ไขเคล็ดลับกับ 10 ข้อคิดวางแผนชีวิตเพื่อความสมดุล

ใคร ๆ ก็อยากมีชีวิตที่สมดุล แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถทำให้เป็นอย่างที่ใจคิดได้ นั่นคงเป็นเพราะเราปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปเรื่อย ๆ อย่างไร้จุดหมาย แทนที่จะเป็นฝ่ายควบคุม กลับกลายเป็นถูกควบคุมด้วยสภาวะที่ผันไปตามปัจจัยและข้อจำกัดรอบตัว

คุณเชื่อหรือไม่ว่าเราสามารถใช้ชีวิตอย่างเป็นอิสระได้?

ยังไม่ต้องรีบตอบตอนนี้นะ ค่อย ๆ อ่านและซึมซับเรื่องราวทั้งหมดนี้ แล้วค่อยหาคำตอบจากเสียงของหัวใจตัวเองว่าเรากำลังไขว่คว้าหาอิสรภาพ หรือตามล่าหาอะไรกันแน่

บทเรียนจากเจ้าสัว

วันก่อนในขณะที่ผมกำลังนั่งไล่อ่านข้อความบน Facebook Timeline ของเพื่อน ก็ไปสะดุดเจอบทความนึงน่าสนใจดี จึงขออนุญาตนำมาแบ่งปัน เป็นการตีความหมายของคำว่า “อิสรภาพ” ของคุณจำรูญ ชินธรรมมิตร์ มหาเศรษฐี อันดับที่ 23 ของไทย เจ้าของโรงงานน้ำตาล ขอนแก่น (KSL) และธุรกิจอื่นๆอีกมาก 

♠ ตอนเรียน ได้เงินจากผู้ปกครองน้อย … เราก็อยากทำงาน “จะได้มีอิสระ” หาเงินใช้เองได้

♠ ตอนทำงาน เจอหัวหน้าโหด ได้เงินเดือนน้อย … ก็อยากเติบโตเป็นหัวหน้าบ้าง “จะได้มีอิสระ” มีลูกน้อง ได้เงินเดือนเพิ่ม

♠ ตอนเป็นหัวหน้า เจอเอ็มดี/ซีอีโอ สั่งงานหนัก … ก็อยากเป็นเอ็มดี/ซีอีโอบ้าง “จะได้มีอิสระ” บริหารบริษัทได้ทั้งหมด แถมได้เงินเดือนเยอะๆ …

♠ ตอนเป็นเอ็มดี/ซีอีโอ เจอผู้ถือหุ้นบีบหนัก จะเอายอดขาย ให้ขยายโรงงาน เพิ่มกำไร … ก็อยากเป็นเจ้าของกิจการบ้าง “จะได้มีอิสระ” จะได้สั่งคนได้ทุกคน หาเงินได้ก็เป็นของเราเองทั้งหมด

♠ ตอนเป็นเจ้าของกิจการ เจอลูกค้าโหด เอาแต่ใจ ต่อราคาจนกำไรหด … ก็อยากเลิกทำธุรกิจ มาเป็นนักลงทุน “จะได้มีอิสระ” ไม่ต้องฟังใคร

♠ ตอนเป็นนักลงทุน เจอรายใหญ่ปั่นหุ้นจนหัวหมุน เจอตลาดผันผวนหนัก เศรษฐกิจในประเทศไม่แน่นอน เศรษฐกิจต่างประเทศชะลอตัว เจอนักลงทุนต่างชาติที่มีเงินมากกว่า/กองทุนที่มีข้อมูลมากกว่า เอาชนะตลอด … ก็อยากออกไปอยู่เฉยๆ เอาเงินฝากแบงก์ “จะได้มีอิสระ” ไม่ต้องง้อใคร

♠ ตอนไม่ต้องง้อใคร … ก็แก่ซะแล้ว โรครุมเร้า ไม่มีแรงทำอะไร “อยากมีอิสระ” ไม่ต้องกลัวความแก่/ความตายพอมาถึงขั้นนี้ ก็จนปัญญา เพราะเจอความจริงว่าไม่มีใครหนีความแก่/ความตาย ได้พ้น

เรื่องราวข้างต้นช่วยบอกเราว่า “อิสระที่แท้จริง” นั้นไม่มี … ทุกคนต้องเผชิญข้อจำกัดของชีวิตกันทั้งสิ้น ไม่ว่าคนจนที่สุด หรือ รวยที่สุด … ดังนั้น อย่าน้อยใจ แต่ทำชีวิตให้ดีที่สุด ให้มีประโยชน์กับตัวเองและคนรอบข้างมากที่สุด ภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่

ในขณะที่บางคนยอมเสียเงินเสียทองไปเข้าคอร์สสัมมนาเพื่อค้นหาอิสรภาพทางการเงิน ยอมลาออกจากงานเพื่อมาทำอาชีพขายตรง บ้างก็วาดฝันสวยหรูว่าถ้าได้ออกมาเป็นเจ้าของกิจการ ชีวิตคงจะดีกว่าเดิมไม่ใช่น้อย ขอแสดงความยินดีด้วยเมื่อคุณได้ทำ และได้เป็นอย่างที่คุณคิดไว้เป๊ะ ๆ ได้ท่องเที่ยวไปในที่ ๆ ใครก็อยากไป (อยากให้คุณมาอยู่ตรงนี้จัง) มีรถสปอร์ตคันงามจอดไว้อยู่ในโรงรถ (ไม่กล้าเอาออกไปใช้ เพราะกลัวถูกเฉี่ยวชน)  ตัดมาอีกภาพนึงที่น้อยคนนักควักเอามาอวดกัน….   ทำงานหามรุ่งหามค่ำเพราะกลัวไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนลูกน้อง หุ้นที่เขาแนะนำให้ซื้อตามโพยไลน์ตอนนี้มันแดงเถือกชนิดที่กินเงินเก็บแบบอัตราเร่งคูณสอง ทำยอดขายทะลุเป้าเมื่อเดือนที่แล้วแต่ไม่ค่อยเหลือเพื่อนให้คุยด้วย เพราะเคยไปตื๊อขายประกันโน่นนี่นั่นจนคนรอบข้างสยอง

จำเป็นด้วยหรือที่เราต้องได้อย่างและเสียอีกอย่างไปในเวลาเดียวกัน ลองคิดทบทวนดูดี ๆ ว่านอกจาก ทรัพย์สินเงินทอง ชื่อเสียง อะไรบ้างที่คุณไม่อยากเสียมันไปตอนที่คุณมีมัน? และนี่คือสิ่งที่ผมคิดได้ระหว่างนั่งอยู่ไม่เฉย

10 เรื่องที่ผมคิดได้ระหว่างนั่งอยู่ไม่เฉย

ผมเคยตั้งคำถามให้กับตัวเองว่าเราทำงานหนักไปเพื่ออะไร? เพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว เพื่อครอบครัว เพื่อชื่อเสียงเงินทอง เพื่อให้เราได้ทำในสิ่งที่เราใฝ่ฝันที่จะทำ เหลวไหลทั้งเพ ที่กล้าพูดอย่างนี้เพราะมันเป็นเพียงความคิดลอย ๆ ที่แว่บเข้ามาในหัวไม่ซ้ำในแต่ละวัน ทำได้หรือไม่ ไม่รู้ รู้แต่ว่าอยากรวย อยากสบาย อยากมีอิสรภาพ อยากมีชีวิตที่น่าอิจฉา น่าสมเพชจริง ๆ นะคนเรา เอาใหม่ ขอถามใหม่ เอาให้ปังกว่าเดิม

คุณคิดว่าเราควรมีความสุขตอนไหน?

ถ้าคุณบอกว่าตอนที่มีเงิน 100 ล้าน 1,000 ล้าน ตอนที่ได้เป็น CEO เป็นเจ้าของกิจการบริษัทขนาดใหญ่ ตอนที่ได้ขึ้นปก Forbes ผมว่าคุณกำลังหลงทางนะ ไม่ใช่ความรวยไม่ดี ไม่ใช่ชื่อเสียงไม่เอา แต่มันไม่สามารถการันตีได้ว่าเมื่อถึงเวลานั้นคุณจะมีความสุขได้จริงไหม สิ่งสำคัญคือการย่อยเป้าหมายชีวิตให้สั้นลง แคบลง ให้เป็นไปได้มากขึ้น เพื่อให้เรามีความสุขได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องรอ…

ที่พูดอย่างนี้ได้ ไม่ใช่เพราะผมบรรลุแล้ว ประสบความสำเร็จแล้ว ผมไม่ได้มีเงินทองร้อยล้านพันล้านนะ (แต่โชคดีที่ผมไม่มีหนี้สิน) ผมไม่ได้มีกิจการใหญ่โตนะ (แต่บริษัทเล็ก ๆ ของผมไม่ต้องแบกภาระเกินตัว) ผมไม่ได้เป็นคนดังเหมือนในยุคที่เคยมีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ใคร ๆ ก็อิจฉา (แต่โชคดีที่ผมไม่ปวดไมเกรน ไม่มีภาวะไขมันพอกตับ) ผมไม่มีรถสปอร์ตให้ขับ (ยังคงขับรถเก๋งคันเดิมที่เพิ่งมีอายุครบ 10 ปี ทุกวันนี้นั่งรถไฟฟ้ามากกว่าขับรถซะอีก) ผมยังมีพ่อมีแม่ให้ดูแล (โชคดีที่ยังพอมีเวลาดูแลท่านตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่) และผมก็ยังโสด (ถึงจะยังหาคู่ที่ศีลเสมอกันไม่ได้ แต่ผมก็ไม่รู้สึกเหงาหรือเศร้าทุกทีที่อยู่คนเดียว) ผมมีเวลาเท่ากับทุกคน (แต่ผมมีเวลาทำสิ่งที่มีค่ากับตัวเองและผู้อื่นมากขึ้น) ชีวิตมันไม่ได้มีสูตรสำเร็จอะไรมากมาย แค่รู้สึกว่าพอดีก็ดีพอแล้ว  

3 ปีมานี้ ผมได้ทดลองทำอะไรบางอย่างเพื่อต้องการพิสูจน์ว่าเราสามารถบริหารชีวิตให้สมดุลกว่าเดิมได้ โดยไม่ต้องมานั่งรู้สึกผิด หรือเสียใจในภายหลังเมื่อมารู้ว่าสุขภาพร่างกายเราพังก่อนเวลาอันควร อยากจะมีรักแท้แต่กลับดูแลตัวเองแทบจะไม่รอด มีความฝันร้อยแปดพันประการแต่มาสะดุ้งตื่นจนลืมไปว่าเมื่อคืนฝันไว้ว่าอะไรบ้าง

สิ่งที่ผมคิดได้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ก็จริง แต่มันทำให้ผมกล้าพูดได้ว่า โคตรภูมิใจที่เห็นสิ่งที่วางแผนไว้ค่อย ๆ เกิดขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม และนี่คือ 10 ข้อคิดที่ผมอยากให้คุณอ่านและทบทวน เผื่อสิ่งที่ผมคิดและทำมันจะเวิร์คกับคุณด้วย (ไม่รับประกันนะ แต่เชื่อว่าจะต้องดีกว่าเดิมแน่นอน)

1) ฉันเปลี่ยนเพราะเขียนเป้า

ควรเขียน New Year Resolution หรือภาระกิจพิชิตฝันตั้งแต่ตอนต้นปี จะมี 2 ข้อ 3 ข้อ หรือ 10 ข้อไม่ว่ากันแต่ขอให้สิ่งนั้น SMART นั่นคือ Specific (ชัดเจน เฉพาะเจาะจง) Measurable (วัดผลได้เป็นตัวเลข) Actionable (สามารถทำได้จริง) Realistic (มีความเป็นไปได้) Time-bound (มีระยะเวลากำกับ) พูดง่าย ๆ ก็เหมือนกับเวลาที่คุณทำแผนประจำปีที่บริษัทนั่นแหละ แทนที่จะปล่อยให้บริษัทตั้งเป้าเรื่องงานให้เราแต่เพียงฝ่ายเดียว เราควรหัดตั้งเป้าเรื่องส่วนตัวให้กับตัวเองซะบ้าง นี่คือจุดเริ่มต้นของ work-life balance หรือการใช้ชีวิตให้สมดุลเลยนะ แอบบอกเคล็ดลับอีกอย่างในการเขียนเป้า คืออย่าจดไว้ในสมุดบันทึกแล้วเก็บไว้ในที่ ๆ ตัวเองไม่ค่อยได้เห็น ให้เขียนป้ายติดไว้ที่หัวเตียง โต๊ะทำงาน ห้องน้ำ ที่ไหนก็ได้ ที่ทำให้คุณเห็นบ่อย ๆ จนถึงขั้นหลอนไปเลย ดูเหมือนจะเป็นเรื่องไร้สาระ แต่เชื่อมะ ว่ากว่า 80% ของคนที่เขียนเป้า จำไม่ได้ว่าเคยเขียนอะไรลงไปบ้าง และมากกว่า 50% เพิ่งจะเริ่มรู้ตัวว่ายังไม่ได้เริ่มทำอะไรเลยก็ตอนเข้าเดือนสุดท้ายของปี

นี่คือตัวอย่างเป้าที่ผมเขียนไว้สำหรับปีนี้ ยังไม่รวมกับ Resolution 12 ข้อที่ขออนุญาตเก็บไว้เป็นความลับ จริง ๆ มีรายละเอียดเบื้องหลัง Mind Map นี้ แต่ขอไม่อธิบายในรายละเอียดเพราะผมคงรู้เรื่องเองคนเดียว แค่ให้ดูเป็นต้นแบบว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่เราควรนึกถึงเมื่อเขียนเป้าให้ฝั่งซ้ายและขวาบันบาลานซ์กัน

photo (26)

2) ตัวเลขมหัศจรรย์เปลี่ยนฝันให้เป็นเรื่องจริง

ในการใส่ตัวเลขประกอบเป้าหมายมันเป็นอะไรที่อเมซิ่งมากเลยนะ ถ้าเอาแบบเบาะ ๆ คือแบบแค่พลิกตัวก็สำเร็จแล้ว อันนี้ไม่ต้องเขียนเลย มันคือการหลอกตัวเองชัด ๆ ขอเอาแบบที่มันท้าทายขึ้นมาหน่อย เช่น แทนที่จะพูดว่าฉันจะช้อปปิ้งให้น้อยลง ก็เขียนลงไปเลยว่าฉันให้งบช้อปปิ้งสินค้าฟุ่มเฟือยต่อเดือนไม่เกิน…บาท (คำนวณแล้วไม่เกิน 10% ของรายได้) หรืออนุญาตให้ตัวเองซื้อเสื้อผ้า/รองเท้า/กระเป๋าใหม่ได้ไม่เกิน…ตัว/คู่/ใบ ดูเหมือนจะฮาร์ดคอร์นะ แต่ถ้าทำได้คุณจะภูมิใจในตัวเองโคตร ๆ หนึ่งในวิธีสร้างแรงบันดาลใจ คือเอาของที่ตัวเองซื้อไว้แล้วไม่ได้ใช้ออกมากองเพื่อไปบริจาค ประเมินมูลค่าคร่าว ๆ เชื่อมะทั้งหมดนั่นอาจมีมูลค่านับล้านบาท เสียมะ อย่างนี้มันเสียดายมะ

สำเร็จกับอีกหนึ่งภาระกิจ ปันข้าวของเครื่องใช้ให้กับองค์กรการกุศล สะดวกรวดเร็วมาก ตั้งแต่การโหลดของ กรอกข้อมูล ออกจดหมายขอบคุณ จบได้ภายใน 5 นาที #chaidaily

Posted by Somchart Chai Leelakraisorn on Monday, January 4, 2016

3) ชีวิตสมดุลได้เพราะไม่ปล่อยให้อีกข้างลอยนวล

โดยปกติในสมุดบันทึกของแต่ละคนมักจะมีแต่เรื่องงาน Things to do ทั้งหลายมีแต่ตารางนัดคนโน้น คนนี้ ติดตามงานกับฝ่ายโน้น เก็บหนี้จากลูกค้าคนนั้น ไม่น่าแปลกใจเลยว่า Daily Planner ของแต่ละคนจะอุดมไปด้วยเรื่องเครียด ๆ ขาดจินตนาการ ขาดแรงบันดาลใจ ตัวหนังสือเต็มไปหมด แค่เปิดอ่านก็น่าเบื่อซะแล้ว ลองมาดู Passion Planner ของผมสิ มันจะมีแบ่งโหมดเป็น Work to-do list และ Personal to-do list  เรื่องไหนที่เกี่ยวกับงานผมจะเขียนด้วยปากกาสีน้ำเงิน เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ จะเขียนเป็นสีแดง เรื่องสุขภาพสีเขียว เรื่องส่วนตัว เรื่องกินเที่ยวลั้นลา จะเขียนด้วยสีส้ม เรื่องครอบครัวสีม่วง และเรื่องกิจกรรมเพื่อสังคมสีฟ้า ตัวหนังสือน่าเบื่อไป ก็วาดรูปการ์ตูนเข้าไปประกอบด้วย อันนี้ถือเป็นเคล็ดลับให้เราชอบเขียนและชอบกลับมาอ่านสมุดบันทึกความฝันของเราบ่อย ๆ และที่สำคัญ มันเป็นการตอกย้ำ และทำให้เราจำได้ด้วย

passion planner
credit: ภาพจาก facebook : passion planner

(ป.ล. คนไหนสนใจอยากโหลด Passion Planner ฉบับ PDF มาทดลองใช้ฟรี ๆ สามารถกดเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่นี่ลิงค์นี้เลยครับ ส่วนใครสนใจจะออเดอร์มาซื้อใช้ส่วนตัว ตามเข้าไปได้ที่ลิงค์นี้เลยครับ http://www.passionplanner.com/

4) ตั้งรางวัลนำจับเมื่อภาระกิจสัมฤทธิ์ผล

มุกนี้เป็นมุกที่ผมใช้ตอนสมัยเรียน ถ้าอ่านหนังสือจบจะไม่ยอมลุกไปไหน แต่ถ้าทำสำเร็จสามารถ spoil ตัวเองได้หนึ่งอย่าง วิธีนี้ช่วยกระตุ้นให้เรามีความฮึกเหิมอยากทำอะไรให้มันสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน เหตุผลง่าย ๆ คือเรามักจะไม่ค่อยทำอะไรจริงจัง เมื่อสิ่งที่เราอยากได้ อยากมี อยากเป็นมันเป็นพลังเฉื่อย ขาดสิ่งเร้า ลองดูสิ เช่นถ้าฉันลดน้ำหนัก… กก. สำเร็จ ฉันจะไปซื้อ… ให้กับตัวเอง ถ้าฉันเก็บเงินได้… บาท ฉันจะให้รางวัลตัวเองด้วยการไปเที่ยว…ด้วยงบ…บาท พยายามตั้งรางวัลนำจับที่มีความตื่นเต้นนิดนึง คือถ้ามีอารมณ์แบบว่า “ไม่เอาก็ได้วะ…” นี่แสดงว่าคุณไม่ได้อยากได้มันมากพอ หรือก็เป็นพวกองุ่นเปรี้ยว รู้ว่าทำไม่ได้ก็เลิก ท่องเอาไว้ “มึงมันกระจอก” ขออภัยที่ใช้คำไม่สุภาพ สรุปง่าย ๆ ว่า Carrot Reward & Stick Punishment ก็คือการตั้งรางวัลและบทลงโทษที่ทำให้คุณตื่นตัว ไม่ยอมล้มเลิกภาระกิจนี้ง่าย ๆ นั่นเอง ผมขอยืนยันว่าเมื่อไหร่ที่คุณสามารถสะกดจิตตัวเองได้ โอกาสที่คุณจะประสบความสำเร็จในชีวิตจะมีมากขึ้นเป็น 100 เท่าทวีคูณ

5) เก็บตกผลงาน ส่งการบ้านทุกเดือน

สิ่งที่ทำให้หลายคนพลาดเป้า ไม่ใช่เพราะไม่เขียนเป้าให้ชัดอย่างเดียว แต่เป็นเพราะไม่ไม่หมั่นรีวิวผลงานตัวเองอย่างต่อเนื่อง ในไดอารี่ผมจะมีช่องให้กรอกความคืบหน้าว่าทำอะไรไปได้กี่ครั้งแล้ว (วิ่งไปได้กี่กิโลแล้ว ไปเที่ยวที่ไหนมาบ้าง ทำงานสำเร็จไปได้กี่ชิ้น ปิดยอดไปได้กี่บาท ฯลฯ) แถมปลายเดือนจะต้องมานั่งเขียน essay เพื่อสรุปเรื่องราวที่ผ่านมาว่า “เรื่องไหนเป็นเรื่องที่น่าประทับใจที่สุดในเดือนนี้?”, “อะไรคือบทเรียนสำคัญ 3 ข้อที่ได้เรียนรู้ในช่วงเดือนที่ผ่านมา?”, “พึงพอใจกับผลงานในเดือนนี้มากน้อยแค่ไหน?”, “อะไรบ้างคือสิ่งที่ควรทำหรือปรับปรุงในเดือนต่อไปเพื่อให้เป้าหมายที่วางไว้สัมฤทธิ์ผล” ออกจะดูจริงจังไปนิดนึง แต่สิ่งที่ได้กลับมา คือเราได้ย้อนกลับไปนึกว่าอะไรที่เราทำพลาดไป เรื่องไหนที่เป็นเรื่องดีที่ทำให้เรารู้สึกแฮปปี้แบบสุด ๆ อย่าลืมนะความสำเร็จปลายทางคือสิ่งที่คุณอยากได้ แต่ความสุขที่คุณดื่มและกินได้มันเกิดขึ้นระหว่างทางนี่แหละ เพราะฉะนั้นกลับมาทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำอย่างสม่ำเสมอ แล้วคุณจะต้องอึ้งและทึ่งกับผลลัพธ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต เวอร์ไปนิด แต่มันสำคัญมาก ๆ จริง ๆ นะครับ (ขีดเส้นใต้เอาไว้ว่าเธอต้องรัก)

6) เรื่องนี้มันใหญ่มาก

ในเชิงจิตวิทยา ชีวิตคนเราจะน่าเบื่อหรือไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณโปรแกรมและทำเป็นประจำทุกเดือน สิ่งที่ผมพยายามจะหย่อนลงไปทุกเดือนคือการสร้างปรากฎการณ์ว้าวให้เกิดขึ้นอย่างน้อยเดือนละหนึ่งกิจกรรม เป็นอะไรก็ได้ที่ทำให้คุณรู้สึกดีกว่าวันธรรมดาทั่วไป เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลอง scroll down ลงไปอ่านกิจกรรม Highlight ที่เกิดขึ้นกับผมในปีนี้ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญนะครับ มันเป็นสิ่งที่ผมตั้งใจให้เกิดขึ้น เพื่อให้พลังชี่ของชีวิตมันน่ารื่นรมย์ขึ้น พูดง่าย ๆ คือเราต้องการอารมณ์ประมาณว่า Let’s Cheers, Let’s Celebrate เป็นครั้งคราว มันคงดีไม่ใช่น้อยถ้าเราสามารถขโมยซีนแห่งความสุขเข้ามาใกล้ตัวให้มากขึ้นทุกวัน

7) ตามล่าหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์

ขอสารภาพว่าภาระกิจบางอย่างมันก็โคตรน่าเบื่อเกินกว่าที่จะทำคนเดียว โดยเฉพาะเรื่องการออกกำลังกาย และ/หรือการลดน้ำหนัก การมีคนช่วยบิวด์ มีการเดิมพัน การแข่งขันเข้ามาเกี่ยวข้อง มันทำให้เลือดสูบฉีด พลุ่งพล่านมากยิ่งขึ้น อย่างเช่นตอนที่ผมตั้งเป้าหมายว่าจะวิ่งมาราธอนให้สำเร็จ ผมจะมีกลุ่มเพื่อนซ้อมวิ่งโดยเราตกลงกันตั้งเป็นแคมเปญ 1-Month 100 KM Challenge คือทุกคนต้องออกไปวิ่งให้ได้เกิน 100 กิโลเมตรภายในหนึ่งเดือน โดยใช้แอพ Endomando เป็นตัวเก็บสถิติ ทุกครั้งที่แอบเข้าไปดูอันดับตัวเอง ต่างก็คิดในใจว่า “ชิหายละ ตอนนี้ลงมาอยู่ท้ายแถวละ ต้องเร่งสปีดขึ้นมาหน่อย ไม่งั้นต้องเลี้ยงข้าวทั้งกลุ่ม” ผลพลอยได้ก็คือ เราออกไปวิ่งได้บ่อยขึ้นเพราะกลัวเสียตังค์ ฮา ๆ

8) ขอตัวช่วยที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น

ตัวช่วยที่ผมหมายถึงนี้คือเครื่องมืออะไรก็ได้ที่ช่วยในการจดบันทึก ติดตามผล และเห็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม โชคดีที่เทคโนโลยีสมัยนี้เข้ามาช่วยได้เยอะเลย อย่างเช่นใครที่วิ่งอยู่ ก็สามารถใช้ wearable device พวก fitbit, jawbone รวมถึงแอพ Endomando, Runkeeper, Runtastic ใครที่ปั่นจักรยานอยู่ก็ใช้ Strava, Garmin ช่วยในการเก็บระยะทางและสถิติทั้งหลาย ส่วนเรื่องการออม/การลงทุน แต่ละสถาบันการเงินก็จะมีเครื่องมือในการสรุปและประมวลผลคำนวณค่าความมั่งคั่งของพอร์ตการเงินการลงทุนของเรา ส่วนเรื่องอื่น ๆ ก็ใช้วิธีอัตโนมือกันไป คือจดบนสมุดบันทึก เขียนไว้บนตารางปฏิทิน ฯลฯ คือผมใช้ทุกอย่างที่มี ตั้งแต่กระดาษ Post-it โทรศัพท์มือถือ Passion Planner โปรแกรม iMindMap แอพ Edomando, Strava, WordPress ฯลฯ อาจจะดูเยอะนิดนึง แต่มันช่วยทำให้เราเห็นภาพรวมชัดขึ้นว่าเราเดินทางมาไกลถึงจุดไหนนับจากวันที่เราเริ่มต้นวางแผนตั้งเป้าตั้งแต่ตอนต้นปี

9) ขอบคุณคนที่ทำให้ชีวิตคุณดีขึ้น

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาบนโลกนี้ไม่มีความบังเอิญ คือเราเป็นคนสร้างเหตุและปัจจัยให้เราพบเจอกับสิ่งดี ๆ และคนดี ๆ เพราะฉะนั้นอย่าลืมขอบคุณ คนที่ช่วยแนะนำลูกค้า คนที่เอื้ออำนวยความสะดวก คนที่ยืนอยู่เคียงข้างเราทั้งในยามสุขและทุกข์ หาโอกาสบอกให้เขาได้รับรู้ว่าเราซาบซึ้ง และรู้สึกขอบคุณมากแค่ไหน ที่ทำให้งานของเราสำเร็จลุล่วงไปได้ ทำให้ชีวิตเราลืมตาอ้าปากได้ หรือแม้กระทั่งเรื่องเล็ก ๆ ทำให้เรายิ้มได้

10) อย่าลืมดูแลบุพการีและคนที่มีความหมายต่อชีวิตคุณ

เรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่เกี่ยว แต่ผมว่ามันเกี่ยวที่สุด เราอาจคิดเอาเองว่าการที่เราหาเงินมาได้เยอะ ๆ มีรถหรู ๆ ไว้ขับ มีเงินไปเที่ยวเมืองนอก มันคือความสุขที่สุดแล้ว แต่เชื่อมะ เงินที่หามาได้ทั้งชีวิตกลับไม่มีความหมายอะไรเลยเมื่อเราเอาไปแลกกับวัตถุสิ่งของที่เป็นของนอกกาย หมดแล้วก็หามาใหม่ เบื่อแล้วก็ทิ้งไป จนลืมตั้งคำถามให้กับตัวเองว่า ความสุขที่แท้จริงคือการทำอะไรและเพื่อใคร ชีวิตของเราจะดูมีค่ามากขึ้น มีความหมายมากขึ้นเมื่อเราทำประโยชน์ให้กับตัวเองและผู้อื่น การที่เราหยิบยื่นเงินจำนวนหนึ่งไม่ว่าจะมากหรือน้อยให้กับบุพการีทุกเดือนมันคือการแสดงน้ำใจ ความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ การที่เราอุทิศแรงกายแรงใจเพื่อช่วยเหลือผู้คนคือการพิสูจน์ให้โลกรู้ว่าเราเป็นคนที่มีคุณค่ามากแค่ไหน อย่าลืมนะครับว่าเบื้องหลังความสุขความสำเร็จของทุกคน มักมีใครบางคนคอยหนุนหลังเสมอ อย่าลืมตอบแทนคุณและดูแลคนที่เคยดูแลเรา

นี่คือ 10 ข้อคิดที่ผมคิดได้ในขณะที่ผมไม่อยู่เฉย ออกไปทำโน่นทำนี่แล้วกลับมานั่งทบทวนว่าเราจะใช้ชีวิตให้เป็นสุข มีความสมดุลมากกว่าเดิมได้อย่างไร ผมจะดีใจไม่ใช่น้อยหากใครสักคนที่ได้อ่านบทความนี้ได้คิดและนำไปลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังแล้วเกิดสัมฤทธิ์ผล คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อผมทั้งหมด ผมมีวิธีของผม คุณก็มีวิธีของคุณ จริง ๆ มันก็ไม่ใช่สูตรสำเร็จอะไร แค่คิดได้ ก็ได้ทำแล้ว ถ้าอยากมีความสุขมาก ๆ ก็จงอินกับมันมากๆ หาโอกาสในการลงมือทำให้ได้มาก ขอให้ทุกคนโชคดีมีความสุข ณ ปัจจุบัน กับอิสระที่เกิดขึ้นจากความสมดุลของชีวิตครับ

*********************************************

บทเรียนจากชีวิตจริง

นี่คือบทความท้ายตอนที่ถอดรหัสจากชีวิตจริง ไม่ใช่แสตนด์อิน ต้องขอออกตัวก่อนว่า ผมมิอาจหาญยกตัวเองเป็นไอดอลในด้านการใช้ชีวิต เพราะทุกวันนี้ก็ยังลองถูกทำผิดอยู่เป็นประจำ สิ่งที่นำมาแบ่งปันเป็นวิทยาทานนี้ถือเป็นการตีแผ่เรื่องราวหลายมุมมองที่เกิดขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา ผมเคยหลงผิด ไม่อยากให้ใครต้องมาหลงติดกับดักความสำเร็จในชีวิตอย่างที่ผมเคยเจอ

ตีแตกปี 2015

ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ท้าทายพอสมควร มีหลายเรื่องที่ปัง และหลายเรื่องที่แป้ว Mind Map นี้ได้สรุปผลงานเรื่องราวในปีที่ผ่านของผมได้เป็นอย่างดี ก็อย่างที่เห็นผมจะแบ่งเป้าหมายเป็น 4 ด้านใหญ่ ๆ คือด้านธุรกิจ (Business) ด้านความมั่งคั่ง (Wealth)  ด้านคุณภาพชีวิต (Quality of life) และด้านเป้าหมายส่วนตัว (Personal Goals)

[Business] โดยสรุปปีที่แล้ว เป้าหมายทางธุรกิจยังไม่ค่อยน่าปลื้มเท่าไหร่ ตั้งใจจะผุดธุรกิจขึ้นมาใหม่ แต่ก็ยังทำคลอดไม่สำเร็จ บริการด้านการให้คำปรึกษาธุรกิจนี่หดตัวไปมาก แต่ก็โชคดีที่งานด้านการฝึกอบรมคือ training เติบโตขึ้นมาก เลยทำให้ปีนี้รอดมาได้อย่างฉิวเฉียด ปีนี้เอาใหม่ คงต้องขยันทำมาหากินมากขึ้นครับ

[WEALTH] สินทรัพย์ปีที่แล้วเพิ่มขึ้นมานิดหน่อย (10%) โชคดีที่ไม่ล้มละลายจากการลงทุน Value gained from investment by 10% เคล็ดลับคือพยายามไม่ตระหนกกับภาวะเศรษฐกิจ แม้หุ้นจะร่วงระนาว แต่เงินที่ฝากในกองทุนส่วนใหญ่ก็ยังถือว่ากำไร ถ้าคุยเรื่องนี้คงยาว ปีนี้มีแผนจะปรับพอร์ตอีกครั้งเพื่อทำกำไรให้มากกว่าเดิม 

[HEALTH] แม้สุขภาพโดยรวมจะแข็งแรงดี แต่น้ำหนักดันขึ้นมา 5 กิโลในช่วงโค้งสุดท้ายของปี อยากร้องไห้ดังๆให้น้ำตาละลายออกมาเป็นไขมัน ปีนี้ขอแก้ตัวใหม่ จะต้องกลับมาผอม หล่อ ใจดี กทม. ให้ได้

[SPORTS] ปีที่แล้วถือเป็นปีที่ออกกำลังกายมากเป็นประวัติการณ์โดยเฉพาะเรื่องวิ่ง ตั้งเป้าว่าจะวิ่งฮาล์ฟมาราธอนแค่หนเดียว เอาเข้าจริงวิ่งไปตั้ง 2 หน ครั้งแรกเป็นตะคริว อีกครั้งทำลายสถิติอย่างไม่น่าเชื่อ แถมยังวู่วามวิ่งมาราธอนสำเร็จเป็นครั้งแรกในชีวิต สิริระยะทางรวมตลอดปีวิ่งไปทั้งหมด **890 กม.** มากกว่าที่ตั้งใจไว้เกือบ 300% ปั่นจักรยานไม่ค่อยเท่าไหร่ ตั้งใจจะปั่นให้ได้ระยะทางกว่านี้ พอเจอข่าวอุบัติเหตุบนท้องถนนบ่อย ๆ ก็เลยถอดใจหยุดปั่นชั่วคราว หันมาเอาดีด้านการวิ่งกับการเล่นแบดมินตันมากกว่า

[TRAVEL] ปีที่ผ่านมาเดินทางไป ตจว. 16 ครั้ง (ส่วนใหญ่ไปเที่ยวมากกว่าทำงาน) ไปเชียงใหม่ และเชียงรายบ่อยสุด สำหรับทริปดีเด่นประจำปีคือ กรีซ ตุรกี ไปที่ไหนบึ้มที่นั่น อ่านบทความเกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่ประเทศกรีซ 3 ตอนจบได้ที่นี่ครับ (กรี๊ดกรีซ ตอนตะลุยกรุงเอเธนส์แบบไม่ต้องง้อทัวร์), (กรี๊ดกรีซ ตอนรื่นรมย์ชมพระอาทิตย์ที่ซานโตรินี), (กรี๊ดกรีซ ตอนบุกเกาะสวาทหาดสวรรค์ที่มิโคนอส)

[SOCIAL] ปีนี้ได้เข้าคอร์สปฏิบัติธรรมถึง 2 ครั้ง ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น ทำโครงการเพื่อสังคม 3 โครงการ ขอบคุณเพื่อนๆ ที่ช่วยกันระดมทุนช่วยเหลือเด็กผู้ด้อยโอกาส รวบรวมเป็นเงินได้มากถึง 250,000 บาท

Resolution 2015รวมฮิตกิจกรรมเด่นปี 2015

อย่างที่เกริ่นไว้ในช่วงต้นว่าการสร้างกิจกรรมเด่นประจำเดือน ทำให้การใช้ชีวิตของเราสนุกขึ้นทุกช่วง ลองมาดูว่าปีที่ผ่านมาผมผ่านเรื่องอะไรมาบ้าง

มกราคม: เที่ยวละไมไปเชียงคาน

เปิดประเดิมต้นปีก็เที่ยวเลย ไปทั้งเชียงราย เชียงใหม่ เชียงคาน จ.เลย 3 จังหวัดภายในเดือนเดียว ชาร์จแบตเต็มพร้อมลุยงานในเดือนถัดไป

chai_sakura

P2019555

P2019546

กุมภาพันธ์: เดือนนี้มีรัก

เดือนนี้มีจัดกิจกรรมสัมมนาให้กับกลุ่ม YEC ที่จังหวัดอุบล ได้วิ่งมินิมาราธอนครั้งแรกที่งาน ThaiCom และเนื่องในโอกาสเป็นเดือนแห่งความรัก ก็เลยถือโอกาสนี้บอกรักทุกคนที่เคยไปร่วมงานแต่งงานมาด้วยการทำ MV บอกรัก (ไม่สามารถแทรกเป็น Timeline เลยขอแปะลิงค์ไว้ที่นี่แทน [VDO บอกรัก] เผื่อใครอยากตามเข้าไปฟัง กระซิบดัง ๆ นิดนึงว่าร้องเอง ตัดต่อเอง สดมาก ๆ)

YEC Ubon

มีนาคม: เข้าถ้ำ เจริญสติ

ด้วยความบังเอิญมีโอกาสได้ปฏิบัติธรรมที่จังหวัดเพชรบุรีเพื่อเจริญมรณานุสติเป็นเวลา 4 วัน (ไม่มีรูปถ่าย) จัดเวิร์คช้อปพิเศษให้กับพนักงานร้าน Cealeb เรื่องการยกระดับมาตรฐานการบริการรวมถึงการตั้งเป้าหมายชีวิต ส่วนช่วงปลายเดือนก็ได้ไปทำกิจกรรม CSR กับเพื่อน ๆ SME Six Senses ถึงจังหวัดสระแก้ว

workshop for cealeb

เมษายน: บันทึกความฝันฉบับ 15 ปี

ผมมีโอกาสได้เข้าเรียนในหลักสูตร Millionaire Mindset ของบจล.กรุงศรี ได้กระดาษแผ่นนี้มาเป็นของขวัญ คือการฝึกเขียน Dream Map จัดไปก่อนเบาะ ๆ 15 ปี

Slide1

พฤษภาคม: ซุ่มเตรียมงานใหญ่ประจำปี

หลังจากหยุดยาว เดือนนี้เป็นเดือนที่ตะบี้ตะวันสอนหนังสือ และเตรียมงานสัมมนาครั้งใหญ่ประจำปี ซึ่งเป็นโครงการที่ริเริ่มเพื่อสานความฝันของการให้แนว Pay it Forward

มิถุนายน: กริยา 5 ช่อง

พี่ไม่ได้แค่คิดเล่น ๆ นะ แต่พี่ทำจริง ในที่สุดก็จัดงานสัมมนา “กริยา 5 ช่อง” นี้สำเร็จโดยได้รับการสนับสนุนจาก K SME ธนาคารกสิกรไทย พร้อมแขกรับเชิญสุดพิเศษ ทั้งเจ๊จง ท๊อป ecoshop common โบ๊ต rethinking TV และพี่มินท์ มาลีวัลย์ มาช่วยกันรับส่งลูกในงานสัมมนากริยาทั้ง 5 ช่อง ซึ่งหมายรวมถึง “การคิด เขียน พูด ลงมือทำ และร้องเพลง อย่างมีความสุข” อันนี้ถือว่าเข้าธีมการใช้ชีวิตให้สมดุลสุด ๆ แล้ว โดยรายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่ายร่วมสนับสนุนให้เป็นทุนการศึกษาแด่บุคลากรทางการแพทย์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้การดูแลของโครงการพระเมตตาสมเด็จย่า

กริยา5ช่อง hi-res (105 of 514)

กริยา5ช่อง hi-res (389 of 514)

กริยา5ช่อง hi-res (228 of 514)

กรกฎาคม: กรี๊ดกรีซ

ไม่รู้ว่าโชคร้ายหรือโชคดีที่วางแผนไปเที่ยวประเทศกรีซในช่วงที่เกิดวิกฤติพอดีเลย แต่ก็นับว่าเป็นทริปที่เปิดหูเปิดตามากมาย เพราะเป็นหนึ่งในประเทศที่ใฝ่ฝันว่าจะไปให้ถึงให้ได้สักครั้งในชีวิต (อยู่ใน dream map) ด้วย เย้ ๆ ๆ (อ่านเรื่องราวแบบเจาะลึกการท่องเที่ยวประเทศกรีซแบบไตรภาคได้ที่นี่ครับ) (กรี๊ดกรีซ ตอนตะลุยกรุงเอเธนส์แบบไม่ต้องง้อทัวร์), (กรี๊ดกรีซ ตอนรื่นรมย์ชมพระอาทิตย์ที่ซานโตรินี), (กรี๊ดกรีซ ตอนบุกเกาะสวาทหาดสวรรค์ที่มิโคนอส)

santorini

สิงหาคม: ตะลุยเดี่ยวเที่ยวตุรกี

หลังจากจบเรื่องราวที่ประเทศกรีซ ก็มาตะลุยต่อกันที่ประเทศตุรกี เป็นอะไรที่น่ารัก น่าลุ้นมาก เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่ไทยมีปัญหากับชาวอุยกูร์ มีแต่คนเตือนให้ระวังเนื้อระวังตัวให้ดี ไปถึงเมือง cappadocia ก็เกือบไม่ได้ขึ้นบอลลูนเพราะอากาศไม่เป็นใจ กลับลงมาเที่ยวเมืองอิสตันบูลก็ลากกระเป๋าย้ายโรงแรมเป็นว่าเล่น เป็นทริปที่เสี่ยงและน่าหวาดเสียวที่สุด แต่ก็เอาชีวิตรอดกลับมาได้ แม้จะโดนแคนเซิลไฟล์ทกลางอากาศ ทำให้กลับถึงกรุงเทพฯ ช้ากว่ากำหนดหนึ่งวัน แต่ก็นับว่าคุ้มเพราะได้เงินค่าตั๋วคืนมาเกือบ 20,000 บาท เร่ิมร้ายแต่จบดีฮะ

Cappadocia

กันยายน: ฟังอย่างลึกซึ้ง

นอกจากสอนคนอื่นแล้ว ผมก็พยายามหาคอร์สเรียนเพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้วย นับว่าโชคดีมากที่ได้รับคัดเลือกจากโครงการ New Heart New World ให้เรียนคอร์ส Deep Listening ที่จัดขึ้นโดย iCare Club ทำให้รู้ว่าการฟังอย่างลึกซึ้งมันสำคัญต่อการสร้างสัมพันธภาพกับคนรอบตัวอย่างไร ดู Teaser VDO ได้ที่นี่เลยครับ

ตุลาคม: ธรรมในใจ

เดือนนี้เป็นเดือนแห่งธรรมจริง ๆ คือทั้งได้ไปปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์ครรชิตที่ยุวพุทธฯ ศูนย์ 2 ได้ไปฟังธรรมบรรยายของพระจารย์นวลจันทร์ แล้วยังไปฟังการสนทนาธรรมกับพี่เอกธเนศและอาจารย์วรภัทร์ที่สวนโมกข์อีก

meditation2

meditation3

พฤศจิกายน: กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ

กลับมาเข้าสู่เรื่องทางโลกอย่างจริงจัง นอกจากเดือนนี้จะชุกไปด้วยงานกฐิน และงานแต่งแล้ว เดือนนี้เป็นเดือนแห่งการพิชิตเป้าหมายอีกด้วย ผมทำแคมเปญ Run For New Heart ขึ้นมาเพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการฝึกซ้อมเพื่อการพิชิตมาราธอนครั้งแรกในชีวิต กับภาระกิจระดมทุนเพื่อสนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็ก อ่านที่มาของโครงการนี้ได้ที่นี่ครับ (Run For New Heart วิ่งด้วยใจ ให้ด้วยรัก) กับ (วิ่งมาราธอน เปลี่ยนชีวิตได้จริงหรือ) ยังไม่ทันจะหายเจ็บเข่า ก็ได้ลงแข่งแบดมินตันกับเพื่อน K SME อีก เรียกได้ว่าเดือนนี้เป็นเดือนแห่งกีฬาโดยแท้

Banner

photo 2 (5)

ธันวาคม: คืนความสุขให้เธอ…คนทำมาหากิน

มีหลายสิ่งเกิดขึ้นมากมายในเดือนนี้ แต่กิจกรรม Hightlight น่าจะเป็นการจัดหลักสูตร Mind Mapping ให้กับพนักงานในกลุ่ม PTTGC ที่ระยอง การจัดงานฉลองครบรอบวันแต่งงานของป๊าม๊า รวมถึงการทำโครงการ Happy Gift to Khon Thai ร่วมกับมูลนิธิ Happiness U can Give

Mapping รุ่น2_154

Wedding Anniversary

วันนี้ผมมีเรื่องของคนที่ผมไม่รู้จัก มาเล่าให้ฟัง 2 เรื่องเรื่องแรกยามเย็นขณะเดินกลับจากช้อปปิ้ง ผมเจอคนสติไม่ดีคนหนึ…

Posted by Jakrapong Kongmalai on Saturday, January 2, 2016

นั่งย้อนดู Facebook Timeline ของหลายปีที่ผ่านมาแล้วอดอมยิ้มไม่ได้ ความทรงจำดีๆ มันผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด เลยคิดทำ VDO เสียงของหัวใจนี้แทนคำขอบคุณทุกๆ คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ได้รู้จักกัน ได้เป็นเพื่อนกัน ได้ช่วยเหลือกัน และได้คิดถึงกันแม้เวลาจะพรากความเยาว์ของพวกเราไป ขออนุญาตไม่ tag ชื่อทุกคนนะ เพราะมันเยอะจนตาลายไปหมดแย้ว และถือโอกาสนี้สวัสดีปีใหม่ทุกๆ คน ขอให้ปีหน้ามีแต่สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตนะครับ #HappyNewYear2016

Posted by Somchart Chai Leelakraisorn on Thursday, December 31, 2015

Leave a Reply

%d bloggers like this: