คิวชู เดอะซีรีย์ EP1: โอฮาโย ฟุกุโอกะ

“ใครอยากไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยกัน ยกมือขึ้น?”

มาเที่ยวกับไช้ได้ต้องผ่านคุณสมบัติให้ได้ 3 ข้อ ข้อแรกสุขภาพร่างกายต้องแข็งแรง (เดินเฉลี่ยอย่างน้อยวันละ 10,000 ก้าว ถอดบัญญัติไตรยางค์ออกมาแล้วได้ประมาณ 3.3 กิโลเมตร สูงสุด 25,000 ก้าว หรือ 8.3 กิโลเมตร บางวันอาจมีวิ่งตอนเช้าด้วย คิดเป็น 4-5 กิโลเมตร เบ็ดเสร็จแล้วก็ 12 กิโลเมตร เกินมินิมาราธอนพอดี 555) ข้อที่สองต้องเป็นคนง่าย ๆ อยู่ง่าย กินง่าย ไม่เรื่องมาก (สามารถนอนเดี่ยว นอนคู่ ได้หมด ชอบลองของแปลก เวลาไปไหนมาไหน ต้องช่วยกันหาข้อมูล ช่วยตัดสินใจ ห้ามตอบว่า “อะไรก็ได้” สามารถกินแบบอด ๆ อยาก ๆๆๆ ได้ เช่นอด 1 มื้อ กินชดเชยไป 4 มื้อ อะไรงี้) และข้อที่สามห่วงเที่ยวมากกว่าช้อปปิ้ง (สนใจศิลปะ วัฒนธรรมบ้าง ชื่นชอบการถ่ายภาพ ช้อปปิ้งได้บ้าง ไม่ว่ากัน แต่ไม่ใช่ช้อปตลอดเวลา)

ถามใหม่ “ใครอยากไปเที่ยวกับไช้ยกมื้อขึ้น?” ณ จุดนี้เชื่อว่ามือที่ตั้งใจจะยกกันพรึ่บ ก็ค่อย ๆ ถอนกันไปทีละคนสองคน นี่มันต้องขนาดนี้เลยเหรอครับพี่น้อง ตอบอย่างมั่นใจเลยว่า “ใช่ครับ มันประมาณนี้เลย” สิ่งที่ทำให้การท่องเที่ยวมันมีคุณค่า คือการที่เราให้เวลากับการเรียนรู้ เดินไป ถ่ายรูปไป พูดคุยกับผู้คน ถามไถ่ที่มาที่ไป เจออุปสรรคก็ช่วยกันแก้ มันทำให้ชีวิตเรากระชุ่มกระชวย นี่เราไม่ได้มาเที่ยวเล่น ๆ นะ เราตั้งใจออกมาเรื่อง(ราว)ส่งเสริมประสบการณ์ชีวิตต่างหาก

ในทริปคิวชูที่ผ่านมา ผมกับเพื่อน ๆ อีก 5 ชีวิต ได้ออกไปล่าฝัน ผ่านเรื่องราวทั้งมันและเผือกผสมปนเปกันไป บอกได้เลยว่าการที่มีโอกาสได้ใช้เวลาร่วมกันในต่างแดน มันทำให้เราเรียนรู้นิสัยใจคอกันมากขึ้น

เพื่อให้ได้อรรถรสเต็มที่ ผมจะทยอยเล่าเรื่องราวความประทับใจต่าง ๆ ไล่ไปทีละเมืองโดยเริ่มจาก ฟุกุโอกะ ไปยังคุมาโมโต้ คาโกชิมะ มิยาซากิ แล้วไปจบที่โออิตะ ถ้าพร้อมแล้ว ตามผมมาทางนี้เลยครับ

P3220004
ยินดีต้อนรับสู่เมืองฟุกุโอกะ

จากสนามบินฟุกุสู่กลางใจเมือง

ไปเที่ยวญี่ปุ่นมาหลายที่ ไม่มีที่ไหนที่สะดวกและใกล้เมืองเท่าฟุกุโอกะแล้ว ออกจากสนามบินนั่งรถเข้าเมืองใช้เวลาแป๊บเดียว ไม่ต้องมานั่งลุ้นตัวโก่งว่าถ้ามาถึงสนามบินในยามดึก จะมีรถไฟ รถบัส ไปส่งถึงตัวเมืองทันมั้ย เพราะต่อให้ไม่ทัน ค่าแท็กซี่ก็ไม่หฤโหดมากเท่านาริตะหรือคันไซ อย่างในกรณีของคณะเรา เครื่องบินแลนดิ้งมาถึงช่วงเช้าพอดี จึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการเดินทางเข้าเมืองเท่าไหร่ ก่อนจะพาตัวเองออกมาจากสนามบิน ต้องผ่าน ตม. ออกมาให้ได้ก่อน (ดูวิธีการกรอกใบ ตม. แบบใหม่ได้ที่นี่ครับ) หลังจากที่รับสัมภาระออกมาจากสายพานเรียบร้อยแล้ว ทีนี้เราก็มาเริ่มวางแผนเที่ยวกันเลย ตามโปรแกรมคือเราจะต้องเอากระเป๋าไปฝากไว้ที่โรงแรมกันก่อน แล้วค่อยไปเที่ยวต่อที่ศาลเจ้า Dazaifu พอคิดคำนวณกันแล้ว เราตัดสินใจซื้อ Fukuoka Tourist City Pass กันที่สนามบินเลย  City Pass ที่ว่านี้มีให้เลือก 2 ราคา (820 เยน สำหรับการท่องเที่ยวอยู่ภายในตัวเมืองฟุกุโอกะภายใน 1 วัน ไม่ว่าจะโดยสารด้วยรถบัส รถไฟ และรถไฟใต้ดิน ใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ส่วนแบบที่มีราคาสูงกว่าคือ 1,340 เยน นั้นจะรวมรถไฟ Nishitetsu ไปถึง Dazaifu ด้วย) ปรากฎว่าพวกเรามีโอกาสได้ใช้บัตรทั้ง 2 แบบนี้เลย เดี๋ยวจะกลับมาเล่าวีรกรรมที่เกิดขึ้นจากการซื้อบัตรนี้ให้ฟังในอีกสักครู่ ตอนนี้ตามผมมาขึ้นรถบัสเพื่อไปต่อ subway เข้าเมืองกัน (ดูรายละเอียดและเงื่อนไขของการใช้บัตร City Pass ได้ที่ลิงค์นี้ครับ)

P3220006
Fukuoka Tourist City Pass สำหรับเที่ยวภายใน 1 วัน

ทันทีที่เดินออกจากจากประตูสนามบินที่ Terminal 1 ชั้นที่ 1 ให้นั่งรถ Free Shuttle Bus ไปลงที่ Domestic Terminals โดยการมองหาป้ายรถเมล์หมายเลข 1 (ไม่ต้องเสียค่าโดยสาร ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ไปลงที่สถานีปลายทาง ต่อจากนั้นค่อยหาทางลงไป Subway เพื่อนั่งต่อไปยังสถานี Hakata Station ซึ่งเป็นสถานีหลักใจกลางเมืองฟุกุโอกะ) สำหรับคนที่ไม่ต้องการต่อรถไฟใต้ดินให้เมื่อยตุ้ม ให้มองหาป้ายรถเมล์หมายเลข 2 เลือกแบบที่เป็น City Bus แบบที่ไปลงยังสถานี Hakata, Tenjin และ Dazaifu (ค่าโดยสารคิดตามระยะทาง ซึ่งถ้ามี City Pass อยู่แล้วก็ใช้บัตรนั้นได้เลย แต่ถ้ายังไม่ได้ซื้อบัตร City Pass ค่าโดยสารจากสนามบินไป Hakata จะตกอยู่ที่ 260 เยน ไป Tenjin 310 เยน) (ดูแผนที่ประกอบการนั่งรถบัสออกจากสนามบินได้ตามลิงค์นี้ครับ)

คำเตือน: ที่ป้ายรถเมล์หมายเลข 2 มันจะมีทั้งที่เป็น City Bus (อันนี้ไป Hakata, Tenjin) และ Highway Bus (อันนี้พาไป Beppu, Yufuin เลยนะ) อย่านั่งผิดคันล่ะ

P3220008
ขึ้นรถบัสตามป้ายบอกทาง
P3220013
Free Shuttle Bus ไปยัง Domestic Terminal

สมมุติว่าเราเลือกเดินทางโดย Shuttle Bus มายัง Domestic Terminals ให้หาทางลงมายังสถานีรถไฟใต้ดิน โดยจากสถานี Fukuoka Kuko (สนามบิน) ให้โชว์บัตร City Pass แล้วนั่งต่อไปเพียง 2 สถานี ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 นาทีไปถึง Hakata Station ซึ่งเปรียบเสมือนสถานีหัวลำโพงบ้านเรา ไม่ใช่สิ ของเขาเป็นอะไรที่มากกว่านั้น เพราะเป็นทั้งศูนย์รวมการขนส่งทั้งหมด มีทั้งห้างสรรพสินค้า ศูนย์การท่องเที่ยว และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่สถานีนี้คุณสามารถนำ JR-Pass Voucher ที่ซื้อจากเมืองไทยมา Activate ได้เลย สามารถใช้บริการ Yamato Transport ส่งกระเป๋าข้ามเมืองก็ได้ มี Outlet เล็ก ๆ ตั้งอยู่ในละแวกนั้น แต่เนื่องจากวันแรก ๆ คณะเรายังอยู่แต่ในตัวเมือง เราก็เลยยังไม่ activate JR-Pass ไม่งั้นมันจะเริ่มนับจากวันที่ stamp date

สิ่งที่เราต้องทำตอนนี้ คือนำกระเป๋าอันหนักอึ้งของเราไปฝากไว้ที่โรงแรมก่อน

ด้วยความที่ไม่รู้ว่า Toyoko Inn มันจะมีมากมายหลายแห่ง แล้วแต่ละแห่งดันใช้ชื่อ Hakata เหมือนกันอีก เลยทำให้เราใช้เวลางมเข็มกันอยู่นานสองนานจนมารู้ภายหลังว่า โรงแรมที่เราจองมันดันอยู่ใกล้กับสถานี Gion (Exit 6) ต่างหาก ไม่ใช่สถานี Hakata (Toyoko Inn Hakata Ekimae Gion) เจ้าหน้าที่ รร. อีกสาขานึงก็ใจดี๊ ใจดี อุตส่าห์เดินออกมาส่ง นำทางจนเราเห็นป้ายโรงแรมสาขาที่ใช่ นี่แหละ Service Mind หรือน้ำใจบริการที่คนทำธุรกิจบริการพึงมี รักคนญี่ปุ่นก็ตรงนี้แหละครับ

สรุปว่าใครกำลังมองหาที่พักแถวสถานีรถไฟ Hakata แนะนำให้เลือกชื่อนี้ครับ (Toyoko Inn Hakata Guchi Ekimae) อยู่ห่างจากสถานี Hakata เพียง 2 นาทีเท่านั้น จำง่าย ๆ อันที่ออกเสียงคล้าย กุ๊ดจี่ ราคาอาจแตกต่างกันบ้างนิดหน่อย ต้องเช็คเรทราคาตามหน้าเวบโรงแรมครับ

เอาล่ะ ในที่สุด ก็มาถึงโรงแรมสักที แต่ช้าก่อน ยังเข้าห้องไม่ได้นะ เพราะที่ญี่ปุ่นกว่าจะเช็คอินได้ก็ประมาณบ่ายสาม บ่ายสี่โน่น พวกเราเลยทำการฝากกระเป๋าไว้ที่หน้าเคาน์เตอร์แล้วเดินจากมาด้วยอาการสะโหลสะเหล ก็เพราะแทบจะไม่ได้นอนกันมาตลอดคืนน่ะสิ

ตั๋วรถเมล์เปลี่ยนชีวิต

P3230421
เปรียบเทียบ City Pass 2 ใบ อะไรที่ต่างกันออกไป

มาถึงเรื่องที่ค้างกันไว้กับวีรกรรมที่ทำเอาทุกคนเหวอ เป็นโรคหวาดผวากันตลอดทริป กับการ scratch แผ่นผีครับ เรื่องมีอยู่ว่า…ในวันแรกที่เราตัดสินใจซื้อ Fukuoka Tourist City Pass จำกันได้มั้ย ก็ไม่เห็นมีอะไรมากใช่มะ หน้าตามันก็เหมือนคูปองชิงโชคทั่วไป เราแค่เอาเหรียญขูดฟอยล์เงินระบุ ปี/เดือน/วัน ที่ต้องการใช้ตั๋วนั้น เมื่อขูดเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่เขาก็จะยึดเอาวันนั้นเป็นวันที่เราสามารถใช้ขึ้นรถไฟ/รถไฟใต้ดิน/รถบัส ที่ร่วมรายการ พ้นจากวันนั้นไปแล้ว ก็ไม่สามารถนำกลับมาใช้อีกได้ ทีแรกผมยังแอบนึกสงสัยเลยว่าทำไมที่นี่ยังคงล้าหลังใช้ระบบ Manual อยู่ คือใช้คนขูด และต้องใช้เจ้าหน้าที่คอยตรวจเช็คความถูกต้อง ถ้าจำไม่ผิด ที่เกียวโต โอซาก้า เขาจะให้มาเป็นการ์ด พอตึ๊ดบัตรผ่านเข้าไปในเครื่อง มันจะมีตัว stamper พิมพ์วันที่ลงไปโดยอัตโนมัติ เมื่อไหร่หลุดจากวันที่กำหนดไปแล้ว บัตรนั้นก็จะใช้ไม่ได้ในทันที เอาเหอะ ให้อะไรมาก็ใช้อย่างนั้น ไม่ต้องคิดมาก

แต่เรื่องมันดันไม่ง่ายอย่างที่คิดน่ะสิ พอถึงวันที่ 2 เราไปซื้อตั๋วเพิ่มอีกกันคนละใบ ทีนี้เอาแบบที่ไม่ต้องมี Dazaifu ซึ่งราคาตั๋วจะถูกกว่า หน้าตาบัตรมันก็ละม้ายคล้ายกันใช่ปะ แต่ละคนหยิบขึ้นมาปั๊บ ก็บรรจงขูดไปโดยพลัน ปี/เดือน/วัน ประมาณว่าข้อสอบนี้ฉันเคยทำมาแล้ว กาไปเลยถูกแน่นอน แอ๊ด..แอ๊ด..แอ๊ด ปรากฎว่าผิดครับท่านผู้ชม เพราะบัตรที่เราได้มาเป็นหนที่สอง ในช่องปีมันดันสลับเลขกัน จากที่เคยให้เลือกระหว่างปี 2015 กับ 2016 คราวนี้ตัวเลขมันดันเปลี่ยนไปเป็น 2016 กับ 2017 น่ะสิ คือถ้าขูดที่เลข 3 ช่องขวาสุด มันก็จะหมายความว่าเราต้องการใช้บัตรนี้ตอนเดือนสามปีหน้า ซึ่งมันไม่ make sense คิดดูละกันจาก 5 คนที่ซื้อบัตร City Pass มา ขูดผิดไป 3 ใบ เป็นเหตุให้ต้องย้อนกลับไปที่สถานี Hakata เพื่อขอเปลี่ยนตั๋วจากความสะเพราะที่พวกเราไม่ได้ตั้งใจ

ทันทีที่ไปถึง Tourist Information Desk สถานที่ ๆ เราซื้อบัตร เราก็อธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อขอความเห็นใจในการเปลี่ยนตั๋วใบใหม่ คุณพอเดาได้ใช่มั้ยว่าคำตอบจะเป็นอะไร เจ้าหน้าที่แจ้งกลับมาว่า “ถ้าเป็นบัตรที่เพิ่งซื้อในวันนี้ เราจะเปลี่ยนตั๋วใบใหม่ให้ แต่ถ้าคุณซื้อมาเมื่อวาน เราคงเปลี่ยนให้ไม่ได้จริง ๆ ลองไปติดต่อที่ศูนย์บริการที่ Hakata Bus Terminal ดูนะคะ”

กว่าจะหา Bus Terminal ที่ว่านี้เจอก็เดินวนอยู่หลายรอบ แถมไปครั้งแรกก็หาไม่เจอเจ้าหน้าที่ซะด้วย วกกลับมายืนที่เดิมที่ Tourist Information เขาก็ยืนยันว่าเปลี่ยนให้ไม่ได้ ต้องไปติดต่อที่ Nishitetsu Office ที่ Hakata Bus Terminal ครั้งนี้ให้ลายแทงมาเพิ่มว่าต้องไปที่ชั้น 5 ทุกคนเริ่มถอดใจละ เตรียมควักตังก์ซื้อ City Pass ใบใหม่ อธิบายกันไปมาอยู่หลายรอบ ในที่สุดเขาก็ยอมเปลี่ยนบัตรใบใหม่ให้โดยไม่ต้องเสียตังก์เพิ่ม ผมคิดว่าเขาคงไม่ได้เจอเคสนี้บ่อยนัก คือถ้าขูดผิดเดือนผิดปีในอดีตเขาคงไม่ยอมแน่ เพราะยากต่อการพิสูจน์หลักฐานว่าเอาบัตรใบเก่ามาใช้ใหม่รึเปล่า แต่นี่ขูดถูกเดือนแต่ผิดปี(ในอนาคต) อันนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้เลย

ผมได้ข้อคิดจากบทเรียนในครั้งนี้มาสองเรื่องคือ เรื่องแรก คนญี่ปุ่นเขาจะมีความเถรตรงมาก เขาจะไม่ใช้ความคิดเห็นส่วนตัวในการตัดสินปัญหาแบบประนีประนอมยอมความ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่วางไว้ หากจะให้เขาทำเกินหน้าที่ มันต้องไม่กระทบต่อชื่อเสียง จรรยาบรรณ หรือสร้างความเสียหายต่อคนหรือองค์กร เรื่องที่สอง ทำอะไรก็ตามต้องมีสติ อย่าให้ความเคยชินเข้ามาครอบงำ เพราะมันอาจทำให้เราพลาดได้ในที่สุด

สิ่ง(ไม่)มหัศจรรย์แต่น่าเที่ยวในฟุกุโอกะ

เท่าที่ได้สัมผัสกับตัวเอง ผมว่าฟุกุโอกะไม่ได้มีสถานที่ท่องเที่ยวที่ตื่นตาตื่นใจมากนัก เน้นที่กิน ที่ช้อปซะมากกว่า ถ้าอยากสัมผัสธรรมชาติจริง ๆ ต้องขับรถ หรือนั่งรถไฟไปเที่ยวนอกเมืองโน่น แต่เพื่อไม่ให้เป็นการเสียน้ำใจ ผมขออนุญาตลิสต์สถานที่สำคัญ ๆ ที่พอจะบอกเล่าเก้าสิบว่าได้ไปเยือนมาแล้วเหมือนกันตามนี้

Dazaifu Tenmangu Shrine

แม้จะอยู่ค่อนมาทางชนบทของเมืองฟุกุโอกะ แต่ใคร ๆ ก็ต้องแวะมาที่นี่ Dazaifu เคยเป็นศูนย์กลางการปกครองของเกาะคิวชูมายาวนานกว่า 500 ปี เป็นเมืองที่รวบรวมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มากมาย ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับต้น ๆ ของจังหวัดฟุกุโอกะ เอาเข้าจริงบริเวณโดยรอบนี่เหมาะสำหรับการ Walk-tour มากนะ มีทั้งวัดวาอาราม พิพิธภัณฑ์ ซากป้อมปราการตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ มาจนถึงสวนญี่ปุ่น แล้วก็ยังเป็นถนนวัฒนธรรม มีของที่ระลึก และขนมขายตลอดทางที่เดินเข้าไปยังศาลเจ้า ถ้าใครกลัวเมื่อยเขามีจักรยานให้เช่าด้วยนะ ราคา 500 เยนต่อวัน แวะมาที่เมืองนี้ทำให้ผมคิดถึง Arashiyama ที่เมืองเกียวโตเลยครับ

สิ่งที่คุณไม่ควรพลาดเมื่อมากราบไหว้ขอพรที่ศาลเจ้าแห่งนี้คือ การแวะทานขนม Umegae-Mochi (ขนมโมจิที่ทำมาจากข้าวสอดไส้ถั่วแดง) ที่ Tea House หลังศาลเจ้า (ราคา 550 yen ต่อเซ็ต เสิร์ฟพร้อมชาเขียว) และก่อนจากมาอย่าลืมเช็คอินถ่ายรูปกับ Starbucks สาขาที่ได้ชื่อว่างดงามแปลกตา ตกแต่งด้วยไม้เป็นท่อนสานกันเป็นรวงผึ้ง

การเดินทางมาที่ Dazaifu มี 2 วิธี วิธีแรกง่ายหน่อย ก็คือการนั่งรถบัสมาจาก Hakata Bus Terminal (เป็นตึก 5-6 ชั้นที่อยู่ข้าง ๆ กับสถานีรถไฟ) ใช้เวลา 15 นาทีผ่านมายังสนามบินฟุกุโอกะ แล้วนั่งต่อไปอีก 25 นาทีจนถึงเป้าหมายปลายทาง วิธีนี้คือนั่งรถบัสสายเดียวถึงที่หมาย แต่ก็ใช้เวลาร่วมชั่วโมงอยู่ อีกวิธีนึงคือการนั่งรถไฟใต้ดิน Subway ไปลงที่สถานี Tenjin (ถ้าจำไม่ผิดให้ออกมาทาง Central Exit หมายเลข 6) แล้วเปลี่ยนขบวนมาใช้รถไฟ Nishitetsu Omuta Line (Platform ที่ 1) นั่งไปประมาณ 15 นาที ให้เปลี่ยนขบวนอีกครั้งที่สถานี Futsukaichi เพื่อไปลงที่สถานีปลายทาง Dazaifu ซับซ้อนนิดนึง แต่ก็ไม่น่าจะหลง เพราะใคร ๆ ก็มาทางนี้กันหมด หลังที่ออกมาจากสถานีแล้ว ก็พุ่งตรงไปที่ Tourist Information เพื่อขอแผนที่ในการเดินทัวร์ ควรให้เวลาที่นี้อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง แต่ถ้าต้องการเที่ยวให้ครอบคลุมสถานที่สำคัญต่าง ๆ เป็นบริเวณกว้างควรเผื่อเวลา 5-6 ชั่วโมง อันนี้ขึ้นอยู่กับความสนใจของหมู่คณะครับ แต่ถ้าเป็นทัวร์ลงอาจต้องมาไวเคลมไวภายใน 1-2 ชั่วโมง

P3220091
รถไฟขบวนนี้ไป Dazaifu
P3220158
ศาลเจ้า Dazaifu
P3220184
แผ่นป้ายที่คนเขียนขอพร
P3220238
สะพานแดงข้ามน้ำในพื้นที่บริเวณศาลเจ้า
P3220189
Tea House หลังศาลเจ้า Dazaifu
P3220206
คุณลุงกำลังทำขนม Mochi ให้เราได้ทานกัน
P3220214
ขนม Umegae-Mochi โมจิไส้ถั่วแดง
P3220105
Starbucks ที่ใคร ๆ ก็พูดถึง

Uminonakamichi Seaside Park

น่าเสียดายที่พวกเราไม่ได้ไปอันนี้ครับ ว่ากันว่าเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ กว้างประมาณ 4 กิโลเมตร เป็นทั้งสวนสัตว์ สวนสนุก สวนน้ำ สวนดอกไม้ และลานกว้างเหมาะสำหรับการปิคนิค เรียกได้ว่าไปที่เดียวจบทุกความต้องการ เหมาะสำหรับกิจกรรมครอบครัวมาก ๆ ถ้าใครกลัวเดินไม่ไหว เขามีจักรยานให้เช่านะครับ ในบริเวณใกล้ ๆ กันมีพิธิภัณฑ์สัตว์น้ำ Marine World ด้วย

การเดินทางมาที่ Uminonakamichi มีอยู่ 2 วิธีเช่นกัน วิธีแรกให้นั่ง JR Kagoshima Line มาลงที่สถานี Kashii (ใช้เวลาประมาณ 10 นาที) แล้วเปลี่ยนมานั่งอีกสายคือ JR Kashii Line มาลงที่สถานีปลายทาง Uminonakamichi (ใช้เวลาประมาณ 20 นาที) ถ้าจะไป Marine World ก็เดินต่อไปนิดหน่อยประมาณ 5-10 นาที อีกวิธีคือการนั่งเรือเฟอรี่จาก Momochi Seaside Park ซึ่งใช้เวลาเพียง 20 นาทีเอง แต่วิธีนี้อาจเสี่ยงหน่อย เพราะต้องเช็คตารางการเดินเรือด้วย เรือเขาออกทุก ๆ 2 ชั่วโมง พลาดทีก็รอยาวไปเลย

Momochi Beach Park & Fukuoka Tower

เยื้อง ๆ กันกับ Uminonakamich Seaside Park คือ Momochi Beach Park เป็นชายหาดที่มีความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งเป็นบริเวณเดียวกับที่ตั้งของ Fukuoka Tower ถือเป็นที่สถานที่พักผ่อนหย่อนใจได้ดีสำหรับคนที่ต้องการชมวิว กินลม ดูทะเล พวกเราแวะไปเดินเล่นแถวนั้นอยู่สักพักนึง แต่ก็ไม่ได้เข้าไปในตัวตึก Fukuoka Tower

การเดินทางมาที่ Momochi Park หรือ Fukuoka Tower ก็ให้นั่งรถบัสมาจากสถานี Tenjin หรือ Hakata ก็ได้ ถ้ามาจาก Tenjin จะใกล้กว่า ถ้ามาจาก Hakata ก็ใช้เวลา 20 นาทีโดยประมาณ

P3220272
Momochi Beach
P3220296
Momochi Beach
P3220285
ด้านหลังคือ Fukuoka Tower

Ohori Park & Nishi Park

Ohori เป็นสวนสาธารณะกลางเมืองฟุกุโอกะ มีสระน้ำตั้งอยู่ใจกลาง สามารถเดินพาดผ่านโดยมีสะพานเชื่อมเกาะทั้งสามเข้าด้วยกัน พื้นที่โดยรอบค่อนข้างกว้างขวางเหมาะสำหรับการพักผ่อน จ็อกกิ้งเป็นอย่างมาก ข้างกันกับ Ohori Park จะมีสวนสาธารณะอีกแห่งชื่อ Maizuru Park ซึ่งเป็นที่ตั้งของซากปรักหักพังของปราสาทฟุกุโอกะ

ข้ามมาอีกฟากนึง สวนสาธารณะอีกแห่งที่ขอแนะนำคือ Nishi Park หรือ Nishi Koen เป็นที่ ๆ เราแวะมาเก็บตกถ่ายรูปต้นซากุระกันในวันสุดท้าย นี่ขนาดมีเวลาแป๊บ ๆ ในการชะโงกทัวร์นะ ยังเห็นซากุระบานเต็มพื้นที่ขนาดนี้ ถ้าอยู่นานกว่านี้ มีหวังได้ถ่ายภาพรัว ๆ จนเมมโมรี่เต็มแน่ ๆ

การเดินทางมาที่ Ohori Park นั้นไม่ยาก นั่ง Subway จากสถานี Hakata มาประมาณ 5 สถานีก็ถึง ส่วนถ้าจะไป Nishi Park อาจต้องพึ่งรถบัสแล้วก็ต้องเดินต่ออีกพอสมควร ประมาณ 10-15 นาที แต่ถ้าได้เห็นต้นซากุระบานฉ่ำขนาดนี้ ยอมครับ

P3230593
สวนหย่อมใน Ohori Park
P3230606
มีทั้งกิจกรรมทางน้ำและบก Ohori Park
P3230655
ซากุระหลากหลายสายพันธุ์ Ohori Park
P3303674
ซากุระเริ่มบานเต็มพื้นที่ Nishi Park
P3303657
ดีใจที่ได้เห็นซากุระบานเป็นครั้งแรกที่ Nishi Park
P3303700
เมื่อได้เห็นดอกซากุระบานสะพรั่งที่ Nishi Park

ช้อปเพลิน เกินห้ามใจ

แม้จะไม่ใช่ขาช้อป แต่ก็ได้รวบรวมสถานที่น่าช้อปมาฝากเพื่อน ๆ กันครับ

Canal City

Canal City ถือเป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ Hakata มีร้านค้ามากกว่า 250 ร้าน รวมถึงร้านอาหาร โรงหนัง โรงแรม โดยมีน้ำไหลผ่านกลางห้าง เปิดให้บริการตั้งแต่ 10 โมงจนถึง 3 ทุ่ม ผมไม่ได้แวะไปช้อปที่นี่เลย แต่จากที่หาข้อมูลมาได้ ก็มีแบรนด์ดังอยู่หลายร้านเหมือนกัน เช่น Muji, Uniqlo, H&M, ABC Mart, Onitsuka Tiger ส่วนชั้น 5 เห็นว่ามีการรวมร้านราเมงชื่อดังทั่วทั้งญี่ปุ่นมารวมกัน แน่นอน 1 ในนั้นก็ต้องมี IChiran รวมอยู่ด้วย

Hakata City

ในย่านสถานี Hakata มีห้างดังรายล้อมอยู่หลายแห่ง Amu Plaza คือหนึ่งในนั้น อยู่ติดกันคือ Tokyu Hands แล้วก็ยังมี Hakata Hankyu, Deitos โซนทิศใต้ด้านนอกมี Yodobashi ศูนย์รวมเครื่องใช้ไฟฟ้า กล้อง โทรศัพท์มือถือ และอื่น ๆ อีกมากมาย

P3220378
Harkata City ยามค่ำคืน

Tenjin Area

โดยส่วนตัวผมชอบย่านนี้นะครับ แค่เดินอยู่ใต้สถานีรถไฟ Tenjin ก็มีช้อปเพียบแล้ว ส่วนห้างดังทั้งหลาย ก็จะมี Daimaru, Parco, Tenjin CORE, Loft และอื่น ๆ อีกมากมาย ล่าสุดคนไทยทั้งหลายจะต้องแวะเข้าไปเช็คอินกันที่ Line Friends Cafe & Store

P3230721
ละแวกสถานี Tenjin
P3230713
LINE Friends Cafe & Store

Don Quijote

Don Quijote หรือ Donki ร้านนี้เป็นร้านโปรดปรานของพวกเราเลยทีเดียว เปิด 24 ชั่วโมง ขายไม้จิ้มฟันยันเรือรบ อารมณ์ประมาณร้านเจ๊เล้ง ไม่เน้นหน้าตา แต่เน้นของถูก แวะไปช้อปอยู่หลายเมือง ที่ทำวีรกรรมมากสุด คงเป็นที่ฟุกุโอกะนี่แหละ (มีอยู่หลายสาขา กดดูลิงค์ที่ชื่อได้เลยครับ) เนื่องจากเรามาที่นี่กันในคืนสุดท้าย พวกเราเลยต้องช้อปทิ้งทวน แต่ประเด็นคือ กว่าเราจะไปถึงร้านก็ 5 ทุ่มกว่าแล้ว รถไฟ และรถเมล์ขบวนสุดท้ายน่าจะอยู่ตอนเที่ยงคืน เร่งช้อปทำเวลากันแทบแย่ สุดท้ายไปเสียเวลาตอนทำเรื่อง VAT Refund นี่แหละ เลยทำให้เราต้องเดินแบกของกลับโรงแรมเป็นระยะทางเกินกว่า 1 กม. สรุปว่าวันสุดท้ายก่อนกลับเมืองไทยเดินไปทั้งหมดหลงจ้งเกิน 20,000 ก้าว

P3313928
Don Quijote

Marinoa City

หากใครอินกับการช้อปปิ้งเอามาก ๆ นี่เลยแวะไปที่ Marinoa City เป็น Outlet ขนาดยักษ์ ร้านค้าเยอะน่าดูชม (ค้นหารายชื่อร้านค้าได้ตามลิงค์นี้เลยครับ) เปิดให้บริการตั้งแต่ 10:00 น. จนถึง 3 ทุ่ม วิธีเดินทางก็ให้ขึ้น subway จาก Hakata Station ไปจนสุดสายที่ Meinohama แล้วต่อ Showa Bus อีกประมาณ 10-15 นาที หรือไม่งั้นก็ให้นั่ง Nishitetsu Bus จากสถานี Hakata หรือ Tenjin ไปลงที่ Marinoa City ก็ได้ (รายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางดูได้ที่นี่ครับ)

หิวละ หาอะไรกินกัน

ผมประเมินฟุกุโอกะต่ำไป ไม่คิดว่าจะมีของอาหย่อยให้กินมากมายเพียงนี้ อย่างในทริปนี้ เราดั้นด้นกันตามหาร้านอาหาร/ขนมเด็ด ๆ ในดวงใจ(มหาชน)อยู่หลายร้าน โชคดีที่ไม่ต้องต่อคิวนานซะด้วย จะมีร้านไหนติดโผอยู่ในลิสต์นี้บ้าง ตามไปดูเลยครับพี่น้อง อยากรู้พิกัด เบอร์โทร ให้คลิ๊กลิงค์ที่ชื่อร้านได้เลยครับ

Motsunabe Yamashou

นี่เป็นอาหารมื้อเย็นมื้อแรกของเราที่ฟุกุโอกะเชียวนา อันนี้ต้องให้เครดิตเพื่อนที่พามาชิม เพราะผมเองไม่มีวันจะรู้ได้ว่า Nabe หรือ Hot Pot เจ้านี้มันอร่อยเริ่ดขนาดไหน ตามลายแทงของ Tabelog ร้านนี้ตั้งอยู่ในละแวก Tenjinminami เปิดขายตั้งแต่ตอน 5 โมงเย็นไปจนถึงตี 1 จริง ๆ เจ้านี้เขามีชื่อเรื่อง Hot Pot อยู่นา แต่ประเด็นคือเราไม่รู้มาก่อนว่าเมนูส่วนใหญ่เป็นเนื้อวัว อย่าง Signature Dish ของเขาจะใช้ไส้วัวมาเป็นส่วนประกอบ ก็นับว่าโชคดีที่ยังเมนูสำรองที่ทำมาจากหมู และน่าจะเป็นเมนูเดียวของร้านที่ใช้หมูดำ ตอนเขาเสิร์ฟมาทีแรก แอบเห็นแล้วตกใจเลย  เพราะเป็นเนื้อส่วนมันเยอะมากราวกับเป็นเบคอนล้วน เขาบรรจงเอามันมาพันสลับกับผักกะหล่ำเป็นวง ๆ คล้ายกับดอกไม้ (สร้างสรรค์ดีแท้น้อ) พอน้ำซุปเดือดปุ๊บน้ำมันจากมันหมูก็จะลอยละล่องปุด ๆ ออกมาเป็นดวง ๆ ไหน ๆ ก็มาถึงแล้ว ลองซดดูซะหน่อย จะเป็นไรไป โอ้โฮ น้ำซุปมันอร่อยขั้นเทพ ส่วน ponzu sauce ที่ใช้จิ้มด้วยกัน ก็เปรี้ยวเค็มกำลังดี สรุปว่าอร่อยเลย มันก็มันสิครับ กินซะเรียบไม่เหลือ หม้อนี้แชร์กันสองคนครับ ส่วนอีกหม้อนึง ปล่อยให้คนทานเนื้อวัวเขาหม่ำกัน จำไม่ได้แน่ชัดว่ามื้อนั้นหมดไปคนละเท่าไหร่ น่าจะประมาณ 1,400-1,500 เยนต่อคน (ประมาณ 400 กว่าบาท)

P3220348
หน้าร้าน Motsunabe Yamashou
P3220358
เมนูหมู ๆ
P3220371
เดือดแล้ว กินได้

Chikae

ร้านนี้ได้รับการกล่าวขานอย่างกว้างขวาง ติดอันดับ 2 บน Tripadvisor เชียวนะ มีคนแวะมาชิมและรีวิวไม่ขาดสาย และโชคดีเป็นของเรา เพราะเราติดโผเป็น 1 ใน 200 ผู้โชคดี ที่ได้มาทาน Set Lunch เมนูที่ร้านก็ไม่มีอะไรมาก มีให้เลือกเพียง 2 เช็ต (ซาชิมิ หรือ โซบะ) ในราคาเซ็ตละ 1,400 เยน (ประมาณ 450 บาท) ผมเลือกโซบะเซ็ตเพราะกำลังโหยแป้งพอดี ในเซ็ตก็จะมีซุปมิโสะ ข้าวหน้าไก่ เต้าหู้ทรงเครื่อง เส้นโซบะชามโต เทมปุระ และไข่ตุ๋น ส่วนเพื่อน ๆ จะเลือกซาชิมิกัน เมนูเครื่องเคียงแทบจะเหมือนกัน ต่างกันตรงที่เปลี่ยนจากโซบะเป็นปลาดิบ ซุปมิโสะมีขาปูเพิ่มมาให้ และเสิร์ฟพร้อมข้าวชามโตทานคู่กับไข่ปลา ระหว่าง 2 เซ็ตนี้แนะนำให้เลือกซาชิมิเพราะดูเหมือนจะขายดีกว่าครับ จะว่าไปอาหารก็มีรสชาติอร่อยตามมาตรฐานร้านอาหารญี่ปุ่น ที่ว้าวน่าจะเป็นตัวไข่ปลาที่เขาให้มาเป็นหลอดทานกับข้าว อร่อยระเบิดระเบ้อไปเลย ถ้าต้องการสัมผัสเมนูอื่นนอกเซ็ต ก็สั่ง a la carte menu เพิ่มเติมได้ เราเลือกที่จะลองทานเนื้อปลาหมึกสด เนื้อมันก็เด้งดึ๋งเหมือนเคี้ยวพลาสติกโดยส่วนตัวก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ดูน่าสงสาร โดยเฉพาะตอนมันแดดิ้นอยู่ตรงหน้า คราวหน้าขอบายครับเมนูนี้

P3230518
คนเริ่มต่อแถวกันตั้งแต่ตอน 11 โมง ที่ร้าน Chaikae
P3230527
เมนูประจำมื้อเที่ยงร้าน Chikae
P3230536
ลูกค้าแน่นร้านยามเที่ยง
P3230539
เตรียมพร้อมรับออเดอร์
P3230555
Soba Set, Chikae
P3230558
ปลาหมึกสด

Tempura no Hirao Tenjin

ตามมาติด ๆ ในวันเดียวกัน เราได้มาทานร้านอาหารติดอันดับ 3 บน Tripadvisor อยู่ในย่าน Tenjin ดู ๆ ไป ร้านนี้มันก็ดูบ๊านบ้าน ผมหันไปถามเพื่อนว่าโอเคกับร้านแนวนี้มั้ย เพราะอาจต้องต่อคิวรอประมาณชั่วโมงนึงแน่ะ พอทุกคนพยักหน้าหงึก ๆ เราก็ตัดสินใจยืนเข้าคิว ชื่อร้านก็พอบอกได้ว่าเป็นร้านขายพวกของทอดหรือเทมปุระ ที่มันน่าสนุกคือ เราอยากกินอะไรก็ไปกดเอาที่ตู้ Vending Machine หน้าร้าน ถามว่าอ่านออกมั้ยว่าเมนูไหนอ่านว่าอะไร ตอบได้เลยว่า “ไม่” ดีที่มีเพื่อนที่พออ่านภาษาญี่ปุ่นได้บ้าง ก็เลยกดมั่ว ๆ ตามภาพ แอบบอก Trick ให้นิดนึงคือให้มองตามรูป เหลือบไปดูที่ราคา ถ้าชุดไหนมีราคาปรากฎอยู่บนตู้ ให้เลือกอันนั้น แต่ถ้ามีบางเมนูที่ราคาเหมือนกัน อันนี้ก็ให้ใช้เวิร์บทูเดาเอาละกันครับ ขอบอกไว้ก่อนนะ ทุกเซ็ตเขาจะมีข้าว น้ำซุป และเครื่องเคียงมาให้อยู่แล้ว ไม่ต้องกดซื้อเพิ่มเหมือนผม เพราะเอาเข้าจริงกินข้าวแค่ถ้วยเดียวก็อิ่มแล้วอ่ะ หลังจากที่เราต่อคิวได้ประมาณ 10 นาที พนักงานก็เปิดประตูมาเรียกให้ไปนั่งรอด้านใน คนที่นั่งวงนอกคือพวกที่รอต่อคิวเหมือนเรา เมื่อมีลูกค้าวงในกินเสร็จ เราจึงค่อย ๆ เขยิบที่นั่งตามไปเรื่อย ๆ ได้อารมณ์เหมือนเล่นเก้าอี้ดนตรี คนวงในเขาจะรู้สึกกดดันบ้างมั้ย เวลากินไปจะมีสายตาของคนข้างหลังนั่งกลืนน้ำลายอยู่ และแล้วโชคดีก็เป็นของเรา เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง (เร็วกว่าที่คิด) เราก็ได้กินสมใจอยาก จะว่าไปเทมปุระก็คือเทมปุระไม่น่าจะเป็นมื้อพิเศษตรงไหน แต่รู้มั้ยว่า การที่มีเชฟทอดอยู่ตรงหน้า แล้วตักอาหารคีบให้ทานคำต่อคำมันฟินมากเลยรู้มั้ย ไม่รู้เขาทอดยังไงเหมือนกัน แทบไม่อมน้ำมันเลย มื้อนี้ราคาเพียง 700-800 เยนเท่านั้น (ประมาณ 250 บาท) บอกได้เลยว่าคนชอบทานของทอดห้ามพลาด

P3230722
กดซื้อเมนูอาหารที่ตู้ Vending Machine
P3230724
ลูกค้านั่งวงในรอรับประทาน
P3230733
ลูกค้าวงนอกก็นั่งรอคิวต่อไป
P3230748
เทมปุระทยอยเสิร์ฟให้ทานกันร้อน ๆ
P3230769
ทอดเกรียม ๆ ไม่มัน ไม่เลี่ยน

Ichiran Ramen

มาถึงพระเอกของเราในค่ำคืนนี้ ในที่สุดไช้ชวนชิมก็ได้มาชิมราเมงในตำนานกับเขาสักที ร้านนี้มีชื่อว่า “Ichiran Ramen” หรือราเมงข้อสอบ ทีแรกผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าการกินราเมงกับการทำข้อสอบมันเกี่ยวกันตรงไหนฟระ จนกระทั่งได้ไปสัมผัสประสบการณ์ที่ร้าน Ichiran สาขา Tenjin เมือง Fukuoka ด้วยตัวเอง ว่ากันว่าที่นี่เป็นจุดกำเนิดของร้าน Ichiran เลยทีเดียวนะฮ๊าฟ ปีนี้ก็น่าจะอายุครบ 23 ปีแล้ว นอกจากสาขาในญี่ปุ่นแล้ว เห็นว่ามีที่อเมริกาและฮ่องกงด้วยน้า 

ก่อนจะฟังผลสอบ Tonkotsu Ramen ของ Ichiran ไช้ชวนชิมขออนุญาตเล่าขั้นตอนการกินราเมงที่ไม่เหมือนใครในแบบ Ichiran เป็นขั้นเป็นตอนใน 6 สเต็ปดังนี้ครับ

Step 1) ไปเข้าคิวต่อแถวหน้าร้าน ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีถึงหนึ่งชั่วโมง ขึ้นอยู่กับเวลา จังหวะ และสาขาที่ไปทานด้วย โชคดีที่วันนั้นไปรอไม่นานมาก เพราะเป็นเวลา 4 ทุ่มกว่าแล้ว

Step 2) เมื่อถูกเชิญเข้าไปในตัวร้าน ก็ให้ทำการเลือกสั่งราเมงจากตู้ Vending Machine สั่งอาหารได้ตามวงเงินที่หยอดเข้าไปในตู้ ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 790 เยน สำหรับราเมงซุปกระดูกหมูแบบไม่ไข่ แต่ถ้าเอาแบบที่มีไข่ด้วยก็ 910 เยน คุณสามารถเลือกสั่ง Topping ต่างหาก แบบที่เพิ่มเส้น เพิ่มข้าว เพิ่มหมูชาชูได้ด้วยนะครับ

Step 3) รอเชิญเข้าไปนั่งที่คูหา ก็อย่างที่เห็นในภาพ หน้าตาละม้ายคล้ายคูหากาผลเลือกตั้ง มี partition กั้นระหว่างกันด้วย ได้ที่นั่งแล้วก็ยื่น ticket ให้กับพนักงาน

Step 4) ณ จุดนี้ เขาจะแจกกระดาษข้อสอบมาให้ ให้เราเลือกระดับความเหนียวของเส้น ความมัน/ความเข้มข้นของน้ำซุป ความเผ็ดของซอส จะใส่หอม/กระเทียมหรือไม่ก็ระบุไป เสร็จแล้วก็ยื่นให้กับพนักงาน หลังจากนั้นก็ร้องเพลงรอ

Step 5) ไม่นานนัก ราเมงชามสี่เหลี่ยม (ที่อื่นจะเป็นชามกลม) ก็จะถูกเสิร์ฟหลังม่านไม้ไผ่ อย่าลืมตรวจสอบคุณภาพด้วยว่าได้อาหารครบตามที่สั่งรึเปล่า ของผมเขาลืมใส่ไข่มาให้ด้วย ก็เลยต้องกดเรียกพนักงานเพื่อทวงไข่ของผมกลับคืนมา

Step 6) เชิญตัก คีบ จิ้ม จ้วงได้ตามอัธยาศัย แนะนำว่าอย่ารีบซดน้ำซุปซะจนหมดเกลี้ยง หากกลัวไม่อิ่ม ก็สั่งเส้น สั่งหมูชาชูมาทานเพิ่มได้ ไม่ต้องวิ่งกลับไปที่ตู้นะ ให้ติ๊กจากกระดาษที่เขายื่นให้ตอนเสิร์ฟราเมง แล้วก็จ่ายตังค์ตรงนั้นเลย

หลังจากกินซะอิ่มแปล้ พุงกางกันแล้ว ผมขออนุญาตเฉลยข้อสอบชุดนี้ให้นะครับ อันนี้เป็นรสนิยมส่วนบุคคล สามารถเลียนแบบได้ เลือกระดับความเข้มข้นของรสชาติ (Strong มันจะออกเค็มนิดนึงนะ), ระดับความมัน (Light แบบเบาบางไม่มันเลี่ยน), ใส่กระเทียม (A Little นิดหน่อยให้พอหอมฟรุ้งฟริ้ง), ต้นหอม (Green Onion เลือกส่วนที่เป็นสีเขียว), เพิ่มหมูหรือไม่ (With เติมหมูชาชูด้วยจะฟินมาก), ระดับความเผ็ดของซอส (1 Regular เอาแบบปกติไม่ต้องเผ็ดมาก), ระดับความเหนียวของเส้น (Medium เหนียวปานกลาง Al dante)

ถ้าจะให้คะแนนราเมงเจ้านี้ ผมว่า Ichiran อาจไม่ใช่ราเมงที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมา แต่ผมติดใจในประสบการณ์โดยรวม คือรู้สึกมีส่วนร่วม และได้กินราเมงในแบบที่เราต้องการ ที่ชอบมากเป็นพิเศษคือตรงที่สามารถเลือกระดับความมันระดับอ่อนได้ มันไม่เลี่ยนเหมือนทาลิปกลอสเหมือนบางยี่ห้อ สรุปว่ากินสนุกครับ แต่ถ้าจะให้ต่อแถวรอเกินกว่าชั่วโมง อันนี้ก็ไม่รู้ว่าจะคุ้มรึเปล่า โปรดใช้วิจารณญาณส่วนตัวก่อนตัดสินใจเข้าคิวครับ

P3303830
ถึงแล้ว Ichiran Ramen สาขา Tenjin
P3303843
เมนูราเมง กดได้จากตู้ Vending Machine
P3303856
ทำข้อสอบ วงกลมเลือกรสชาติที่ชอบ
P3303887
มาแล้วราเมงยกซด
P3303852
ลูกค้านั่งทานราเมงในคอก
P3303868
มื้อนี้อิ่มและฟินเวอร์

Furansu Kashi 16ku

แนะนำของคาวไปหลายร้านแล้ว คราวนี้ไช้ชวนชิมขอนำเสนอของหวานบ้าง ร้านนี้ออกจะเรียกชื่อยากนิดหน่อย เพราะเป็นร้านขนมฝรั่งเศสที่เก่าแก่ที่สุดร้านหนึ่งในฟุกุโอกะ (French Sweets 16 District) ไม่เก่าได้ยังไง เปิดขายมาตั้งแต่ปี 1981 โดยเชฟได้ชื่อนี้มาจากตำแหน่งเลขที่ของร้านเดิมที่เชฟเคยทำงานอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส ร้านนี้ออกจากหายากสักนิด ต้องเดินเท้าออกตามหา หน้าร้านก็ดูกว้างขวางดีนะ เป็นห้องหัวมุม มีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาอุดหนุนไม่ขาดสาย นอกจากขนมที่ห่อใส่กล่องสวยงามซื้อกลับไปเป็นของฝากแล้ว ที่ร้านยังมีที่นั่งให้ทานขนมอยู่ที่ชั้น 2 ของตึกด้วย ขนมที่ขึ้นชื่อของร้านนี้ก็คือ ขนม Dacquoise (เมอแรงค์ผสมอัลมอนด์บด) หน้าตาดูธรรมด๊าธรรมดา แต่อร่อยเด็ดไม่ธรรมดาเลย นอกจากนี้ก็ยังมีเค้กอีกหลายชนิดให้เลือกเต็มตู้ สีสันสดใสและรสชาติดีมากครับ อร่อยไม่อร่อยไม่รู้เราแวะกลับมากินที่ร้านนี้ถึง 2 ครั้งขณะที่ยังอยู่เมืองฟุกุโอกะ

P3230509
ถึงแล้วร้าน Furansu 16ku
P3230444
ขนมหน้าตาน่าทานทั้งนั้นเลย
P3230472
Dacquoise ขนมขึ้นชื่อของร้าน
P3230468
Mille Feuille
P3230494
Package สำหรับซื้อเป็นของฝาก

il FORNO del Mignon

คือแบบว่าอย่างอึ้ง ทุกครั้งที่เดินเข้าออกสถานี Hakata กลิ่นครัวซองของร้านนี้มันจะลอยมาเตะจมูก และทุกครั้งที่เดินผ่านจะต้องมีคนต่อคิวยาวเหยียดเพื่อรอซื้อครัวซองชั่งกิโล เรื่องแบบนี้ไช้ชวนชิมจะพลาดได้ไง เรามันพวกกินแป้งสายแข็ง ต้องรอสักหน่อยแล้ว เพียงแต่ว่างานนี้ไม่ได้ต่อคิวรอด้วยตัวเอง ในระหว่างที่ผมกำลังง่วนกับ last minute shopping เพื่อน ๆ ก็ช่วยกันต่อคิวกันซื้อให้ รู้มาว่าตัวท๊อปของที่นี่น่าจะเป็น Chocolate Mini Croissant (184 เยน/100 กรัม) Plain Mini Croissant (162 เยน/100 กรัม) ส่วนถ้าเป็น Sweet Potato-Filled Croissant (194 เยน/100 กรัม) รู้ละที่มันขายดีคงเป็นเพราะกลิ่นมาเย้ายวนใจ แถมราคาก็ไม่แพงมากซะด้วย พอได้ลองกินเอง ต้องยอมรับว่า Chocolate Croissant รสชาติยังพอได้อยู่ ส่วนตัว Croissant เปล่า ๆ กับครัวซองไส้มันม่วงนี่ใช้ไม่ได้เลย หรืออาจเป็นเพราะว่าผมไม่ได้ทานตอนมันร้อน ๆ รึเปล่า แบบว่าตอนมันเย็นชืดนี่มันทั้งเหี่ยว ทั้งเหนียวเลยนะ ใครผ่านไปทางนั้น ลองแวะชิมให้พอรู้รสก็ไม่เสียหลายนะ แนะนำว่าซื้อปุ๊บกินปั๊บ น่าจะได้อรรถรสมากกว่าครับ

P3303571
คนต่อแถวยาวเฟร่อ
P3303787
Chocolate Mini Croissant ที่ผู้คนกล่าวถึง

 

เริ่มและจบทริปกันที่เมือง Fukuoka หวังว่าทุกท่านจะได้ประโยชน์จากบทความนี้ไม่มากก็น้อยนะครับ ใครที่พลาดบทความก่อนหน้านี้ อย่าลืมย้อนกลับไปอ่านนะครับ

รวมเรื่องเด็ดบนเกาะคิวชู (Khyshu The Series)

เพื่ออรรถรสในการอ่านเรื่องเด็ดบนเกาะคิวชู กรุณาย้อนไปอ่าน ตั้งแต่การวางแผนการเดินทางใน EP0 ยาวไปจนถึงบทสุดท้าย คลิ๊กได้ที่ลิงค์บทความด้านล่างนี้เลยครับ

EP 0: เตรียมพร้อมก่อนออกตะลุยคิวชู

EP 1: โอฮาโย ฟุกุโอกะ (Fukuoka)

EP 2: คอนนิจิวะ คุมาโมโตะ (Kumamoto)

EP3: คมบังวะ คาโงะชิม่า (Kagoshima)

EP4: โดโซะ มิยาซากิ (Miyazaki)

EP5: อริกาโตะ โออิตะ (Oita)

ส่วนใครที่วางแผนจะไปเที่ยว เกียวโต โอซาก้า โตเกียว ฮอกไกโด ให้ปักหมุดอ่านบทความที่ผมเคยเขียนไว้ตามลิงค์ด้านล่างนี้เลยครับ

ไปญี่ปุ่นคนเดียว…เตรียมตัวดีไม่มีหลง

Leave a Reply

%d bloggers like this: