Episode1: Kyoto…I love you เกียวโต ผมหลงรักคุณ

จำได้ว่าเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว เพื่อนญี่ปุ่นเคยพามาเที่ยวที่ Ginkakuji และ Kinkakuji มันเป็นวัดที่งดงามมาก ที่นึงเป็นสีเงิน (ไม่รู้มันเงินตรงไหน เพราะที่เห็นเบื้องหน้ามันคือสีน้ำตาลที่ทำมาจากไม้) ส่วนอีกที่เป็นสีทองเหลืองอร่าม สองที่นี้เป็นที่ๆ ใครๆ ก็ต้องแวะมาเยือน เหมือนกับมากรุงเทพฯ แล้วต้องไปวัดพระแก้วและเยี่ยมชมพระบรมมหาราชวัง แม้ความทรงจำในครั้งนั้นจะค่อนข้างลางเลือน แต่ญี่ปุ่นก็เป็นประเทศที่ใฝ่ฝันว่าจะต้องกลับมาอีกให้จงได้ ไม่ที่ใดก็ที่หนึ่ง

ผ่านมาเนิ่นนานจนตีนกาเริ่มปรากฎบนใบหน้า ชาวบ้านชาวช่องเขาไปเยือนญี่ปุ่นจนประเทศเขาเกือบล่มสลายด้วยพิษเศรษฐกิจ ก็ยังไม่มีจังหวะหรือโอกาสไปกับเขาสักที จนกระทั่งรัฐบาลญี่ปุ่นประกาศยกเลิกวีซ่าให้สำหรับคนไทย บวกกับช่วงนั้นการบินไทยประกาศโปรโมชั่นแลกไมล์ 50% พอดี ไม่ชักช้ารอรี ผมรีบโทรจองไฟล์ทไปญี่ปุ่นทันที กว่าจะผ่านด่าน 18 อรหันต์จนมีพนักงานรับสายก็เล่นเอาเหงือกแห้งไปตามๆ กัน เอาเป็นว่าหลังจากผ่านการวางแผนจัดคิว 20 ตลบ ก็ได้เที่ยวบินสมใจ ไปลงที่สนามบินคันไซใกล้เมืองโอซาก้า แต่มาทริปนี้ตั้งใจที่จะใช้เวลาส่วนใหญ่ที่เมืองเกียวโต เพราะมีสิ่งมหัศจรรย์หลายอย่างที่ดึงดูดให้หลงรักเมืองวัฒนธรรมแห่งนี้ ว่าแล้วก็เตรียมหาข้อมูล จองที่พัก จองทุกสิ่งอย่างอันภายในหนึ่งสัปดาห์ (ติดตามอ่านแผนการเดินทางที่เมืองเกียวโตและโอซาก้าของผมได้ที่นี่ครับ===> Itinerary (Kyoto-Osaka))

ช่วงที่ผมเดินทางไปเป็นช่วง Summer (ปลายสิงหาคมจนถึงต้นเดือนกันยายน) อากาศค่อนข้างร้อนอบอ้าว มีฝนตกเป็นหย่อมๆ หนังสือ Guide Book หลายเล่มแนะนำว่าเป็นช่วงที่ไม่น่าไปที่สุด เพราะคนส่วนใหญ่อยากไปดูหิมะ หรือไม่ก็ดอกซากุระ แต่ผมเล่นเที่ยวสวนกระแส ไม่แคร์ว่าฝนจะตกหรือแดดจะออก เพราะเราไม่ได้แค่ไปเที่ยวตามๆ ชาวบ้าน แต่เราไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์แบบเที่ยวเองหลงเอง ไม่มีไกด์หรือตัวช่วยใดๆ มันเป็นความสนุกและตื่นเต้นอีกแบบของการรู้จักเอาตัวรอดในที่ๆ ไม่คุ้นเคย

พรรณนามาถึงตรงนี้ก่อนที่คุณจะเริ่มเบื่อซะก่อน ผมขอแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองเกียวโต พร้อมทิปส์เล็กๆ น้อยเผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อการมาเยือนญี่ปุ่นของคุณในครั้งหน้า ส่วนใครที่มีคำถามหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการซื้อตั๋ว จองที่พัก วางแผนเที่ยว แนะนำให้ย้อนกลับไปอ่านบทความของผมก่อนหน้านี้ครับ ไปญี่ปุ่นคนเดียว…เตรียมตัวดีไม่มีหลง)

สิ่งมหัศจรรย์ทั้ง 10 แห่งของเมืองเกียวโต

ขออนุญาตจัดลำดับตามความชอบโดยส่วนตัว โดยไม่ได้อิงไกด์บุ๊คหรือหนังสือเล่มไหน (อาจมีสถานที่อื่นอีกที่ไม่ได้ถูกพูดถึง ไม่ใช่เพราะไม่สำคัญ แต่เป็นเพราะผมยังไปไม่ถึงหรือไม่ได้ชอบเป็นการส่วนตัวเท่านั้นเอง)

1. Kinkakuji Temple (Golden Pavilion)

ผมใช้เวลาครึ่งค่อนวันอยู่ที่บริเวณวัดแห่งนี้เพราะช่วงนั้นฝนตกอยู่พอดี อีกทั้งยังหลงไหลในทัศนียภาพความลงตัวของปราสาท Kinkakuji ที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางสวน Zen และบ่อน้ำที่เรียบง่ายแต่งดงาม ผมเก็บภาพทั้งที่ช่วงฝนตกหนักและช่วงฝนซาไปรวมกว่า 100 ภาพ ที่คัดรูปนี้มาให้ดู เพราะเป็นช่วงที่ฝนเริ่มซา พอจะเห็นเงาสะท้อนของปราสาทในน้ำพอดี  (อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัดแห่งนี้ได้ที่นี่ครับ)

Kinkakuji
Kinkakuji Temple ท่ามกลางหยาดฝนในช่วงหน้าร้อน

2. Kiyomizu-dera Temple

Kiyomizu-dera หรือวัดน้ำใส เป็นวัดที่มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ ถ้าเดินผ่านถนน Higashiyama ก็จะพบว่ามีร้านรวงขายอาหาร ขนม และของที่ระลึก คึกคักมากมาย ใครที่มาวัดนี้นอกจากจะมาไหว้พระขอพร เสี่ยงเซียมซีแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะไม่พลาดที่จะใช้กระบวยตักน้ำที่ทางวัดจัดเตรียมไว้ให้ รองน้ำดื่มที่ไหลมาจากบนหลังคา เพราะเชื่อว่าน้ำบริสุทธิ์ที่มาจากแหล่งน้ำ 3 สายนี้จะช่วยรักษาสุขภาพ ทำให้มีอายุยืนยาว และมีความสำเร็จในการศึกษา ภาพที่คัดมานี้เป็นอีกปีกหนึ่งของมุมวัดที่คนไม่คุ้นตา ส่วนภาพอื่นสามารถดูได้ใน Gallery ท้ายบทความครับ (อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัดนี้ได้ที่นี่ครับ)

Kiyomizudera2
Kiyomizu-dera Temple หรือวัดน้ำใส เป็นหนึ่งในวัดที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่ง

3. Fushimi Inari Shrine

Fushimi Inari เรียกได้ว่าเป็นศาลหลักของเมือง Inari เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่นักธุรกิจทั้งหลายให้ความเคารพและศรัทธามากเพราะเชื่อว่าทำให้กิจการรุ่งเรือง นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต่างพากันมากราบไหว้ขอพร โดยการสลักชื่อบนเสาจำลองต้นเล็กในราคา 800 Yen นอกจากนี้สำหรับใครที่มีต้นขาแข็งแรงพอที่จะเดินไหว แนะนำให้ลองปีนขึ้นเขาดู ระยะทางโดยรวมน่าจะประมาณ 3-4 กิโลเมตร จากสถานีทั้งหมดที่มีถึง 9 ด่าน ผมปีนได้ถึงด่านที่ 6 ก็ต้องถอยกรูดลงมาเพราะว่าเหนื่อยมาก ครั้งหน้ามาอีกจะพิชิตยอดเขาสูงสุดให้จงได้ (อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ได้ที่นี่ครับ)

Fushimi3

4. Ninnaji Temple

Ninna-ji Temple ตั้งอยู่ในละแวกเดียวกับ Kinkakuji (Golden Pavilion) และ Ryoanji Temple (Rock Garden) ผมชอบบรรยากาศของวัดนี้มากเป็นพิเศษ (เดี๋ยวจะบอกว่าทำไม) จำได้ว่าวันนั้นเป็นวันที่ฝนตกทั้งวัน และวัดนี้ก็เป็นวัดสุดท้ายที่อยู่ในลิสต์ของการเดินทาง เกือบจะตัดออกไปเสียแล้วเพราะว่าเปียกมะลอกมะแลกทั้งตัว แต่แล้วก็มีอะไรบางอย่างบอกว่ายังไงก็ต้องมา ผมมาถึงที่วัดนี้ในเวลาเกือบ 4 โมงเย็น (วัดส่วนใหญ่จะปิดขายตั๋วประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อนปิดให้เข้าชม) ทันเวลาพอดี พอได้เดินชมโดยรอบ รู้สึกอินมาก ชอบในความอลังการตั้งแต่ซุ้มประตูทางเข้า สถูปเจดีย์ ศาลา และสวน Zen ทุกอย่างจัดเรียงเป็นระเบียบเรียบร้อยและร่มรื่น สวยแทบทุกมุม ว่าแล้วก็กดชัตเตอร์แบบรัวๆ แม้วัดนี้จะไม่ค่อยถูกพูดถึงเท่าไหร่นัก แต่ผมขอเชียร์เป็นการส่วนตัวครับ (ติดตามอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัดนี้ได้ที่นี่ครับ)

Ninnaji3
Ninna-ji Temple เป็นวัดที่เงียบสงบ สมบูรณ์แบบทั้งในเรื่องสถาปัตยกรรมการก่อสร้างและการจัดสวนสไตล์เซน

5. Arashiyama

อันดับ 5 นี้ขอเป็นข้อยกเว้น เพราะผมคิดอัตราเหมาชวนเที่ยวรอบเมืองภายใน 1 วัน Arashiyama เป็นเมืองเล็กๆ ทางด้านตะวันตกของ Kyoto ผมยกให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ลำดับต้นๆ เพราะว่ามีสถานที่ๆ น่าสนใจอยู่หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Togetsu-kyo Bridge (สะพานกลางเมืองข้ามแม่น้ำ Hozu สถานที่พักผ่อนหย่อนใจของหนุ่มสาวและนักท่องเที่ยว) Tenryuji Temple (เป็นวัดที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งใน UNESCO World Heritage Site), Bamboo Groves (สวนไผ่ที่มีความงดงามมากเมื่อถูกปลูกยาวเป็นทิวแถว) และยังมีวัดเล็กวัดน้อยอยู่รอบเมือง วัดที่ชอบมากเป็นพิเศษคือ Jojakkoji Temple (มุมสูงของวัดนี้จะเห็นทิวทัศน์ของเมืองเกียวโต มีต้นไม้ปกคลุมเต็มไปหมด) ถ้าเป็นไปได้ผมอยากให้เผื่อเวลาไว้ทั้งวันสำหรับการเดินเที่ยวชมเมือง Arashiyama และ Sagano และจะสุโค่ยมากยิ่งขึ้นถ้าได้เช่าจักรยานขี่ชมเมือง อัตราค่าบริการอยู่ที่ 1000 Yen ตลอดทั้งวัน 320 Yen ต่อหนึ่งชั่วโมง 420 Yen ต่อสองชั่วโมง นับว่าไม่แพงเท่าไหร่ หรือจะใช้บริการรถลาก (Rickshaw) ก็ได้อันนี้แพงหน่อย แต่ถ้าอยากจะเดินก็ไม่ว่ากัน แต่อย่ามาบ่นว่าเมื่อยเป็นอันขาด (อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานที่น่าท่องเที่ยวของเมืองนี้ได้ที่นี่ครับ)

Togetsu-kyo bridge
Togetsu-kyo Bridge ถือเป็น Landmark ที่สำคัญของเมือง Arashiyama
Tenryuji
Tenryuji Temple หนึ่งใน UNESCO World Heritage Site ที่เมือง Arashiyama
Bamboo1
Bamboo Groves สวนไผ่เป็นทางยาวอยู่ด้านหลังของวัด Tenryuji หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ที่มิควรพลาด
Jojakkoji
Jojakkuji Temple เป็นวัดเล็กๆ ที่มีความงดงามมากโดยเฉพาะช่วงใบไม้เปลี่ยนสี

6. Ginkakuji Temple (Silver Pavilion)

ขนาดของ Ginkakuji นั้นเล็กว่า Kinkakuji พอสมควร จุดเด่นคือปราสาทไม้หลังเล็กที่ตั้งอยู่ท่ามกลางสวน Zen ที่มีปราสาททรายกองเล็กตั้งอยู่เบื้องหน้า ต้องนับถือคนจัดสวนที่จัดได้เป๊ะมาก มากี่ทีก็ดูเหมือนเดิม แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่าอย่าคาดหวังอะไรกับที่นี่มาก เพราะเดินวนรอบเดียวก็ทั่วแล้ว แต่ถ้าได้ไปชม Golden Pavilion แล้วไม่มาปราสาทน้อง Silver Pavilion ก็จะกะไรอยู่ (อ่านรายละเอียดและประวัติของสถานที่แห่งนี้ได้ที่นี่ครับ) สำหรับคนที่ชอบ Walk Tour แนะนำให้เดินผ่าน Philosopher’s Path ความยาวประมาณ 3 กิโลกว่าๆ ใช้เวลาเดินไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมงขึ้นไปเพื่อไปยัง Nanzenji Temple ผมขอเรียกเส้นทางซากุระบานนี้ว่า “เส้นทางสำนึกตน” เพราะเดินเท่าไหร่ก็ไม่ถึงสักที จนอยากร้องเพลง “ไกลแค่ไหนคือใกล้” แต่ที่พูดได้นี่ เพราะว่าทำสำเร็จมาแล้ว Brovo!!!

Ginkakuji
Ginkakuji Temple หนึ่งในปราสาทที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พำนักของโชกุน

7. Nijo Castle

นี่ก็เป็นอีกสถานที่ๆ ผมเดินทางไปถึงอย่างฉิวเฉียดจากสถานีรถไฟใต้ดินสาย Tozai ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก Kyoto Imperial Palace เท่าไหร่นัก ปราสาท Nijo Castle แห่งนี้จะปิดขายตั๋วในเวลา 4 โมงเย็น ปิดให้ชมในเวลา 5 โมงเย็น ฉะนั้นถ้าไม่อยากรีบเร่งควรไปถึงซักบ่ายสามกำลังดี เพราะว่าปราสาทแห่งนี้มันกว้างใหญ่มาก แบ่งเป็น 3 โซน นั่นคือ Honmaru (ป้อมปราการหลักชั้นนอก), Ninomaru (ป้อมปราการชั้นใน) และสวนที่รายล้อมปราสาท ด้านในสุดสามารถปีนขึ้นไปชมวิวได้ด้วย ชิลล์ดีครับ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับปราสาทแห่งนี้ได้ที่นี่ครับ)

Nijo Castle Gate
Nijo Castle ปราสาทแห่งนี้มีอาณาบริเวณกว้างขวางมาก เผื่อเวลาชมสวนนิดนึง

8. Kyoto Imperial Palace

พระราชวัง Kyoto Imperial Palace นั้นมีประวัติที่น่าสนใจมาก เคยเป็นที่พำนักของกษัตริย์ในยุคก่อนที่เมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่นจะย้ายไปที่กรุงโตเกียวในปี คศ. 1869 ถ้าพูดถึงความน่าสนใจ หลายคนอาจรู้สึกเฉยๆ กับที่แห่งนี้เพราะทัวร์ส่วนใหญ่ไม่ได้จัดมา (อ่านรายละเอียดและประวัติของพระราชวังเกียวโตได้ที่นี่ครับ) แต่สำหรับผม Kyoto Imperial Palace เป็นสถานที่แห่งแรกที่แวะมา Check-in ทันทีที่เหยียบเมืองเกียวโต ที่นี่มีความพิเศษตรงที่เราต้องจองหรือมีใบอนุญาตในการเข้าชมเท่านั้น และที่สำคัญคือไม่ต้องเสียค่าเข้าชมเพราะมันเป็น Free guided tour ทั้งสำหรับคนญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ คนที่สนใจเข้าชมต้องไปลงทะเบียนที่ Imperial Household Agency ซึ่งออฟฟิซแห่งนี้จะมีหน้าที่คัดกรองคนให้เข้าไปชมเป็นรอบๆ (คุณสามารถลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่นี่) พอเข้าไปในเวบ เขาจะให้คุณเลือกว่าคุณสนใจเข้าชมที่ไหน? (ที่เกียวโตมีให้เลือก 4 แห่งคือ Kyoto Imperial Palace, Sento Imperial Palace, Katsura Imperial Villa และ Shugakuin Imperial Villa) พร้อมทั้งระบุวันและเวลาที่ต้องการชม คุณจะทราบผลว่าจะได้เข้าชมที่ไหนบ้างทางอีเมล์จากการสุ่มเลือก ผมไม่รู้เหมือนกันว่าเขาใช้เกณฑ์อะไรในการเลือก แต่ที่รู้คือในรอบนี้ผมถูกจับฉลากได้เข้าชม 2 ที่ นั่นคือที่นี่ และที่ Shugakuin ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงเกียวโต พระราชวังอันหลังอาจดูไม่อลังการมากนัก แต่ด้วยความที่ตั้งอยู่นอกเมืองจึงมีอนาเขตกว้างใหญ่ไพศาลประมาณ 545,000 ตรม. อยู่บนที่สูงล้อมรอบด้วยภูเขา บรรยากาศจึงร่มรื่นเงียบสงบ นาขั้นบันใดสวยงามมากๆ นี่ถ้าฟ้าฝนไม่ถล่ม คงได้ถ่ายรูปสวยๆ มาอวดมากกว่านี้ (ชมภาพเพิ่มเติมได้ที่ Gallery ท้ายบทความ)

KyotoImperial4
Kyoto Imperial Palace พระราชวังเดิมของกษัตริย์ญี่ปุ่น

9. Nishiki Market

พูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นวัดและปราสาทไปเยอะแล้ว ผมขอใช้สิทธิ์ส่วนตัวในการบรรจุ Nishiki Market ให้เป็นอีกหนึ่งสถานที่มหัศจรรย์ที่เชิญชวนให้ไปแวะชม แวะชิม และแวะช้อป ตลาดนิชิกิเป็นถนนเล็กๆ ที่วิ่งคู่ขนานกับ Shijo Street เป็นตลาดขายของสด อาหารคาว หวาน และของแห้งต่างๆ นานับชนิด มันเจ๋งตรงที่เขาจัดแต่ละ Block ได้เป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาดอย่างไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน คงไม่ยากเท่าไหร่ที่จะไปเดินช้อปปิ้งของอร่อยตามซุปเปอร์มาร์เก็ตในห้าง แต่ที่นี่มันให้บรรยากาศของความเป็นเมืองเก่าที่ควรค่าต่อการอนุรักษ์ ขอบอกไว้ก่อน ว่าถ้าใจไม่แข็งพอห้ามเดินผ่าน เพราะเห็นแล้วอยากกินไปซะหมด (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมพร้อมทั้งเส้นทางไปได้ที่นี่ครับ)

Nishiki1
Nishiki Market ตลาดอาหารสด อาหารแห้ง และอาหารคาวหวาน ที่เป็นระเบียบที่สุดเท่าที่เคยเห็น

10. Gion

ผมรู้จัก Gion ครั้งแรกจากการนวนิยายที่มีชื่อว่า “Memoirs of a Geisha” ซึ่งภายหลังถูกมาทำเป็นภาพยนตร์ด้วย Gion ถูกขนานนามว่าเป็น Geisha District ตั้งอยู่ไม่ไกลจาก Yasaka Shrine ในย่านนี้จะมีร้านค้า ร้านอาหารเต็มขนาบทั้งสองข้างทาง (อ่านรายละเอียดและสิ่งที่น่าสนใจเมื่อเดินทางมาถึง Gion ได้ที่นี่) สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างเมื่อมาถึง Gion ก็คือการได้มาชมการแสดงแบบดั้งเดิมที่นับวันจะหาดูได้ยากที่ Gion Corner การแสดงในแต่ละวันจะมีอยู่ด้วยกัน 2 รอบคือ รอบ 6 โมงเย็น และรอบ 1 ทุ่ม อัตราค่าเข้าชมปกติจะอยู่ที่ 3,150 Yen แต่ในช่วง Summer ราคาพิเศษอยู่ที่ 2,500 Yen (สำหรับคนที่ต้องการราคาพิเศษ สามารถพิมพ์ Online Coupon ซึ่งคิดอยู่ที่ 2,800 Yen ได้ที่นี่ครับ)

Kyomai_Kyoto style dance
Kyomai เป็นหนึ่งในการแสดง Kyoto-style Traditional Dance

ไช้ชวนชิม พากินเพลินที่เกียวโต

ต้องออกตัวไว้ก่อนเลยว่า มาทริปนี้ค่อนข้างกินอยู่อย่างประหยัด เลยไม่ได้จัดเต็มเหมือนเคย แต่เพื่อไม่ให้เป็นการเสียน้ำใจ เลยขอนำร้านเด็ดคาว 2 หวาน 2 มาอวดกันพอหอมปากหอมคอ

1. Gogyo Ramen

(Address: 452, Nakagyo-ku, Yanaginobamba-dori, Takoyakushi-sagaru, Jumonji-cho, Kyoto.  Tel: 075-254-5567  Japanese Website: http://ramendining-gogyo.com/ Operating Hours: วันธรรมดาเปิดตอน 11:30-16:00 น. และเปิดอีกทีตอน 18:00-02:00 น. ส่วนวันหยุดเปิดตอนเช้าเวลาเดียวกัน แต่รอบที่สองเริ่มเร็วหน่อยเป็น 17:00-02:00 น.)

ผมใช้เวลาตามหาร้านนี้ด้วยความยากลำบาก รู้คร่าวๆ ว่าอยู่แถว Nishiki Market แต่พอเอาเข้าจริงๆ ถามคนญี่ปุ่นแถวนั้น ยังไม่มีใครรู้เลยอ่ะว่ามันอยู่ตรงไหน? จนกระทั่งเจอเจ้าถิ่น เขาบอกว่าจากปากทางเข้าตลาดนิชิกิ ให้เดือนผ่านไป 2 Block ถ้าเห็นป้ายถนนเขียนว่า Yanaginobamba ให้เลี้ยวซ้าย เดินไป 10 ก้าวถึงหน้าร้านเลย Gogyo Ramen เป็นร้านที่ขึ้นชื่อเรื่องราเมนน้ำดำที่ผ่านการเผาจนไหม้เกรียม ทำให้ Signature menu ของร้านคือ Kagoshi-Burned Ramen มีให้เลือก 2 ชนิด คือ Shoyu หรือ Miso ราคา 850 Yen อีก 3 ชนิดเป็นแบบไม่ไหม้ ได้แก่ Tsukemen (dipping noodles), Shio-men, และ Shoyu Tonkotsu Ramen ในช่วงเที่ยงเขามี Special Lunch Set ด้วย เพิ่มเพียง 200 Yen คุณสามารถเลือกได้ว่าจะทานคู่กับ Gyoza หรือ Karaage (ไก่ทอด) ที่เสิร์ฟมาพร้อมกับข้าวเปล่า และขนมที่ทำมาจากข้าวรสชาติคล้ายเต้าส่วน ถือเป็นอรรถรสแบบใหม่ของการกินราเมน โดยส่วนตัวคิดว่าเส้นราเมนมันเหมือนเส้นมาม่าไปหน่อย แต่น้ำซุปนั้นสุดยอด (เค็ม+มัน) ใครๆ ก็ว่าอร่อย ถ้างั้นเราขออร่อยด้วยคนก็ได้วะ(ครับ) ไปมาหลายร้าน ต้องบอกว่าการบริการที่นี่สุดยอดไปเลย พนักงานเอาใจใส่ พยายามสื่อสารกับเราแม้จะฟังเราไม่ค่อยออกก็ตาม  (คุณสามารถติดตามอ่านการรีวิวร้าน Gogyo Ramen ในโหมด FM ได้ทาง Tripadvisor by @chaichuanchim ครับ)

Gogyo Ramen
ขอลอง Signature Menu ของร้านนี้ Gogyo Ramen นั่นคือ Kogahi Miso-men (burned miso ramen)

2. Junsei Yudo Fu

(Address: 60 Kusakawa-cho, Nanzenji, Sakyo-ku, Kyoto Tel: 075-761-2311 Official Website: http://www.to-fu.co.jp/en/food.html Operating Hours: 11:00-21:30 น.)

สำหรับผมมื้อนี้คือมื้อที่แพงที่สุดในทริป แม้จะไม่ได้แตะเนื้อสัตว์เลยสักชิ้นก็ตาม เพราะว่ามันคือร้านที่ขึ้นชื่อเรื่องเต้าหู้ครับท่าน ร้านนี้อยู่ใกล้รั้ววัด Nanzenji เป็นภัตตาคารเก่าแก่ที่เคยเป็นโรงเรียนแพทย์สมัยโบราณมาก่อน เมนูที่นี่มีให้เลือกเป็นคอร์ส ต่ำๆ ก็ 3,000-4,000 Yen (Yodofu Course) ถ้าจะกิน Sashimi, Shabu-Shabu ขึ้นมา ราคาก็จะถูกอัพเป็น 8,000-15,000 Yen OMG!!!!!!!! ไหนๆ ก็มาถึงแล้ว ป๋าใจป้ำ ขอเลือกกินเมนูที่ถูกที่สุดในร้าน Hanna Set จะประกอบไปด้วย Simmered tofu หรือ Yudofu (เป็นเต้าหู้ก้อนต้มให้เดือดแล้วทานกับ Shoyu และต้นหอม), Sesame Tofu, Dengaku (skewered tofu หรือเต้าหู้ย่างเต้าเจี้ยว), Simmered Dish เสิร์ฟมาพร้อมข้าวเปล่า เทมปุระผักทอด และผักดองทั้งหลาย ถามว่าอร่อยมั๊ย ตอบได้เลยว่าอร่อยมาก แต่ถ้าถามต่อว่าคุ้มมั๊ย ก็ตอบได้ทันทีเช่นกันว่าไม่คุ้ม ด้วยราคานี้สามารถกินอาหารดีๆ ในเมืองได้เลยทีเดียว แต่ถ้ามาญี่ปุ่นแล้ว ไม่ได้ลอง Yodofu เลิศรส นับว่ามาไม่ถึงที่นะขอรับ (อ่านรีวิวเพิ่มเติมเกี่ยวกับร้านนี้จากเวบของคนอื่นได้ที่นี่ครับ)

Hanna Set
Hanna Set เป็นชุดถูกสุดของ Junsei Yudo Fu ราคา 3,000 Yen เชียวนะ ฟาดให้เรียบอย่าให้เหลือ

3. Tsujiri Honten

(Address: 573-3, Gionmachi, Minamigawa, Higashiyama-ku, Kyoto  Tel: 075-561-2257, Japanese Website: http://www.giontsujiri.co.jp Operating Hours: 10:00-22:00 น. จะมีบางวันที่อาจเปิดถึง 23:00 น. อันนี้แล้วแต่ว่ามันติดเทศกาลอะไรรึเปล่า)

ร้านขนมชาเขียวแห่งนี้คือร้านแห่งตำนานที่ใครๆ ก็พูดถึง สาขาต้นตำรับอยู่แถว Gion ตั้งอยู่บนถนน Shijo Dori อยู่ห่างจากวัด Kiyomisu-dera ประมาณ 1 ป้ายรถเมล์ และยังมีอีกหนึ่งสาขาที่โตเกียว มีแต่คนบอกว่าไปทีไรก็เห็นคนยืนต่อแถวยาวเชียว แต่วันที่ผมไปคนค่อนข้างน้อย หรืออาจเป็นเพราะว่าร้านใกล้ปิดแล้วก็ได้ ขนมขึ้นชื่อของร้านนี้คือ Tsujiri Parfait เป็นไอศครีมชาเขียว ท๊อปปิ้งด้วยวุ้น/เค้กชาเขียว ถั่วแดงและอื่นๆ อีกมากมาย สนนราคาอยู่ที่ 1,250 Yen (400 บาท) แพงกว่าอาหารอีกวุ้ย ด้วยความงกและอิ่มอยู่ วันนี้เลยขอกินแค่ Soft Cream ใส่โคนไปก่อน ราคา 400 Yen (128 บาท) กินไอศครีมโคนของ McDonald’s ได้ 18 อันคิดดู แต่ว่ามันก็อร่อยจริงๆ นะ ในทริปนี้กินไอศครีมโคนไปทั้งหมด 4 อัน (2 ใน 4 เป็นของ Tsujiri เพราะเพิ่งมาพบว่า Tsujiri เปิดสาขาย่อยอยู่แถวโรงแรมด้วย อยู่ที่ชั้นใต้ดินของ Kyoto Station ในศูนย์การค้า The Cube ใครผ่านไปมาสถานีนี้แวะมาชิมได้เบย ไม่ต้องไปต่อแถวไกลถึง Gion) (อ่านรีวิวเพิ่มเติมเกี่ยวกับร้าน Tsujiri สาขา Gion ได้ที่ Tripadvisor ครับ)

Tsujiri soft cream
Tsujiri คือไอศครีมชาเขียวอันลือชื่อ ไม่กินไม่ได้แล้ว

4. Malebranche

(Head Office Address (Shop & Salon): Kita-ku, Kitayama through Botanical Gardens, Kyoto. Tel: 075-722-3399 Operating Hours: 9:00-21:00 / Shimizu Store Address:  256, Shimizu 2-chome, Higashiyama-ku, Kyoto.  Tel: 075-551-5885  Operating Hours: 9:00-18:00 น. Japanese Website: http://www.malebranche.co.jp/)

Malebranche มี Shop และสาขาอยู่ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปเช่น Daimaru, Isetan, Takashimaya (ดูตำแหน่งที่ตั้งของแต่ละสาขาได้ที่นี่ครับ http://www.malebranche.co.jp/shop/shopinfo.php) แต่ผมซื้อขนม Cha-no-Ka ชนิดนี้ที่สาขา Shimizu ใกล้วัด Kiyomizu-dera เห็นคนเยอะดี เลยขอเสนอหน้าเข้าไปดู เขาแจกให้กินฟรีหนึ่งชิ้น เพิ่งจะรู้ว่ามันราคาแพงแบบไม่ธรรมดา คือชิ้นละ 40 บาท ไม่ว่าคุณจะซื้อกล่องเล็ก 5 ชิ้น กล่องกลาง 10 ชิ้น กล่องใหญ่ 20 ชิ้น ราคาของเขามาตรฐานมาก คือหารออกมาตกต่อชิ้นเท่ากันคือ 126 Yen มันอร่อยจริงๆ นะครับแต่ติดหวานไปนิด เขาเคลมว่าใช้ชาเขียวแท้ขึ้นชื่อจากเมือง Uji ใช้ Expert ถึง 3 คนในการประกอบร่างขนมชิ้นนี้ให้มีรูป รส และกลิ่นที่กลมกล่อมลงตัว สมแล้วที่สามารถขายได้ในราคาสูง เพราะขนมของเขามีเรื่องราวและตำนานชวนหลงเชื่อจริงๆ อ้อ…ลืมบอกไปว่าเขามี Online store ด้วยนะครับ บริการส่งตรงถึงบ้าน แต่เวบไซต์เนี่ยเป็นภาษาญี่ปุ่นล้วน เลยต้องพึ่ง Google Translate พอแปลออกเป็นบางคำ
malebranche

เอาล่ะครับ ทริปชวนกินและเที่ยวเมืองเกียวโต ก็เป็นอันจบสิ้นอย่างสมบูรณ์โรงเรียนญี่ปุ่น เชิญติดตามอ่านตอนต่อไปได้เร็วๆ นี้กับไช้ชวนทัวร์ เดินไม่มั่วที่เมือง Osaka, Nara, และ Koyasan

ขอขอบคุณสายการบินไทยที่พาไปถึงที่หมายโดยปลอดภัย กล้องคู่ใจ Olympus Pen Lite EPL-5 ที่ทำให้ถ่ายภาพออกมาได้สวยโดนใจ และที่ขาดไม่ได้คือ Eye-Fi Card ที่ทำให้ sync และอัพโหลดภาพขึ้น Facebook, Instagram ได้รวดเร็วทันใจ แม้ทริปนี้จะไร้ซึ่งสปอนเซอร์ แต่ขอบอกเลยว่าประสบการณ์ดีๆ แบบนี้ขอแชร์และเชียร์จนออกนอกหน้า

Journal & Journey (บันทึก & เดินทาง)

Prelude (ปฐมฤกษ์ เตรียมความพร้อมก่อนออกเดินทาง)

Episode1: Kyoto…I Love You (เมืองแห่งความขลัง)

Episode2: My Deer Nara (เมืองแห่งกวาง)

Episode3: Koyasan…The Miracle of Peace (เมืองแห่งความสงบ)

Episode4: Osaka…Aha Aha I Like It (เมืองแห่งความความบันเทิง)

Episode5: Tokyo…The City I Must Return (เมืองที่ไปแล้วต้องกลับมาอีก)

Kyoto Gallery

Leave a Reply

%d bloggers like this: