ต้องจ่ายภาษีอยู่แล้ว) แต่ถ้ามองในมุมของความคุ้มครองและการเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ ผมก็ยังเชียร์ให้ซื้อประกันไว้บ้างเพื่อเป็นหลักประกันสำหรับอนาคตที่ไม่แน่นอน โดยเฉลี่ยแล้วผลตอบแทนที่ได้รับจากการซื้อกองทุนก็ยังสูงกว่าการฝากเงินอยู่ในบัญชีออมทรัพย์เป็นไหนๆ รู้อย่างนี้แล้วควรเอาเงินเย็นที่เก็บไว้อยู่นิ่งๆ ออกมาลงทุนให้ผลิดอกออกผลจะดีกว่าครับ สรุปว่าซื้อเถอะครับถ้ามีเงินเหลือ

เสียภาษีผ่านช่องใดสะดวกที่สุด แล้วควรยื่นตั้งแต่เมื่อไหร่?

ผมแนะนำให้ยื่นแบบออนไลน์ผ่านเวบไซต์ของกรมสรรพากรแต่เนิ่น ๆ เพราะว่าสะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องไปต่อคิวที่สำนักงานพื้นที่สาขาให้เมื่อยตุ้ม และที่สำคัญถ้าคุณคำนวณภาษี และกรอกข้อมูลได้ถูกต้องเป๊ะ เข้าข่ายเป็นบุคคลที่ไม่ต้องสงสัย (เพราะไม่เรียกภาษีคืนมากจนผิดสังเกต) คุณจะได้รับเช็คภาษีคืนด้วยความรวดเร็ว โดยไม่ต้องยื่นเอกสารใดๆ เพิ่มเติม แต่ถ้าคุณยื่นแบบช้า แถมข้อมูลไม่ตรงกับระบบข้อมูลของกรมสรรพากร คุณอาจได้รับแจ๊คพ็อตให้นำเอกสารทั้งหมดไปยื่นด้วยตัวเองที่สำนักงานพื้นที่ ในกรณีนี้ คุณอาจได้รับเงินคืนช้า ซ้ำร้ายหากคุณหักค่าลดหย่อนเกินจริง อาจจะต้องจ่ายภาษีเพิ่มเข้าไปอีกหนึ่งกระทง คุณสามารถยื่นแบบได้ตั้งแต่ 1 มกราคม แต่ไม่เกิน 8 เมษายนนะครับ

เครื่องมือคำนวณภาษีและตรวจเช็คสุขภาพทางการเงิน

ผมทดลองใช้เครื่องมือทางการเงินจากหลายๆ ที่ไม่ว่าจะเป็นเวบของสรรพากรเอง สถาบันการเงิน และสมาคมต่างๆ แต่ที่ติดใจเป็นพิเศษ เห็นจะมีของ 3 เจ้านี้ คือ TSI Financial ToolsK-Expert ของ KBank แล้วก็ AIA Online Advisor ลองมาดูทีละอันกันครับ

ในเวบไซต์ของ TSI จะมีเครื่องมือช่วยคำนวณสถานะทางการเงิน และการวางแผนประหยัดภาษีที่หลากหลาย ผมได้แนบลิงค์ที่น่าสนใจไว้ให้แล้ว คลิ๊กเข้าไปลองทำแบบทดสอบได้เลยครับ แล้วคุณจะรู้ว่าสุขภาพการเงินของคุณตอนนี้มันย่ำแย่ หรือว่ามันดีกว่าที่คุณคิด

TSI Financial Tools

ในเวบของ K-Expert คล้ายๆ กับของ TSI คือเขามี Tools ที่เรียกว่า Money DIY (โปรแกรมคำนวณตรวจสุขภาพทางการเงิน แผนการลงทุน และแบบทดสอบต่างๆ) ที่น่าสนใจคือคุณสามารถดาวน์โหลด K-Saving Memo ทั้งแบบ Excel และ Online ให้คุณสามารถบันทึกรายรับ-รายจ่ายเพื่อเป็นการฝึกวินัยการออม

Screen shot 2012-12-12 at 1.27.04 AM

ล่าสุดทาง AIA เขาก็ไม่น้อยหน้า พัฒนา interactive tool ที่ชื่อว่า AIA online advisor เป็นโปรแกรมที่ทำให้คุณสามารถตรวจเช็คสุขภาพการเงินใน 5 รูปแบบ (เช็คหลักประกันของครอบครัว, ตรวจสอบค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอุบัติเหตุและสุขภาพ, คำนวณเงินออมเพื่อการศึกษา เพื่อการเกษียณอายุ รวมถึงการออมระยะสั้นเพื่อซื้อทรัพย์สินหรือใช้จ่ายตามประสงค์) แถมยังมีแบบทดสอบประเมินความเสี่ยงในการเป็นโรคร้ายแรง 4 ชนิด (กลุ่มโรคมะเร็ง, โรคหลอดเลือดสมอง, โรคหัวใจ และโรคเบาหวาน) ให้ลองเล่นอีกด้วย

online-advisor-home

ว่าแล้วก็ลองเข้าไปเล่นซักหน่อย โดยเลือกโปรแกรมตรวจสุขภาพทางการเงินเพื่อการเกษียณ ตามคอนเซปต์แก่แล้วต้องไม่อดตาย พอใส่ข้อมูลลงไป ขอไม่เปิดเผยว่าตอนนี้อายุเท่าไหร่ มีทรัพย์สินอยู่เท่าไหร่ (กลัวสรรพากรจะมาเล่นงานเอาน่ะ โทษฐานรวยผิดปกติ) แต่พอเราระบุว่าจะเกษียณอายุตอนอายุ 55 ปี อยากมีเงินใช้เดือนละ 30,000 บาท กะว่าจะอยู่จนถึงอายุ 75 ปี หลงจ้งคือเราต้องมีเงินเก็บสะสมถึง 7,200,000 บาท OMG และถ้าเอาเงินจำนวนนี้หักกับเงินสะสมที่มีอยู่ในปัจจุบัน มันก็จะคำนวณออกมาให้เสร็จสรรพว่าเราควรจะต้องออมอีกเดือนละเท่าไหร่จึงจะสามารถใช้ชีวิตได้ตามที่เรากำหนดไว้ ถ้าคุณอยากรู้ว่าเงินสะสมที่มีอยู่จะพอเลี้ยงคุณไหวมั๊ยในยามแก่เถ้า ลองทำแบบทดสอบนี้ดูครับ ตกใจตอนนี้ดีกว่าใจหายตอนหมดแรงทำมาหากินนะครับ

อีกแบบทดสอบนึงก็น่าสนใจดี ผมเลือกประเมินความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวาน เพราะคุณพ่อมีโรคประจำตัวนี้อยู่ ก็เลยแอบเสียวว่ากรรมพันธุ์มันจะเล่นงานเอา ผมเริ่มกรอกข้อมูลส่วนตัว เช่น อายุ น้ำหนัก ส่วนสูง รอบเอว พฤติกรรมการกินผัก การออกกำลังกาย และประวัติของคนในครอบครัว อะไรประมาณนี้ พอคลิ๊กดูคำทำนาย เห็นผลลัพธ์แล้วค่อยโล่งอกหน่อย เพราะ AIA online advisor บอกว่าเราเป็นคนมีความเสี่ยงน้อย รู้อย่างนี้ค่อยมีแรงชวนชิมกินต่อไป 555

มีอีกตั้งหลายเครื่องมือที่น่าลองเล่น โปรแกรมนี้เข้าใจง่าย แถมยังสนุกดีอีกด้วย ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม ให้ตั้งสติเอาไว้ แก้ตัวใหม่ด้วยการปรับวิถีชีวิต และเริ่มวางแผนการเงินอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้ครับ

อิสรภาพทางการเงิน

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว พูดถึงเรื่องเก็บเงิน เก็บทอง ประหยัดภาษีแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะพูดถึงเรื่องนี้ คำว่า “อิสรภาพทางการเงิน” หรือ Financial Freedom นั้นถูกพูดถึงมากในยุคที่เพื่อนๆ เรารอบตัวกลายเป็นมนุษย์ MLM กันไปซะหมด ถ้าหากคุณได้ยินเสียงคำเชื้อชวนไปทานข้าว หรือไปร่วมลงทุนทางธุรกิจแบบมีเงื่อนงำ ให้พึงคิดไว้ว่าเพื่อนคนนั้นมีเจตนาแอบแฝงอยู่ คือจู่ๆ ก็บอกว่าคิดถึงทั้งๆ ที่ไม่เคยติดต่อมานานนับสิบปี จะชวนทำธุรกิจแต่ก็ไม่ยอมบอกว่าเป็นธุรกิจอะไร อันนี้ถือว่าเข้าข่ายถูกหลอกออกไปฟังสัมมนาหรือโปรแกรมขายฝันที่น่ารังเกียจที่สุด แต่ต้องยอมรับว่ามีใครหลายคนที่ค้นพบอิสรภาพทางการเงินจากอาชีพนี้ มันเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจมากๆ หากคนๆ นั้นจะประสบความสำเร็จโดยไม่ต้องเสียเพื่อนไปเพียงเพราะวันๆ พูดแต่เรื่องของตัวเองแต่ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง การมีอิสรภาพทางการเงินนั้นทำได้หลายวิธี ลองค้นหาสิ่งนั้นด้วยตัวคุณเอง อย่าได้หลงเชื่อว่าจะมีกูรูท่านใดสามารถเปลี่ยนชีวิตคุณได้ หากคุณไม่เคยคิดเปลี่ยนวิธีคิดและเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตด้วยน้ำมือคุณเอง

ลองมาดูว่าอภิมหาเศรษฐี Warren Buffet เขาคิดอย่างไรเกี่ยวกับการเงินและการลงทุน

ดัดแปลงจาก Inspiring Quote.in

ดัดแปลงจาก Inspiring Quote.in

คำว่าอิสรภาพทางการเงินนั้นมักถูกโยงไปถึงการสร้าง Passive Income อยู่บ่อยๆ ถือเป็นการสร้างรายได้ชนิดหนึ่งจากการที่ไม่ต้องลงแรงมากเหมือนงานประจำ แต่เป็นการลงทุนเพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในระยะยาวโดยให้ระบบงานทำเงินให้เรา ก่อนอื่นคุณต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับว่า ลึกๆ แล้วหลายคนอยากรวย และอยากรวยแบบขี้เกียจซะด้วย คือไม่ต้องออกแรงเยอะ นี่ไงครับที่ทำให้คนทั่วบ้านทั่วเมืองติดการพนัน หวยใต้ดิน และหวยชาเขียวกันยกใหญ่ เพียงเพราะคิดว่าความร่ำรวยนั้นสามารถเกิดขึ้นได้เพียงชั่วข้ามคืน โดยส่วนตัว ผมมีความเชื่อว่า “ไม่มีอะไรที่ได้มาโดยง่ายแล้วอยู่อย่างยั่งยืน” น้อยคนนักที่รวยได้โดยไม่ต้องลงทุน น้อยคนนักที่จะสบความสำเร็จโดยไม่เคยล้มเหลวมาก่อน ฉะนั้นอย่าคิดว่าการเลิกทำงานประจำ หรือเลิกทำธุรกิจของตัวเองแล้วหันออกมาเล่นหุ้นเป็นอาชีพ ตามล่าหาดาวน์ไลน์เป็นงานเสริม จะทำให้ชีวิตคุณมีอะไรดีขึ้น คุณจะมีอิสรภาพทางการเงินก็ต่อเมื่อคุณเข้าใจ 5 สิ่งนี้

1. เป้าหมายที่ชัดเจนคือเข็มทิศนำทางชีวิต (Life Goal) : คนเรามีเป้าหมายในชีวิตไม่เหมือนกัน บางคนอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง อยากใช้ชีวิตสบายๆยามเกษียณ ถ้าคุณกำหนดไลฟ์สไตล์ตัวเองได้ คุณก็จะรู้เองว่าควรทำอย่างไรให้มีในสิ่งที่ตัวเองตั้งเป้าหมายไว้

2. ใช้ให้น้อยกว่าที่หามาได้ โลภมากจะยากนาน (Saving): ต่อให้รวยขนาดไหน ถ้าใช้เงินมากกว่าที่มีย่อมจนได้พริบตา ต่อให้จนขนาดไหน ถ้าอยู่ได้โดยไม่มีหนี้ แถมยังรู้จักเก็บเงิน สะสมทรัพย์ สักวันหนึ่งคุณก็สามารถรวยได้ เพียงแต่รวยนี้ต้องใช้เวลา ไม่ใช่รอโชคช่วย

3. ใช้เงินต่อเงิน ลงทุนให้เงินมันงอกเงย (Investment): การออมช่วยให้เรามีกระแสเงินสดไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ส่วนการลงทุนคือยอมรับความเสี่ยงที่อาจช่วยทำให้เงินงอกเงยเพิ่มมูลค่า แต่อย่าเอาไข่ทุกใบไปใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียวกัน การไม่เสี่ยงเลยคือเท่าทุนหรือบางครั้งก็อาจขาดทุนด้วยซ้ำ เสี่ยงมากก็มีสิทธิ์ขาดทุนหรือถึงขั้นล้มละลาย ฉะนั้นเราควรกำหนดความเสี่ยงที่เราพอรับได้ แล้วไปลงทุนในสินทรัพย์ กองทุน หรือในธุรกิจที่เรามีความเชี่ยวชาญ

4. หนทางสู่ความรวยคือรักในสิ่งที่ตัวเองทำ (Passion): การทำงานเป็นลูกจ้างกินเงินเดือน (Employee) และเป็นเจ้าของกิจการ (Self-employed) เป็นงานที่เหนื่อยก็จริง แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตในอนาคตนั่นคือการผันตัวเองเข้าสู่การเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ (Shareholder) หรือนักลงทุน (Investor) ผมไม่ขอตอบว่าเป็นอย่างไหนดีที่สุด สบายที่สุด เพราะไม่ว่าเราจะเลือกเป็นอะไร ถ้าเราทำสิ่งนั้นได้ดีกว่าคนทั่วไปเราก็สามารถประสบความสำเร็จได้ไม่แพ้ใคร หากคุณเป็นผู้ถือหุ้นที่จ้องเอาแต่ผลประโยชน์เข้าตัวเอง โดยไม่คิดถึงหัวอกคนทำงาน อิสรภาพที่คุณได้มาคือการขังคนอื่นไว้ในกรงแทนคุณ จงสุขจากการทำงาน ทำให้คนอื่นมีงานทำ ระบบงานและระบบการบริหารคนช่วยบริหารเงินแทนคุณ

5. คุณรู้จักอิสรภาพในการใช้ชีวิตก่อนที่จะมีอิสรภาพทางการเงิน (Life Freedom):  อย่าให้ใครมาบอกคุณว่าอิสรภาพทางการเงินของคุณอยู่ที่ไหน คุณจะต้องรวยเท่านั้นเท่านี้จึงจะมีอิสรภาพ อิสรภาพทางการเงินของแต่ละคนไม่เท่ากัน เพียงแค่สะกดคำว่า “พอ” เป็น คุณก็มีอิสรภาพแล้วล่ะครับ อย่ารอให้มีเงินเป็นหลักร้อยล้าน พันล้านแล้วจึงจะมีความสุขกับการใช้ชีวิต ก่อนจะมีอิสรภาพทางการเงิน คุณควรจะปลดปล่อยตัวเองออกจากพันธนาการทั้งปวงก่อน ชีวิตที่มีความสมดุลคือชีวิตที่เพียงพอและพอดี

ผมเองก็ทำงานหนักมาทั้งชีวิตในฐานะลูกจ้างกินเงินเดือน ตอนนี้ผันตัวมาเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ทั้งในเรื่องงานและกิจกรรมส่วนตัว ชีวิตมันเลยลงตัวโดยไม่ต้องไปเบียดเบียนใครๆ โชคดีที่รู้จักเก็บรอมหอมริบตั้งแต่เริ่มทำงาน มีสินทรัพย์และเงินลงทุนเก็บไว้พอประมาณไว้ยามเกษียณ ผมกล้าบอกได้เลยว่าผมเพิ่งจะสะกดคำว่า “อิสรภาพ” เป็นก็ตอนที่รู้จักปล่อยวาง คุณเองก็ทำได้…ขอเพียงคุณตั้งใจฟังเสียงหัวใจของคุณเอง ทำในสิ่งที่คุณรักและถนัดให้ดีที่สุด แม้มันจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ความสุขนั้นมันเป็นความสุขที่คุณสัมผัสได้ที่ไม่ต้องรอชาติหน้า เพราะมันอยู่ตรงเบื้องหน้า ณ บัดนาว

ลิงค์อื่นๆ ที่น่าสนใจ

ข้อคิดทิ้งท้าย

เงินมีที่มา และมีที่ไป ส่วนใหญ่พอจากไปแล้วไม่ค่อยกลับมา ถ้าเราตื่นตัวกันสักนิด เริ่มตรวจเช็คสุขภาพทางการเงินแต่เนิ่นๆ เราจะได้ไม่ต้องตื่นตระหนกตกใจในภายหลังว่า “เก็บเงินไม่ทันแล้ว”

คนที่รู้จักใช้เงินทำงาน คือคนที่รู้จักออมส่วนหนึ่ง และนำไปลงทุนให้ผลิดอกออกผลให้เงินงอกเงยมากกว่าการเก็บไว้ในบัญชีเฉยๆ ในหนังสือ “ออมก่อนร่วยกว่า” ที่จัดพิมพ์โดยตลาดหลักทรัพย์ ได้แนะนำ 6 ขั้นตอนสู่การเป็นผู้มีเงินใช้อย่างสบายๆ ไว้ว่า

  1. ต้องมีเงินออมประมาณ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายประจำเดือน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับใช้ในยามฉุกเฉิน
  2. จ่ายหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยแพงที่สุดและหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตก่อน
  3. ทำประกันชีวิตเพื่อป้องกันความเสี่ยงให้กับตัวคุณและครอบครัว
  4. สะสมทรัพย์ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่างๆ สำหรับวัยเกษียณ หรือทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์และบำนาญ
  5. ทำประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ
  6. นำเงินที่เหลือจาก 5 ขั้นแรกและจากค่าใช้จ่ายไปลงทุนเพื่อเพิ่มรายได้ให้สูงขึ้น

ขอให้ทุกคนสามารถจัดการวางแผนการเงินได้อย่างราบรื่น ถ้ารวยขึ้นมาเมื่อไหร่ อย่าลืมมาบอกเล่าสู่กันฟังนะครับ

บทความยอดนิยมของที่นี่มีเรื่องเล่า

ที่นี่มีเรื่องเล่า [Featured Stories]

ไช้ชวนชิม 10 ร้านดัง ติ่มซำทั่วกรุงร้านดัง ณ เชียงใหม่ทั่วเกาะภูเก็ตรสแซบเมืองอุดร ฯลฯ [Eating]

ไช้ชวนทัวร์ กินอยู่อย่างเวียด, ซาปาฉันรักเธอ, ญี่ปุ่นคนเดียวก็เที่ยวได้, น่านน่ะสิ, ลำปางหนาวมาก [Travelling]

ไช้ชีวิต สุขกายอยู่ได้ สุขใจอยู่ง่าย, ชีวิตมีเป้าหมาย [Living]

ไช้แบ่งปัน Thailand’s Social Media Case Studies [Marketing]

www.somchartlee.com

www.somchartlee.com

Leave a Reply