เรื่องนี้เพิ่งคิดได้ตอนอายุ 40

ถ้ารู้ว่าวิชาภาษาอังกฤษจะจำเป็นขนาดนี้ เราน่าจะตั้งใจเรียนวิชานี้ให้มากกว่านี้

ถ้ารู้ว่าไม่มีใครรักเราได้มากเท่าเธอคนนั้น เราคงไม่ปล่อยให้เธอเดินจากไปง่ายดายขนาดนั้น

ถ้ารู้ว่าองค์กรไม่คิดจะลงทุนในตัวเรา เราคงไม่ทำงานถวายชีวิตให้กับเขาคนที่ไม่เคยเห็นเราในสายตา

ถ้าวันนั้นเรามีสติสักนิด เราคงไม่เผลอทำผิด พูดจาทำร้ายจิตใจใครต่อใครอย่างไม่น่าให้อภัย

ถ้าเราไม่ต้องแบกความคาดหวังและภาระของทุกคนไว้บนบ่า เราคงทำอย่างที่ใจเราอยากโดยไม่ต้องแคร์ว่าใครจะรู้สึกยังไง

เรื่องรู้งี้หลายเรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของใครหลายคนมันคืออดีตที่แก้ไขอะไรไม่ได้ มันคือบาดแผลที่แฝงด้วยประสบการณ์และคติธรรมให้เราไม่หวนกลับไปทำเรื่องที่ผิดพลาดในแบบเดิม จะดีกว่าไหมกับการลองนั่งนิ่งๆ ทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา ฟังคำของผู้ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน แล้วถามตัวเองดูใหม่ ว่าอะไรที่เราควรดำเนินรอยตามเพราะมันมีเหตุและผลที่เชื่อถือได้ และอะไรที่ควรค่าต่อการพิสูจน์ด้วยตัวเอง

ผมตั้งใจเขียนบทความนี้เพื่อเตือนตัวเอง และถ่ายทอดความจริงบางอย่างที่พบมากับตัว คุณผู้อ่านไม่จำเป็นต้องเชื่อตามนี้นะครับ เพราะนิยามการใช้ชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เป้าหมายชีวิตของเราก็อาจจะแตกต่างกัน แต่มีอย่างหนึ่งที่ผมเชื่อว่าทุกคนคงอยากได้และอยากมีเหมือนกัน นั่นคือ “ความสุข และ ความสำเร็จ”

คำ 2 คำนี้เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ ผมแบ่งช่วงชีวิตออกเป็น 5 ช่วง ไม่ได้แบ่งขั้นด้วยอายุ เพราะบางคนอาจโตก่อนวัยหรือคิดได้ตั้งแต่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ด้วยซ้ำ ลองคิดตามดูว่าเป็นจริงตามนั้นรึเปล่า

ความสุข ความสำเร็จโดยสังเกต

ไม่ว่าคุณจะเป็นลูกใคร พ่อแม่ใคร ยากดีมีจนขนาดไหน ต่างก็อยากมีความสุขและความสำเร็จในการดำเนินชีวิตด้วยกันทั้งนั้น สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างหนึ่งคือ เรามีต้นทุนชีวิตที่ไม่เหมือนกัน แต่เราทุกคนมีเวลาเท่ากัน จะสุขหรือทุกข์ไม่ได้วัดกันที่ขนาดของบ้าน ความนุ่มของเตียง ความยาวของนามสกุล หรือจำนวนเงินที่มีในบัญชี คนยากจนเขาอาจมีปัญหาเรื่องการกินการอยู่ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่มีสิทธิ์ที่จะยิ้มหรือหัวเราะให้กับชีวิตที่เรียบง่าย ในทางตรงกันข้าม มหาเศรษฐีบางคนอาจมีความสุขกายจากสิ่งอำนวยความสะดวกรอบตัว แต่เขากลับหาความสบายใจไม่ได้เลยจากสิ่งที่เขามี กลัวที่จะสูญเสียทรัพย์สิน ของรัก คนรัก หวาดระแวงคนรอบข้าง บางคนถึงขั้นต้องสวมหน้ากากให้ดูดีตลอดเวลาเพียงเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของคนในสังคม

ลองหยุดเปรียบเทียบตัวเองกับคนรอบข้างว่าใครดูดีกว่ากัน ใครโชคดีกว่ากัน และใครน่าจะมีความสุขมากกว่าเรา แต่ลองย้อนถามตัวเองว่าครั้งสุดท้ายที่คุณหัวเราะออกมาจนน้ำหูน้ำตาไหลคือเมื่อไหร่? มีคืนไหนที่คุณหลับสนิทไม่มีฝันร้ายเข้ามากวนใจ? และมีโมเมนต์นี้บ้างไหมที่สามารถนั่งอ่านหนังสือฟังเพลงดูหนังหรือกินข้าวอยู่เพียงลำพังแล้วจิตใจมันพองโตโดยไม่ต้องรอให้ใครมาเติมเต็ม

ความสุขมันอยู่ใกล้ตัว แต่ทำไมคนบางคนกลับมองไม่เห็น!!!

ช่วงปฐมวัย: สุขเพียวไม่มีเรื่องอื่นมาเจอปน

ด้วยความไร้เดียงสา อ่อนต่อโลก และไม่กลัวความผิดหวัง วัยเด็กจึงเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดสำหรับใครหลายคน เด็กน้อยได้รับความรักเต็มที่จากคนรอบข้าง ในสายตาของผู้ใหญ่ เด็กมีความน่าเอ็นดู น่าทะนุถนอม น่ากอด น่าอุ้ม น่าเอาใจ มีความสุขเกือบจะตลอดเวลา ทุกข์บ้างใน 3 เวลาคือ หิว อึ๊ และง่วง Sense of Pleasure ความรู้สึกพึงพอใจจะมีมากในเด็กที่ได้รับความอบอุ่นจากพ่อแม่ ยิ่งพ่อแม่แสดงออกถึงความรักความห่วงใยมาก เด็กยิ่งได้ใจ เพราะเขาคือศูนย์กลางของจักรวาล ตราบใดที่เด็กคนนั้นยังไม่มีหน้าที่และความรับผิดชอบใดๆ ในบ้าน เขาจะกลายเป็นฮ่องเต้น้อยผู้เสพสมความสุขแบบไม่มีขีดจำกัด ถ้าพ่อแม่ต้องการสอนให้เขามี Sense of Pride หรือความภาคภูมิใจในตัวเองบ้าง เด็กคนนั้นจะกลายเป็นเด็กกึ่งสุขกึ่งสำเร็จ ไม่โดนตามใจตลอดเวลา หากแต่ถูกสอนให้ช่วยเหลือตัวเองเป็น สังเกตได้จากการที่เด็กบางคนถูกพ่อแม่บังคับให้ทำการบ้าน เล่นกีฬาบ้าง การคะยั้นคะยอให้ลูกเข้าคลาสดนตรี เข้าแคมป์กีฬา ฝึกร้องเพลง วาดภาพ ระบายสี ฯลฯ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้ประสบการณ์นอกห้องเรียน แต่กว่าเด็กจะรู้ตัวว่ารักสิ่งนั้นก็ต่อเมื่อเขาทำได้ดีและได้รับคำชื่นชมจากคนรอบข้าง ข้อคิดสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่คือ “คุณอยากให้ลูกมีความสุข หรือความสำเร็จมากกว่ากัน” ถ้าอยากให้ลูกมีความสุขมากกว่า จงให้ความรักและเวลาที่เหมาะสมและมองเขาเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ถ้าคุณอยากให้ลูกมีความโดดเด่นเหนือคนอื่นมากกว่าการส่งเสริมให้เขาค้นพบศักยภาพที่แท้จริงในตัวเอง จงถามตัวเองใหม่ว่า “นี่คือความสุขของลูก หรือความพยายามในการลบปมด้อยของคุณกันแน่”

พ่อแม่หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าการซื้อข้าวของมาปรนเปรอลูกสามารถทดแทนเวลาที่อยู่กับลูกได้ ความรักคือการให้ แต่การให้เงินให้สิ่งของที่ไม่มีชีวิตมันจะเทียบเท่ากับการมีเวลาให้กับลูก เล่นกับลูก และสอนลูกด้วยการทำให้ดูเป็นตัวอย่างไม่ได้ ที่เด็กติดเกม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพ่อแม่ทิ้งให้เขาอยู่เพียงลำพังนานไป กว่าจะรู้ตัวอีกทีเกมก็กลายเป็นพ่อแม่บุญธรรมเขาไปเรียบร้อยแล้ว

ช่วงแตกพาน: สุขเมื่ออยู่กับเพื่อน สำเร็จเมื่อจบการศึกษา

ณ ช่วงเวลานึง วัยรุ่นหลายคนชอบอยู่ติดเพื่อนมากกว่าพ่อแม่ (แต่ก็ไม่ได้เป็นกันทุกคน) จากที่เคยต้องการความรักจากพ่อแม่ เดี๋ยวนี้ปีกกล้าขาแข็ง พร้อมเปย์เงินเพื่อซื้อใจเพื่อนทั้งที่ยังแบมือขอเงินพ่อแม่กันอยู่เลย ความสุขในช่วงนั้นมันเหมือนคนใจแตก ชอบลองทำอะไรที่ผู้ใหญ่ห้าม การฝืนกฎหมู่ กรอบที่สังคมขีดไว้ มันเป็นความสะใจเล็กๆ ที่ไม่รู้จะบรรยายยังไงให้เห็นภาพ ความเท่ที่แอบกินไม่ค่อยได้ในสายตาผู้ใหญ่คือ “การใช้เงินมือเติบ”, “การแอบสูบบุหรี่กินเหล้า”, “การหนีเรียน”, และ “การพูดจากวนตีน” ไม่รู้เป็นห่านอะไรวัยรุ่นบางคนชอบตะคอกใส่พ่อแม่ เวลาถูกถามว่า “ไปไหนมา?”, “กินข้าวรึยัง?” ฮอร์โมนคงพลุ่งพล่านจริงจนทำให้เห็นอะไรขวางหูขวางตาไปหมด เมื่อไหร่ที่เริ่มมีจิตสำนึกความรู้สึกผิดว่าคุณทำรุนแรงเกินกว่าเหตุ แสดงว่า growth hormone ความเป็นผู้ใหญ่กำลังออกฤทธิ์ แต่ถ้าไม่เคยสักนิดที่จะกล้าเอ่ยปากขอโทษที่ทำให้พ่อแม่เสียใจ แสดงว่าคุณยังไม่พร้อมที่จะใช้คำว่า “บรรลุนิติภาวะ”

จะว่าไปช่วงที่ยังไม่ได้ทำงานจริงจัง มุ่งแต่เรื่องเรียนและการทำกิจกรรมนอกเวลาเรียน ชีวิตช่วงนั้นดูมีอิสรภาพเต็มใบ สำหรับตัวผมเอง จำแทบไม่ได้ว่าช่วงปฐมวัยผมมีความสุขขนาดไหน แต่ช่วงที่ผมใช้ชีวิตอยู่มหาวิทยาลัย ผมเหมือนได้เจอโลกใบใหม่ มันเป็นความท้าทายที่ทำให้ผมได้พบกับคำตอบหลายอย่างในชีวิตว่าอะไรใช่ อะไรไม่ใช่ ด้วยความที่เป็นเด็กเรียนดีพอสมควร พ่อแม่และพี่ๆ เลยไม่ต้องคอยเป็นห่วงเรื่องผลการเรียน ทีนี้ผมอยากจะทำอะไรก็เลยไม่มีใครมาห้าม ยอมรับว่าเคยโดดเรียนบ้าง กลับบ้านดึกบ้าง แต่ก็ไม่เคยข้องเกี่ยวกับยาเสพติดเลยแม้แต่น้อย เพื่อนรอบตัวมีทุกประเภท เด็กเนิร์ด เด็กกิจกรรม เด็กสปอยล์ เด็กใจแตก อยู่ที่เราเลือกว่าเราอยากเป็นคนแบบไหนในวันข้างหน้า ก็ให้อยู่ใกล้คนแบบนั้นให้มากที่สุด อย่าได้โทษเพื่อน โทษการเลี้ยงดูของพ่อแม่ โทษสื่อ โทษสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เราเป็น Loser คนจะเก่งและดีได้อยู่ที่ตัวเองเป็นคนกำหนด

การทำกิจกรรมชมรมถือเป็นไฮไลท์ของชีวิตเลย ถ้าผมมีโอกาสได้พูดให้น้องๆ นักศึกษาฟังในวันปฐมนิเทศ ผมจะบอกว่า “ให้ตั้งใจเรียน แต่ไม่ต้องมากเท่าการทำกิจกรรมสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต” เพราะการที่เราจะรู้ว่าเราเป็นคนแบบไหน เก่งด้านไหน และเหมาะกับอะไร มันเกิดจากการที่เราเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองทำในหลายๆ บทบาท สมัยเรียนผมนี่เป็นมือพรีเซนต์ประจำกลุ่มเลย ใครจะไปรู้ว่าผมจะกลายเป็นที่ปรึกษา และวิทยากรด้านการนำเสนอในวันข้างหน้า Seize the moment จงมีความสุขกับการใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อนที่เข้าใจและเคารพในความเป็นตัวเรา และจงสร้างผลงานพิสูจน์ให้คนรอบข้างเห็นว่าเอ็งไม่ได้เป็นคนกระจอก ช่วยทำให้พ่อแม่ภูมิใจทีเถอะว่าเอ็งดูแลตัวเองได้ สามารถผ่านมรสุมชีวิตมาได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง ความสำเร็จก้าวแรกของวัยรุ่นไม่ใช่การออกเดินท่องเที่ยวรอบโลกด้วยเงินของพ่อแม่ แต่เป็นการประกาศเลิกรับส่วยจากพ่อแม่แล้วหาเงินซื้อของที่ตัวเองอยากได้ด้วยเงินสะสมของตัวเอง เมื่อไหร่ที่คุณทำได้ คุณได้กลายเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว

ช่วงสร้างตัว: สุขสันต์วันฟรายเดย์ กับความสำเร็จที่รอคอย

ช่วงเวลาแห่งการสร้างเนื้อสร้างตัวเป็นช่วงเวลาที่แสนจะยาวนาน บอกไม่ได้ว่านานแค่ไหน ขึ้นอยู่ว่าคุณตั้งเป้าหมายไว้สูงส่งเพียงใด หลายคนคงเคยตัดพ้อกับตัวเองว่าเป็นผู้ใหญ่นี่มันไม่ดีเลย มันมาพร้อมกับความรับผิดชอบมากมายมหาศาล พร้อมไหมที่จะดูแลตัวเอง ดูแลพ่อแม่และน้อง และยิ่งถ้าตัดสินใจจะมีครอบครัวด้วยแล้ว รู้มั้ยว่าต้องมีเงินอยู่ในบัญชีเท่าไหร่จึงจะเพียงพอที่จะทำให้คนที่เรารักกินอยู่อย่างสุขสบาย? พูดแล้วเครียดขึ้นมาเลยทีเดียว เขาถึงว่ารู้อะไรไม่สู้รู้งี้ รู้งี้น่าจะเก็บเงินไว้ลงทุนตั้งแต่สมัยเรียน รู้งี้ไม่น่าซื้อของฟุ่มเฟือยไว้มากมายเกินความจำเป็น รู้งี้น่าจะเลือกเรียนสาขาวิชาที่ทำเงินได้มากกว่านี้!!! ตื่น ตื่น ตื่น…ชีวิตวัยทำงานมันก็ไม่ได้แย่ซะขนาดนั้น ตั้งสติแล้วถามตัวเองว่า “ทำอย่างไรเราถึงมีอิสรภาพทางการเงิน?”

ก่อนจะได้มาซึ่งอิสรภาพทางการเงิน ขอทำความเข้าใจกับทางเลือกทั้ง 3 แพร่งนี้ก่อน คุณคิดว่าคุณเป็นคนแบบไหนในทางเลือกทั้ง 3 นี้ ระหว่าง

ทางเลือกที่ 1 : หามาให้ได้มากเพื่อสามารถใช้ได้อย่างไม่จำกัด (Lifestyle Spender)

ทางเลือกที่ 2 : หามาอย่างพอเพียงและใช้เท่าที่จำเป็น (Life Contender)

ทางเลือกที่ 3 : หามาให้ได้มากและใช้เท่าที่จำเป็น (Millionnaire)

ชีวิตคนเราก็คล้ายกับ Income Statement กำไรจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับตัวแปรหลักแค่ 2 ตัวคือรายรับกับรายจ่าย ถ้าหามาพอกับที่จ่ายไป อย่างดีก็แค่เท่าทุ่น แต่ถ้าขยันหารายรับและควบคุมค่าใช้จ่ายไปด้วย กำไรก็พอกพูนงอกเงยตามมา

ในสมัยที่ผมยังเป็นมนุษย์เงินเดือน ผมเป็นพวกแรกครับคือหาเก่งพอๆ กับใช้เก่งเลย ยิ่งหามาได้มากก็ยิ่งปรนเปรอตัวเองมาก ถามว่าเก็บเงินบ้างมั้ย? ก็เก็บเหมือนกัน แต่น่าจะเก็บได้มากกว่านี้ถ้าไม่ซื้อของฟุ่มเฟือย ขนขยะเข้าบ้านเป็นรายวัน นี่ถ้าเอาต้นทุนของเครื่องเสียง นาฬิกา เสื้อผ้า และเครื่องสำอางที่ซื้อมาลองบวกดู คงมีมูลค่าไม่น่าจะต่ำกว่าเลข 6 หลัก และถ้ารวมค่ากินเที่ยวปาร์ตี้และค่าเข้าสังคมต่างๆ เข้าไปด้วย คงได้ 7 หลักแน่นอน

พอทางเลือกแรกเริ่มไม่ตอบโจทย์ ผมมูฟมาทำ stage 2 คือการออกจากงานประจำมาทำฟรีแลนซ์ จริงอยู่รายรับอาจไม่มากเท่าเดิม แต่รายจ่ายก็ลดลงฮวบตามไปด้วย ข้อดีอย่างนึงที่ได้แถมมาคือ “เวลา” เวลาที่จะได้สานฝันทำกิจกรรมส่วนตัว เช่นการดูแลสุขภาพ การท่องเที่ยว งานเขียนหนังสือ และยังมีเวลาที่ยืดหยุ่นในการดูแลบุพการีอีกด้วย

ทุกวันนี้ก็พยายามหาลู่ทางในการนำเงินไปลงทุนในธุรกิจหรือกองทุนที่ทำให้เงินมันงอกเงยกว่าการฝากเงินในธนาคาร การหารายได้หลายๆ ทางเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้เราก้าวเข้าสู่ stage 3 ได้ไวขึ้น

ข่าวร้ายสำหรับคนที่ไม่เข้าพวกทั้ง 3 แบบที่ว่ามานี้ คือหามาได้น้อยกว่าที่จ่ายออกไป ทุกครั้งที่เห็นรายการค่าใช้จ่ายบน statement ก็ได้แต่เอามือกุมขมับ “นี่ฉันทำอะไรไปนี่!!!!” ข้าวของเครื่องใช้รอบตัวมีแต่ pay lite จ่ายเบาแต่เป็นหนี้ยาวนาน in debt longer คนกลุ่มนี้จัดได้ว่าอยู่ห่างไกลกับการมีอิสรภาพในการใช้ชีวิต ถามหาทางออกเหรอ? ผมไม่มีให้นะ แต่พอแนะนำได้ว่าให้ทำ 3 อย่างนี้ อย่างแรกคือ การทำบัญชีสินทรัพย์/หนี้สิน วิเคราะห์รายรับรายจ่ายเพื่อให้เข้าใจปัญหา ถ้าทำไม่เป็น ลองเรียกใช้บริการจากนักวางแผนทางการเงิน สองให้ซื้อหนังสือ “ชีวิตดีขึ้นทุกๆ ด้านด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว” มาอ่าน แล้วคุณจะเข้าใจว่าอะไรที่สำคัญและจำเป็นต่อการดำรงชีพ สาม ให้อยู่ห่างจากป้าย SALE ถ้าคิดดีแล้วว่าของที่จะซื้อมันจำเป็นจริงๆ ให้ควักเงินสดออกมาจ่าย หรือถ้าใช้บัตรเครดิตเพื่อรับส่วนลดหรือสิทธิพิเศษก็ให้กันเงินสดออกมาเพื่อจ่ายยอดนั้นตอนปลายเดือน

กับดักของคนที่มุ่งแต่งานคือ จุดโฟกัสมันพุ่งไปที่ เงิน เงิน และเงิน ความสำเร็จในหน้าที่การงานถูกวัดจากปริมาณเงินเดือน ตำแหน่ง และหน้าที่ความรับผิดชอบ ตอนเป็นผู้บริหารระดับสูง อีโก้มันแสดงออกนอกหน้ามาก หลงคิดไปว่าการที่เป็นคนบ้างานคือคนที่มีเกียรติ น่าเคารพยกย่อง เป็นที่พึ่งของคนในครอบครัวและลูกน้อง มันใช้อภิสิทธิ์ในการแซงคิวกิจวัตรประจำวัน จะออกกำลังกายเหรอ “เดี๋ยวก่อน” นัดกินข้าวกันแฟน “เลื่อนไปก่อนได้มั้ยเผอิญมีงานด่วนแทรกเข้ามา” พาพ่อแม่ไปหาหมอ “ให้คนอื่นไปแทนได้มั้ย เผอิญติดประชุมสำคัญ” กว่าจะรู้ตัวว่าอย่างอื่นก็สำคัญไม่แพ้งาน สุขภาพก็พัง แฟนก็ทิ้ง พ่อแม่ก็จากไปเสียแล้ว ของบางอย่างเสียไปแล้ว ยังหาใหม่ได้ แต่ความรู้สึกบางอย่างโดยเฉพาะ “ความรู้สึกผิด” เมื่อเสียไปแล้วยากที่จะกู้กลับคืนมา

สำหรับคนที่เพิ่งเข้าสู่วัยทำงาน ขอเตือนไว้ก่อนว่า “ความอึด” ของคุณจะถดถอยลงเรื่อยๆ ไม่เหมือนสมัยเรียนที่สามารถอดหลับอดนอนแล้วฟื้นตัวได้ในวันรุ่งขึ้น ฉะนั้นอย่าหักโหมใช้ร่างกายของคุณให้มันเปลืองมากนักหากต้องการมีชีวิตยืนยาว การกินดี อยู่ดี คิดดี และมีเวลานอนคือเรื่องสำคัญที่ห้ามละเลย

ขอแสดงความยินดีด้วยกับคนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเร็วกว่าคนในวัยเดียวกัน เพราะคุณจะมีเวลาใช้ชีวิตในด้านอื่นนอกจากงานมากกว่าคนอื่นเขา (ถ้าคุณไม่เสพติดความสำเร็จมากจนเกินไป) แต่กับคนที่ใช้ชีวิตเช้าชามเย็นชาม เที่ยวเล่นไปเรื่อยเปื่อย ลองตั้งคำถามให้กับตัวเองว่า “คุณจะอยู่ตรงนี้อีกนานไหม?” เรื่องที่น่าเสียดายเมื่อรู้ภายหลังคือ “วันนี้ยังอยู่สบาย แต่จะรับได้ไหมถ้าวันข้างหน้าจะต้องกินอยู่อย่างยากลำบาก”

ช่วงตื่นรู้: ความสุขความสำเร็จไม่ได้มีด้านเดียว

ความสุขที่เคยมีในช่วงวัยเด็กหายไปตอนไหนไม่อาจรู้ได้ รู้แต่ว่าพอโตขึ้นความรับผิดชอบมันท่วมหัว ความสุขสบายในภายภาคหน้าจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีเงินมากเท่านั้นเท่านี้ สมมุติว่าเป็น 100 ล้านบาทละกัน นั่นหมายความว่าถ้าวันนี้ไม่มีเงินก้อนนั้น เราจะไม่อนุญาตให้ตัวเองมีความสุขงั้นหรือ? ใครที่คิดจะผูกเงื่อนไขว่า เงิน = ความสุข/ความสำเร็จ อยากให้ลองคิดดูใหม่ จริงอยู่เงินคือปัจจัยจำเป็นที่สามารถอำนวยความสะดวกให้กับชีวิตได้ แต่เงินไม่ใช่หลักประกันที่สามารถบันดาลความสุขที่แท้จริงให้ได้ ในขณะที่เรากำลังสร้างฐานะความมั่นคง เราจงให้โอกาสตัวเองในการมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ รอบตัว การเห็นคนที่เรารักยิ้มและหัวเราะได้ก็คือความสุข การสอนการบ้านและวิ่งเล่นกับลูกที่บ้านก็คือความสุข การช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากก็คือความสุข การอนุญาตให้ตัวเองกินของอร่อย ได้ร้องเพลง ได้วิ่งมาราธอน หรือกระทั่งการนอนกลางวันก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง ไม่มีใครรู้หรอกว่าความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ไหน แต่สิ่งที่ทุกคนมีได้คือ “ความรู้สึกพึงพอใจกับสิ่งที่เรามี สิ่งที่เราเป็น และยินดีกับสิ่งที่เราได้รับ โดยไม่คาดหวังว่ามันจะอยู่กับเราตลอดไป”

ใน 5-6 ปีที่ผ่านมา ผมทดลองตั้งเป้ากับตัวเองว่ามีสิ่งไหนบ้างถ้าทำได้สำเร็จจะทำให้เราพึงพอใจและภาคภูมิใจ ปรากฎว่ามีมิติอื่นนอกเหนือจากเรื่องการงานและการเงินแทรกเข้ามาด้วย เช่นการอ่านหนังสืออย่างน้อยเดือนละ 2 เล่ม วิ่งเดือนละอย่างน้อย 50 กิโลเมตร กินอาหารมังสวิรัติสัปดาห์ละครั้ง ท่องเที่ยวอย่างน้อยเดือนละครั้ง ใช้เวลาอยู่กับพ่อและแม่ XX วัน ทำกิจกรรมเพื่อสังคม XX ครั้ง/ปี รวมถึงเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองทำเรื่องแปลกใหม่อย่างไม่จำกัด ฯลฯ สิ่งที่ผมเรียนรู้คือ ชีวิตเราไม่ได้มีด้านเดียว แต่เรามีชีวิตเดียวที่จะทำมันให้เกิดคุณค่าสูงสุด

จากคนที่เคยทุ่มเทเวลาให้กับงานเต็มร้อย และรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าเมื่อวันนั้นได้ทำอะไรได้ 108-1009 กลายเป็นคนที่ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำอย่างมีสติ ใช้ใจมากกว่ากำลังในการขับเคลื่อนชีวิต ผมเพิ่งเข้าใจคำว่าสโลว์ไลฟ์ก็ตอนอายุย่างเข้า 40 ปี ไม่ได้มุ่งเน้นที่ปริมาณแต่เน้นที่คุณภาพในการใช้ชีวิต

สำหรับใครที่ยังมีภาระท่วมหัว ขอเป็นกำลังใจให้สามารถไถ่อิสรภาพคืนมาได้ในเร็ววัน คุณจะได้มีเวลาออกไปใช้ชีวิตอยู่กับตัวเองและคนที่คุณรักมากขึ้น ส่วนใครที่ไม่ได้มีความขัดสนเรื่องเงินทอง ขอเตือนสติด้วยความหวังดีว่าอย่าเอาความสำเร็จในหน้าที่การงานมาเป็นโซ่ตรวนผูกคุณไว้กับเสาอาคารที่ไม่มีชีวิต เพราะในวันที่ร่างกายของคุณผุพัง หรือวันที่คนรักของคุณขอเดินออกไปจากชีวิต คุณจะคิดแทนเขาพูดแทนเขาไม่ได้ว่า “ทั้งหมดนี้ที่ทำไปก็เพื่อเขา”

ช่วงปัจฉิมวัย: ทุกข์ลงปลงตก

ช่วงวัยกลางคนไปถึงวัยชราเป็นช่วงที่ไม่ค่อยมีใครถวิลหานัก หลายคนยังอยากสนุกกับการใช้ชีวิต แต่สุขภาพร่างกายมักไม่ค่อยเอื้ออำนวย เขาถึงบอกกันว่าอยากทำอะไรที่โลดโผนให้ทำก่อนอายุ 40 เพราะหลังจากนั้นมันจะห่วงหน้าพะวงหลัง คนที่แต่งงานมีครอบครัวแล้ว ก็จะต้องทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ให้กับการดูแลครอบครัว ส่วนคนที่ยังโสดอยู่ ถึงจะมีเวลาเหลือเฟือ แต่ก็หาได้มีความมั่นคงทางจิตใจไม่ เราจะพบคนจำนวนมากในวัยนี้ในสถานปฏิบัติธรรม ญาติผู้ใหญ่รอบตัวเริ่มจากไปทีละคนสองคน จากที่เคยไปงานแต่งงานของเพื่อนฝูงปีละ 5-10 ครั้ง ก็จะถูกทดแทนด้วยการไปงานศพที่นับวันเริ่มจะถี่และบ่อยขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งที่ต้องโฟกัสมากขึ้นในช่วงเวลานี้ไม่ใช่การทำงาน แต่เป็นการพักผ่อนทางใจในหลากหลายรูปแบบ คนที่โหมทำงานหนักในช่วงก่อนหน้านี้ ก็จะเริ่มออกเดินทางท่องเที่ยวสะบั้นหั่นแหลก จะออกแนวเก็บกดนิดนึง แต่ให้ระมัดระวังเรื่องการใช้เงินนิดนึง คือถ้าเงินหมดก่อนแถมยังไม่ตาย อาจได้ใช้ชีวิตบั้นปลายด้วยความยากลำบาก ส่วนคนที่เริ่มตกผลึกกับชีวิต เห็นการเกิดดับเป็นเรื่องธรรมดา เห็นการครอบครองชื่อเสียง เงินทอง อำนาจ บารมี เป็นสิ่งชั่วคราว ก็จะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับตัวเอง เข้าวัด ฟังธรรม ทำสวน เข้ากิจกรรมบำบัดทางใจ ช่วยเหลืองานจิตอาสาถ้ามีโอกาส

ผมเคยเข้าคอร์สภาวนา “มรณานุสติ” อยู่ครั้งนึง พระวิปัสนาจารย์บอกให้เราเขียนชื่อทุกคนที่เรารักลงไปในกระดาษเปล่า พอได้โจทย์สมมุติขึ้นมาว่า “ถ้าคนๆ นั้นจากเราไปในวันนี้ เราจะรู้สึกอย่างไร?” เชื่อมั้ยว่าหลายคนร้องไห้คร่ำครวญ ยอมรับความจริง(อันสมมุติ)ขึ้นมาไม่ได้ เพราะยังรู้สึกติดค้างกับคนๆ นั้นในหลายๆ เรื่อง กิจกรรมนั้นทำให้พอสรุปได้ว่า ท้ายที่สุดแล้วเราทุกคนเกิดมาต้องตาย สิ่งที่ทำให้คนๆ นึงเสียใจได้มากที่สุด ไม่ใช่การที่ตัวเองต้องจากไปจากโลกนี้ แต่เป็นความรู้สึกผูกพันหรือติดค้างกับคนที่เราทิ้งอยู่เบื้องหลังมากกว่า

จะดีกว่าไหมถ้าเราจะเตรียมตัวตายแต่เนิ่นๆ ไม่ได้แช่งให้รีบตาย แต่ให้ลิสต์รายการ หรือ Wish List ที่เราควรทำให้สำเร็จก่อนเราจากโลกนี้ไป เผื่อว่าวันนั้นมาถึง เราจะได้ไม่รู้สึกเสียดาย เสียใจ หรือติดค้างกับใคร ไม่มีคำว่า “เดี๋ยวก่อน” มีแต่ “เดี๋ยวนี้” ที่จะทำให้เราปลดล๊อคจากความรู้สึกผิดทั้งปวง เขาถึงบอกว่าให้ใช้ชีวิตเสมือนว่าไม่มีวันพรุ่งนี้ Live as if you were to die tomorrow

ผมไม่สามารถบอกได้ว่าตัวเองเข้าใจชีวิตดีพอแล้ว และผมก็ไม่สามารถบอกได้เช่นกันว่าวันไหนคุณจะร้อง “อ๋อ” กับการชีวิต แต่ผมสามารถบอกได้ว่าการปลดเปลื้องความทุกข์ออกจากใจ ไม่ได้เกิดจากการครอบครองคน สัตว์หรือสิ่งของจำนวนมากชิ้น หากแต่เป็นการละวางพันธะ ความโลภ ความอยาก และกิเลสทั้งปวงให้ได้มากที่สุด พระพุทธศาสนาจึงสอนให้เราหยุดโหยหาอดีต กังวลกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง แล้วอยู่กับปัจจุบัน ละทิ้งอัตตาตัวตน และความอยากได้อยากมี เพื่อให้เราพ้นทุกข์

ชีวิตที่คุ้มค่าคือชีวิตที่รู้จักใช้ ถามว่าวันนี้คุณรู้หรือยังว่าเกิดมาเพื่อใครและเพื่อบรรลุเป้าหมายอะไร อย่ารู้เมื่อสาย อย่านึกเสียดายหากไม่ได้ในสิ่งที่คาดหวัง แค่ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ก็ดีที่สุดแล้ว

 

Leave a Reply

%d bloggers like this: