สุขกายอยู่ได้ สุขใจอยู่ง่าย

เมื่อตอนยังเป็นเด็กน้อยอายุ 10 ขวบ ของขวัญที่อยากได้มากที่สุดคือ “ของเล่น” พอโตขึ้นมาก้าวเข้าสู่วัยเรียนอายุสัก 20 ปีก็อยาก “สำเร็จการศึกษา” ได้ปริญญาเกียรตินิยมไว้อวดพ่อแม่ พอย่างเข้าสู่วัยทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน อายุเริ่มแตะ 30 ปี ความอยากมันเริ่มเยอะไปหมด ทั้งอยากมี “รถเป็นของตัวเอง”, อยากได้ “โบนัสก้อนโต”, อยาก “ได้รับการโปรโมทเลื่อนขั้น มีตำแหน่ง และชื่อเสียง” และที่สำคัญคืออยาก “รวย” และอยากมี “ธุรกิจเป็นของตัวเอง” เชื่อหรือไม่ว่าพอมาถึงวันนี้ ความต้องการมันเปลี่ยนไป สิ่งที่อยากได้มากที่สุดตอนนี้ กลับไม่ใช่วัตถุสิ่งของ แต่กลายเป็น “สุขภาพ”

ความอ่อนเยาว์หายไปตามกาลเวลา แต่ Divana Clinic ช่วยคุณได้
ความอ่อนเยาว์ภายนอกพอได้อยู่ แต่ความอ่อนเยาว์จากภายในต้องรักษา

30 กว่าปีที่ผ่านมา ผมใช้ร่างกายและสมองคุ้มเหลือเกิน ทั้งเที่ยวเล่น เดินทาง ทำงาน ทุกอย่างทำแบบสุดโต่ง เรียนต้องให้ได้ที่หนึ่ง ทำงานต้องทุ่มเทสุดๆ พอถึงบทกินเที่ยวก็สุดๆ เหมือนกัน ไปมันทุกที่ กินมันทุกอย่าง โชคดีที่เป็นคนไม่เคยแพ้อะไร หมายถึง…กินได้ทุกอย่าง ไม่มีโรคประจำตัว และไม่เคยเจ็บป่วยถึงขั้นต้อง admit เข้าโรงพยาบาล Knock Knock Knock…. พออยู่มาวันหนึ่งเริ่มคิดได้ว่า เอ๊ะ..เราชักจะเอาเปรียบร่างกายตัวเองมากเกินไปแล้ว ถ้าเกิดมันประท้วงหยุดงานขึ้นมาล่ะจะทำยังไง? มันเริ่มมีสัญญาณเตือนอะไรบางอย่างที่ทำให้รู้ว่าร่างกายมันโทรมเกินกว่าที่จะเราใช้มันอย่างหักโหมต่อไป อาการที่ว่ามีตั้งแต่

  • กินอาหารไม่ตรงเวลา นอนดึก เครียด ทำให้เกิดอาการกรดไหลย้อน
  • ปวดเมื่อย เจ็บบ่าไหล่และหลัง นิ้วล๊อค คอเคล็ด เป็นเหตุให้ติดหมอ(นวด) เพราะปวดเรื้อรัง นวดเท่าไหร่ก็แก้ไม่ยอมหายขาด (นี่คือลักษณะอาการ Office Syndrome)
  • ปกติเป็นหวัดเดี๋ยวเดียวหาย เดี๋ยวนี้เชื้อชั่วมันแรง ฆ่าไม่ยอมตาย ติดหวัดทีเล่นเอางอมเป็นอาทิตย์เลย
  • พออายุเลย 30 ปีขึ้นไป ร่างกายมันไม่ค่อยยอมเผาผลาญ น้ำหนักเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยปีละหนึ่งกิโล
  • ผลตรวจสุขภาพประจำปีส่อไปในทางต้องสงสัย โดยเฉพาะ ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้น, คลอเรสเตอรอล (LDL ขึ้น HDL ตก), ค่ายูริคสูงเกินพิกัด และดูเหมือนจะมีไขมันเลื่อมๆ เกาะอยู่ที่ตับ ทั้งๆ ที่เป็นคนไม่ดื่มเหล้าและสูบบุหรี่
  • ผมที่เคยดกดำ เริ่มบางลงและเปลี่ยนสีให้เห็นกันแบบจะจะ เดือดร้อนจนต้องวิ่งแจ้นไปหาหมอ เพราะกลัวหัวล้านก่อนวัยอันควร
  • ใบหน้าเริ่มมีรอยเหี่ยวย่น มีริ้วรอยเห็นเด่นชัดโดยไม่ต้องส่องกล้องจุลทรรศน์ ถึงแม้จะใช้ผลิตภัณฑ์เสริมความงามและอาหารเสริมช่วยรั้งไว้ทุกวิถีทางแล้วก็ตาม

จริงๆ ก็ไม่อยากจะยอมรับว่าตัวเองแก่แล้วนะ เพราะมีบางคนชมว่าเรายังดูไม่แก่อย่างที่คิด (แม้เขาจะไม่ได้คิดอย่างที่พูด อย่างน้อยมันก็ทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเองขึ้นมานิดนึง) เรื่องของสุขภาพจึงเป็นเรื่องที่รอไม่ได้จริงๆ และนี่คือที่มาที่ทำให้ผมตัดสินใจลุกขึ้นมาปรับวงจรชีวิตใหม่อีกครั้ง เพื่อฟื้นฟูความอ่อนเยาว์จากภายใน (ศัลยกรรมอาจช่วยทำให้คนดูหล่อสวยขึ้นได้ แต่ถ้าปล่อยให้อวัยวะภายในแก่และเสื่อมก่อนเวลา ถึงเวลานั้นอาจต้องพึ่งศัลยแพทย์)

ของขวัญวันเกิดปีนี้

present1ปีที่ผ่านๆ มาก็ให้ของขวัญตัวเองด้วยการซื้อของที่ตัวเองอยากได้ ไปเที่ยวในที่ๆ อยากไป เข้าวัดเข้าวา ไหว้พระ ถวายสังฆทาน ตักบาตร สวดมนต์ ทำทาน ทำบุญ ปล่อยปลา บริจาคเลือด เหมือนที่ใครหลายคนทำกัน แต่ปีนี้จะพิเศษกว่าปีอื่น ตรงที่ผมลงทุนซื้อคอร์สตรวจและดูแลรักษาสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Diagnosis & Care Approach) เริ่มต้นด้วยการไปตรวจสุขภาพแบบครบเซ็ต (ทั้ง Live Blood Cell Analysis, EIS Bio-Scan, Food Intolerance Test และ Specific Blood Test) ตรวจกันอย่างจริงจัง จะได้รู้กันไปเลยว่าสภาพร่างกายตอนนี้เป็นอย่างไร จะต้องปรับทัศนคติในเรื่องการกิน การออกกำลังกาย การทำงาน และการพักผ่อนยังไงให้ชีวิตกลับสู่สภาพที่สมดุลขึ้น ขอบคุณ คุณหมอศิต และหมอซี ที่ Divana Clinic ที่ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์มากๆ ในหลายๆ เรื่อง บางเรื่องที่คิดว่าตัวเองรู้แล้ว แต่พอคุณหมออ่านผลและวิเคราะห์ค่าต่างๆ ให้ฟังแบบเจาะลึก เลยทำให้เข้าใจว่า คงต้องมีใครหลายคนที่เป็นเหมือนเรา คือเข้าใจอะไรผิดเกี่ยวกับการดูแลรักษาสุขภาพ ผมเลยตั้งใจเขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นมาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ถือเป็นของขวัญชิ้นพิเศษที่ผมตั้งใจมอบให้กับตัวเองและกับทุกคนที่เริ่มห่วงใยสุขภาพของตัวเอง

สำหรับคนที่ใกล้ถึงเวลาตรวจสุขภาพประจำปี ถือว่าโชคดีมาก เพราะช่วงนี้เป็นช่วง Prime Time ที่แต่ละโรงพยาบาลแข่งกันออกโปรโมชั่นลดราคากันยกใหญ่ ผมได้รวบรวมลิงค์โปรแกรมตรวจสุขภาพตามโรงพยาบาลดังๆ มาให้ดูครับ (ผมแนบลิงค์เฉพาะโรงพยาบาลที่เคยไปตรวจมาครับ)

จะว่าไปแล้วตอนนี้ราคาและการบริการของโรงพยาบาลแต่ละแห่งนั้นไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร่ ผลตรวจออกมาได้มาตรฐานทุกที่ ทว่าคุณหมอส่วนใหญ่มักไม่ค่อยมีเวลาในการอธิบายผล ทำความเข้าใจ และช่วยแนะนำวิธีการปรับพฤติกรรมของคนไข้ รอให้ป่วยหนักแล้วค่อยมาว่ากัน ที่ผ่านมาผมเลยไม่ค่อยรู้สึกฟินกับที่ใดที่หนึ่งเป็นพิเศษ ด้วยความบังเอิญว่าเดือนที่ผ่านมามีโอกาสได้ไปรับเชิญไปบรรยายหัวข้อการตลาดให้กับผู้บริหารโรงพยาบาลแห่งหนึ่งฟัง เลยจัดเต็มระบายความในใจให้รู้ว่า “แท้ที่จริงแล้วลูกค้าต้องการอะไรจากหมอ”

ผลตรวจสุขภาพประจำปีบอกอะไรเรา?

โดยทั่วไปใครที่ทำงานอยู่บริษัท ก็มักจะได้รับแพ็คเกจตรวจสุขภาพประจำปีอยู่แล้ว จะได้ตรวจแบบมาตรฐานหรือแบบละเอียดนั้นขึ้นอยู่กับอายุหรือตำแหน่งขององค์กร ผมเชื่อว่ามีน้อยคนที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าผลตรวจที่ออกมานั้นกำลังบอกอะไรกับเรา? โดยมากเราก็จะรู้ผิวเผินดูเป็นไม่กี่อย่าง

  • Glucose (ระดับน้ำตาลในเลือด) ควรอยู่ในระดับ 70-99
  • Cholesterol (ระดับไขมันในเลือด) ไม่ควรเกิน 200
  • LDL/HDL Ratio (สัดส่วนของไขมันเลวต่อไขมันดี) ไม่เกิน 3 เท่า
  • LDL (ไขมันเลว) ไม่ควรเกิน 130
  • HDL (ไขมันดี) มากกว่า 40 ขึ้นไป แต่ก็ไม่ควรเกิน 70
  • Triglycerides (ไตรกลีเซอไรด์) ไม่ควรเกิน 150
  • SGOT(การทำงานของตับ) ควรอยู่ในระดับ 15-41
  • SGPT (การทำงานของตับ) ควรอยู่ในระดับ 0-44
  • BUN (การทำงานของไต) ควรอยู่ในระดับ 8-20
  • URIC Acid (กรดยูริค) ควรอยู่ในระดับ 4.8-8.7

คำถามคือ “ถ้าผลทุกอย่างออกมาดูดีอยู่ในเกณฑ์ทั้งหมด ถือว่าเราสุขภาพดีปลอดภัยไร้โรคแล้วใช่มั๊ย?”

คำตอบคือ “ไม่ใช่” ค่าเฉลี่ยที่เราเห็นเป็นแค่ Range กว้างๆ ของคนทั่วไป คนที่มีโรคประจำตัวอาจจำเป็นต้องดูค่าอื่นประกอบด้วย ค่าสำคัญที่เราควรดูอีกอย่างก็คือการเปรียบเทียบผลลัพธ์ปีต่อปี ว่าแต่ละตัวมันปรับตัวแปรผันไปในทางไหน ทางที่ดีขึ้นหรือว่าแย่ลง คุณหมอได้ให้คำอธิบายอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือ ถ้าตัวเลขตัวใดตัวหนึ่งของเราอยู่ปริ่มไปทางด้านขวาจัดหรือซ้ายจัด นั่นหมายความว่าอวัยวะส่วนนั้นของเราอาจทำงานได้ไม่เต็มที่ หรืออาจเสื่อมไปแล้วไม่ต่ำกว่า 20-30% หรืออีกนัยหนึ่ง มันอาจสายเกินไปหรือแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะให้มันกลับมาใช้งานได้เต็มร้อยเหมือนเดิม ฉะนั้นอย่าชะล่าใจไปนะครับ เราต้องหมั่นดูแลรักษาร่างกายตัวเองอย่าให้ทรุดโทรมเกินกว่าจะซ่อมได้ทัน (คลิ๊กที่นี่เพื่ออ่านผลการตรวจสุขภาพในเบื้องต้น)

สิ่งที่ผลตรวจเลือดทั่วไปมักไม่ได้บอก อย่างระดับฮอร์โมน ไทรอยด์ อินซูลิน สารบ่งชี้มะเร็ง ก็เพราะแพทย์ไม่ได้สั่ง หรือเราไม่รู้ว่ามันมีความจำเป็นขนาดไหนทํ้งๆ ที่มันสามารถให้คำอธิบายกับเราได้อย่างตรงจุดมากกว่า และนี่คือข้อมูลบางส่วนที่ผมได้จากการพูดคุยกับคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์

  • Insulin (อินซูลิน) ที่ดีควรอยู่ในระดับ 5-15% ของระดับน้ำตาลในเลือด Haemoglobin Alc (การดูการแปรปรวนของน้ำตาลสะสม) ควรอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 5.7%
  • Complete Blood Count (การตรวจนับเม็ดเลือดอย่างสมบูรณ์) การทำงานของเม็ดเลือดที่ดี นอกจากมีปริมาณที่เหมาะสมแล้ว (Total WBC, Red Blood Cell, Hemoglobin, Hematocrit) ยังต้องดูที่ขนาดด้วย (Mean Cell Volume) เพราะยิ่งเม็ดเลือดมีขนาดใหญ่เท่าไหร่ ยิ่งทำให้การลำเลียงผ่านหลอดเลือดนั้นยากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลทำให้เลือดข้นหรือเหนียวเกินกว่าปกติ
  • Homocysteine เป็นค่าชนิดหนึ่งที่บ่งชี้ว่าเรามีโอกาสเป็นโรคหัวใจหรือไม่ ค่าที่เหมาะสมควรอยู่ในระดับ 5-15
  • Testosterone ระดับฮอร์โมนเพศชายควรอยู่ในระดับ 350-1000 ng/dL คงไม่ต้องบอกนะครับ ถ้ามันต่ำไปมันจะมีผลกระทบกับอะไร
  • Thyroid (ไทรอยด์) ระดับที่ดีสำหรับคนที่มีอายุมากกว่า 19 ปีขึ้นไป คือ 0.27-4.2 ทั้งนี้ต้องดูค่าบนและล่างประกอบด้วย สรุปว่าคนที่มีฮอร์โมนไทรอยด์เกิน (ไฮเปอร์) จะทำให้เกิดอาการหัวใจเต้นแรง นอนไม่หลับ อารมณ์แปรปรวน น้ำหนักลด ในขณะที่คนที่มีฮอร์โมนไทรอยด์ขาด (ไฮโป) จะมีอาการชีพจรเต้นช้า ทานแล้วไม่ค่อยย่อย อ้วนง่าย และแถมยังมีโอกาสสมองเสื่อมหรือความจำเสื่อมด้วย
  • Tumor Marker (สารส่อมะเร็ง) เป็นการตรวจว่าเรามีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในตับ ลำไส้ ตับอ่อน ต่อมลูกหมาก เต้านม และส่วนต่างๆ ของร่างกายหรือไม่

ยังมีการตรวจอีกชนิดนึงที่เรียกว่าเป็นการตรวจโดยการวิเคราะห์จากความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Live Blood Cell Analysis) เป็นเทคโนโลยีการตรวจวิเคราะห์เลือดจากปลายนิ้วด้วยวิธีที่ปราศจากเชื้อโรคผ่านกล้อง Transformation Dark Field Microscope โดยใช้หลักการการสังเกตองค์ประกอบของเลือด และรูปแบบการเรียงตัวของเม็ดเลือด ซึ่งสามารถช่วยให้เราทราบถึงอาการผิดปกติเริ่มแรกของโรคต่างๆ ได้ อาทิ ความผิดปกติของตับและระบบย่อยอาหาร สารโลหะหนักคั่งค้าง ภาวะผนังเส้นเลือดแข็ง ภาวะการขาดวิตามิน ปริมาณไขมันและโปรตีนเกินในกระแสเลือด แนวโน้มการเป็นภูมิแพ้ ฯลฯ ซึ่งสามารถตรวจพบได้ก่อนที่อาการดังกล่าวจะส่งผลต่อสุขภาพอย่างรุนแรง รูปทรงเม็ดเลือดของแต่ละคนบอกได้ถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตของแต่ละคน เม็ดเลือดที่สวยไม่ควรเกาะกันเป็นก้อน มีขนาดกลมกำลังดี และไม่มีรอยแหว่งเพราะถูกอนุมูลอิสระเล่นงาน ถ้าจะให้ชัวร์ต้องให้หมอเป็นผู้วินิจฉัยนะครับ

ส่วนการทำ Bio Scan นั้นเป็นเทคโนโลยีการตรวจสุขภาพระดับเซลล์ด้วยการตรวจคัดกรองการทำงานของเซลล์แต่ละอวัยวะในเบื้องต้นอย่างละเอียดด้วยระบบไบโอเซ็นเซอร์ โดยใช้หลักการการส่งผ่านกระแสไฟฟ้าขนาดต่ำมากเข้าสู่ร่างกาย โดยไม่มีความเจ็บปวดใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อช่วยตรวจค้นความผิดปกติและความเสื่อมที่ซ่อนเร้นในร่างกาย และตรวจคัดกรองปัญหาสุขภาพก่อนการเจ็บป่วยได้อย่างแม่นยำ เช่น ระบบสมองและสารสื่อประสาทที่ควบคุมความคิดและจิตใจและความเครียดแอบแฝง ระดับสารอนุมูลอิสระ ภาวะพร่องฮอร์โมนการสะสมสารพิษ ภูมิซ่อนเร้นจากการแพ้อาหาร เป็นต้น ส่งผลให้เราสามารถเน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม และวางแผนการรักษาและป้องกันในการปรับสมดุลของอวัยวะที่เริ่มผิดปกติได้อย่างเหมาะสมในระยะแรกๆ

ก่อนทำการใดๆ ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางก่อน เพื่อความปลอดภัย
ก่อนทำการใดๆ ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางก่อน เพื่อความปลอดภัย
เจาะเลือดด้วยปลายเข็ม เพื่อตรวจดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด
เจาะเลือดด้วยปลายเข็ม เพื่อตรวจดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด
นี่ครับเลือดเนื้อเชื้อไขของผม รูปทรงเป็นอย่างไร หมายความว่าอย่างไร อันนี้ต้องถามหมอ
นี่ครับเลือดเนื้อเชื้อไขของผม รูปทรงเป็นอย่างไร หมายความว่าอย่างไร อันนี้ต้องถามหมอ
ทำ Bio Scan เหมือนตรวจดูสุขภาพด้วยไพ่ยิบซี เพราะมันแม่นและเป็นปัจจุบันมากๆ
ทำ Bio Scan เหมือนตรวจดูสุขภาพด้วยไพ่ยิบซี เพราะมันแม่นและเป็นปัจจุบันมากๆ
หมอศิต เธียรฐิติ - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ ชะลอวัยฟื้นฟูและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเซลล์บำบัด เป็นผู้อ่านผลการตรวจครับ
หมอศิต เธียรฐิติ – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ ชะลอวัยฟื้นฟูและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเซลล์บำบัด เป็นผู้อ่านผลการตรวจครับ

หลังจากการตรวจเสร็จสิ้น เป็นหน้าที่หมอศิตที่ช่วยแนะนำว่าผมต้องปรับจูนค่าอะไรบ้าง ผมใช้เวลานี้ยิงคำถามนับไม่ถ้วนเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่เราเห็นกับพฤติกรรมจริงที่เกิดขึ้นนั้นสอดคล้องกัน ยิ่งถ้าเอาผลตรวจแต่ละชนิดมาวินิจฉัยรวมกัน ก็จะยิ่งเพิ่มความแม่นยำให้กับการออกแบบการรักษานั้นตรงจุดมากยิ่งขึ้น

การอดอาหาร หรือลดปริมาณอาหารช่วยลดความอ้วนได้จริงหรือ?

นี่คือปัญหาใหญ่ของมวลมนุษยชาติเลยนะ เรื่องความอ้วนไม่เข้าใครออกใครจริงๆ ผมไม่ใช่กูรูเรื่องลดความอ้วน แต่ผมเป็นกูรู้เรื่องวิธีเพิ่มน้ำหนัก ฮา ฮา แม้จะพยายามอยู่หลายหน ดูเหมือนมันจะไม่ค่อยได้ผลเท่าไรนัก หรือต่อให้ได้ผลมันก็มักจะทำได้แค่เพียงชั่ววูบ เพราะเรื่องอาหารกับความอ้วนมันเป็นของคู่กันจริงๆ ปัจจัยที่ทำให้คนมีรูปร่างอ้วนท้วมกว่าปกติคงจะหนีไม่พ้นเรื่องอายุ (ระบบเผาผลาญของคนเราจะเริ่มทำงานแย่ลงตามอายุที่มากขึ้น), ปริมาณ ประเภท และเวลาที่กินอาหาร ผมอ่านไปเจอบทความนึงที่อธิบายเรื่องระบบเผาผลาญของคนเราไว้ดีมาก (คลิ๊กได้ที่ลิงค์นี้เลยครับ ไขข้อข้องใจกับความจริง 9 ข้อเกี่ยวกับระบบการเผาผลาญ) สิ่งที่คนเรามักทำผิดพลาดในการลดความอ้วนก็คือ การทานยา การอดอาหาร และการลดปริมาณอาหารแต่ไม่ลดปริมาณแคลอรี่ที่บริโภคในแต่ละวัน หากใครมีอาการพองแล้วไม่ยุบ คงต้องปรับพฤติกรรมการกินใหม่แล้วล่ะครับ เน้นกินให้ตรงเวลา ให้ความสำคัญกับมื้อเช้ามากที่สุด แล้วลดปริมาณการกินสำหรับมื้อเที่ยงและมื้อเย็นตามลำดับ ทานอาหารจำพวกแป้งให้น้อยลง เน้นผักและปลา หลีกเลี่ยงของทอดหรือของหวานยามค่ำ รู้ทั้งรู้นะ….สุดท้ายจะทำได้หรือไม่ขึ้นอยู่ที่วินัยล้วนๆ ผมอาจเป็นตัวอย่างที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ในเรื่องนี้เพราะมีอาชีพอิสระเป็นนักรีวิวอาหาร (ไช้ชวนชิม) แต่ก็สัญญากับตัวเองนะว่าจะตามใจปากให้น้อยลง สังสรรค์นอกบ้านได้แต่อย่าบ่อย และที่สำคัญเราจะไม่ซื้อกางเกงตัวใหม่ จะทดอึดอัดอยู่ในกางเกงตัวเดิมจนกว่าพุงมันจะยุบลงมาเท่าเดิม เอาสิ เป็นไงเป็นกัน เรามาเป็นกำลังใจให้กันและกันนะครับ ฮึดดดดดดดดด….

เคยรู้มั๊ย ว่าตัวเองขี้แพ้?

อาการแพ้หรือ (Allergy) ที่คนทั่วไปรู้จักกันมันเป็นความผิดปกติในการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เมื่อร่างกายถูกกระตุ้นด้วยด้วย ละอองเกสร ไร รา แมลง อาหารและยาบางชนิด อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ได้หลายระดับตั้งแต่การขึ้นผื่น คัน บวม ไปจนถึงอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต สิ่งที่ผมสังเกตเห็นในพักหลังนี้คือ คนเริ่มเป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้น คงเป็นเพราะสภาพสิ่งแวดล้อมและการใช้ชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน แต่ทีนี้มันมีการแพ้อีกชนิดหนึ่งซึ่งเป็นภัยเงียบที่หลายคนไม่รู้จักนั่นคือ อาการแพ้อาหารแบบแฝง (กรุณาอ่านบทความนี้ที่อธิบายความต่างระหว่างการแพ้อาหารจริงและอาหารแบบแฝง) เอาง่ายๆ คุณเคยรู้ไหมว่าอาหารชนิดใดบ้างที่คุณทานลงไปแล้วทำให้ท้องอืด อ่อนเปลี้ยเพลียแรง สมาธิสั้น ความจำเสื่อม ฯลฯ คุณไม่ทางรู้หรอกเพราะว่าอาหารชนิดนี้มันจะไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้อย่างเฉียบพลัน มันจะค่อยๆ สะสมแล้วทำลายเม็ดเลือดขาวของเราอย่างเงียบๆ ที่มันน่ากลัวไปกว่านั้นก็คือการตรวจเลือดทั่วไปจะไม่สามารถบ่งชี้อาการแพ้ชนิดนี้ได้ และนี่คือเหตุผลที่ผมตัดสินใจลองให้หมอเจาะเลือดไปตรวจแบบละเอียดเป็นกรณีพิเศษ เขาเรียกการตรวจแบบนี้ว่า Food Intolerance Test (เป็นการตรวจเลือดด้วยวิธีเฉพาะเพื่อหาสาเหตุของอาการแพ้แบบแฝงในอาหารมากกว่า 200 ชนิด) เท่าที่ทราบในเมืองไทย มีน้อยโรงพยาบาลหรือคลีนิกที่มีความเชี่ยวชาญด้านการตรวจลักษณะนี้ ผมมีเพื่อนหลายคนที่ตรวจออกมาแล้วพบว่าแพ้แป้งสาลี ไข่แดง และนมวัว (นั่นหมายความว่าต้องงดทานขนมปัง เค้ก และเบเกอรี่ทุกชนิด) โอโห แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการเข้าคอร์สลดความอ้วนไปโดยปริยาย เพราะไม่สามารถทานอาหารไปกว่าครึ่งที่มี ระวังให้ดีขนาดซีอิ๊วเกือบทุกชนิดมักจะมีส่วนผสมของ Wheat (แป้งสาลี) อยู่ด้วย ยิ่งถ้าเกิดแพ้ข้าวขึ้นมาด้วย เป็นอันจบเลย ไม่ต้องกินอะไรกันพอดี เรื่องนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อน แนะนำให้คุยกับคุณหมอโดยตรงนะครับ แอบกระซิบให้นิดนึงว่าค่าตรวจเลือดสำหรับกรณีนี้แพงเป็นหลักหมื่น แต่ก็คุ้มไม่ใช่หรือ ถ้าเราจะรู้ดำรู้แดงไปเลยว่า อาหารชนิดไหนเป็นภัยแก่ตัว

สำหรับผลตรวจของผมออกมาแล้วครับ จาก 200+ ชนิด มีอาหารเพียง 50 ชนิดที่มีปฏิกิริยาต่อผลเทสต์ แต่ค่าก็น้อยมากเกินกว่าจะระบุว่าแพ้ตัวใดตัวนึงเป็นพิเศษ (โซนสีเขียวหมายถึงอยู่ในเกณฑ์ปกติ, โซนสีเหลืองคือเฝ้าระวัง, โซนสีแดงคืออันตราย) สรุปว่าชนะทุกอย่างซึ่งคุณหมอบอกว่าน้อยรายมากๆ ที่จะมีผลการตรวจออกมาดีอย่างนี้ (แอบคิดในใจก่อนหน้านี้ว่าต้องโดนไม่ต่ำกว่า 10 รายการแหงๆ เพราะเรามีดีกรีเป็นนักชิมตัวยงด้วย) ของผมจะมีแค่ ถั่วอัลมอนด์และถั่วแดง ที่เป็นอาหารเฝ้าระวัง ให้งดเป็นเวลา 1 เดือน แต่คุณหมอก็แนะนำให้เลี่ยงทานอาหารบางชนิดเช่น หอยแมลงภู่ แป้งสาลี มันฝรั่ง ให้เหลือเพียงแค่อาทิตย์ละครั้งก็พอเพื่อไม่ให้ร่างกายสะสมอาหารที่มีแนวโน้มทำให้เกิดอาการแพ้ เฮ้อ…พอได้ฟังผลออกมาอย่างนี้แล้ว ถึงกับโล่งใจไปเลยแม้ว่าจะเสียดายตังค์ก็ตามที

ผลการตรวจการแพ้แบบแฝงในอาหารกว่า 200+ ชนิด ผลปรากฎว่าผ่านฉลุย
ผลการตรวจการแพ้แบบแฝงในอาหารกว่า 200+ ชนิด ผลปรากฎว่าผ่านฉลุย

ออกกำลังกายเวลาไหนดีสุด?

ผมเคยโพสต์คำถามนี้ลงกระทู้ เชื่อไหมว่าแต่ละคนตอบไม่เหมือนกันเลย คนที่ตอบว่าเช้าก็บอกว่ามันช่วยเผาผลาญได้ดีกว่าเวลาอื่น แถมยังทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าอีกด้วยเพราะว่าตอนเช้าอากาศตอนเช้านั้นสดชื่นบริสุทธิ์ คนที่บอกว่าเวลาเที่ยงก็ให้เหตุผลว่ามันช่วยลดความอยากอาหารและช่วยผ่อนคลายจากการเรียนหรือการทำงานได้ดี บางคนก็อ้างผลวิจัยว่าในช่วง 4-5 โมงเย็น ระบบการหายใจจะทำงานได้ดีที่สุด สำหรับช่วงบ่าย 3 ถึง 1 ทุ่มเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความอดทนและสร้างกล้ามเนื้อ แต่คนจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่เลือกออกกำลังกายในช่วงเย็นหลังเลิกงาน ก็เพราะว่ามีเวลามากกว่าช่วงอื่น แถมยังช่วยเผาผลาญพลังงานที่เหลือไม่ให้เก็บสะสม บางคนก็อ้างว่ามันช่วยให้หลับสบายอีกด้วย สรุปแล้วเราควรเชื่อใครดี (อ่านข้อดี-ข้อเสียของการออกกำลังในแต่ละช่วงได้ที่บทความนี้ ออกกำลังกายตอนไหนได้ประสิทธิภาพดีสูงสุด) ผมได้ถามคำถามนี้่กับหมอและได้รับการยืนยันคอนเฟิร์มว่าออกกำลังกายในเวลาที่สะดวกดีที่สุด ตอบยังไงก็ถูก จริงปะ เพราะมีเวลาได้ออกกำลังกายยังดีกว่ามีเวลากินแต่ไม่เหลือเวลาออกกำลังกาย แต่พอถามลึกๆ ต่อไป คุณหมอก็ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า “ทั้งนี้มันขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการออกกำลังกายด้วย” ถ้าเราต้องการเบิร์นหรือสลายไขมัน แนะนำให้ออกกำลังกายในตอนเช้า เพราะมันจะช่วยดึงพลังงานที่สะสมออกมาใช้ แต่ก็ไม่ควรออกกำลังกายหนักๆ เพราะมันจะทำให้เพลียไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าพอมีเวลาควรหาอะไรเบาๆ ทานก่อนออกกำลังกายอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงเพื่อให้ร่างกายได้เปลี่ยนอาหารเป็นพลังงานให้เราใช้ในการออกกำลังกาย ส่วนเวลาบ่ายๆ นั้นจะดีในเรื่องของการสร้างกล้ามเนื้อ จึงไม่แปลกใจที่คนส่วนใหญ่จึงชอบเล่น Weight Training ในช่วงเวลานั้น จริงๆ แล้วการออกกำลังกายเพื่อให้มีน้ำหนักสมส่วนจะต้องดูที่ค่า BMI (Body Mass Index) ประกอบด้วย (ตรวจสอบค่าดัชนีมวลกายของคุณได้ที่นี่) และถ้าจะให้สุขภาพดีไปกว่านั้น สัดส่วนของ มวลกล้ามเนื้อ (Muscle Mass), มวลไขมัน (Fat Mass), น้ำในร่างกาย (Total Body Water), น้ำหนักกระดูก (Bone Mass) จะต้องสัมพันธ์กัน เห็นทีเรื่องนี้จะไปต่อไม่ไหว คงต้องปรึกษาเทรนเนอร์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านพลศึกษาดีกว่าครับ (ได้เสียตังค์อีกแล้วล่ะครับท่าน)

นอนอย่างไรให้ไร้โรค?

ใครๆ ก็นอนเป็น นอนได้นอนดี แต่จะหลับสนิทหรือไม่ นั่นก็อีกเรื่องนึง สิ่งที่คนในยุคปัจจุบันเป็นก็คือนอนดึกตื่นสาย ซ้ำร้ายคือนอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิท ลองอ่านบทความนี้ดูครับ “การนอนดึกตื่นสาย ทำลายภูมิคุ้มกันร่างกาย” แล้วคุณจะรู้ว่าพฤติกรรมที่เราทำกับร่างกายนั้นส่งผลร้ายในระยะยาว วิธีแก้นั้นไม่ยาก เพียงแค่รู้ เข้าใจ และพยายามปรับนาฬิกาชีวิตคุณใหม่ รับรองร่างกายคุณแข็งแรงขึ้นแน่นอน

  • พยายามนอนแต่หัววัน เวลาที่ดีสำหรับการนอนคือ 22:00 น. หรือตอนสี่ทุ่ม เพราะ Growth Hormone จะทำงานได้เต็มที่ในช่วง 22:00-24:00 น. ซึ่งจะช่วยซ่อมและสร้างเซลล์ที่สึกหรอให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง และถ้าเป็นไปได้ควรนอนให้ได้วันละ 6-8 ชั่วโมง (Growth Hormone ในวัยนี้ไม่ได้ทำให้สูงขึ้นแต่ช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอให้ฟื้นฟูกลับมาดังเดิม)
  • ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เป็นการรบกวนคลื่นสมองอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง ก่อนนอน กิจกรรมที่ว่าคือการใช้คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น ถ้าเป็นไปได้ก่อนนอนควรปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด และไม่นำโทรศัพท์มือถือมาไว้ข้างหมอน มันจะทำให้คุณนอนหลับไม่อิ่ม (คลื่น Beta เป็นคลื่นที่มีความถี่สูง ถ้าเราทำกิจกรรมที่ใช้สมองเยอะ แทนที่ร่างกายจะได้พักผ่อน ร่างกายกลับจะ alert ตื่นตัว)
  • ปรับโหมดคลื่นสมองให้ทำงานช้าลง ควรทำกิจกรรมเบาๆ เพื่อเป็นการผ่อนคลายก่อนนอน เช่นการสวดมนต์ ฟังเพลงเบาๆ มันทำให้คุณเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัวเลยล่ะ (คลื่น Alpha คือคลื่นที่ทำงานช้าลง ทำให้เราสงบ นิ่ง ผ่อนคลายหรือเคลิ้ม)
  • สำหรับคนที่ไม่พกความกังวลหรือความเครียดเป็นหมอนนอนไปด้วย ก็จะสามารถหลับได้เหมือนอยู่ในภวังค์ (คลื่น Theta คือคลื่นที่จิตสงบ มีความสุขแต่ก็ยังแอบฝัน) แต่ถ้านอนหลับได้ลึกโดยไม่ฝันเลย คล้ายเข้าสู่ฌาน อันนี้ถือเป็นบุญมากๆ เพราะตื่นมาจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่า สดชื่น (คลื่น Delta คือคลื่นที่ช้าที่สุด ร่างกายจะดื่มด่ำและพักผ่อนได้อย่างเต็มที่) 
  • พยายามตื่นแต่เช้า ช่วงเวลาที่ดีสำหรับการตื่นนอนคือ 5:00-7:00 น. นอกจากร่างกายจะรู้สึกสดชื่นขึ้นแล้ว มันยังถือเป็นการล้างพิษตับที่ได้จากการขับถ่ายที่ตรงเวลาในยามเช้าอีกด้วย ฉะนั้นห้ามเก็บอึอั้นไว้กับตัวทั้งวันโดยเด็ดขาด มันเหม็นเข้าใจป่ะ

ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับการนอนตั้งมากมายที่อาจยังค้างคาใจอยู่ แนะนำให้อ่านบทความนี้ครับ “20 คำถามที่ควรรู้เกี่ยวกับการนอน

ทำอย่างไรจึงจะไม่แก่เกินวัย?

ไม่มีใครอยากแก่ ไม่มีใครอยากเหี่ยว ไม่มีใครอยากมีสุขภาพที่ทรุดโทรม แต่คนส่วนใหญ่มักจะรอให้แก่จริงแล้วค่อยมาหาทางรักษา ความแก่เป็นเรื่องที่ชะลอได้ ถ้าเรารู้จักใส่ใจเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกาย การใส่ใจดูแลสุขภาพผิว และที่สำคัญคือการมีสุขภาพจิตที่ดีด้วย วิถึชีวิตของคนยุคนี้ทำให้คนแก่ตัวลงโดยไม่รู้ตัว การเติบโตของคลินิกเสริมความงามคือเครื่องบ่งชี้ว่าคนสมัยนี้กลัวแก่ (จริงๆ)

คำว่า “อนุมูลอิสระ” นั้นเป็นคำที่ถูกพูดถึงมากที่สุดเพราะเราเชื่อว่ามันทำให้เราแก่ แต่ละคนจึงพยายามหาวิธีเอามันออกจากร่างกายกันเสียยกใหญ่ จริงๆ แล้ว Free Radical หรืออนุมูลอิสระนี้มันเกิดขึ้นตามธรรมชาติ และร่างกายก็สามารถกำจัดมันออกได้ตามธรรมชาติเช่นกัน เพียงแต่ถ้าเรารับมันเข้ามาเพิ่มในปริมาณที่เกินพอดี เช่นการทานอาหารที่ผ่านกระบวนการประกอบอาหารที่มีไขมันสูง หรือรับมลพิษที่เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อม  อย่างควันบุหรี่หรือก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์จากท่อไอเสียรถยนต์มากจนเกินไป ก็อาจส่งผลให้ร่างกายมีความเสี่ยงสูงในการเป็นโรคหลายๆ ชนิด ระบบการแพทย์สมัยใหม่จึงพยายามคิดค้นวิธีในการผลิตอาหาร เครื่องดื่ม วิตามินเสริม ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ออกมาขายกันเยอะแยะ ได้ผลจริงหรือไม่ มีปริมาณเพียงพอต่อการช่วยชะลอความแก่รึเปล่า อันนี้ต้องใช้วิจารณญาณกันนิดนึงนะครับ เพราะส่วนใหญ่คงมักหลงเชื่อคำโฆษณาโดยไม่รู้ว่า กลูตาไธโอน วิตามินซี วิตามินอี ที่ว่านี้หน้าตาสรรพคุณมันเป็นยังไง แหล่งอาหารของวิตามินต่างๆ เหล่านี้ จริงๆ สามารถหาได้จากผักผลไม้นานาชนิด เช่น

  • วิตามินซี หาได้จาก ฝรั่ง ส้ม มะขามป้อม มะละกอสุก พริกชี้ฟ้าเขียว บรอกโคลี ผักคะน้า ยอดสะเดา ใบปอ ผักหวาน ผักกาดเขียว
  • วิตามินอี หาได้จาก น้ำมันเมล็ดฝ้าย น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย เมล็ดทานตะวัน เมล็ดอัลมอนด์ จมูกข้าวสาลี
  • วิตามินเอ หาได้จาก พืชผักที่มีสีเขียวเข้มและผลไม้ที่มีสีเหลืองส้ม เช่น ผักตำลึง ผักกวางตุ้ง ผักบุ้ง ฟักทอง ผักโขม คะน้า มะเขือเทศ
  • แคโรทีนอยด์ (บีตาแคโรทีน ลูทีน และไลโคฟีน) หาได้จากผัก ผลไม้ที่มีสีเหลือง เช่น แครอท  ฟักทอง อะโวกาโด มะเขือเทศ พริกหวาน มันเทศ แคนตาลูป บร็อกโคลี ปวยเล้ง ผักชีฝรั่ง มะละกอสุก สาหร่ายสไปรูริน่า (spirulina)

เรื่องการดูแลผิวพรรณนั้น นอกจากการหลีกเลี่ยงการตากแดด การใช้เวชภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีสรรพคุณในการลดริ้วรอย เพิ่มความอ่อนเยาว์แล้ว เรื่องนี้ต้องให้ Divana Clinic เขาช่วยดูแล อันนี้ไม่ได้ชง แต่ขอเชียร์เลยครับ เพราะหลังจากที่ได้พูดคุยกับคุณหมอเสร็จ คุณหมอก็จัดเซ็ตใหญ่ แนะนำให้ทำการ Detox ขับสารพิษออกจากร่างกายด้วยการให้วิตามินผ่านทางสายน้ำเกลือ ระหว่างที่พยาบาลดูแลในส่วนของการทำ Bio Detox และเติมสารอาหารด้วย Skin Food ให้แล้ว Therapist ก็เข้ามาทำการนวดหน้ากดจุดให้ผ่อนคลายจนเผลอหลับไปเลยทีเดียว อีกโปรแกรมที่แนะนำคือการทำความสะอาดผิวด้วย Face Cell หรือ Matrix Cell เสร็จออกมา หน้าใสปิ๊งเลย เบ็ดเสร็จใช้เวลาหลายชั่วโมงเหมือนกัน แต่ว่าคุ้มมาก เพราะหลังจากนั้นไม่นานช่างแต่งหน้าประจำกองถ่ายที่อัดรายการ ตลาดนักคิด นักคิดการตลาด ถึงกับทักว่าหนังหน้าเราดีมาก (อันนี้มันคือคำชมใช่มั๊ย) ไม่มันเลื่อมเหมือนเก่า ไม่ต้องใช้รองพื้นก็ได้ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าอายุปาเข้าไป 40 แล้ว ชมกันอย่างนี้ อยากจะกินอะไรขอให้บอก เดี๋ยวพี่จัดให้ 555

หลังจากเจาะเลือดเพื่อการทำ Food Intolerance Test แล้ว ก็ทำ Face Cell นวดหน้ากดจุดต่อเลย
หลังจากเจาะเลือดเพื่อทำ Food Intolerance Test เสร็จแล้ว ระหว่างรอก็ทำ Bio Detox + Face Cell นวดหน้ากดจุดต่อเลย เพลินสุดๆ
  • Bio Detox เป็นการให้สารอาหารทางท่อน้ำเกลือเพื่อช่วยขจัดสารพิษตกค้างออกจากร่างกายผ่านทางระบบปัสสาวะขับถ่าย
  • Liver Detox เป็นการช่วยขับสารพิษที่ทำให้ตับทำงานหนัก ซึ่งเกิดจากภาวะเครียด นอนไม่พอ หรือทานอาหารไม่ถูกหลักอนามัย
  • Skin Food เป็นการให้สารอาหารและแร่ธาตุที่ผิวต้องการมากกว่า 20 ชนิด ที่ช่วยในการป้องกันการเกิดริ้วรอยแก่ก่อนวัย
  • Hydra-Dermabrasion Vitamin Complex โปรแกรมการทำความสะอาดปรับสภาพผิวและบำรุงผิวหน้าด้วยเทคโนโลยีการเติมออกซิเจนบริสุทธิ์
  • Micro-Dermabrasion Skin Rejuvenate เทคโนโลยีการผลัดเซลล์ผิวหนังโดยใช้หัวขัดผิวที่เป็น Diamond ร่วมกับการใช้ระบบดูดสุญญากาศ (Vacuum) ทำให้สามารถผลัดเซลล์ผิวชั้นหนังกำพร้าออกได้อย่างมีประสิทธิภาพและนุ่มนวล
  • Face Cell การบำบัดเซลล์ผิวด้วยสูตรผสมจากธรรมชาติตามสูตรโฮมีโอพาธีรวม เพื่อกำจัดสารพิษ เพิ่มความแข็งแรงและป้องกันการเสื่อมของเซลล์รวมถึงวิตามินรวม
  • Matrix Cell การรักษาและฟื้นฟูเซลล์จากผิวชั้นในด้วยการให้สารอาหารตามสูตรโฮมีโอพาธี ซึ่งมีส่วนผสมหลักของคอลลาเจนชนิดเข้มข้น ช่วยยับยั้งการอักเสบของสิวและความมันบนใบหน้า

ก่อนตัดสินใจเสียสตางค์เข้าคอร์สใดๆ ก็ตาม แนะนำให้ลองนัดเข้าไปพูดคุยกับคุณหมอก่อนนะครับ โทร. 02-630-0499 หรือติดต่อผ่าน FB: https://www.facebook.com/DivanaClinic

Screen shot 2013-06-18 at 9.41.01 AM

วันนี้คุณดูแลสุขภาพคุณแล้วหรือยัง?

หลังจากคุณหมอประมวลผลตรวจทุกอย่างออกมาอย่างเบ็ดเสร็จ ทำให้ผมพบว่าแม้สุขภาพร่างกายโดยรวมจะแข็งแรงดี แต่ผมมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องหลอดเลือดแข็งเพราะค่า Homocysteine สูงมาก ทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดไม่ดี มีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจสูง การทำงานของไตเริ่มเสื่อมถอย (ค่า Creatinine และ Uric Acid สูงเกินไป) และพบว่าร่างกายนั้นมีสารพิษปนเปื้อนสูง (Toxin) คอร์สการบำบัดรักษาแบบองค์รวม (Holistic) จึงเป็นการออกแบบโปรแกรมเพื่อขจัดพิษของเดิมและสร้างภูมิคุ้มกันตามหลักของ Homeopathy ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อไม่ให้ร่างกายรับสารพิษเข้ามาเพิ่มเติม ในเคสของผม คุณหมอได้จัดโปรแกรม 3 ตัวนี้ไว้ให้

  • Hematogenic Oxydation Therapy (กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดด้วยการสูบเลือดออกมาจำนวนหนึ่งเพื่อผ่านกรรมวิธีออกซิเดชั่นแล้วฉีดกลับเข้าไปทางหลอดเลือดอีกครั้ง)
  • Chelation (การล้างสารพิษออกจากหลอดเลือด) และ Liver Detox (การล้างพิษตับ)
  • IV Therapy (โปรแกรมการให้สารอาหารทางหลอดเลือด) Immune Booster (การเสริมภูมิคุ้มกัน) ระหว่างทางก็ทานวิตามินเสริมเข้าไปด้วย เช่น Digestive Enzyme & Probiotic (เพื่อช่วยเรื่องระบบการย่อย), Folic & B12 (เพื่อช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันหลอดเลือดอักเสบ) ฯลฯ

สิ่งสำคัญนอกเหนือจากการรักษาแบบ Homeopathy แล้ว นั่นคือการปรับไลฟ์สไตล์เพื่อการรักษาตัวเอง โดยมีทิปส์ง่ายๆ แต่ทำได้ยากดังนี้ครับ

  • การทานอาหาร: ทานอย่างเหมาะสมด้วยชนิด (ทานตามกรุ๊ปเลือด ดื่มน้ำเยอะๆ) วิธี (เคี้ยวให้นานๆ เพื่อลดการทำงานของระบบในการย่อยอาหาร) และเวลา (เน้นทานอาหารเช้า ตั้งแต่เที่ยงเลี่ยงแป้ง)
  • การบริหารอารมณ์: อารมณ์แจ่มใส ชอบคำนี้จังเวลาคุณหมอบอกว่า “สวดมนต์ดีกว่าสวดคน” เพราะมันมีผลต่อสภาพจิตใจคนเราจริงๆ
  • การออกกำลังกาย: ทำอย่างสม่ำเสมอ หันมาออกกำลังกายตอนเช้าแทน หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหลังพระอาทิตย์ตกดินเพื่อให้ไตได้พักผ่อน

เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญที่น้อยคนให้ความสำคัญกับมันอย่างจริงจัง หลายปีที่ผ่านมามีคนรู้จักมากมายป่วยเป็นโรคมะเร็ง เมื่อ 3 ปีที่แล้วผมตัดสินใจออกจากงานประจำเพราะรู้ว่าขืนเรายังทำงานหนักแล้วเครียดไม่รู้ตัวอยู่อย่างนี้ วันนึงเราคงมีจุดจบคล้ายๆ กัน ทุกวันนี้ชีวิตผมมีความสุขดี ได้ทำงานที่ตัวเองรัก ได้ท่องเที่ยวเดินทางไปไหนไปทั่ว ได้ทำอะไรหลายอย่างที่ตัวเองอยากทำ แค่นี้ก็ทำให้ใครหลายคนต้องอิจฉา (รู้อย่างนี้น่าจะทำไปตั้งนานแล้ว) ผมตั้งใจจะอยู่ไปอีกนาน (ด้วยสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง) ตอนนี้เริ่มตระหนักรู้แล้วว่าเราคงจะสุขสำราญต่อไปไม่ได้ถ้ามารู้ภายหลังว่าเราป่วยโดยที่เราไม่รู้ตัว สุขภาพจึงเป็นสิ่งเดียวที่ต้องรักษาไว้ยิ่งชีพ เสียอะไรไปหาใหม่ได้ แต่เสียสุขภาพไปแล้ว ซ่อมอย่างไรก็ไม่เหมือนเดิม

ผมขอแนะนำให้คนที่ใส่ใจสุขภาพหันมาดูแลสุขภาพแบบองค์รวม คือต้องเข้าใจว่าสภาพร่างกายของเราตอนนี้เป็นยังไง? มีแนวทางป้องกันและรักษาด้วยวิธีใดบ้าง? อย่าพึ่งแต่ยาที่ใช้รักษาตามอาการแต่เพียงอย่างเดียวเพราะหลายตัวมีผลข้างเคียงตามมาด้วย แน่นอนครับหมอย่อมเก่งกว่าเรา แต่ไม่มีใครรักษาเราได้หากเราไม่รู้จักรัก(ษา)ตัวเราเอง

อย่างน้อยคุณควรจะเข้าคอร์สตรวจสุขภาพประจำปี แล้วลองเอาผลมาเปรียบเทียบกันปีต่อปีว่ามีค่าใดเสื่อมถอยไปบ้าง หากค่าบางตัวมันเริ่มขยับขึ้นหรือลงอย่ามีนัยสำคัญ (ไม่จำเป็นต้องรอให้ชิดติดขอบบนหรือล่าง) ให้เร่งหาสาเหตุที่แท้จริง จัดการกับตัวการก่อการร้ายก่อนที่จะถูกมันจัดการ การตรวจเลือดแบบเฉพาะเจาะจงตามข้อสันนิษฐาน เช่นการตรวจระดับฮอร์โมน สารบ่งชี้มะเร็ง การทำ Live Blood Cell Analysis และการทำ Bio Scan จะช่วยคอนเฟิร์มอีกทีว่าเราไม่ได้คิดหรือวิตกไปเอง  ถ้าเกิดโชคดีผลที่ออกมานั้นคือเราไม่ได้เป็นอะไรเลย ก็ถือว่าได้ลาภก้อนโต (ไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อคอร์สแพงๆ โดยไม่จำเป็น) แต่ถ้าเกิดโชคไม่ดี ค่าบางตัวติดตัวแดง รูปทรงเม็ดเลือดก็บูดเบี้ยวเกาะกันเป็นแผง แถมยังมีผลึก Crystal ผสมอยู่ คุณควรต้องรีบปรับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตโดยด่วน ส่วนเรื่องการบำรุงผิวพรรณ ทานอาหารเสริมนั้นถือเป็นอุปกรณ์เสริม

ที่ผ่านมาผมไม่เคยขาดการตรวจสุขภาพประจำปีตามโรงพยาบาลดังทั้งหลาย (เลือกที่เราสะดวกในปีนั้นๆ) แต่ผมก็ไม่เคยวิเคราะห์เจาะลึกอะไรเป็นเรื่องเป็นราว เพราะคิดว่าอาการยังไม่หนักพอ แต่พอได้มาตรวจเพิ่มที่ Divana Clinic ทำให้ได้ความรู้ในการรักษาตัวเองอีกเยอะเลย ก็เพราะคุณหมอได้เจียดเวลาในการอธิบายรายละเอียดกับเราได้อย่างแจ่มแจ้ง ไม่เหมือนหมอบางคนที่มีอีโก้สูง ชอบดูถูกความรู้ของคนไข้ อีกอย่างที่ชอบคือที่นี่เขาไม่ค่อย Hard Sell ยัดเยียดขายของจนรู้สึกอึดอัดน่ารำคาญเหมือนคลีนิกและสถานเสริมความงามบางแห่ง ก็คงเพราะความการเริ่มต้นกิจการจาก Divana Spa มาก่อน จึงทำให้การดูแลปรนนิบัติลูกค้านั้นดูพิถีพิถันและอบอุ่นมากกว่าคลีนิกทั่วไป ผมมาที่นี่ทีไรก็มักเห็นแต่แขกต่างชาติมาใช้บริการกันอย่างล้นหลาม อยากให้คนไทยได้ลองเปิดใจมาใช้บริการที่นี่ดูบ้าง แล้วคุณจะรู้ว่ามันคือคุณค่าที่คนไทยอย่างเราคู่ควร ขอฝากทิ้งท้ายไว้อย่างนึงคืออยากให้ทุกคนหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพของตัวเองอย่างจริงจังก่อนที่จะฝากชีวิตให้หมอสักคนเข้ามาช่วยดูแลในยามที่ทุกอย่างมันสายไป

“สุขภาพกายคือของขวัญ สุขภาพใจคือรางวัลแห่งความสำเร็จ”

Leave a Reply

%d bloggers like this: