ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กลิ่นอายล้านนา สุขอุราพาเพลิน ณ เชียงใหม่

เชียงใหม่มีเสน่ห์มนตรามากมายทำให้ผมหลงใหลอยากมาที่นี่อยู่บ่อยๆ ทุกครั้งที่ต้องบินไปทำงานที่นั่น ผมมักจะใช้เวลาหลังจากเสร็จงานเที่ยวตระเวนหาของกินอยู่ร่ำไป นี่คือที่มาที่ไปทำให้ผมต้องเขียนลายแทงบันทึกความอร่อยไว้ในบทความ ไช้ชวนชิมแนะนำ 10+2 ร้านดัง ณ เชียงใหม่

แต่เชื่อหรือไม่ว่าไม่มีทริปไหนที่ผมประทับใจเท่าทริปที่ผ่านมานี้ บินเดี่ยวไปเที่ยวเชียงใหม่คนเดียว พักอยู่บนถนนนิมมาน 1 คืนแล้วเปลี่ยนบรรยากาศมาพักในโรงแรมสไตล์ล้านนาย่านวัวลายอีก 2 คืน ได้ตักบาตรเช้า วิ่งขึ้น(ตีน)ดอยสุเทพ ปั่นจักรยานเที่ยววัดกลางเวียง และได้เช็คอินตรวจตราร้านอาหารมากมายทั้งที่ต้องไปกินซ้ำ และที่ๆ ตั้งใจดั้นด้นมากิน ผมขอใช้บันทึกหน้านี้แชร์ประสบการณ์การเที่ยวในสไตล์ผม ไม่ได้มีเจตนาโอ้อวดให้ใครต้องอิจฉา ก็แค่เป็นนักเล่าเรื่องธรรมดาคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอิสระอย่างออกนอกหน้าก็เท่านั้นเอง

ดอยสุเทพ1

เดิน วิ่ง ปั่น

ผมเป็นนักเดิน..ทางตัวยง ไม่ว่าไปเที่ยวไหน ผมจะใช้ขาสองข้างพาไปเจาะตามตรอกซอกซอยต่างๆ เพื่อให้รู้ซึ้งถึงรสชาติความเป็นอยู่ของผู้คน ภายในเวลา 3 วันที่ผมออกเดิน ผมจับได้ทั้งหมด 47,430 ก้าว (อันนี้ไม่ได้มั่วนะ ผมใช้ Jawbone UP24 นับจำนวนก้าวทุกวัน) วันแรกก็เดินเที่ยวนิมมานหาของอร่อยๆ กิน ภายในครึ่งวัน เช็คอินไปทั้งหมด 4 ร้าน เริ่มจากคั่วไก่นิมมาน ต่อด้วย iberry ซึ่งอยู่ข้างๆ กัน มาจิบกาแฟเก๋ๆ ที่ Ristr8to พักท้อง 2 ชั่วโมง แล้วออกมากินอาหารที่ Koland Cafe แถวนิมมานซอย 1 ต่อ ทีนี้คุณรู้แล้วรึยังว่าทำไมผมถึงต้องเดินเยอะ ก็เล่นกินเยอะซะขนาดนี้ วิ่งเลยดีกว่ามั๊ยครับ

ไม่ได้แค่คิดเฉยๆ นะครับ ผมถามเพื่อนว่าถ้าผมจะวิ่งจากหน้า มช. ขึ้นดอยสุเทพ ไหวมั๊ย????? เพื่อนตอบกลับมาว่า ก็น่าจะได้อยู่นะ แต่ให้เตรียมแบงค์ร้อยเผื่อเรียกรถแดงให้ลากสังขารกลับที่พักด้วย (จริงๆ เขาคงอยากบอกพี่เป็นอะไรมากรึเปล่า!!!!!) พอเช็คข้อมูลกันไปมาจึงรู้ว่า แค่ระยะทางขึ้นก็ 16-17 กิโลแล้ว แถมยังชันอีกต่างหาก นี่ถ้าไม่ใช่เพราะต้องวิ่งแก้บน คงไม่ต้องทนลำเค็ญเข็นครกขึ้นภูเขาก็ได้มั๊งครับ

สรุปเช้าวันรุ่งขึ้นตื่นขึ้นมาทันวิ่งจริงๆ ด้วยครับ แต่ถึงแค่ตีนดอยสุเทพเท่านั้น 555 (ระยะทางไปกลับจากถนนนิมมานไปถนนห้วยแก้วจบที่อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย บวกกับวิ่งรอบสนามบอล มช. อีก 2 รอบ คิดเป็นระยะทางรวมได้ 6.5 กิโลเมตร) Not too bad after all, Aha Aha.

นอกจากจะได้เบิร์นไขมันที่ฝังตัวอยู่ทุกอณูของร่างกายแล้ว ผมยังมีโอกาสได้ใส่บาตรทำบุญกับเขาด้วยนะ อนุโมทนาสาธุครับ

chairunning
Run For Many Reasons วิ่งเพื่อเหตุผลหลายอย่าง (ณ น้ำตกห้วยแก้ว)
merit making1
ตักบาตร ไหว้พระ ที่อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย

เรื่องราวการบำเพ็ญทุกขกิริยายังไม่จบเพียงเท่านี้ วันต่อไปผมจะใช้จักรยานคันนี้พาทัวร์เที่ยวรอบเวียง ชมวัดวาอาราม และสรรหาของกินอร่อยๆ จนหลับไม่ลง (เพราะอิ่มมาก)

หมายเหตุ: ค่าเช่ารถจักรยาน เริ่มต้นที่ราคา 50 บาท ไปจนถึงหลักหลายร้อยบาทต่อคัน/ต่อวัน ผมเช่าที่ร้านจักรยานเยื้องๆ Tamarind Village ในราคา 80 บาท (กรุณาเตรียมเงินมัดจำไว้ 3,000 บาท และต้องนำจักรยานมาคืนก่อนเวลา 6 โมงเย็น)

bikebytheriver

ทัวร์ 8 วัด กับอีก 1 อนุสาวรีย์ มรดกล้านนา

เพื่อเป็นสิริมงคลต่อชีวิต ทริปนี้จะเป็นทริปแรกที่ผมมีโอกาสได้เข้าวัดมากที่สุด ที่ผ่านมาจะเน้นไปกราบไหว้เป็นแห่งๆ ไป เช่น วัดป่าดารมภิรมย์ (เป็นวันที่งดงามมากวัดหนึ่งแถวแม่ริม เหมาะต่อการมาปฏิบัติธรรมมากๆ) วัดพระพุทธบาทสี่รอย (วัดนี้อยู่แถบแม่ริมเหมือนกัน แต่ต้องขึ้นเนินเขาไปไกลมาก งดงามสุดๆ) วัดพระธาตุดอยคำ (วัดที่เก่าแก่ที่สุดในเชียงใหม่) และอืกหลายแห่งที่ระลึกชื่อไม่ได้ เรามาดูกันเลยว่าภายใน 1 วัน ผมไปที่ไหนกันบ้าง

1) วัดพระธาตุดอยสุเทพ

จากจำนวนวัดในเชียงใหม่ที่มีมากราวนับพัน วัดพระธาตุดอยสุเทพน่าจะเป็นวัดที่ผมไปบ่อยที่สุด เพราะนอกจากจะเป็นวัดที่มีความสำคัญต่อเมืองเชียงใหม่แล้ว ยังเป็นวัดที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบด้วย การเดินทางนั้นไม่ยาก ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีในการเดินทาง ขึ้นรถแดงจากหน้า มช. ค่าโดยสารประมาณ 40 บาท ถ้านั่งไปต่อสามารถไปชมพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ต่อได้เลย

ดอยสุเทพ2

2) วัดพระสิงห์

เป็นวัดอารามหลวงชั้นเอกตั้งอยู่บริเวณคูเมือง บนถนนสามล้าน เป็นที่ประดิษฐานพระสิงห์ (พระพุทธสิหิงค์พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเชียงใหม่และแผ่นดินล้านนา ถือเป็นวัดที่ผู้คนเข้ามากราบไหว้มากเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองเชียงใหม่เช่นกัน

วัดพระสิงห์

วัดพระสิงห์2

3) วัดเจดีย์หลวงมหาวรวิหาร

วัดเจดีย์หลวงสร้างอยู่กลางใจเมืองเชียงใหม่ ตั้งอยู่บนถนนพระปกเกล้า มีชื่อเรียกหลายชื่อ ได้แก่ ราชกุฏาคาร วัดโชติการาม แปลว่าพระอารามที่มีแต่ความรุ่งเรืองสว่างไสว องค์พระพุทธอัฎฐารสในอุโบสถงดงามมาก

วัดเจดีย์หลวงมหาวรวิหาร2

4) อนุสาวรีย์สามกษัตริย์

พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ หรือที่มักเรียกกันว่า อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ เป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระมหากษัตริย์ไทย 3 พระองค์ ผู้สร้างเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ คือ พญามังรายพญางำเมือง และ พ่อขุนรามคำแหง

อนุสาวรีย์สามกษัตริย์2

5) พระวิหารหอคำหลวง

วัดพันเตาเดิมเป็นพื้นที่ในเขตวัดเจดีย์หลวง พระวิหารหอคำหลวง เดิมเป็นหอคำโบราณ สร้างจากไม้สักทั้งหลัง ที่มีสภาพสมบูรณ์และสวยงามที่สุดของเชียงใหม่ รายละเอียดวิจิตรงดงาม ด้วยงานจำหลักไม้ ตามแบบฝีมือช่างหลวง ภายในประดิษฐาน พระเจ้าปันเต้า (พันเท่า) พระพุทธรูปศิลปะล้านนา ซึ่งเป็นพระประธานในพระวิหาร พระพักตร์อิ่มเอิบเมตตา

พระวิหารหอคำหลวง2

6) วัดชัยพระเกียรติ

วัดชัยพระเกียรติ เดิมชื่อวัดชัยผาเกียรติ์ สิ่งก่อสร้างภายในวัดปัจจุบันเป็นของใหม่ทั้งหมด น่าจะเป็นเพราะโบราณสถานโบราณวัตถุภายในวัดผุพังไป จึงมีการบูรณะหรือมีการ รื้อปลูก สร้างกันขึ้นมาใหม่ 

วัดชัยพระเกียรติ

7) วัดทุงยู

วัดทุงยู สันนิษฐานสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2019 เดิมชื่อ วัดตุงยู คำว่า “ทุยยู” ปรากฏในวรรณกรรมและกฎหมายโบราณ หมายถึงร่มที่เป็นเครื่องประดับยศเจ้านาย วัดทุงยูเป็นวัดเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยราชวง­ศ์มังราย พบชื่อในโครงนิราศหริภุญไชย ซึ่งเขียนประมาณ พ.ศ. 2060

วัดทุงยู

8) วันอินทขีลสะดือเมือง

วัดอินทขีลสะดือเมือง เป็นวัดโบราณที่ตั้งอยู่ใกล้กับ หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ (ศาลากลางหลังเก่า) และอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ สร้างขึ้นในรัชสมัย พญามังราย เพื่อเป็นที่ประดิษฐานของเสาอินทขิล (เสาหลักเมืองเชียงใหม่) ซึ่งตามตำนานพื้นเมืองเหนือกล่าวถึงพระอินทร์ได้ประทานเสาอินทขิลให้แก่ชาวลัวะเพื่อบูชาเมื่อครั้งก่อนสร้างเมืองเชียงใหม่

วัดอินทขีลสะดือเมือง2

9) วัดเกตการาม

วัดเกตการามหรือวัดสระเกษ เป็นวัดโบราณที่สร้างขึ้นในสมัย พระเจ้าสามฝั่งแกน ภายในวัดมีพระเจดีย์เกศแก้วจุฬามณี ซึ่งเป็นที่สักการะของชุมชน เนื่องด้วยตั้งอยู่ในชุมชนการค้าเก่าของชาวจีน ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิง สิ่งก่อสร้างในยุคหลังที่ได้บูรณะขึ้น จึงมีศิลปะจีนปนอยู่ ภายในวัดยังมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเครื่องใช้โบราณต่างๆ และรูปเก่าที่หาชมยาก บอกเล่าเรื่องราวเก่าของเมืองเชียงใหม่ได้เป็นอย่างดี

วัดเกตการามตระเวนกินทั่วเวียง อิ่มเพลินเกินห้ามใจ

จริงๆ ในทริปนี้กินเข้าไปเยอะมากประมาณ แต่ผมขอเลือก 3 ร้านเด็ดที่ใช้วิธีปั่นจักรยานพาไปละกันครับ ใครอยากอ่าน Full List สถานที่กินที่เชียงใหม่ ย้อนกลับไปอ่านได้ที่บทความนี้เลยครับ ไช้ชวนชิมแนะนำ 10+2 ร้านดัง ณ เชียงใหม่

1) ก๋วยจั๊บน้ำข้น อนุสาวรีย์สามกษัตริย์

ที่อยู่: ถนนราชวิถี (ข้างอนุสาวรีย์สามกษัตริย์) ตรงข้ามหอศิลป์เชียงใหม่ โทร: 086-923-6378

ทริปนี้เริ่มต้นจากร้านก๋วยจั๊บในตำนานที่ใครๆ ก็พูดถึง หาไม่ยากซะทีเดียว แค่มุ่งหน้าผ่านมาทางอนุสาวรีย์สามกษัตริย์แล้วเลี้ยวซ้ายเข้ามาบนถนนราชวิถี ขนานกับถนนอินทวโรรส ร้านนี้จะตั้งอยู่หน้าถนน ป้ายอาจไม่เด่นมาก เพราะเป็น Light Box ตั้งพื้น ชื่อร้านคือก๋วยจั๊บน้ำข้น แล้วก็ไม่ต้องแปลกใจไป เพราะสีน้ำซุปไม่ได้ข้นแต่อย่างใด จุดเด่นอยู่ที่หมูกรอบชิ้นโต ราคาไม่แพงเลย เครื่องจัดเต็ม ชามละ 50 บาท หมูกรอบเปล่าๆ จานเล็ก 60 บาท ถ้าจะไปกินควรไปกินช่วงเช้านะครับ เปิดขายตั้งแต่ 8 โมงจนถึง 4 โมงเย็น หรือจนกว่าของจะหมด จริงๆ แถวนี้มีอีกหลายร้านที่น่าสนใจนะครับ ไม่ว่าจะลิ้มเหล่าโหงว ข้าวมันไก่เกียรติโอชา และขนมไทยหวานละมุน

PB284757

PB284766

PB284779

2) ข้าวซอยเสมอใจ

ที่อยู่: 391 ถนนเจริญราษฎร์ ข้างวัดฟ้าฮ่าม โทร:  053-242-928, 081-950-9067, 081-764-8723

จะมาร้านนี้ผมต้องปั่นจักรยานข้ามมาอีกฟาก ผ่านสะพานนวรัตน์แล้วปั่นเลียบน้ำปิงมาเรื่อยๆ มุ่งหน้ามาทางวัดฟ้าฮ่าม ไกลเหมือนกัน แต่ตั้งใจไว้ ต้องมาให้ได้ ก่อนจะถึงร้านข้าวซอยเสมอใจ จะเจอข้าวซอยลำดวนก่อน รสชาติใกล้เคียงกัน แต่คนชอบทานร้านนี้มากกว่า นอกจากเมนูข้าวซอยแล้ว เขายังขายหมูสะเต๊ะ ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ส้มตำ และอาหารพื้นเมืองอีกด้วย ร้านนี้เปิดขายตั้งแต่ 8 โมงเช้าเช่นกัน ปิดร้านตอนประมาณ 5 โมงเย็นครับ

PB284940

PB284950

3) เค้กบ้านเปี่ยมสุข

ที่อยู่: ถนนเจริญราษฏร์ (ตรงข้ามกับบ้านอรพิน เยื้องๆ กับวัดเกตการาม) โทร: 085-708-8988

ปั่นจักรยานย้อนกลับมาทางเดิม ร้านนี้อยู่บนถนนเจริญราษฎร์ ละแวกนั้นมีทั้งร้าน Good View, Vieng Jum Oon และ Woo Cafe ด้วย สาเหตุที่เลือกโฉบร้านนี้เพราะชื่อเสียงของพายมะพร้าวอ่อนที่อร่อยเด็ดไม่เหมือนใคร ล่าสุดมี signature menu ใหม่ออกมาเป็นพายมะม่วง ลองแวะไปทานดูครับ รับรองว่าไม่ผิดหวัง นอกจากนี้ยังมีบริการเครื่องดื่มประเภทชา กาแฟ ด้วย เจ้าของร้านน่ารัก บริการดี มี wifi ร้านเปิดตั้งแต่เช้าเหมือนกันประมาณ 9 โมง ยาวไปจนถึง 1 ทุ่มครับ

PB284977

PB284986

PB284999

พักผ่อนต้องมนต์ ที่ สิงหมนตรา

มาเชียงใหม่ตั้งหลายหน พักมาก็ตั้งหลายที่ มีที่สิงหมนตรานี่แหละ ที่รู้สึกได้ถึงบรรยากาศความคลาสสิคแบบล้านนา ไม่ได้บอกว่าหรูหราที่สุด แต่รู้สึกผ่อนคลายเมื่อเจอห้อง Lanna Suite ที่โอ่โถง ขนาดกว้างประมาณ 2 ห้องนอนของโรงแรมทั่วไป เดี๋ยวผมพาเดินทัวร์ดีกว่าครับ ว่าผมเจออะไรดีที่นี่บ้าง

มาเริ่มกันตั้งแต่ทางเข้าเลย จะเจอสิงห์คู่ตัวใหญ่สูง 4 เมตร อยู่ที่ด้านหน้าอาคาร ถือเป็นสัญลักษณ์ประจำโรงแรมเลยก็ว่าได้ ถ้าใครสังเกตดีๆ แบบจะคล้ายกับสิงห์คู่ปูนปั้นที่วัดป่าดาราภิรมย์ ส่วนของที่นี่จะเป็นสีทองประดับด้วยกระจกสีโบราณ คนโบราณเชื่อว่า สิงห์หน้าวัดจะทำหน้าที่ปกปักษ์รักษาสถานที่ให้มีความสงบร่มเย็น สติ-สัมปชัญญะ จึงเป็น สิงห์ ทั้งสองตัว ที่คอยจะจ้องจับข้าศึกศัตรูทั้งหลาย อันเป็นสิ่งที่มักโจมตีสมภารในวัด คือ “ใจ” นั่นเอง 

Hotel Front
สิงห์คู่หน้าโรงแรม

การออกแบบและตกแต่งภายในสิงหมนตราจะแฝงและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของวัดและบ้านทรงไทยล้านนาร่วมสมัย ตั้งแต่กระเบื้องที่ใช้มุงหลังคา เครื่องเงินล้านนาที่นำมาทำป้ายอาคารและป้ายหน้าห้องพัก และยังมีบานประตูหน้าต่างประดับประดาด้วยกระเบื้องสี แกะสลักลวดลายล้านนาลงรักปิดทอง ถือเป็นงานที่ละเมียดละไมมากๆ

ทีนี้ลองมาชมห้องพักกันบ้างครับ ที่สิงหมนตราจะมีห้องนอนทั้งสิ้นเพียง 20 ห้อง สามารถแบ่งได้เป็น 5 ประเภท ทุกห้องจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มีพื้นที่นั่งเล่นไว้อ่านหนังสือ ดูทีวี ตามแบบฉบับไทยๆ ที่หัวเตียงมีโต๊ะทำงานพร้อมปลั๊กไฟเพียบ พร้อมด้วย Free Wifi ด้วย ในโซนห้องน้ำแบ่งเป็นสัดส่วน มีทั้งห้องอาบน้ำสำหรับยืนอาบ (Shower Room) และอ่างจากุซซี่ (Jacuzzi) ขนาด 2X2 เมตร ซึ่งเป็นจุดขายของเขาเลยก็ว่าได้

1. Lanna Jaccuzi Suite (ขนาด 80 ตารางเมตร) ห้องพักอยู่ที่ชั้น 3 และ 4 ของตัวอาคาร (เป็นห้องมาตรฐาน)

2. Singha Montra Signature Suite (ขนาด 110 ตารางเมตร) ห้องพักอยู่ที่ชั้น 5 ของตัวอาคาร (มีพื้นที่ระเบียงกว้างขวางเหมาะกับการนั่งชมดาว) 

3. Nakara Montra Scenery Suite (ขนาด 100 ตารางเมตร) ห้องพักอยู่ที่ชั้น6 ของตัวอาคาร (ได้วิวภูเขาหรือวัดที่อยู่รอบตัวโรงแรม)

4. Montra Sky Roof Masterpiece (ขนาด 110 ตารางเมตร) ห้องพักอยู่ที่ชั้น 7 (มีอ่างจากุชชี่ที่ระเบียงด้านนอกห้องพัก เป็นห้องที่บรรยากาศโรแมนติค) 

5. Singha Montra Family Suite (ขนาด 110 ตารางเมตร) เป็นห้องที่สามารถรองรับได้ถึง 4 คน เป็น 1 ห้องนอนใหญ่และ 1 ห้องนอนย่อย (เหมาะสำหรับครอบครัว)

Room2
ห้องนอนประเภท Lanna Suite
Room1
ที่นอนแบบ Double Bed เหมาะสำหรับคู่ Honey Moon เป็นอย่างยิ่ง
Shower Room
ห้องอาบน้ำ มีหน้าต่างบานประตูขัดแบบไทยโบราณ
Dressing Room
ห้องแต่งตัว และโต๊ะเครื่องแป้ง แยกเป็นสัดส่วนระหว่างห้องน้ำและห้องพัก
Jacuzzi2
อ่างน้ำวน Jacuzzi สำหรับการผ่อนคลายยามเหนื่อยล้า

ต้องบอกเลยว่าเห็นห้องพักแล้วไม่อยากไปไหนเลย ทั้งกว้างขวาง มีพื้นที่แบ่งเป็นสัดส่วน ไม่อึดอัด แถมยังได้บรรยากาศกลิ่นอายความเป็นไทยแบบล้านนาด้วย บางห้องเปิดหน้าต่างออกไป อาจเห็นวิวดอยสุเทพอยู่ลิบๆ ยิ่งถ้าได้ห้อง Montra Sky Roof Masterpiece ด้วยแล้วล่ะก็ เรียกว่าสวีทสุดๆ เพราะแทนที่อ่างจากุซซี่จะอยู่ในตัวห้อง ห้องนี้จะตั้งอยู่ระเบียงด้านนอก ที่เขาเรียกว่าดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง

ไม่เพียงเท่านี้โรงแรมยังมีบริการรับส่งสนามบิน (ไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม) อาหารเช้าสำหรับ 2 ท่านต่อห้อง (เป็นแบบบุฟเฟต์และสามารถสั่งอาหารจานร้อนแบบ a la carte ได้ด้วย) สำหรับใครที่อยากไปเที่ยวเล่นชมเมือง สามารถจองรถโรงแรมให้เขาไปส่งตามจุดต่างๆ ได้ด้วย ระยะทางจากโรงแรมไปยังสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวัดเจดีย์หลวง ประตูท่าแพ หรือสนามบิน แค่ประมาณ 2 กิโลเมตรเอง เพียงแต่อาจไม่สะดวกต่อการเดินทางด้วยเท้าเท่าไหร่ครับ ส่วนใครที่เลือกจะนั่งชิลล์ นอนชิลล์ ถ้าอากาศไม่หนาวเกินไป และฝนไม่ตก แนะนำให้ลอง Afternoon Tea Set ริมข้างสระน้ำ บรรยากาศสุดยอดมากๆ

Dining Room
ห้องรับประทานอาหารยามเช้า
Pool1
สระว่ายน้ำตั้งอยู่ชั้นล่าง ใกล้กับ reception area
Pool2
สระน้ำลึกประมาณ 1.2 เมตร บรรยากาศโดยรอบปกคลุมด้วยต้นไม้

ถ้าใครกำลังมองหาสถานที่พักผ่อนสำหรับครอบครัวหรือคู่รัก แนะนำที่นี่เลยครับ นอกจากสวยและดูดีตามสไตล์ล้านนาแล้ว บริการที่ดีก็ดีมากๆ ตั้งแต่พนักงานต้อนรับ ผู้จัดการโรงแรม พนักงานขับรถ ไปจนถึงสต๊าฟทุกคน ถ้าร้องขออะไรไปถ้าเขาทำให้ได้ เขาจะจัดการให้เป็นการพิเศษเลย ประทับใจจริงๆ ครับ ที่อยู่และเบอร์โทรติดต่อตามนี้เลยครับ

โรงแรม สิงหมนตรา ลานนา บูติค สไตล์  

9/1-2 ถนนศรีปิงเมือง, ช้างคลาน, เชียงใหม่ 50100 โทร. 053-278-551, 053-2788-537-8 (www.singhamontra.com)

Leave a Reply

%d bloggers like this: