รู้รับปรับทิศ กับ10 เทรนด์ใหม่ปี 2014

ใกล้สิ้นปี 2013 แล้ว ในระหว่างที่กำลังหาข้อมูลเพื่อวิเคราะห์เทรนด์ปี 2014 ก็ไปเจอรายงานของ JWT Intelligence ซึ่งสรุปเทรนด์ของผู้บริโภคและเทคโนโลยีไว้ดีมาก เพื่อประหยัดเวลาผู้อ่าน จึงขออนุญาตตีความและวิเคราะห์เพิ่มเติมจาก 10 เทรนด์ที่ว่านี้ตามสไตล์ @somchartlee พร้อมทั้งประเมินโอกาสที่มาพร้อมกับการเข้าถึง Customer Insight ของผู้บริโภคยุคดิจิตอล ไม่แน่นะ คุณอาจได้ไอเดียใหม่ๆ ในการทำให้ธุรกิจของคุณเป็นเงินเป็นทอง

1. Immersive Experiences

เป็นการสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ทำให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจและสร้างจินตนาการต่อยอดได้อย่างไม่มีขีดจำกัด หมดสมัยแล้วกับความพยายามในการยัดเยียดข้อมูลการสื่อสารของแบรนด์แบบตรงๆ ผู้บริโภคจะรู้สึกตื่นตาตื่นใจมากขึ้นก็ต่อเมื่อมีสิ่งเร้ามากระทบประสาทสัมผัสทั้ง 6 รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และความรู้สึก เช่นจอภาพ Interactive Wall ที่สนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิที่คุณสามารถโบกไม้โบกมือทักทายตัวเองเสมือนว่าได้ไปเที่ยวเองที่นั่น อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Kidzania ที่จำลองอาชีพในฝัน แล้วให้เด็กๆ ได้สัมผัสกับประสบการณ์จริงด้วยการแต่งชุดเป็นนักบิน หมอ พยาบาล ฯลฯ คุณพ่อคุณแม่ถึงกับต้องยอมควักตังค์จ่ายไม่อั้นเพื่อซื้อประสบการณ์ให้กับลูกๆ แถมยังต้องไปยืนเฝ้านั่งเฝ้าอย่างไม่รู้จักเบื่อ

ข้อคิด:

การที่แบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งจะประสบความสำเร็จในการทำ Customer Engagement ต้องเลิกคิดที่จะยัดเยียดขายของแบบเบ็ดเสร็จ แต่ต้องพยายามหาปัจจัยหรือบุคคลที่เป็นตัวกระตุ้นทำให้ลูกค้าเกิดกิเลสและจินตนาการอันกว้างไกล แล้ววางสินค้า/บริการให้ถูกที่ถูกทางและถูกเวลา เท่านี้การขายแบบเนียนๆ ก็จะเกิดขึ้นเหมือนไม่ตั้งใจ จงอย่าลืมว่าลูกค้าหลายคนไม่ได้ซื้อสินค้าด้วยเหตุผล บ่อยครั้งที่อารมณ์ล้วนๆ มันพาไปก่อนตัดสินใจด้วยเหตุผลซึ่งตามมาในภายหลัง

2. Do you Speak Visual

ข้อนี้พิสูจน์ว่า Pictures speak louder than Words (ภาพนั้นพูดดังกว่าคำพูด) จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจว่าทำไมข่าวสารข้อมูลในยุคปัจจุบันจึงถูกแปลงให้เป็น Infographic ไปซะหมด ก็เพราะมันย่อยง่าย เข้าใจง่าย และจำง่ายนั่นเอง สังเกตจาก Facebook Fanpage ชื่อดังหลายหลายอัน ก็เติบโตมาจากการใช้ภาพประกอบคำบรรยายที่โดนใจ อย่าง แม่บ้านมีหนวด, Jay the Rabiit หรือที่กำลังมาแรงแซงโค้งคือ เพจความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด อีกตัวอย่างล่าสุด เป็นของสายการบิน Virgin America ที่แปลงวีดีโอสาธิตการใช้อุปกรณ์รักษาความปลอดภัยบนเครื่องด้วย MV น่าตื่นตาตื่นใจและเห็นภาพมากกว่าแบบเดิมเป็นไหนๆ

ข้อคิด:

เวลาในการบริโภคสื่อต่อวันของผู้บริโภคไม่ได้น้อยลงแต่ปริมาณในการรับรู้ข่าวสารนั้นมากขึ้นหลายเท่าตัว ฉะนั้นการสร้างเรื่องราวให้ดูโดดเด่นจึงต้องใช้ภาพและเสียงมาเป็นตัวช่วย หากแต่ว่าเมื่อมุขเดิมๆ ถูกใช้ซ้ำไปวนมาบ่อยๆ จนถึงจุดอิ่มตัว ลูกค้าก็จะเริ่มเกิดอาการดื้อด้านจนกลายเป็นมุขแป๊ก ถ้าไม่อยากให้แบรนด์คุณกลายเป็นแบรนด์ที่น่าเบื่อ ต้องหมั่นอัพเดทเหตุการณ์บ้านเมือง พูดในสิ่งที่เป็นปัจจุบัน ไม่อย่างนั้นคุณจะคุยกับเขา…ไม่รู้เรื่อง

3. The Age of Impatience

เมื่อเทคโนโลยีทำให้คนใช้ชีวิตสะดวกและรวดเร็วขึ้น การรอคอยเพื่อซื้อสินค้าหรือรับบริการจึงเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ เราจ่าย/โอนเงิน ได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส เราสามารถเช็คอินผ่านแอพเพื่อขึ้นเครื่องบินให้ทันเวลา อีกทั้งอีคอมเมิร์ซในไทยก็ส่อแววร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ในปีหน้าด้วย ทั้ง Lazada, ZaloraTarad.com และ Dealfish ต่างกระหน่ำซัมเมอร์เซลส์โปรโมทการซื้อสินค้าออนไลน์ ยังไม่นับรวม Alibaba, Amazon และ Ebay ที่จ้องบุกตลาดไทยอย่างเต็มตัว แม้ที่ผ่านมาสินค้าที่ขายดีบนออนไลน์จะจำกัดอยู่เพียงหมวดไอที แฟชั่น เครื่องประดับ และเครื่องสำอางเป็นหลัก ต่อไปหาก Tesco, Big C, Central และ MGlobe ของค่ายเดอะมอลล์กระโดดเข้ามาร่วมวงด้วย เราอาจจะเห็น Delivery Service แพร่หลายมากขึ้นกว่านี้อีก

ข้อคิด:

แม้โลกจะหมุนเร็วขนาดไหนแต่ก็ใช่ว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคได้ทุกเพศและทุกวัย Babyboomers อาจใช้ iPad เล่นเกม Fruit Ninja แต่ก็ยังชื่นชอบที่จะเดินทางไปกินข้าวร้านโปรดแถวเยาวราชแม้จะต้องฝ่ารถติดไปก็ตาม คน Gen-X แม้จะคุ้นเคยกับเทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสารแต่ก็ยังต้องการ Personalized service แบบ 1-on-1 เมื่อไปใช้บริการที่โรงแรม ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า หรือแม้กระทั่งคน Gen Y บางคนก็ยอมยืนรอต่อคิวเพื่อซื้อ Gadget เครื่องใหม่ในวันเปิดตัวสินค้าเพื่อได้ชื่อว่าเป็นคนอินเทรนด์ ฉะนั้นกฎขอนี้จะใช้ได้ต่อเมื่อมันเกิดปรากฏการณ์ Critical Mass ที่ Supply มากกว่า Demand ส่วนสินค้าที่เป็น Limited Edition หรือของหายาก ต่อให้แพงขนาดไหน นานเท่าไหร่ก็จะรอ

4. Mobile as a Gateway to Opportunity

โทรศัพท์มือถือกลายเป็นอุปกรณ์มหัศจรรย์ฉบับพกพาที่ย่อโลกทั้งใบไว้ในกำมือ ตั้งแต่ตื่นเช้าจนเข้านอน เราแทบขาดโทรศัพท์มือถือไม่ได้เลย เพราะในนั้นเก็บทั้งตารางงาน ภาพถ่าย วีดีโอ และข้อมูลส่วนตัวไว้มากมาย ยิ่งไปกว่านั้นเราใช้มันแทนนาฬิกาปลุก กล้องถ่ายรูป จีพีเอส ฯลฯ ด้วยเหตุนี้เองแอพพลิเคชั่นยอดนิยมจึงหนีไม่พ้น เครื่องมือการติดต่อสื่อสาร (LINE, SMS, MMS, Email) การถ่ายภาพ (แอพแต่งภาพต่างๆ) โซเชียลเน็ตเวิร์ค (Facebook, Instagram, Twitter) และความบันเทิง (Youtube, Game) รวมถึงโปรแกรมด้านการเงิน (Mobile Banking, Stock Streaming) เครื่องมือทางธุรกิจ (Business Tools) ด้านสุขภาพ (Health Tracking) ด้านการศึกษา (Education) การท่องเที่ยว (Travel Search, Food Review) ฯลฯ ด้วยเหตุนี้เอง เราจะเห็นบริษัท/ห้างร้านต่างๆ พยายามคิดค้นบริการต่างๆ เพื่อหารายได้จากการโฆษณา (Advertising) การสมัครสมาชิก (Subscription) การใช้ข้อมูล (Content download) การซื้อสินค้าออนไลน์ (eCommerce) และรูปแบบการแบ่งปันรายได้ต่างๆ (Other revenue sharing models)

ข้อคิด:

แม้จะมีผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นทางธุรกิจออกมามากมาย แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคซะทั้งหมด นอกเหนือจากการแจ้งข่าว สิทธิพิเศษ การเตือนความจำ และการอำนวยความสะดวกต่างๆ ผู้บริโภคมักใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อความบันเทิงส่วนตัว การสร้างแอพหรือเทคโนโลยีเพื่อทดแทนการใช้พนักงานในการให้บริการ และช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดูแลลูกค้าจึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

5. Telepathic Technology

โทรจิตหรือ Telepathy เป็นการส่งข้อมูลข่าวสารจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งโดยไม่ใช้ช่องทางทางประสาทสัมผัสหรือไม่มีปฏิกิริยาทางกายเลย และทึกทักกันว่าทำได้จริง แม้มีการศึกษาค้นคว้ามากมายเพื่อดักรับ ทำความเข้าใจ และใช้ประโยชน์ซึ่งโทรจิต แต่นักวิทยาศาสตร์เห็นพ้องต้องกันว่า โทรจิตมิใช่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริง[1][2] อนึ่ง ในระยะหลัง ๆ นี้ นักวิทยาศาสตร์ได้คิดค้นเทคโนโลยีที่เรียก “การอ่านภาพจากประสาท” (neuroimaging) ซึ่งช่วยให้อ่านใจในรูปแบบง่าย ๆ ได้ (เครดิต: วิกิพีเดีย) เรื่องนี้อาจจะดูล้ำไปซักนิด แต่ก็มีบางแบรนด์ที่เอาความเชื่อที่ว่านี้มาทำเป็น viral clip โปรโมทหนังซะกลายเป็น 1 ใน 20 วีดีโอที่มีคนแชร์มากที่สุดในปีนี้

ข้อคิด:

ทางวิทยาศาตร์จะทำได้จริงหรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ แต่ในทางธุรกิจมีหลายบริษัทพยายามซุ่มเก็บสถิติ ข้อมูลและพฤติกรรมของลูกค้าจนกระทั่งฟันธงเดาได้ว่าลูกค้าแต่ละกลุ่มมีความต้องการซ่อนเร้นอะไรบ้าง ในวงการขายตรงและทางจิตแพทย์มีการนำเอา NLP (Neuro-linguistic Programming) ไปประยุกต์ใช้กันอย่างแพร่หลาย ในทางบวกมันสามารถช่วยปลุกพลังใจ แก้ไขจิตใต้สำนึกของคนได้เป็นอย่างดี หากว่าอยู่ในมือของคนโลภ มันมีอานุภาพในการทำลายความสัมพันธ์ได้อย่างฉับพลันทีเดียว ลองทดสอบกับพนักงานขายประกัน เครื่องสำอาง และอาหารเสริมดู (ไม่รู้ว่าเกี่ยวกันมั๊ย ประเด็นนี้ทำให้ผมคิดถึงหนังเรื่องนี้เลยครับ About Time พรสวรรค์บางครั้งมันก็มาพร้อมคำสาป สู้เป็นคนธรรมดาที่ฉลาดในการเลือกใช้ชีวิตไม่ได้เลย)

6. The End of Anonymity

เกี่ยวเนื่องกับหัวข้อที่แล้ว แต่อันนี้เป็นเรื่องจริงมากกว่าเพราะเทคโนโลยีทำให้ข้อมูล พฤติกรรมของเราถูกระบบคอยติดตามและเชื่อมโยงจนแทบเราเองไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขารู้ได้อย่างไรว่าเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร แอบงุบงิบทำอะไรโดยไม่บอกใครรึเปล่า อย่าแปลกใจไปเลยที่ Facebook จะรู้จักคุณดีมากกว่าตัวคุณเองเสียอีก (หลายคนไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าสามารถตั้ง Privacy Setting ได้จนกระทั่งเรื่องมันแดง) อย่าคิดสงสัยเลยว่าลิงค์ที่เราคลิ๊ก คลิปที่เราแอบดู จะไม่มีคนบนโลกนี้เห็น เพราะ Google search, Youtube View บวกกับ Cookies ที่มันฝังอยู่ที่ใดที่หนึ่งบนเครื่อง มันแอบเป็นสปายให้บริษัทต่างๆ เข้ามาหากินกับข้อมูลเราโดยมีเราเป็นผู้อนุญาตเพื่อแลกกับสติกเกอร์และสิทธิ์ในการใช้แอพแต่งภาพและเล่นเกมส์ สรุปว่าเราสูญเสียอิสรภาพทางข้อมูลส่วนตัวทันทีที่เรา interact กับเทคโนโลยี หากบริษัทที่แอบเก็บข้อมูลเราไปทำ CRM ในเชิงสร้างสรรค์ เราจะกลายเป็นผู้บริโภคที่แฮปปี้มากๆ เหมือนที่ West Jet แอบเซอร์ไพรซ์กับผู้โดยสารลำนี้ แต่ถ้าหากนำไปใช้ในเชิงคุกคาม เดี๋ยวเราได้เจอกันในหัวข้อถัดไป

ข้อคิด:

ปฏิกิริยาต่อคำว่า “เซอร์ไพรซ์” มีอยู่สองนัย แบบแรกคือ ประสบการณ์เหนือความคาดหวัง คือความสามารถในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าโดยที่ลูกค้าคาดไม่ถึง แบบที่สองคือ ความกังวลหรือความรู้สึกไม่ปลอดภัยต่อการถูกละเมิดความเป็นส่วนตัว คงไม่ต้องบอกว่าแบบไหนคือสิ่งที่ลูกค้าต้องการนะครับ คนฉลาดคือคนที่รู้จักแกล้งโง่ในบางโอกาส คนโง่คือคนที่ชอบทำตัวฉลาดแต่ผิดกาลเทศะ

7. Raging against the Machine

ยิ่งเทคโนโลยีฉลาดมากขึ้นเท่าไร คนยิ่งกลัวว่าเทคโนโลยีนั้นจะเป็นภัยแก่ตัวมากขึ้นเท่านั้น ลองจินตนาการว่าคุณทำโทรศัพท์มือถือหาย ทั้งเบอร์โทร ปฏิทิน ภาพถ่าย วีดีโอ รหัสพาสเวิร์ดทุกชนิดหายไปพร้อมกับเครื่องนั้นโดยที่คุณไม่เคยแบ็คอัพข้อมูลหรือเซฟไว้ใน iCloud นั่นสิ! อะไรจะเกิดขึ้น แค่คิดก็สยองแล้ว สายการบินห้ามเราเปิดสัญญาณโทรศัพท์มือถือและเครื่องมือสื่อสารทุกชนิดโดยให้เหตุผลว่ามันรบกวนระบบการบิน (ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ แต่ก็ยินยอมปฏิบัติตามโดยดี) โรงหนังและโรงละครต่างๆ ห้ามเราบันทึกภาพเคลื่อนไหวเพราะเกรงว่าจะมีการละเมิดลิขสิทธิ์ หลายคนเริ่มรำคาญพิธีกรรมการถ่ายภาพอาหารขึ้นโซเชียลเน็ตเวิร์ค หรือใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างการประชุม ประเด็นนี้ทำให้ผมคิดถึงหนังโฆษณาเรื่องนี้ของดีแทค Disconnect to connect

ข้อคิด:

คงไม่ต้องรอให้ถึงจุดที่ผู้บริโภครับไม่ได้ คงไม่ต้องรอให้ความหายนะทางธุรกิจมาเยือน แล้วจึงเริ่มคิดหาทางแก้ไข ในดีมีเสีย และในเสียก็มีดี ร้านอาหารไฮเทค automate ไปซะทุกอย่าง หรือจะสู้ร้านอาหารโลเทคแต่บริการทุกระดับประทับใจ อรรถรสในการดูหนังคงจะดีกว่านี้ถ้าผู้ชมรู้จักเคารพสิทธิ์ของส่วนรวม อีกหน่อยน่าจะมีคนขายบริการสกัดสแปม บล๊อกสัญญาณและคลื่นต่างๆ ที่มารบกวนความเป็นส่วนตัวอีกทีนึง

8. Remixing Tradition

ขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีมายาวนานกำลังถูกฟิวชั่นด้วยวัฒนธรรมตะวันตกทีละเล็กละน้อย เห็นได้จากการที่คนไทยรับค่านิยมในการฉลองวันหยุดแทบจะทุกเทศกาลของทุกศาสนา ตั้งแต่ตรุษจีน กินเจ ไหว้พระจันทร์ คริสต์มาส วาเลนไทน์ ฮาโลวีน และอื่นๆ อีกมากมาย ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดขึ้น ในอดีตการเป็นคนโสดที่ครองอายุมาเกิน 30 ปีถือว่าเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการขึ้นคานทอง เดือดร้อนถึงท่านพ่อท่านแม่ต้องใช้บริการพ่อสื่อแม่ชัก แต่ปัจจุบันคนโสดมีมากมายถมไป ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เพื่อกันไม่ให้ถูกจับคลุมถุงชน หรือเป็นโสดเกินวัยเจริญพันธุ็ เขาเหล่านั้นจึงต้องพึ่งบริการ Match-making หรือ Dating Service และในยุคดิจิตอล ระบบได้พัฒนาไปถึงขั้นเป็นแอพพลิเคชั่นจับคู่โดยไม่มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว จนกว่าคุณจะแน่ใจและเป็นคนเผยข้อมูลด้วยตัวคุณเอง Noonswoon จึงเป็นตัวอย่างของแอพคนโสดที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในเวลานี้ แถมยังมี AIS เป็นพาร์ทเนอร์ผลักดันอยู่เบื้องหลังในการทำตลาดอยู่ด้วยแล้ว งานนี้หลายคนคงได้สละโสดเร็วๆ นี้ นี่ถือเป็นตัวอย่างของการแหวกม่านประเพณีที่น่าจับตามอง

ข้อคิด:

แม้ตลาดไทยถือเป็นประเทศที่ให้การต้อนรับกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้เป็นอย่างดี แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนไทยจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมให้เหมือนชาวตะวันตกได้โดยไม่ลืมหูลืมตา โดยเฉพาะหากสิ่งที่กระทำนั้นเป็นการลบหลู่ดูหมิ่นสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

9. Proudly Imperfect

ในสังคมอันดัดจริตผู้คนอาจคาดหวังว่าทุกอย่างต้องเนี้ยบกริบและดูดีไร้ที่ติ ใครที่ชอบติดคอมเมนต์เป็นอาจิณ ไม่เคยให้ใครได้คะแนนเต็ม 10 แสดงว่าชอบความสมบูรณ์แบบในโลกอุดมคติ ในเมื่อแข่งกับมือวางอันดับหนึ่งไม่ได้ เลยมีคนพยายามสร้างค่านิยมใหม่ด้วยการชื่นชมความงามแบบสวยไม่เสร็จ เช่นงานก่อสร้างแบบปูนเปลือย การทาสีบ้านแบบ faux painting รวมถึงงานแฮนด์เมดต่างๆ ความสวยงามธรรมชาติเป็นมุมมองใหม่ที่โดฟเลือกใช้ในการทำเป็นแคมเปญใหญ่ที่มีชื่อว่า Dove Real Beauty อย่างโรงแรมบูติคริมแม่น้ำเจ้าพระยา Bangkok Tree House ก็เช่นกัน ได้วาง Positioning ตัวเองให้เป็นโรงแรมสีเขียวที่แม้จะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย แต่ผู้มาเยือนกลับรู้สึกอิ่มเอมใจกับการได้มีส่วนร่วมรณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อม หรือแม้กระทั่งในรายการอายุน้อยร้อยล้าน เทปที่มีผู้คนในโลกออนไลน์ชอบมากที่สุดเทปหนึ่งกลับไม่ใช่เทปของคนดัง แต่กลับเป็นเทปของคุณผึ้ง ประภากร ไชยมาตร ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ขายเค้ก 3 ชิ้น 100 ตามตลาดนัดจนรวยถึงขั้นร้อยล้านภายในเวลาไม่ถึง 3 ปี เห็นรึยังว่าคนในยุคนี้ชอบของแปลกที่ดูสมจริง สวยกิ๊งแบบไม่เปื้อนดราม่า

ข้อคิด:

ความไม่สมบูรณ์แบบไม่ใช่ข้ออ้างของการละเลยต่อการใส่ใจในรายละเอียดของคุณภาพสินค้าและการบริการ หากแต่เป็นความตั้งใจให้มันดูธรรมชาติ อบอุ่น เป็นกันเอง โดยไม่ต้องแต่งแต้มสีสันจนเกินงาม ปกติเรามักเชียร์มวยรองอยู่แล้ว แต่ต้องเป็นมวยรองที่ไม่ได้อ่อนซ้อมและสู้ขาดใจ

10. Mindful Living

เทรนด์นี้เพิ่งจะได้รับความนิยมในประเทศฝั่งตะวันตกถึงขนาด Time Magazine เคยนำหัวข้อนี้มาขึ้นปกว่าการนั่งสมาธินั้นสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจได้ ในขณะที่ฝั่งตะวันออกนั้นมีความเชื่อในเรื่องการเจริญสติมานานแล้ว ท่ามกลางชีวิตที่วุ่นวายของคนเมือง หลายคนเคยเป็นผู้บริหารระดับสูงมีตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่โต ในที่สุดก็พบทางธรรมหันมาอุทิศตนเพื่อพุทธศาสนาอย่างเต็มตัว ขออนุโมทนาด้วยจริงๆ คล้ายกับคำพูดที่ว่า “สูงสุดสู่สามัญ” ธุรกิจที่ได้อานิสงส์จานเทรนด์นี้คือธุรกิจสปา เสริมความงาม โค้ชชิ่ง จิตแพทย์ และการผลิตสื่อธรรมะ ใครที่ต้องการความวิเวก เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาขอเชิญที่สวนโมกข์ กรุงเทพ นะครับ เข้าไปดูตารางกิจกรรมและสื่อธรรมะต่างๆ ได้ที่เวบ www.bia.or.th

ข้อคิด:

เราไม่ปฏิเสธว่าเราชื่นชมบุคคล/ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แต่เราจะปฏิเสธบุคคล/ธุรกิจนั้นหากเราพบว่าเขาขาดคุณสมบัติข้อสำคัญ นั่นคือ “คุณธรรม” ความสุขที่สุดในชีวิตไม่ได้เกิดจากการครอบครอบทรัพย์สิน ชื่อเสียง อำนาจ และบารมี หากแต่เป็นการได้ครอบครองสุขภาพกาย และสุขภาพใจที่แข็งแรง

Leave a Reply

%d bloggers like this: