ชีวิตนี้มีเป้าหมาย ฉบับทุ่มทุนสร้าง อลังการปี 2556

เวลาผ่านไปรวดเร็วจังครับ เผลอแป๊บเดียวก็จะสิ้นปี 2013 แล้ว ปีนี้เป็นปีที่ 2 ที่ผมลงบันทึกกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตอย่างจริงจัง เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่ตั้งใจไว้กับสิ่งที่ทำได้จริงนั้นห่างกันแค่ไหน จะได้ไม่หลงทาง เผลอใช้ชีวิตไปเรื่อยเปื่อยจนต้องร้องเพลง “ไกลแค่ไหนคือใกล้”

ผมเชื่อว่าใครหลายๆ คนคงเคยตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองในวันปีใหม่ หรือที่เรียกกันว่า “New Year Resolution” บางคนตั้งใจที่จะเลิกบุหรี่ ลดน้ำหนัก เก็บเงินซื้อบ้าน รถ หรือทำอะไรแปลกใหม่ให้ชีวิตมันกระชุ่มกระชวย แต่เชื่อหรือไม่ว่าคนส่วนใหญ่มักวางแผนอยู่ในหัว แต่ก็ไม่ได้ลงมือทำหรือทำไม่ได้อย่างที่ตั้งใจไว้ ถึงแม้จะทำได้จริงก็ตาม แต่ก็อาจละเลยหรือละทิ้งเป้าหมายอื่นๆ ที่ควรได้รับการดูแลไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

ผมไม่กล้าใช้มาตรฐานของตัวเองเป็นบรรทัดฐานในการกำหนดและติดตามเป้าหมายชีวิตให้แก่ใคร แต่ขออนุญาตแบ่งปันสิ่งที่ได้ทำไว้ในปีที่ผ่านมาเพื่อเป็นวิทยาทานหรือเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครบางคนที่ชอบบ่นว่า “ชีวิตนี้ไม่เคยทำอะไรได้ดั่งใจ” ลองอ่านดูตั้งแต่ต้นจนจบแล้วคุณจะเห็นด้วยกับผมว่า มันไม่ง่ายเลย แต่ก็ไม่ยากเกินไปนักถ้ารักที่จะทำ

Goal Setting

ถ้าเทียบกันแล้ว ระหว่างการวางเป้าหมายทางธุรกิจแม้จะสำคัญขนาดไหน ก็ไม่เท่ากับการวางเป้าหมายในการใช้ชีวิต เพราะชีวิตไม่ได้มีด้านงานเพียงด้านเดียว เพียงแต่คนส่วนใหญ่ไม่เคยคิดที่จะกำหนดตัวชี้วัดด้านอื่นๆ ที่ไม่เคยถูกประเมินต่างหาก ลองค้นหาตัวเองว่ามีอะไรบ้างที่เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คุณพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า “ชีวิตฉันช่างมีความสุขเหลือเกิน”

สำหรับผมแล้ว ผมแบ่งเป้าหมายในชีวิตไว้เป็นด้านใหญ่ ๆ 4 ด้าน (ด้านธุรกิจ, ด้านการเงิน, ด้านคุณภาพชีวิต และด้านสังคม/ความสำเร็จส่วนตัว) กรุณาคลิ๊กที่รูปเพื่อดูประกอบคำอธิบายครับ

ด้านธุรกิจ: คือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอาชีพการงาน การได้ทำงานที่ตัวเองรัก ให้เวลากับมัน ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยสิ่งที่ทำนั้นต้องไม่คุกคามอีก 3 ด้านซึ่งมีค่าไม่แพ้กัน มนุษย์เงินเดือนหรือเจ้าของกิจการมักให้ความสำคัญกับด้านนี้มากที่สุด เพราะคิดว่ามีผลต่อด้านการเงิน จนลืมไปว่า ถ้าเราทำงานหนักจนล้มป่วย สูญเสียคนที่รักไป หรือแม้กระทั่งไม่เคยได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ให้รางวัลกับตัวเอง ชีวิตนี้อยู่ไปก็ไลฟ์บอย (หมายถึงไม่มีความหมายอย่างที่มันควรเป็น)

ด้านการเงิน:

เราคงไม่ปฏิเสธว่าการหาเงิน สร้างรายได้ เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดปัจจัยหนึ่ง แต่อย่าลืมนะครับสมการของความมั่งคั่งไม่ได้เกิดจากการหารายได้เพียงอย่างเดียว มันยังเกิดจากการประหยัดค่าใช้จ่าย การรู้จักลงทุนให้เงินมันงอกเงยด้วย ฉะนั้น Personal Wealth หรือความมั่งคั่งส่วนบุคคลจึงเท่ากับ Personal Income (รายได้) หลังจากหัก Personal Expense (ค่าใช้จ่าย) + Saving (เงินออม) ที่สะสมมาตั้งแต่เริ่มมีรายได้ + Investment (การลงทุน) ทั้งในอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจ หุ้น กองทุน ฯลฯ ที่ทำให้เงินงอกเงยบนความเสี่ยงที่ตัวเองสามารถรับได้ (แนะนำให้อ่านเพิ่มเติมในบทความประหยัดภาษีฉบับมนุษย์เงินเดือน ที่ผมเคยเขียนไว้ก่อนหน้านี้) รู้ก่อนรวยก่อน รู้คุณค่าของเงินที่หามาแล้วคุณจะได้ใช้เงินอย่างไม่สิ้นคิด

ด้านคุณภาพชีวิต:

ชีวิตจะด้อยคุณภาพหรือเพิ่มมูลค่าขึ้นอยู่การบริหารจัดการเวลาให้กับสิ่งต่างๆ รอบตัวที่นอกเหนือจากเรื่องอาชีพและการเงิน ในที่นี้ผมให้ความสำคัญกับดัชนีชี้วัดด้านสุขภาพร่างกาย/สุขภาพจิตใจ (แนะนำให้อ่านเพิ่มเติมกับบทความ สุขกายอยู่ได้ สุขใจอยู่ง่าย ที่เคยเขียนไว้ในบล๊อกนี้เช่นกัน) อย่าลืมนะครับว่าจะมีเงินมากขนาดไหน แต่ถ้าต้องเอามาใช้รักษาร่างกายตัวเอง นับว่าไม่คุ้มกันเลย อะไรๆ ก็พอหาซื้อได้ แต่ถ้าอยากได้สุขภาพร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงสมบูรณ์ ต้องทำเองครับ โดยส่วนตัว ผมได้เพิ่มเรื่องเป้าหมายในการออกเดินทางเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพชีวิตด้วย เพราะมันเปรียบเสมือนรางวัลที่เราให้กับชีวิต เรียกว่าใช้ให้คุ้มตราบที่ยังมีกำลังและไม่แก่จนเกินไป 555

ด้านสังคม/เป้าหมายความสำเร็จส่วนตัว: ด้านนี้ถือเป็นเรื่องปัจเจกส่วนบุคคล ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกคน สำหรับผมมันคือคุณค่าของการมีชีวิตเพื่อตัวเองและเพื่อคนอื่น ในที่นี้ผมให้ความสำคัญกับการมีเวลาอยู่ดูแลบุพการี (การไปสวนลุมเป็นเพื่อนพ่อ/แม่, พาพ่อไปตัดผม, พาแม่ไปไหว้เจ้า ถือเป็นกิจกรรมที่พยายามทำไม่ให้ขาด) การได้ทำกิจกรรม/บริจาคปัจจัยเพื่อทำนุบำรุงศาสนา อย่างการถือศีล ฟังธรรม นั่งวิปัสสนา ร่วมงานบุญถือหนึ่งในวิธีฝึกฝนตนให้มีจิตใจที่อ่อนน้อมและห่างไกลจากกิเลส สำหรับการมีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อสังคมก็เพื่อให้เราเป็นคนที่รู้จักเสียสละ ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง และท้ายที่สุดผมยังได้เพิ่มกิจกรรมพิเศษขึ้นมาอีกหมวด ทั้งนี้ก็เพื่อฝึกตัวเองให้มีทักษะใหม่ๆ หรือเกิดความภาคภูมิใจจากสิ่งที่ได้ทำไปในปีที่ผ่านมา

My Life Target and Result on MindMap (by @somchartlee)
My Life Target and Result on MindMap (by @somchartlee)

Evaluating Myself

จากเป้าหมายด้านต่างๆ ที่ผมกำหนดไว้ในทั้ง 4 ด้าน สามารถแตกแยกย่อยเป็น 12 ข้อย่อย สรุปโดยรวมแล้วผมค่อนข้างทำได้ดีมากๆ ในเรื่องคุณภาพชีวิต ก็เล่นใช้ชีวิตซะคุ้มค่าทุกนาที ว่างเป็นไม่ได้ ต้องหาอะไรทำหรือไม่ก็หาข้ออ้างในการออกเดินทางเพื่อหาแรงบันดาลใจ ผมพยายามรักษาสุขภาพด้วยการหมั่นออกกำลังกายอย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 ครั้ง และควบคุมน้ำหนักไม่ให้ไหลไปตามอาหารที่กิน โชคดีที่สามารถรั้งเอาไว้ได้ทันก่อนที่มันจะเลยเถิดจนแตะเลข 7 ผมมีความสุขมากๆ ทุกครั้งที่ได้ออกเดินทาง ไม่ว่าจะด้วยเรื่องงานหรือเรื่องเที่ยว ในปีนี้ถือว่าทำลายสถิติชีพจรลงเท้าเลยทีเดียว

เรื่องถัดมาคือด้านการเงิน โชคดีที่เป็นคนโสดไม่มีภาระค่าใช้จ่ายอะไรมาก นอกจากเงินที่เจียดออกมาให้แม่ไว้ใช้ในแต่ละเดือน สิ่งนี้คือสิ่งที่ภาคภูมิใจอย่างหนึ่ง เพราะกล้าพูดได้ว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ล้วนหามาเอง เก็บหอมรอมริบมาเรื่อยตลอดระยะเวลากว่า 15 ปี ยังไม่ถึงขั้นเป็นมหาเศรษฐี เอาเป็นว่าพอมีพอกินตามอัตภาพ พยายามแปลงเงินสดให้กลายเป็นเงินลงทุนให้มากที่สุด จะได้ไม่ใช้เงินมือเติบเกินตัวเหมือนช่วงวัยรุ่น นโยบายการเงินที่ผมใช้คือ เก็บเงินสดไว้ไม่เกิน 10% ของมูลค่าสินทรัพย์ที่มี โยนเข้ากองทุนรวมประมาณ 50-60% สะสมเงินเข้าประกันชีวิตอีก 5-10% ที่เหลือซื้อทองและอสังหาริมทรัพย์เก็บไว้ประมาณ 30-35% ถือเป็นการกระจายความเสี่ยงแบบพอดีงามเพื่อให้แน่ใจว่ามีหลักประกันไว้ใช้หลังเกษียณโดยไม่ต้องอดๆ อยากๆ (ใครอยากรู้ว่าต้องออมเท่าไหร่ จึงมีเงินพอใช้ยามเกษียณ ให้ลองคำนวนจากโปรแกรมนี้ครับ)

สำหรับเป้าหมายด้านสังคมนั้นทำได้ดีพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องงานเขียนที่เริ่มกลายเป็นงานประจำที่แม้จะไม่ก่อให้เกิดรายได้มากนัก แต่มันทำให้เกิดความสุขใจอย่างบอกไม่ถูก กิจกรรมทางศาสนาก็มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ผมเป็นคนไม่ค่อยห่างวัดแต่ก็มักละเลยกิจกรรมการนั่งสมาธิและการบำเพ็ญประโยชน์พอสมควร ปีหน้าขอฮึดดูอีกสักหนโดยจะไม่อ้างว่าไม่มีเวลา อีกอย่างที่ต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วนคือ การใช้เวลาอยู่กับคุณพ่อและคุณแม่ให้มากขึ้น ท่านอายุมากแล้ว เราควรมีโอกาสได้ปรนนิบัติท่านเพื่อเป็นการตอบแทนคุณในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่กับเรา เรื่องนี้ห้ามผัดวันประกันพรุ่งเด็ดขาด

ด้านสุดท้ายที่อาจทำได้ไม่ดีนักกลายเป็นเรื่องงานซะงั้น ผมใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับงานด้านการฝึกอบรม การเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อการตลาด การสร้างแบรนด์ และการบริหารความสัมพันธ์และประสบการณ์ของลูกค้า จนไม่ค่อยมีเวลามาดูแลกิจการงานที่ปรึกษาของตัวเอง และอีกข้อที่ผมได้ติดค้างไว้ถึง 2 ปี นั่นคือการเข็นงานพ็อกเก๊ตบุ๊คส่วนตัวออกมา สัญญาว่าปีหน้าจะไม่ทำให้ทุกคนที่เฝ้าถามหาผิดหวังอีกแน่นอน

รู้่ว่ามันยังไม่สมบูรณ์แบบอย่างที่มันควรเป็น แต่อย่างน้อยมันทำให้ผมรู้ว่าไม่ควรประมาทในเรื่องที่เราให้ความสำคัญกับชีวิต ไม่ต้องเยอะข้อแต่ขอทำให้มันให้ดีที่สุด สมความตั้งใจ ปีหน้ามาลุุ้นกันอีกครั้งว่ามันจะทะลุกลายเป็นบวกได้มากกว่าเก่าหรือไม่ เป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ

ผมทำหน้าที่ของผมแล้ว แล้วคุณล่ะพร้อมที่จะทำหน้าที่ของคุณแล้วหรือยัง

Highlights of the Year

ผมขอดึงเหตุการณ์เด็ดที่เกิดขึ้นในปีนี้ขึ้นมาแชร์สักเล็กน้อย เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับตัวเองและกับเพื่อนๆ ที่อยากจะมีเรื่องให้น่าจดจำกับเขาบ้าง

1) Founding new Business

ผมตัดสินใจจดทะเบียนก่อตั้งธุรกิจใหม่กับเพื่อน ณ วันที่ 28 ก.พ. เพื่อให้บริการด้านคำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ การสื่อสารการตลาด งานออกแบบสื่อต่างๆ รวมถึงการบริหารจัดการคอนเทนต์ โดยใช้ชื่อว่า CREATIVE MATTERS, The Bright key to achieve the Bright Results สนใจติดต่อใช้บริการคลิ๊กที่นี่เลยครับ www.creativematters.co.th

www.creativematters.co.th
www.creativematters.co.th

2) Globe Trotting

ปีนี้เป็นอีกหนึ่งปีที่ชีพจรลงเท้าสุดๆ เดินทางภายในประเทศถึง 20 ทริป และไปต่างประเทศถึง 5 หน ตั้งแต่พาแม่ไปไหว้พระที่ฮ่องกง (อ่าน ฮ่องกงเกาะสวรรค์ของนักชิมตัวยง) ไปเที่ยวเมืองซาปาในหน้าแล้ง ไปเที่ยวโฮจิมินห์ซิตี้ในหน้าฝน และแพ็คกระเป๋าเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นคนเดียวในช่วงที่ร้อนสุดๆ สงสัยจะต้องตั้งฉายาใหม่ให้กับตัวเองว่า “เจ้าพ่อนักเที่ยวหน้าโลว์” จะว่าไปแล้วผมเริ่มอภิเชษฐ์กับการเดินทางสวนกระแสชาวบ้านเขา แม้อากาศจะไม่เอื้ออำนวยเท่าไหร่แต่ก็สามารถทำให้หลบหลีกผู้คนนับหมื่นแสนบนถนนเส้นเดียวกัน ล่าสุดแอบเก็บตังค์โฉบไปเที่ยวยุโรปสัก 2 อาทิตย์ ตะลุยถ่ายภาพไม่ยั้งท่ามกลางอากาศอันหนาวเหน็บที่เมืองบราติสลาวา (ประเทศสโลวาเกีย) ปราก (ประเทศเชค) เวนิซ ฟลอเรนซ์ และ โรม (ประเทศอิตาลี) (ติดตามเรื่องราวการผจญภัยของไช้ชวนทัวร์ รวมถึงภาพเด็ดที่ถ่ายมากับมือได้ที่นี่บนบล็อกนี้เร็วๆ นี้ครับ)

Colorful City of the World-Venice, Italy
Colorful City of the World-Venice, Italy

ทิ้งท้ายด้วยการฝากบันทึกการเดินทางทั้งหลายก่อนหน้านี้ให้ทุกท่านได้ชื่นชมไปด้วยกันครับ (ซาปาฉันรักเธอ..ปฐมบท), (ซาปาฉันรักเธอ..ปัจฉิมบท), (โฮจิมินห์ซิตี้..ตอนกินอยู่อย่างเวียด), (โฮจิมินห์ซิตี้..ตอนตะลุย แชะ ชิม ช้อป), (ไปญี่ปุ่นคนเดียว เตรียมตัวดีไม่มีหลง), (Kyoto, I love you), (My Deer Nara), (Koyasan, The Miracle of Peace), (Osaka, Aha Aha I like it), (Italian Job, the Slice of life)

3) Show Time

นับเป็นความท้าทายอีกงานหนึ่งที่ได้มีโอกาสได้ลองทำรายการทีวีเป็นครั้งแรกในช่วงเดือนเมษายน ถึงแม้จะทำได้ไม่ดีสักเท่าไหร่ แต่ก็ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ของการทำงานเบื้องหน้ามาไม่ใช่น้อย นอกจากจะต้องใช้ความรู้รอบตัวและการเตรียมตัวเหมืองานบรรยายแล้ว พิธีกรดำเนินรายการยังต้องใช้ปฎิภาณไหวพริบที่เฉียบคมในการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าอีกด้วย แวะไปชมเทปย้อนหลังของรายการ “ตลาดนักคิด นักคิดการตลาด” ได้บน Youtube ของช่อง Smart SME ครับ

4) MC on Stage

เป็นพิธีกรและวิทยากรในงานสัมมนามาแทบนับครั้งไม่ถ้วน ครั้งนี้เป็นครั้งที่ตื่นเต้นมากที่สุด เพราะมีแฟนรายการอายุน้อยร้อยล้าน มาร่วมงานนับพันคน บวกกับแขกรับเชิญทั้งไซส์เล็กและใหญ่ที่ปรากฎตัวมากจนแน่นเวที ขอบคุณน้องก้อง และยิบโซ ที่มีโอกาสได้ร่วมงานกัน ทั้งสองเป็นผู้ดำเนินรายการที่มีความเป็นธรรมชาติสูงมาก สามารถแฝงสาระความรู้ปนความเฮฮาชนิดที่หาตัวจับได้ยากทีเดียว ขอเป็นกำลังใจให้รายการนี้อยู่คู่คนไทยตราบนานเท่านานครับ ติดตามกิจกรรมและข่าวสารของรายการนี้ได้ทาง Facebook อายุน้อยร้อยล้าน (www.facebook.com/ryounoi100lan) แล้วปีหน้าเราอาจได้พบกันกับผม ในอายุน้อยร้อยล้าน on tour ณ ที่ใดที่หนึ่งของประเทศไทย สนใจจัดงานสัมมนาแบบยกรายการมาไว้ตรงหน้ากรุณาติดต่อทีมงาน Mushroom TV นะครับ

อายุน้อยร้อยล้าน On Stage at Siam Pavalai, Paragon Cineplex, Nov 5
อายุน้อยร้อยล้าน On Stage at Siam Pavalai, Paragon Cineplex, Nov 5

5) On GM Biz Magazine Cover

หลายคนอาจไม่ทราบว่าผมเป็นหนึ่งในคอลัมนิสต์ของนิตยสาร GM Biz ตั้งแต่ฉบับแรกเมื่อหลายปีที่แล้ว เริ่มต้นเปิดคอลัมน์ที่ชื่อว่า SME Wisdom แนะนำกลยุทธ์การตลาดสำหรับเอสเอ็มอี จนมาทุกวันนี้ได้เปลี่ยนคอลัมน์เป็น Think Out Loud เพื่อแชร์ประสบการณ์และมุมมองที่กว้างขึ้นสำหรับนักคิด นักบริหาร และผู้ประกอบการ สามารถติดตามหยิบอ่านได้ฟรีตามร้านกาแฟ และร้านอาหารชั้นนำทั่วไป หรือสามารถโหลดเป็น eBook ผ่าน Application ในเครือ GM Group ได้ฟรี ไม่เสียเงินครับ

GM Biz ฉบับเดือนตุลาคม 2556
GM Biz ฉบับเดือนตุลาคม 2556

6) Upon the Finish Line

สำหรับบางคนการวิ่งมาราธอนถือเป็นเรื่องที่ง่ายดาย แต่สำหรับผมมันเป็นเรื่องที่ยากมากครับ ขนาดว่าปีนี้ใช้เวลาฝึกซ้อมวิ่งอยู่ที่สวนลุมอยู่นานสองนาน แต่ก็วิ่งได้ไกลที่สุดเพียง 7 กิโลเมตรเท่านั้น และนี่คงถึงเวลาแล้วที่ผมจะท้าทายศักยภาพในการวิ่งของตัวเอง Bangkok marathon ปีนี้ผมตั้งใจจะมาทำลายสถิติของตัวเองให้ได้ มีอยู่แวบนึงผมหวนคิดถึงบทความที่เคยเขียนไว้ในบล็อกของตัวเอง (รัก 7 ปีดี 7 หน มุมมองของชีวิตคน 3 วัยLife is like a marathon, it is long, tedious, time-consuming but yet fulfilling once you have made it to the finish line ชีวิตก็เหมือนกับการวิ่งมาราธอน มันไกล มันเหนื่อย มันต้องใช้เวลา แต่กลับมีคุณค่าเมื่อคุณได้ก้าวเท้าเข้าถึงเส้นชัย ขอบคุณเพื่อนโจ้ที่ยัดเยียดคะยั้นคะยอจัดการสมัครให้เสร็จสรรพ และขอบคุณวิทย์ที่วิ่งเป็นเพื่อนกันจนแตะเส้นชัยด้วยระยะทาง 10 กม. ภายใน 75 นาที ดีที่สุดเท่าที่เคยทำมา ถ้าผมทำได้ คุณก็ทำได้เช่นกันครับ ไม่แน่สักวันนึงเมื่อฝึกซ้อมมาเป็นอย่างดี เราอาจได้เจอกันกับเป้าหมายถัดไป Half marathon 21.097 กิโลเมตร

My first mini-marathon, Nov 17
My first mini-marathon, Nov 17

และนี่คือเสี้ยวหนึ่งของผลงานและความสำเร็จที่ขอบันทึกไว้ในความทรงจำ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับตัวเองในการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นไปอีกขั้น เท่าที่ใจจะไปถึง

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจตั้งเป้าหมายและบันทึกการเดินทางตลอดปี ผมแนะนำให้ใช้เครื่องมือทั้ง 4 นี้ในการเก็บข้อมูลและบันทึกเรื่องราวต่างๆ กันหลงลืม 1) โทรศัพท์มือถือจดตารางงานและกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน บันทึกไว้ในปฏิทินหรือ Google Calendar 2) ถ่ายข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือลงสมุดโน้ตเล่มเล็ก แล้วแปลงเป็น KPI (ตัวชี้วัด) ในด้านต่างๆ เพื่อให้สามารถติดตามหรือนับจำนวนครั้งของแต่ละกิจกรรมที่ทำไปได้อย่างเป็นระบบ 3) ใช้ Excel ในการเก็บบันทึกกิจกรรม Highlight ในแต่ละเดือน แต่ละปี เพื่อให้คุณสามารถดูได้ย้อนหลังว่ามีเหตุการณ์สำคัญอะไรเกิดขึ้นที่ไหนและเมื่อไหร่ 4) ผมใช้ Mindmap ในการสรุปผลเพื่อวิเคราะห์ว่าตัวเองทำได้ดีในเรื่องไหน และมีเรื่องอะไรบ้างที่ยังต้องปรับปรุง

ทั้งหมดนี้ถือเป็นเทคนิคส่วนตัว สำหรับผมมันคือเรื่อง amazing ที่ยังจำได้ว่าเราเคยทำอะไรไปบ้าง อย่างน้อยมันก็ช่วยเตือนให้เราไม่ใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างทิ้งขว้าง อย่างมากมันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิต หรือการคิดริเริ่มทำอะไรใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและคนรอบข้างขอให้คุณสนุกกับการเริ่มต้นใหม่ แล้วคิดได้สักทีว่าคุณเกิดมาเพื่ออะไร เพื่อใคร แล้วมันจะดีแค่ไหนที่รู้ว่า

“ความสุขและความสำเร็จมันอยู่แค่เอื้อม เพียงแค่คุณได้เริ่มลงมือทำ”

Leave a Reply

%d bloggers like this: