10 ข้อคิดทำตัวให้เป็นผู้นำที่โดดเด่นระดับแนวหน้า

ผมมีหนึ่งคำถามชวนให้พวกเราคิด “คุณคิดว่าใครน่าจะเป็นคนได้รับโอกาสที่ดีที่สุดในองค์กร ระหว่างคนทำงานเก่ง คนขยัน คนฉลาด และคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี?” เชื่อหรือไม่ว่าบางทีคนเก่งที่พรั่งพร้อมไปด้วยไอเดียเจ๋งๆ กลับไม่ได้เป็นคนถูกเลือกให้ไปต่อ แต่กลับเป็นคนที่นายใหญ่เกิดระลึกได้ว่าเขาผู้นี้เป็นคนที่แสดงศักยภาพออกมาให้เห็นชัดเจน เพราะฉะนั้นการทำตัวให้โดดเด่นจึงเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้คุณแจ้งเกิดได้ถึงแม้คุณจะไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด ขยันที่สุด ฉลาดที่สุด หรือมีคนรักมากที่สุดก็ตามที นี่คือ 10 ข้อคิดที่ผมพอจับใจความได้จากการนั่งฟัง Mr. Stephen Krempl นักเขียน นักพูด โค้ช ผู้มีประสบการณ์มากกว่า 20 ปีในการทำงานด้านการสื่อสารและการเรียนรู้ให้กับองค์กร Fortune 500 อย่างสตาร์บัคส์ โมโตโรล่า เป๊บซี่โค ฯลฯ พูดถึงเรื่อง Communicating with Impact (การสื่อสารที่สร้างผลกระทบ) ขอบคุณ Adecco Thailand มา ณ โอกาสนี้ที่ให้เกียรติเชิญเข้าร่วมงานสัมมนาดีๆ นี้นะครับ

Global Executive Mindset

24131657_10155895382716505_4952082247713190081_o1. The 5% Zone

ในสถานการณ์ปกติทั่วไป 95% ที่เราไม่ได้ถูกวัดผลประเมินแต้ม เราก็จะทำงานอยู่ภายใต้ comfort zone เรื่อยๆ ชิลๆ ตามความถนัด แต่ถ้าอยู่ในการประชุมที่นายและนายของนายเข้าด้วย คุณต้องใช้ความสามารถเหนือธรรมชาติหรือจะเรียกว่าเสแสร้งก็ได้เพื่อเรียกคะแนนความประทับใจด้วยวิธีการดังนี้ เช่น พูดเสียงดังกว่าปกติ (speak louder) ใส่พลังและอารมณ์ให้ผู้คนรับรู้ถึงความตั้งใจ (energey level up) เป็นนักสรุปประเด็นชั้นยอด (summarize key points) สื่อสารตรงจุดไม่ย้วยและไม่ท่วมน้ำ (get to the point quickly) และที่สำคัญพูดในสไตล์ที่แตกต่างจากคนก่อนหน้านี้ (be different) ความธรรมดาและไม่ธรรมดามันตัดกันที่ little extra 5% นี่แหละ

2. From Good to Great

From Good to Great การจะเปลี่ยนคนธรรมดาให้เป็นคนชั้นเลิศได้มันคือการตัดสินใจเลือกของตัวเราเองว่าเราต้องการผลลัพธ์ในระดับใด ถ้าทำเท่าเดิม เทียบเท่าหรือน้อยกว่าคนทั่วไป ไม่มีทางที่เราจะก้าวขึ้นสู่ระดับ top ได้ ความพยายามที่เพิ่มขึ้นหมายถึงการทำการบ้านหนักกว่าคนอื่น รู้ว่าเมื่อไหร่ควรพูด (เสนอหน้าเป็นคนแรกๆ ทันทีที่ได้รับโอกาส) เมื่อไหร่ควรปล่อยให้คนอื่นพูด (ตั้งใจฟังเพื่อเป็นการให้เกียรติผู้อื่น) ก่อนที่จะย้อนกลับมานำเสนอไอเดียเพิ่มเติมที่แตกต่างและสร้างคุณค่าให้กับหัวข้อนั้นๆ

3. Understand the Rules of the Game

วัฒนธรรมองค์กรแต่ละแห่งย่อมแตกต่างกัน บางที่ให้ความสำคัญเรื่อง seniority บางแห่งนับถือคนที่กล้าแสดงออก มีความ proactive มีความคิดสร้างสรรค์ (core value ขององค์กรน่าจะพอบอกได้ระดับนึง) แต่พอเราไปอยู่ในสังคมที่มีความหลากหลายเชิงวัฒนธรรม cross-culture เราก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ เราไม่สามารถนิ่งเงียบ มัวแต่จดบันทึกตามคำสั่งเพื่อนำนโยบายของนายไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัดในขณะที่การประชุมนั้นเป็นไปเพื่อการระดมความคิด เราไม่สามารถใช้ความอ่อนน้อมถ่อมตนพูดจาอ้อมค้อมแบบไทยสไตล์กับนายชาวอเมริกันได้ ประมาณว่าเข้าเมืองตาหลิ่วก็ควรหลิ่วตาตาม

4. Create your Green Xs

สัญญาณไฟเขียวเกิดขึ้นจากการเป็นนักฉวยโอกาส คือการสร้างลายเซ็นโชว์ผลงานหรือเรื่องราวดีๆ ให้นายจำได้และผู้คนกล่าวขานถึง ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะให้ผู้บริหารจำลูกน้องทุกคนได้ว่าคนไหนเก่งเรื่องอะไร จะดีกว่าไหมถ้าคุณสามารถสร้างสถานการณ์วีรบุรุษให้กับตัวคุณเอง เพื่อให้คุณเป็นที่จดจำไปตลอดกาล หนึ่งใน GEM (Global Executive Mindset) Model ที่เป็น Green X อันทรงพลังที่สุดคือการ Take ownership หรือการอาสาที่จะทำงานยากแทนผู้บริหาร เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่ผู้บริหารมีประโยคนี้ติดหัว “อ๋อ คนนี้เองที่รับงานยากไปทำจนสำเร็จเป็นรูปธรรม” โอกาสในการเติบโตในหน้าที่การงานของคุณก็อยู่เพียงแค่เอื้อมมือเท่านั้น

5. Show-off Setting

เมื่อไหร่ที่คุณได้เข้าไปอยู่ใน 5 สถานการณ์นี้ให้รู้ไว้ว่านี่คือ Show Time ที่คุณสามารถสร้างความประทับใจให้คนที่เข้าร่วมประชุมจดจำคุณได้ดี นั่นคือ การประชุมตัวต่อตัวกับนายใหญ่ (1 on 1 meeting) การประชุมทีม (team meeting, cross-functional meeting) การประชุมทางโทรศัพท์ (conference call) การนำเสนอผลงานทางธุรกิจ (business presentation) และงานสังสรรค์กับผู้บริหาร (company’s social event) ศิลปะในการขโมยซีนมีอยู่หลายวิธี แต่หนึ่งในวิธีที่ทุกคนควรหัดคือ “ความสามารถในการพูดกับใครก็ได้ และในเรื่องอะไรก็ได้”

6. Preparation does matter

สิ่งที่ทำให้คนบางคนดูเป็นมืออาชีพกว่าอีกหลายคนที่ดูธรรมดาหรือด้อยไปเลยนั่นคือการเตรียมตัว คนที่ฝึกซ้อมการนำเสนอมาอย่างดีย่อมดูคล่องแคล่วและดูฉลาดกว่าคนที่พูดตะกุกตะกักพายเรือวนอยู่ในอ่าง ไม่ปฏิเสธว่ามีบางคนที่อาจเก่งในการด้นสด แต่ส่วนมากคนที่เอาเวทีการประชุมอยู่มักเป็นคนที่เตรียมตัวมาดี โดยเฉพาะการซ้อมตอบคำถาม ลองหาเวลาดู TED Talk เจ๋งๆ แล้วคุณจะประหลาดใจว่าทำไมเขาถึงพูดได้น่าฟังเช่นนี้ หลังจากดูจบแล้วลองนึกตามเอาว่านักพูดเหล่านั้นเขาเก่งโดยกำเนิดหรือว่าเขาซ้อมมาเป็นอย่างดี?

7. No Fair Game

ข้ออ้างคำโตที่ใครๆ ก็ใช้กันเมื่อเหตุการณ์และผลลัพธ์มันไม่ได้เข้าข้างเรา ทำไมคนที่มีอายุงานนานกว่าจึงไม่ได้เงินเดือนสูงสุด? ทำไมคนที่ทำงานเบื้องหลังเก่งจึงไม่เคยอยู่ในสายตานาย? ทำไมคนที่พรีเซนต์งานเก่งถึงได้ดีเกินหน้าเกินตาเพื่อนร่วมงาน? เราไม่ได้จบนอกมาแล้วจะให้เราใช้ภาษาสู้เด็กจบนอกได้ยังไง? มันไม่มีอะไรแฟร์ในเกมที่เราไม่ได้เป็นคนกำหนดกติกาในการแข่งขัน เลิกขุดหาข้ออ้าง แล้วพัฒนาตัวเองขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ว่าเราเป็นคนที่คู่ควรกับตำแหน่งผู้บริหารคนถัดไป

8. Magic Numbering

การดึงความสนใจคนได้ตั้งแต่ประโยคแรกที่เอ่ยออกมาถือเป็นวลีทองคำที่เราต้องหมั่นฝึกให้เกิดความเชี่ยวชาญ นอกจากการสร้างประเด็นด้วยการถามคำถามที่แทงใจดำแล้ว ประโยคบอกเล่าที่ใช้ในการเริ่มออกตัว (Set-up Statement) ควรใส่ตัวเลขกำกับลงไปด้วย เช่น “มี 3 ประเด็นที่น่าสนใจที่ผมอยากไฮท์ไลท์ในการนำเสนอครั้งนี้ นั่นคือ 1 2 3” การใช้ตัวเลขเป็นการเกริ่นนำมันส่งผลทางจิตวิทยาให้สมองสามารถแบ่ง partition เป็นเรื่องๆ เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ ถ้าไม่เชื่อลองใช้ดูสักหน แล้วคุณจะอเมซิ่งกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

9. Manage your Little Voice

สาเหตุที่มนุษย์ส่วนใหญ่ใช้ศักยภาพของตัวเองได้ไม่เต็มที่ก็เพราะเชื่อฟังเสียงเล็กๆ 97% ที่คอยบอกว่าเราไม่สามารถ ไม่น่าทำ ไม่น่าเป็นโน่นนี่นั่นได้ พอโดนสกัดดาวรุ่งอยู่เป็นประจำ มันก็เลยเป็นความเคยชินให้เราเป็นคนชอบ play safe นิ่งเงียบเข้ามุม ปล่อยให้คนหัวขบวนใช้ 3% ที่มีสะกดจิตผู้ชมในห้องส่งจนอยู่หมัด little voice มีทั้งฝั่งมารและฝั่งเทพ คุณปล่อยให้ฝั่งไหนทำงานได้เต็มที่ ผลลัพธ์ก็จะสนองโอษฐ์ตามนั้นครับ จงจำไว้ว่า you will miss 100% of the shot you don’t take (คุณมีสิทธิ์พลาดเป้า 100% เต็ม เมื่อคุณไม่ยอมปล่อยบอลที่ถืออยู่ในมือ)

10. E = MC²

สูตรสำเร็จของการสื่อสารที่จับใจคนคือ Energy = Message X Communicate Confidently พลังงานที่เราสร้างขึ้นเกิดจากข้อความที่เราสื่อสารออกไปอย่างตรงประเด็นและด้วยความมั่นใจ ไม่ว่าคุณจะมีคำตอบที่ดีสำหรับทุกเรื่องหรือไม่ก็ตาม คุณต้องสามารถทำให้อีกฝ่ายรู้สึกได้ว่าคุณพร้อมที่จะรับมือทุกท่วงท่า การมี Mindset ที่ดีเป็นเรื่องที่ฝึกได้ขอให้คุณเข้าใจ Change Response Cycle นั่นคือภาพลักษณ์ (Image) จะเป็นตัวกำหนดความตั้งใจ (Intention) และวิธีการ (Approach) เลือกที่จะเป็นอย่างไหน ใส่ความพยายามในระดับใด ก็จะได้ผลลัพธ์มากได้เท่านั้น ในฐานะที่ตัวเองก็เคยทำงานกับองค์กรข้ามชาติอย่าง Andersen และ GE Capital และเข้าใจวัฒนธรรมการบริหารองค์กรแบบไทยอย่างที่ KBank ผมขอยืนยันว่าสิ่งที่ Mr. Stephen Krempl ถ่ายทอดให้ฟังเป็นของจริง เกิดจากประสบการณ์จริงที่พิสูจน์ได้ ในทุกที่ๆ ที่ผมเคยทำงานมา ผมเชื่อว่ามีคนที่เก่ง ขยัน และทุ่มเทให้กับองค์กรมากกว่าผมหลายเท่า แต่สิ่งที่เป็นบุญเก่าติดตัวมาคือ ผลงานที่เคยสร้างไว้มันเป็น Green Xs ที่ผู้บริหารยังจำได้ เขาว่ากันว่าถ้าคุณอยากเป็นนักปฏิบัติที่ดี คุณจำเป็นต้องมี Technical Skill ที่โดดเด่นเหนือใคร แต่ถ้าคุณอยากเติบโตเป็น High Pot ขององค์กร คุณจำเป็นต้องลงทุนในเรื่อง Communication Skill และเมื่อวันหนึ่งที่คุณได้เป็นผู้บริหารระดับสูงสุดขององค์กร สิ่งที่จำเป็นที่สุดในเวลานั้นคือ Vision & Leadership Skill วิสัยทัศน์และความเป็นผู้นำ

You don’t get promoted for being Smart, Hardworking or Having Plenty of Ideas but being Noticed by Senior Leaders

Leave a Reply

%d bloggers like this: