กรี๊ดกรีซ ตอนตะลุยกรุงเอเธนส์แบบไม่ต้องง้อทัวร์

การออกเดินทางไปเที่ยวกรีซ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ผมปักธงไว้แล้วว่าเกิดมาชาติหนึ่งต้องไปกราบระลึกถึงบรรพบุรุษที่ไม่ได้มีความผูกพันทางสายเลือดแต่อย่างใดให้จงได้ (แบบว่าไม่ได้เศษเสี้ยวทั้งรูปร่างและหน้าตาแม้แต่นิดเดียว) ว่าแล้วก็บรรจุประเทศนี้ให้เป็นหนึ่งในสถานที่ในฝัน (dreamed destination) ที่ต้องไปเยือนก่อนตาย โปรดอย่าถามว่าทำไมมันถึงได้สำคัญขนาดนั้น เพราะผมก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน รู้แต่ว่าต้องไปดูให้เห็นกับตา ทั้งวิหารพาร์เธนอนบนเนินอะโครโพลิส เทพีเอเธนา เทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้งปวง ทั้งที่รู้จักชื่อและไม่รู้จักชื่อก็ดี รวมถึงเกาะในฝันของใครๆ หลายคน ทั้งซานโตรินี มิโคนอส จะสวยจริงสวยจังหรือไม่ เดี๋ยวได้รู้กัน

วางแผนมาเกือบปี เล็งตั๋วโปรมาตลอด แต่ก็ไม่เห็นมีคลอดออกมาซักที (ขออภัยมา ณ ที่นี้…เป้าหมายปลายทางที่คุณเลือกไม่ได้อยู่ในโปรโมชั่นที่ร่วมรายการ) กว่าจะได้ฤกษ์จองตั๋วก็ตอนช่วงปลายเดือนมิถุนายน ปี 2015 โน่นแน่ะ ประมาณ 2 อาทิตย์ก่อนออกเดินทาง เจ้าข้าเอ๊ย..ข่าวใหญ่ครับข่าวใหญ่ รัฐบาลกรีซได้ประกาศตัวจะชักดาบเจ้าหนี้ทั้งหลายจนเกือบถูกขับออกจากยูโรโซน ณ เวลานั้นมีเสียงทัดทานมากมายว่านี่คงไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีต่อการไปเป็นสักขีพยานว่ากรีซได้เข้าสู่ภาวะวิกฤติทางการเงินแล้วจริงๆ ถึงกระนั้น ผมได้รวบรวมความงกที่มี (ไม่ใช่ความกล้า) ตัดสินใจเดินหน้าไม่ถอย เพราะยามนี้การท่องเที่ยวคือสิ่งที่ชาวกรีซต้องการรับความช่วยเหลือจากเรามากที่สุด อันที่จริงคือ ตั๋วก็คอนเฟิร์มไปแล้ว ค่าที่พักบางแห่งก็ถูกตัดบัตรเครดิตไปแล้ว ค่าเรือเฟอร์รี่ก็จ่ายไปหมดแล้ว แล้วใครจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดนี้ ขอเคลมกับ IMF เขาคงจะตอกหน้าหงายกลับมา เราเข้าใจความรู้สึกของกรีซดี เพราะเราเคยผ่านช่วงเวลาแย่ๆ นี้มาก่อน

where where is where where ไหนๆ เรื่องก็ดำเนินมาไกลถึงขนาดนี้ กลับตัวก็ไม่ได้ จะไปก็ต้องไปให้ถึง แม้มีอะไรฉุดดึง ไม่ให้เราได้บินไป ริจะไปประเทศที่มีปัญหา ต้องทนเก็บตังก์ลุยไป ไม่เห็นต้องทำอย่างไร แค่ลากกระเป๋าแบกเป้ออกไปที่ Gate B

Departure
ไช้ชวนเที่ยวพร้อมแล้วที่ Gate B

ขอแจ้งเตือนไว้ก่อนว่าทริปนี้มีความยาวถึง 2 ภาค (ภาคบนบก และภาคบนเกาะ) กรุณาไปทำกิจส่วนตัวให้เสร็จเรียบร้อยก่อนกลับมานั่งอ่านต่อด้วยความระทึกใจ ไม่ขอรับประกันว่าสาระและความบันเทิงจะอยู่ครบถ้วน แต่เชื่อแน่ว่าสิ่งที่จะนำเสนอต่อไปนี้จะทำให้คุณเข้าใจหัวอกพี่กรีซมากยิ่งขึ้น

ทำไมต้องกรีซ?

ถ้าพูดถึงสวิส ฝรั่งเศส อิตาลี อังกฤษ เยอรมัน ทุกคนคงพยักหน้าหงึกๆ ว่าอ๋อ…รู้จัก เคยไปมาแล้ว แต่พอพูดถึงประเทศกรีซ หลายคนคงเคยได้ยิน แต่น้อยนักที่ได้ไปมาแล้ว หนึ่งในสาเหตุต้นๆ คือการท่องเที่ยวกรีซไม่ค่อยเน้นโปรโมทในเอเชียมากนัก เขาคุ้นเคยแต่ประเทศในแถบยุโรปและอเมริกา แถมเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ ไปเอเธนส์ก็ไม่มีแล้ว (การบินไทยยกเลิก route นี้ไปสักพักใหญ่ละ) ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะครับว่าคนกรีซจำนวนมากเคยมีประสบการณ์มาเที่ยวเมืองไทย เขามาเที่ยวทะเลบ้านเรา ส่วนคนไทยจำนวนน้อยนักที่สนใจไปเที่ยวกรีซ ผมก็เลยถือโอกาสไปเที่ยวทะเลบ้านเขาเป็นการตอบแทน และนี่คือ 3 เหตุผลที่ผมคิดว่าประเทศกรีซน่าสนใจดีออก

photo (6)

เหตุผลข้อแรก: เธอสวย

ประเทศกรีซเป็นประเทศที่ทำแบรนดิ้งคุมโทนสีได้ดี ตั้งแต่ธงชาติ ตึกราม บ้านช่อง อาคาร และรีสอร์ทต่างๆ โดยเฉพาะที่อยู่บนเกาะจะเป็นสีฟ้าขาวเด่นชัดสะดุดตา ในกรุงเอเธนส์อาจไม่เท่าไหร่ ก็เหมือนเมืองหลวงทั่วไป แต่ตามเกาะแก่งที่เขามีอยู่มากถึง 3,000 เกาะ (ไม่ได้มีเพียงเกาะซานโตรินีและมิโคนอสอย่างที่เราคุ้นหู) การสร้างบ้านลดหลั่นตามแนวผาช่างดูงดงามตระกาลตายิ่งนัก ลองนึกถึงบรรยากาศของรีสอร์ทในสวนผึ้งดูสิ ประมาณนั้นเลย ปูนปั้นทาสีขาว แล้วเพ้นท์สีฟ้าตามขอบบานประตูหน้าต่าง ประเทศอื่นอาจเน้นสวยแนวอลังการ วิหาร โบสถ์ วัดทาเป็นสีทอง แต่ที่นี่สีท้องฟ้าตัดน้ำทะเลและโขดหินสวยแบบธรรมชาติ งดงามไม่แพ้ใคร ผมกล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำเลยว่าไม่มีทริปไหนที่ผมถ่ายรูปได้รัวมากเท่าที่นี่มาก่อน (ก็แหงสิ ใช้กล้องถึง 4 ตัว Olympus EP-5 สำหรับการใช้เลนส์ Tele เน้นเจาะภาพที่อยู่ไกลๆ ผมใช้กล้องนี้เป็นหลัก, iPhone 5S เป็นกล้องที่ใช้สำหรับเล่น Social, Samsung Galaxy S5 เป็นกล้องเสริมที่ถ่ายรูปออกมาได้สีสวยสดใสและตอแหลมากๆ และ SJC เป็นกล้องที่เพิ่งถอยมาได้ไม่นาน ไม่มีตังก์ซื้อ Go Pro เลยถอยกล้องจีนออกมาไว้ถ่ายภาพแบบมุม Wide และใต้น้ำ ทั้งหมดนี้ไม่ได้ผ่านการสนับสนุนจากแบรนด์ใดทั้งสิ้น เงินตัวเองล้วนๆ คร้าบ)

อยากดูว่ารูปสวยขนาดไหน ต้องอ่านบทความภาคถัดไปครับ แต่ถ้ารูปไม่สวยถูกใจ ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ เพราะฝีมือการถ่ายภาพมีอยู่อย่างจำกัด ไม่ต้องใช้วิจารณญาณมาก แค่ดูผ่านๆ ก็พอ แต่ถ้าจะก๊อปภาพไปลงที่อื่น ช่วยขออนุญาตกันนิดนึงนะ ไม่ได้หวง แต่ห่วงว่าคุณจะถูกฟ้องข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์

เหตุผลข้อสอง: เธอเป็นคนช่างเลือก

เพราะเธอเป็นคนเข้าถึงยาก เลยทำให้เธอแลดูมีเสน่ห์ ไม่โหลเหมือนใครเขา ไม่รู้ว่าผมควรภาคภูมิใจหรือไม่ที่จะบอกว่าตลอดทริปที่ผมใช้เวลาอยู่ประเทศนี้นานถึง 12 วัน ผมไม่เจอคนไทยเลยแม้แต่คนเดียว คนจีนไม่ต้องพูดถึง มีให้เห็นทุกมุมโลก แต่สำหรับนักท่องเที่ยวที่นิยมมาเที่ยวประเทศนี้ส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็นฝรั่งหัวทองซะมากกว่าโดยเฉพาะคนฝรั่งเศส เมื่อพูดถึงเรื่องค่าครองชีพ ยอมรับเลยว่าเธอแพงในระดับหนึ่งเลย ตั้งแต่ค่าเครื่องบิน และค่าที่พัก ส่วนค่ากิน/ดื่มและการเดินทางยังพอสู้ไหว ถ้าอยู่นานสักพักใหญ่ และทำการบ้านมาดี คุณจะเริ่มรู้วิธีในการเสาะแสวงหาพวก Value Deal รวมถึงการกินอยู่และเดินทางอย่างประหยัดโดยไม่ต้องเบียดเบียนใคร

เหตุผลข้อสาม: เรามีอะไรที่คล้ายกัน

ไม่น่าเชื่อว่าคนไทยกับคนกรีซมีอะไรที่คล้ายกันอยู่หลายอย่าง (แน่นอนไม่ใช่หน้าตา) ตั้งแต่การใช้ชีวิตแบบสบายๆ แม้ในช่วงวิกฤติคนกรีซยังเดินเล่นช้อปปิ้งสบายใจเฉิบ ไม่เห็นรู้หนาว รู้ร้อนอะไรเลย รวมถึงนิสัยบางอย่างด้วยเช่น อารมณ์ขัน รักสนุก ความไม่ตรงต่อเวลา ความไม่มีระเบียบวินัย เขาว่ากันว่าคนกรีซเหมือนกับคนจีนในแถบยุโรป พูดจาเสียงดัง บางทีก็ไม่รู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร ถ้าจับคนกรีซมาทำงานกับชาวยุโรปตะวันตก โดยเฉพาะกับคนสวิสและฝรั่งเศส มีหวังอกแตกตายแน่ๆ เอ๊ะ ตกลงที่พูดมาทั้งหมดนี่ มันคือดีงามใช่มั๊ย รู้ไว้ใช่ว่า แต่อย่าเอาเยี่ยงอย่างนะครับพี่น้อง เอาเข้าจริงคนกรีซเป็นคนน่ารักนะ เพียงแต่เรามีศึกษานิสัยใจคอกันน้อยไปนิด โชคดีที่ผมมีเพื่อนเป็นคนกรีซอยู่ 2-3 คน เลยค่อนข้างคุ้นเคยกับวัฒนธรรมของเขา ผมว่าเขาดู relaxed กว่าคนยุโรปทั่วๆ ไป

Greece
Welcome to Greece, the land of Blue Sky กับชีวิตง่ายๆ ตามใจเธอละกัน

ก่อนจะกรีซ

ก่อนบินไปกรี๊ดที่กรีซ ต้องทำให้ครบ 3 ขั้นตอนนี้ซะก่อนคือจองตั๋วเครื่องบิน จองที่พัก และยื่นของวีซ่าเชงเก้นที่สถานทูตกรีซประจำประเทศไทย

จองตั๋วที่ไหน

ในการยื่นขอวีซ่าเชงเก้นจะต้องใช้ใบจองตั๋วเครื่องบินด้วย ฉะนั้นถ้าจะให้แนะนำควรให้เอเยนต์ช่วยทำ Booking ให้ก่อนในเบื้องต้น สายการบินที่มีเที่ยวบินจากกรุงเทพฯ ไปลงที่กรุงเอเธนส์ส่วนใหญ่เป็นสายการบินตะวันออกกลาง (Qatar Airways, Ethihad, Emirates) ไม่มีบินตรงต้องแวะเปลี่ยนเครื่องที่ใดที่หนึ่งก่อน นอกจากนี้ก็ยังมี (Turkish Airlines, Aeroflot, Alitalia, Swiss Air, British Airways) อีกด้วย ถ้าคำนวนระยะทางการบินทั้งหมดแล้ว ขอเชียร์ Qatar Airways กับ Turkish Airlines เป็นหลัก เพราะใช้เวลาบินน้อยสุด ใครอยากให้เครื่องจอดแวะที่ Istanbul ก็เลือก Turkish ใครอยากแวะช้อปที่ Doha ก็เลือก Qatar ค่าตั๋วโดยประมาณจะตกอยู่ที่ 32,000 ++ บาท สำหรับของผมจองในช่วงหน้า High แถมแอบเพิ่มเงื่อนไขจอดแวะเที่ยวที่ Istanbul ด้วย ก็เลยจ่ายไป 40,000 ปลายๆ นับว่าแพงกว่าอัตราทั่วไป แอบร้องไห้ตอนจ่ายเงินค่าตั๋ว ตอนขากลับร้องไห้อีกรอบ เพราะได้เงินคืนมาครึ่งนึงจากสายการบิน Turkish Airlines เนื่องจากจากเหตุการณ์ตั๋วถูก overbooked เรื่องมันยาวมาก ถ้าอยากตามไปส่อง คลิ๊กได้ที่ลิงค์นี้บน FB Page: ที่นี่มีเรื่องเล่า by somchartlee 

Turkish Airlines
สายการบิน Turkish Airlines

จองที่พักแถวไหนดี?

สำหรับการจองที่พักในกรุงเอเธนส์ แนะนำให้พักอยู่ในย่าน Old Town หรือ Downtown Center ที่อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟใต้ดิน (Metro) เพื่อให้แคบลงมาหน่อยพยายามเลือกที่จะอยู่ไม่ไกลจาก 4 สถานีนี้คือ Acropolis, Sygrou-Fix, Syntagma และ Monastiraki แหล่งท่องเที่ยวในกรุงเก่าจะกระจุกตัวอยู่ในแถบนี้ ถ้าเลือกที่จะอยู่ไกลออกไป ก็ต้องนั่งรถไฟสถานเดียว แต่ถ้าเลือกอยู่ในตำแหน่งแถวๆ นี้ก็ยังพอเดินถึงกันได้ ก็ช่วยประหยัดค่าเดินทางไปอีกหนึ่งเปราะ ส่วนจะตัดสินใจจองที่ไหน คงต้องใช้ปัจจัยอื่นมาประกอบด้วย ไม่ว่าจะเป็นราคา สิ่งอำนวยความสะดวก หรือจำนวนดาวบนรีวิว ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมบน booking.com และ tripadvisor อีกทีนะครับ เคล็ดลับในการจองที่พักได้ถูกและดีอย่าบอกใครเชียวนั้นเป็นความสามารถส่วนบุคคล บางครั้งต้องอาศัยโชคช่วยด้วย

เคล็ดลับในการยื่นขอวีซ่า

สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป ให้เตรียมเอกสารดังต่อไปนี้ แล้วนำไปยื่นขอวีซ่าเชงเก้นที่สถานทูตกรีซ (เว้นแต่ใช้เวลาพำนักอยู่ในประเทศอื่นมากกว่า) ยื่นได้ตั้งแต่วันจันทร์-ศุกร์ ในเวลา 10:00-13:00 น. ที่ชั้น 23 อาคารสาทรนคร, ถนนสาทรเหนือ, เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500 (อยู่ไม่ไกลจากรถไฟฟ้าสถานีช่องนนทรี เดินมุ่งหน้ามาทาง Mc Donald’s และ Little Home  จะมีทางเชื่อมเข้ามาในตัวตึก เดินลงบันไดเข้ามาที่ชั้นล่าง แลกบัตรแล้วต่อลิฟท์ขึ้นมาที่ชั้น 23) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทร  02-667-0090-2 ขอวีซ่าที่นี่ใช้เวลาประมาณ 3-5 วันทำการเท่านั้น ไม่ต้องทำเรื่องนัดหมายล่วงหน้าเหมือนสถานทูตอื่น เพียงโหลดแบบฟอร์มนี้ แล้วกรอกข้อมูลให้เรียบร้อยตอนไปยื่น ถ้าเจ้าหน้าตรวจเอกสารของคุณผ่านแล้ว เขาจะให้คุณลงมาชำระค่าธรรมเนียมในการขอยื่นวีซ่าที่สาขาธนาคารกสิกรไทยที่อยู่ในละแวกใกล้ตึก แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ลุ้นกันเอาเองว่าคุณจะได้ไปต่อหรือไม่ ตึก ตึก ตึก ตึก

6 สิ่งมหัศจรรย์เมื่อมาเยือนกรุงเอเธนส์

คุยโม้มาถึงบรรทัดนี้แล้ว ได้เวลาเปิดโพย 6 สิ่งมหัศจรรย์ที่คุณไม่ควรพลาดเมื่อมาเที่ยวเมืองเอเธนส์ ก่อนอื่นต้องบอกให้คุณผู้อ่านได้ทราบกันก่อนว่า จุดขายของประเทศนี้มันอยู่ที่เกาะแก่งทั้งหลายกว่า 3,000 เกาะ (แม้เราจะรู้จักอยู่เพียงแค่ 2 เกาะก็ตาม) ส่วนกรุงเอเธนส์นั้นเหมือนเป็นของแถม เพราะเป็นที่ตั้งหลักก่อนไปต่อเรือหรือเครื่องบินไปเที่ยวที่อื่น ไหนๆ ก็มาแล้ว ไช้จึงขออนุญาตพาทัวร์กรุงเอเธนส์สักหนึ่งรอบ เผื่อไว้แค่ 3 วัน 2 คืน ก็พอ ไปเที่ยวเดี๋ยวเดียวก็ครบหมดแล้วครับ

1) Acropolis of Athens & Acropolis Museum

สถานที่นี้ถือเป็นไฮไลท์ของการมาเยือนกรุงเอเธนส์เลยก็ว่าได้ ไม่จำเป็นต้องซื้อตั๋วล่วงหน้า ไปยืนต่อแถวซื้อตั๋วได้ที่ Ticket Office ใกล้ๆ กับ Acropolis Museum เวลาดีในการเข้าชมคือก่อน 9 โมงเช้า คนจะเริ่มเยอะตั้งแต่ 10 โมงเป็นต้นไป ตั๋วจะเป็นแบบ Combo ราคา 12 ยูโร เป็นตั๋ว 5 ตอน สามารถเข้าชมสถานที่สำคัญๆ ต่างๆ ได้ภายใน 4 วันนับจากวันที่ซื้อ (Acropolis of AthensAncient Agora of AthensArchaeological Museum of KerameikosHadrian’s LibraryKerameikosMuseum of the Ancient AgoraNorth slope of AcropolisOlympieioRoman Agora of AthensSouth Slope of Acropolis) จากที่เดินทัวร์มาโดยรอบ จุดที่ต้องจอดแวะถ่ายภาพก็จะมี Theatre of Dionysus (เป็นโรงละครกลางแจ้งเก่าที่หลงเหลือไว้เพียงซากปรักหักพัง) Odeon of Herodes Atticus (เป็นโรงละครขนาดใหญ่อีกแห่งที่ถึงแม้จะมีอายุน้อยกว่า Theatre of Dionysus แต่ว่ายังมีสภาพที่สมบูรณ์กว่า อลังการมากเมื่อมองจากที่สูง) Parthenon (วิหารพาร์เธนอนถือเป็นพระเอกสำคัญของอะโครโพลิส แม้จะถูกทำลายไปเยอะแล้ว แต่ก็ยังแอบเห็นความสูงตระหง่าน รู้สึกได้ถึงความขลังในอดีตกาล) Erechtheion or Erechtheum (เป็นอีกหนึ่งวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพีเอเธนาและเทพโพไซดอน (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการซื้อตั๋วได้ที่นี่ครับ)

Parthenon2
Pathenon, The Highlight in Acropolis วิหารพาร์เธนอน
Erectheum2
Erectheum อยู่ด้านข้าง Parthenon
Dionysus
Theatre of Dionysus โรงละครสมัยโบราณ
Herodes
Odeon of Herodes Atticus

ในส่วนของพิพิธภัณฑ์ Acropolis Museum นั้นต้องซื้อตั๋วเพิ่มอีก 5 ยูโรในการเข้าชม เป็นตัวอาคารสมัยใหม่ที่รวบรวมโบราณวัตถุทั้งหลายกว่า 4,000 ชิ้น (ไม่สามารถถ่ายรูปภายในตัวอาคารได้ป จัดเป็นนิทรรศการให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม เวลาเปิดปิดของแต่ช่วงอาจไม่ตรงกัน (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการซื้อตั๋วและเข้าชมได้ที่นี่ครับ)

2) Syntagma Square

Syntagma ถือเป็นจตุรัสกลางเมือง เป็นศูนย์รวมทั้งสถานที่ราชการ แหล่งนัดพบของทั้งคนกรีซและนักท่องเที่ยว แถมยังเป็นศูนย์กลางของสถานีขนส่งทั้งหลายอีกด้วย จะนั่ง Metro ไปต่อเรือ สนามบิน, จะนั่งรถรางไปหาดทางตอนใต้ หรือจะนั่งรสบัสและรถท่องเที่ยวก็ต้องมาขึ้นที่นี่ ถ้าหากเดินหรือนั่งรถไฟมาโผล่แถวนี้แล้ว อย่าลืมแวะไปดูพิธีสวนสนาม (Guard Mounting) ทหารเปลี่ยนเวรยามแถวๆ Hellenic Parliament บริเวณหลุมฝังศพของทหารนิรนาม Tomb of The Unknown Soldier ทหารจะร่ายรำสวนสนามเปลี่ยนเวรยามกันทุกชั่วโมง จะมีครูผู้คุมอนุญาตให้ถ่ายรูปคู่กับทหารได้ตอนที่ยืนนิ่งประจำการที่คูหา (ห้าม selfie ห้ามทำท่าพิศดาร หรือล้อเลียนนายทหารเป็นเด็ดขาด ครูผู้คุมดุมาก) ในช่วงที่ทหารเดิน marching สามารถถ่ายรูปและอัดวีดีโอได้ แต่ในบริเวณที่เขาจัดให้เท่านั้นครับ ข้อสังเกตคือทหารที่นี่แต่งองค์ทรงเครื่องคล้ายชุดของสายการบิน Emirates เวลาเดินสวนสนามจะยกขาสูงมาก ลีลาท่าทางเป็นเอกลักษณ์ดูสง่างามและพร้อมเพรียงอย่างน่าทึ่ง ตบมือรัวๆ

Parliament
Hellenic Parliament รัฐสภากลางกรุงเอเธนส์
Mounting
Guard Mounting การเปลี่ยนเวรยามของนายทหารกรีก
Syntagma Square
Syntagma Square ย่านนี้ผู้คนเดินกันขวักไขว่

3) Monastiraki Square

อยู่ห่างจากสถานี Syntagma เพียงหนึ่งป้าย (สามารถเดินถึงกันได้) ก็จะเป็นตลาดนัดที่ขึ้นชื่อที่สุดในกรุงเอเธนส์ ร้านรวงในละแวก Monastiraki ส่วนใหญ่จะเป็นร้านขายของที่ระลึก ของตกแต่งบ้าน ขายของเก่า ของสะสมต่างๆ รวมถึงผลไม้สดด้วย เดินลัดเลาะเข้าไปในซอย อาจเจอร้านกิ๊บเก๋ ขายเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องสำอาง ของใช้ยอดนิยมของคนกรีซ และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ Monastiraki ยังเป็นที่ตั้งของร้านอาหารและร้านไอศกรีมโยเกิร์ตชื่อดังอีกด้วย เนื่องจากมาทริปนี้ผมไม่ได้ช้อปอะไรเลย ก็เลยไม่มีของฝากมาอวด ชมภาพถ่ายแทนละกันครับ

Monastiraki
Monastiraki Square ตลาดนัดขนาดใหญ่ ใจกลางกรุงเอเธนส์

4) Plaka

Plaka ถือเป็นย่านชุมชนอนุรักษ์เพราะอยู่ใกล้เมืองเก่า Acropolis และยังเป็นแหล่งช้อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนมร่วมสมัยทั้งหลายแหล่ อยู่ตรงกลางระหว่างสถานี Syntagma และ Monastiraki เรียกได้ว่าพื้นที่ 1-2-3-4 สามารถเดินทะลุถึงกันได้ ถ้าไม่หลงทิศซะก่อน แม้พื้นที่บริเวณนี้จะดูคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว แต่ถ้ามาเที่ยวกรุงเอเธนส์ แล้วไม่มาเดินทอดน่องแถวนี้ เหมือนว่ามาไม่ถึง

Plaka
Plaka แหล่งช้อปปิ้งที่ขึ้นชื่อของเมืองเอเธนส์
Plaka2
Plaka แหล่งช้อปปิ้งสินค้าแฟชั่นของเมืองเอเธนส์

5) Flisvos Marina

เอาเข้าจริงความน่าสนใจของกรุงเก่าเมืองเอเธนส์ก็มีเท่าที่เห็นนั่นแหละ มิน่าเขาถึงบอกว่าไม่ต้องเผื่อเวลาเที่ยวที่นี่เยอะ ให้ไปใช้เวลาอยู่บนเกาะจะดูตื่นเต้นกว่า เดินเที่ยวเล่นเชิงวัฒนธรรมกันมาเยอะแล้ว ผมจึงขอนำเสนอที่เที่ยวอีกแนวให้เป็นทางเลือก Flisvos Marina เป็นท่าเรือเอกชนที่อยู่ห่างจากตัวเมืองมาประมาณ 6 กิโล (คนละอันกับท่าเรือ Piraeus ที่เป็นท่าใหญ่สำหรับขึ้นเรือเฟอร์รี่) สามารถนั่งรถรางมาถึง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาทีจากสถานี Syntagma มาจอดลงที่สถานี Trocantero ซึ่งอยู่ปากทางเข้า Marina (สถานีนี้อยู่ระหว่างสถานี Aghia Skepi และ Flisvos) ความน่าสนใจของที่นี่คือเป็นท่าเรือที่คล้ายกับ community mall มีร้านอาหารบรรยากาศดีๆ ตั้งอยู่เรียงราย เหมาะสำหรับการพักผ่อนชิลล์ๆ กระหนุงกระหนิงชมวิวพระอาทิตย์ตกกับคนรัก แถมยังมีสนามให้เด็กวิ่งเล่นได้อีกด้วย

Marina2
Flisvos Marina ท่าเรือ แหล่งพักผ่อนหย่อนใจของคนกรีซ
Marina3
แหล่งพักผ่อนหย่อนใจของหนุ่มสาว และครอบครัว

6) Glyfada & Lake Vouliagmeni

สารภาพว่าไม่เคยไปมาทั้ง 2 ที่นี้ แต่จากการค้นหาข้อมูลบน Tripadvisor พบว่าทางตอนใต้ของกรุงเอเธนส์ก็พอมีชายหาดและทะเลสาบที่ว้าวๆ อยู่บ้าง ถือการเปลี่ยนอิริยาบทจากการเดินช้อปปิ้งเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์  Glyfada เป็นเมืองที่มีชายหาดออกแนวทรายผสมกับก้อนกรวด สามารถเล่นน้ำและนอนอาบแดดได้ แม้ไม่ได้สวยที่สุด แต่ก็ถือว่าเป็นวิธีสำรองในการเข้าถึงทะเลแบบไม่ต้องข้ามเรือไปไกลแสนไกล ส่วน Lake Vouliagmeni นั้นเป็นทะเลสาบอยู่ถัดลงไปอีกจากเขต Voula (สุดสายรถราง แล้วต่อรถบัสสาย 122) ไม่มีหาดแต่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันสำหรับคนที่ต้องการพักผ่อนเล่นน้ำใสได้วิวถ้ำอะไรประมาณนี้ (ทราบมาว่าต้องเสียค่าผ่านด่านประมาณ 12-13 ยูโรเพื่อเข้าไปใช้ Facilities ในละแวกนั้น) รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ 2 สถานที่นี้คลิ๊กได้ตามลิงค์บนชื่อสถานที่เลยครับ (สามารถนั่งรถราง และต่อรสบัสไปได้ แต่ถ้าเช่ารถขับเอง ก็สบายโลด)

ไปไงมาไงในกรีซ

กรุงเอเธนส์ไม่ได้ใหญ่มากมายอย่างที่คิด คนส่วนใหญ่ก็เที่ยวกันอยู่ไม่กี่ที่ วิธีที่สะดวกที่สุดในการไปไหนมาไหนคือการใช้รถไฟใต้ดิน (Metro) และรถราง (Tram) ซึ่งเชื่อมต่อถึงกัน รถไฟมีอยู่ไม่กี่สาย Metro Line1 (Piraeus-Kifisia สายนี้เป็นสายหลักที่จะวิ่งไปจบที่ท่าเรือน้ำลึก ที่ๆ เราไปขึ้นเรือเพื่อไปยังเกาะต่างๆ วิธีการจองตั๋วเพื่อไปเกาะจะเล่าให้ฟังอีกทีในภาคถัดไป) Metro Line2 (Anthoupoli-Elliniko สายนี้เป็นสายหลักที่วิ่งผ่าน Old Town อย่าง Acropolis และ Syntagma) Metro Line3 (Aghia Marina-Airport สายนี้เป็นสายหลักที่วิ่งไปสุดที่สนามบิน)

Vending Machine
ตู้ขายตั๋วหน้าตาเป็นแบบนี้
Ticket
Integrated Ticket ตั๋วแบบนี้ราคา 1.2 ยูโร เดินทางได้ภายใน 70 นาที

ตั๋วรถไฟที่นี่สามารถซื้อได้จาก Ticket Office และ Vending Machine มีให้เลือก 3 ชนิด ขึ้นอยู่กับประเภทของการเดินทาง

แบบแรกเป็นแบบ ​Integrated Ticket ตั๋วใบเดียวขึ้นได้ทั้งรถไฟและรถเมล์ไม่จำกัดจำนวนครั้ง แต่ใช้ได้ภายใน 70 นาทีนับจากเวลาที่ validate ตั๋ว ณ จุดทางเข้า (ราคา 1.20 ยูโร) ตั๋วชนิดนี้เหมาะสำหรับการโดยสารแบบ Point-to-Point มีเวลาค่อนข้างจำกัด

แบบที่สองเป็นแบบ 24-hour Ticket คล้ายแบบแรกแต่ใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งภายใน 24 ชั่วโมง (ราคา 4 ยูโร) ตั๋วชนิดนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเดินทางไปๆ มาๆ บ่อยครั้งใน 1 วัน

แบบที่สามเป็นแบบ 5-day Ticket คล้ายแบบที่สองแต่ใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งภายใน 5 ชั่วโมง (ราคา 10 ยูโร) คือถ้าเดินทางไปๆ มาเกิน 3 วันขึ้นไป แบบนี้ถึงคุ้ม ในความเป็นจริงสำหรับนักท่องเที่ยวระยะสั้น จะไม่ค่อยได้ใช้ตั๋วชนิดนี้เท่าไหร่

ขอแถมตั๋วอีกประเภทนึ่งคือตั๋วพิเศษใช้เดินทางไปสนามบิน Airport Ticket (Metro Line 3) ถ้าเดินทางอยู่แต่ในเมืองใช้ตั๋วธรรมดาก็ได้ แต่ถ้าต้องเดินทางไปสุดสายที่สนามบิน เขาบังคับให้ซื้อตั๋วพิเศษในราคา 8 ยูโร แต่ถ้าขึ้นรถบัสราคาจะถูกลงคือ 5 ยูโร โดยส่วนตัวคิดว่านั่งรถไฟใต้ดินสะดวกกว่าครับ ตั๋วชนิดนี้ซื้อได้จากตู้เช่นเดียวกัน หน้าตาตั๋วเกือบจะดูคล้ายกับตั๋วปกติ (แต่แพงกว่า) ถ้าจะมั่วอาจไม่มีใครรู้ แต่ไม่แนะนำให้ทำ เพราะหากถูกสุ่มตรวจขึ้นมาจะเดือดร้อน เสียค่าปรับบานเลย และที่สำคัญทำให้เสียชื่อประเทศไทยอีกด้วย ที่ยุโรปเขาใช้ระบบ Honor System ไม่มีพนักงานตรวจตั๋ว บางเมืองเขามีรถไฟใต้ดินมานานแล้ว จึงยังไม่ได้ใช้ระบบ Smart Card เหมือนบ้านเรา

อ้อลืมบอกไปที่นี่รถไฟใต้ดินเปิดให้บริการตั้งแต่เวลาตี 5 ยาวไปจนถึงเที่ยงคืน ยกเว้นวันศุกร์และเสาร์ที่ลากยาวไปถึงตีสองครึ่ง สำหรับรถบัสที่จะไปสนามบิน มีให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ยังไงก็ดีให้เช็คตารางรถและเผื่อเวลากันให้ดี ตกเครื่องขึ้นมามันจะไม่คุ้มกัน

***สำหรับคนที่เดินทางจากท่าเรือ Piraeus ไปยังสนามบิน ให้ซื้อตั๋วพิเศษราคา 8 ยูโร โดยใช้ Route นี้ (Metro Line1: Piraeus-Monastiraki) แล้วต่อมายัง (Metro Line3: Monastiraki-Airport) มีรถไฟบางขบวนที่หยุดลงกลางทาง ถ้าจำไม่ผิดคือที่สถานี Doukissis Plakentias สถานีนี้ไม่ใช่สนามบินนะครับ ถ้าขบวนนี้ไม่ไปต่อ ให้รอขบวนต่อไปที่สถานีเดิม เมื่อไหร่ที่ถึงสนามบิน คุณจะได้ยินเสียงประกาศ พร้อมเห็นคนแห่กันเข็นกระเป๋าเดินทางออกจากขบวนรถไฟ อันนี้แสดงว่าคุณได้มาสุดทางแล้วจริงๆ กรุณาเผื่อเวลาเดินทางไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมงครึ่งจากสถานีท่าเรือไปจบที่สนามบิน เพราะฉะนั้นตอนจองตั๋วกลับให้เผื่อเวลาไว้เยอะๆ เพราะเรืออาจมาถึงที่หมายช้ากว่ากำหนด แต่ถ้าไม่อยากเสี่ยงบางเกาะเขาจะมีเที่ยวบินตรงมาที่สนามบินเอเธนส์เลย เข้าใจตรงกันนะ
IMG_6547
ถ้าโผล่ขึ้นมาถูกที่ นี่คือสถานีปลายทางที่สนามบิน

เป็นคนติดโซเชียลทำไงดี?

เนื่องจากทริปนี้ผมต้องเดินทางย้ายโรงแรมไปมาเยอะมาก แผนที่ๆ ได้มาก็อ่านไม่รู้เรื่อง จึงจำเป็นต้องซื้อ Local Sim ติดตัวไว้ เพราะไม่เพียงใช้ในการติดต่อสื่อสารกับโรงแรมแล้ว ยังมี Data Package ให้เราสามารถเข้าถึง Internet และ Social Media ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องง้อ Wifi ฟรีตามที่สาธารณะ ซึ่งติดๆ ดับๆ ตลอด

ตามหัวเมืองใหญ่ๆ พยายามสังเกตหาร้านที่มีสัญลักษณ์ของ 3 ยี่ห้อนี้ คือ Wind, Vodafone และ Cosmote (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ให้บริการทั้ง 3 เจ้าได้ที่นี่ครับ) คุณจำเป็นต้องใช้พาสปอร์ตในการลงทะเบียน ใช้เวลาในการกรอกใบสมัครและติดตั้งอยู่ประมาณ 15-20 นาที ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับแพ็คเกจที่เลือก โดยเฉลี่ยจะตกอยู่ประมาณ 10-20 ยูโร ของผมเสียค่า sim card 5 ยูโร top-up เงินอีก 10 ยูโร ได้ data package มา 1 GB ใช้ได้เหลือเฟือตลอดทริปเลย รู้อย่างนี้แล้วแนะนำให้ไปหา Local Sim ที่โน่น น่าจะประหยัดตังค์กว่าการใช้บริการ International Roaming ของบ้านเรา เพียงแค่บอกคนที่บ้านเรา ถ้ามีอะไรให้โทรหาผ่าน Line Call ก็เท่านั้น แต่ถ้าใครสะดวกที่จะใช้เบอร์ของตัวเองเพราะมีธุรกิจรัดตัวก็ไม่ว่ากันนะ แค่บอกไว้ให้เป็นทางเลือกเฉยๆ ครับ

กินอยู่อย่างคนกรีซ

จากประสบการณ์ส่วนตัว การกินอยู่ในประเทศนี้ไม่ได้ลำบากยากเย็นอย่างที่คิด มีร้าน Bakery ร้านกาแฟ ร้านไอติม และอาหารนานาชาติหลายอย่างที่เราพอคุ้นเคย แต่จะว่าไปแล้ว มาเที่ยวกรีซทั้งทีก็ต้องพยายามบังคับตัวเองให้กินอาหารพื้นเมืองของเขาให้มากที่สุด และนี่คือ 6 เมนูเด็ดที่ไช้ชวนลิ้มลอง

1) Soulvaki

ซูฟลากี้เป็นอาหารพื้นเมืองยอดนิยมของคนกรีซ ฟังชื่อแล้ว โอ้โหดูกรี๊กกรีก แต่พอเห็นของจริงมันคือบาร์บีคิวเสียบไม้ดีๆ นี่เอง มีทั้งแบบที่เป็นหมู ไก่ และเนื้อแกะ นิยมทานคู่กับแป้ง Pita ผักสด และ French Fries อาหารชนิดนี้นับว่าแปลกมาก เพราะมันมีเสิร์ฟตั้งแต่เป็นแผงข้างถนนราคาประมาณ 1 ยูโรกว่าๆ ไปจนถึงร้านอาหารดีๆ ที่คิดราคาแพงเว่อร์ถึง 10 ยูโรต่อจาน เห็นแล้วอยากเอาบาร์บีคิวเวอร์ชั่นไทยไปขายแข่งจริงๆ เพราะของเรามีแบบเบค่อนพันเห็ดเข็มทองด้วย ว่ามั๊ย มันต้องขายดีระเบิดระเบ้อแน่นอนเลย

Souvlaki place
ร้านขาย Souvlaki มีตั้งแต่ร้านฟาสต์ฟู้ดข้างทาง ไปจนถึงร้านหรูมีที่นั่งสะดวกสบาย

2) Gyros

ร้านไหนมีขายซูฟลากี้ต้องมีขายกีรอส มันเป็นของคู่กัน ประมาณว่าที่ไหนขายผัดกะเพรา ต้องมีหมูกระเทียมพริกไทยด้วย วิธีการเสิร์ฟเกือบเหมือนกัน เพราะนิยมทานคู่แป้ง Pita ผักสด และ French Fries แต่ความต่างของมันคือกีรอสจะเป็นเนื้อสัตว์ที่แร่ออกมาเป็นชิ้นๆ จากเตาหมุน (ลองคิดถึงหน้าตา Kebab ที่มีทั้งแบบเป็นหมู ไก่ เนื้อวัว เนื้อลูกวัว เนื้อแกะ) ส่วนซูฟลากี้จะเป็นเนื้อสัตว์เป็นก้อนที่ถูกรูดออกมาจากไม้บาร์บีคิว อาหาร 2 ชนิดนี้หาทานง่ายตามร้านข้างทางและภัตตาคารชั้นนำทั่วไป

Gyros
Gyros หน้าตาเป็นแบบนี้ เนื้อสัตว์ห่อด้วยแป้ง Pita ใส่มันฝรั่งทอดและผักสด

3) Tzatziki

หลายคนมีปัญหาต่อการออกเสียงอาหารชนิดนี้ (Zat-zee-key) และหลายคนก็ตกหลุมรักเป็นแฟนกับอาหารชนิดนี้ ไม่ใช่สิ มันคือซอสมหัศจรรย์ชนิดหนึ่งที่ทำมาจาก Greek Yogurt ผสมด้วยแตงกวา กระเทียม เกลือ น้ำมันมะกอก (บางทีก็ใส่น้ำเลมอนด้วย) ใส่ผักชีลาว ผักชีฝรั่ง และใบมินท์เข้าไปด้วย คือมันจะช่วยเพิ่มรสชาติเมื่อทานคู่กับเนื้อสัตว์อย่าง Souvlaki หรือ Gyros

4) Greek Salad

แม้จะไม่ค่อยเป็นที่นิยมในหมู่คนไทยเท่าไหร่ เราเคยชินแต่ซีซาร์สลัด พอมาเจอกรีกสลัดบางคนถึงกับเมินหน้าหนี เพราะมันเป็นสลัดที่ไร้ใบ อุดมไปด้วยแตงกวา มะเขือเทศ หอมแดง พริกหยวกสีเขียว feta cheese ผลมะกอก ใช้เดรสซิ่งเป็นน้ำมันมะกอก แต่ถ้ามากรีซแล้วไม่ได้กินกรีกสลัดเหมือนมาไม่ถึง เลยต้องจัดซักหน่อยพอเป็นพิธี

Greek Salad
Greek Salad เป็นสลัดชนิดไร้ใบ

5) Greek Yogurt

เอกลักษณ์ของกรีกโยเกิร์ตคือความเข้มข้น เพราะเขากรองให้เหลือแต่เนื้อๆ ที่มีรสชาติเปรี้ยว ขอบอกว่าไขมันสูงไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว แต่เพื่อให้ทานได้ง่ายขึ้นสำหรับคนที่ไม่ชอบทานเนื้อโยเกิร์ตแบบหนักๆ กรีกโยเกิร์ตจึงถูกแปรรูปไปเป็น Tzatziki บ้าง เป็นไอศกรีมบ้าง ที่ประเทศนี้คุณจะเห็นร้านไอศกรีมโยเกิร์ตแบบที่คิดราคาจากการชั่งน้ำหนักเต็มไปหมด ลองมาหลายยี่ห้อ ที่คุ้นหูคุ้นตาบ่อยๆ คือ 2 ยี่ห้อนี้ Yogolicious และ Chillbox ก่อนจะชั่งน้ำหนัก ต้องทำใจหนักมาก เพราะมันดันราคาแพงกว่า Souvlaki และ Gyros ตั้งหลายเท่าตัว ตกเฉลี่ยแล้วประมาณ 1.8-2.2 ยูโรต่อน้ำหนัก 100 กรัม

Chillbox2
ร้าน Frozen Yogurt อร่อยจังแก แพงจังเออ

6) Greek-style Frappe

ทีแรกเราก็คิดว่า Frappe มันคือกาแฟปั่น มันก็ปั่นจริงๆ นะ แต่ไม่ได้ปั่นกับน้ำแข็ง เป็นการนำกาแฟไปเข้าเครื่อง Shaker เขย่าและตีจนฟองฟอดแล้วค่อยมาเติมก้อนน้ำแข็งในภายหลัง ตอนสั่งกาแฟเขาจะถามว่าใส่นมและน้ำตาลมั๊ย ชอบรสชาติไหนก็บอกไป ชงออกมาเสร็จสรรพ มันคือกาแฟเย็นตีฟองนั่นเองล่ะครับพี่น้อง ก็โอเคนะ รสชาตินัวๆ ดี ไม่เข้มข้นมาก เพราะสำหรับคนคออ่อนอย่างเรา

IMG_4657
Frappe ของบ้านเขา คือกาแฟเย็นตีฟอง

เรื่องน่ากรี๊ดเมื่อไปเที่ยวกรีซ

เพื่อให้คุณได้สัมผัสกับบรรยากาศแบบกรี๊ดกรีซจริงๆ ผมขอเล่าประสบการณ์ส่วนตัวเท่าที่ได้เจอมาจากการมาเที่ยวกรีซ ขอออกตัวไว้ก่อนเลยว่านี่ถือเป็นข้อสังเกตส่วนบุคคล ผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

1) ไฟเขียวเดี๋ยวเดียวก็แดง

การข้ามถนนที่นี่เป็นอะไรที่ท้าทายมาก ไม่ใช่ไม่มีไฟเขียวไฟแดงตรงทางม้าลายนะ มี แต่ที่มีนั่นแหละคือตัวปัญหา ทุกครั้งที่ไฟเขียวกระพริบเพื่อให้คนข้าม มันจะอยู่กับเราไม่นาน ประมาณ 5-10 วินาทีเท่านั้นสัญญาณไฟเขียวก็จะเปลี่ยนเป็นไฟแดงห้ามไม่ให้คนข้ามทันที มันจะเร็วไปไหน นี่ยังจ้ำอ้าวมาไม่ถึงครึ่งทางเลย แดงซะเลย วิ่งกันตูดแล่บเลยทีเดียว

2) ขับรถ ขี่มอร์เตอร์ไซค์ เอาที่สบายใจละกัน

เดินบนฟุตบาทอยู่ดีๆ ใช่ว่าจะปลอดภัยนะ บางทีอาจจะเจอคนขี่มอร์เตอร์ไซค์สวนขึ้นมาก็ได้ จักรยานไม่ต้องพูดถึง อันนั้นมันชัวร์อยู่แล้ว เท่าที่สังเกตเห็นกีฬาปั่นจักรยานก็เริ่มเป็นที่นิยมอยู่บ้างแต่เฉพาะในบางพื้นที่ ไม่ค่อยเห็นคนเช่าจักรยานปั่นชมเมืองเท่าไหร่ คงเป็นเพราะเรื่องความปลอดภัยนั่นแหละ ที่นี่ทั้งคน ทั้งรถ ไม่มีใครกลัวใครเลย ตัวใครตัวมัน เอาที่สบายใจละกันครับ

3) ร้านอาหาร(บางร้าน)ไม่รับบัตร

อย่างที่ทราบกันดีอยู่ว่าในช่วงวิกฤติทางการเงินของประเทศกรีซ รัฐบาลออกนโยบายไม่ให้ถอนเงินจากบัญชีธนาคารวันละ 60 ยูโร หรือไม่เกิน  420 ยูโรต่อสัปดาห์ เป็นเหตุให้ร้านบางร้านไม่ค่อยอยากให้ลูกค้าทำธุรกรรมผ่านบัตรเครดิต เพราะเขากลัวเอาเงินออกจากบัญชีธนาคารไม่ได้ เพราะฉะนั้นเวลาไปเที่ยวกรีซ ควรพวกเงินสดสำรองติดตัวไว้บ้างนะครับ

4) น้ำดื่มถูกและเย็นดี

ตั้งแต่ไปเที่ยวยุโรปมา ผมว่าราคาน้ำดื่มที่นี่ดูสมเหตุสมผลดีนะ 50 cent ต่อน้ำเปล่าหนึ่งขวดเล็ก (500 ml) และ1 ยูโรสำหรับน้ำหนึ่งขวดใหญ่ (1.5 ลิตร) ช่วงหน้าร้อน (ประมาณปลายเดือนกรกฎาคม-ต้นเดือนสิงหาคม) น้ำดื่มเย็นๆ เป็นอะไรที่จำเป็นมากๆ

5) ผู้ชายหน้าหล่อ ผู้หญิงหุ่นดี

เวลาไปเที่ยวตามชายหาดนี่เห็นชัดเลย แต่ละคนหุ่นมาอย่างเป๊ะทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เราคงเป็นคนเดียวบนหาดที่เดินมาแบบพุงพลุ้ยเลย ฝากไว้ก่อนนะ ซีซั่นหน้าจะมาอย่างเป๊ะเลย จะว่าไปแล้วถ้าเทียบระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย ยอมรับว่าผู้ชายหน้าตาดีกว่า เพราะฝ่ายหญิงจมูกจะสูงแหลม และนัยน์ตาเป็นเบ้าลึกไปหน่อย ทำให้ดูน่าเกรงขามมากไปหน่อย

6) ทุกอย่างสายเสมอ

เรื่องความตรงต่อเวลาเป็นเรื่องที่คนกรีซไม่ชนะชาติใดในโลก ทั้งคน ทั้งรถ ทั้งเรือ สายพอๆ กัน จะไปไหนมาไหนเผื่อเวลาไว้เยอะๆ เน้อ คนที่นี่เขาดูไม่ค่อยเป็นทุกข์ร้อนเท่าไหร่กับเวลานัดหมายเท่าไหร่ สบายๆ are you okay?

7) ภาษีจะแพงไปไหน

จากการเก็บข้อมูลเชิงสถิติ ประเทศกรีซถือได้ว่าเป็นประเทศหนึ่งที่เก็บภาษีหนักมาก ภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT สูงสุด 23% (ยกเว้นสินค้าและบริการบางรายที่ได้รับการสนับสนุน อาจมีการเรียกเก็บเพียง 6.5% และ 13% ซึ่งก็มีไม่เยอะมาก) ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นแบบอัตราก้าวหน้าขั้นต่ำ 22% สูงไปถึง 42% ประกันสังคม ลูกจ้างจะถูกหัก 16% จากเงินเดือน นายจ้างสมทบให้อีก 28.06% ส่วนภาษีนิติบุคคลก็ถูกเรียกเก็บประมาณ 29% โดยค่าเฉลี่ย

8) กินข้าวดึกไปมั๊ย

เวลาที่ประเทศกรีซจะเดินช้ากว่าไทยประมาณ 4-5 ชั่วโมง พระอาทิตย์จะตกค่อนข้างช้าในช่วงหน้าร้อน ประมาณ  2 ทุ่มถึง 2 ทุ่มครึ่ง ส่วนเวลาที่ผู้คนเริ่มกินข้าวเย็นก็จะประมาณราวๆ 3 ทุ่มหรือหลังเที่ยงคืนในเวลาบ้านเรา เล่นเอาท้องไส้ปั่นป่วนเลยทีเดียว วันแรกๆ ไม่ค่อยชินเท่าไหร่ พอเริ่มปรับตัวได้กินเสร็จแล้วนอนเลยจ้า

9) ดนตรีนั้นคือชีวิต

ชนชาตินี้เขารักสนุก รักการเต้นรำ แค่ได้ยินเสียงเพลงเท่านั้น เขาสามารถร้องรำทำเพลงได้อย่างสนุกสนาน คือเวลาเขารวมตัวกัน จะรู้สึกฮึกเหิมมาก ท่าเต้นสไตล์กรีกเขาจะมีเอกลักษณ์ของเขานะ การเต้นแบบจับแขน กระโดดไขว้ขากันไปมาเหมือนการละเล่นเลย เคยลองเต้นตามอยู่ทีนึง คิดว่าง่าย พอดนตรีมันเร่งให้เร็วขึ้น ขางี้ไขว้ขวิดซะจนหน้าคว่ำเลย

10) ประท้วงเข้าไป มันคือประชาธิปไตย

การออกมาประท้วงถือเป็นการใช้สิทธิ์ใช้เสียงเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยชนิดหนึ่ง ทำได้บ่อยครั้งเท่าที่คุณต้องการ เวลาเดินทางไปเที่ยวที่ไหน ขออย่างเดียวอย่าให้เจอสไตร์ค เพราะถ้าเครื่องบิน รถไฟ เรือเมล์ หยุดงานพร้อมกันล่ะก็ พ่อคุณเอ๋ย ได้นอนโยกเยกร้องเพลงรออยู่ในโรงแรมแน่ๆ โชคดีมากครับ ในทริปนี้ไม่มีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น ทุกอย่าง Smooth as silk แม้จะไม่ได้ใช้บริการสายการบินแห่งชาติเราก็เหอะ

*โบนัส* แผนสำรองเมื่อมีเวลาเหลือเฟืออยู่ที่สนามบิน

ทริปกรี๊ดกรีซครั้งนี้เต็มไปด้วยอุปสรรคและความท้าทาย นานัปการ ไม่ว่าจะเป็นการแบกรับความเสี่ยงต่อการถูกยกเลิกเที่ยวบิน ความเสี่ยงต่อการเกิดประท้วงกลางเมืองเนื่องจากวิกฤติทางการเงิน แต่ทุกอย่างก็ผ่านมาได้ด้วยดี ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น ผมจึงขอส่งท้ายบทความด้วยเหตุการณ์ภาคบังคับเมื่อมีเหตุจำเป็นต้องค้างอ้างแรมที่สนามบิน

คืองี้ครับ ตอนท้ายทริป ผมต้องลากกระเป๋าเดินทางอันหนักอึ้งจากท่าเรือ Piraeus ไปยังสนามบิน เพื่อต่อเครื่องไปเที่ยวต่อที่ Istanbul ดันเลือกไฟล์ทไว้ซะเช้าของวันรุ่งขึ้น เพราะกลัวมีเวลาเที่ยวน้อย ปรากฎว่าเที่ยวบินนี้ต้องเช็คอินตอนประมาณตี 4 เลยตัดสินใจว่าคงต้องหาที่อุ่นๆ ซุกตัวอยู่ที่สนามบินนั่นแหละ ไม่ได้เตรียมเนื้อเตรียมตัวเป็นยิปซีมาก่อน ครั้นจะแบกกระเป๋าเร่ร่อนไปทั่วก็คงไม่สบายตัวนัก เลยตัดสินใจดำเนินตามแผนการดังนี้ครับ

ฝากกระเป๋าไว้ก่อนไม่มีใครสอนไว้

ที่สนามบินกรุงเอเธนส์เขามีจุดรับฝากกระเป๋าด้วยนะเธอว์ อยู่ที่ชั้นล่าง Arrival Hall บริการนี้มีชื่อว่า Care 4 Bag อัตราค่าบริการก็ไม่ถึงกับโหดมาก สำหรับกระเป๋าขนาดใหญ่ อัตราเริ่มต้นอยู่ที่ 7.5 ยูโร สำหรับ 6 ชั่วโมง, 8.5 ยูโร สำหรับ 12 ชั่วโมง, 10 ยูโร สำหรับ 18 ชั่วโมง และ 13 ยูโร สำหรับ 24 ชั่วโมง (อ่านรายละเอียดในการฝากกระเป๋า และราคาค่าบริการต่างๆ ได้ที่ลิงค์นี้ครับ) เนื่องจากเวลาของผมเหลือเฟือเพราะเผื่อเวลาดีเลย์ของเรือไว้เยอะ ก็เลยเลือกที่จะฝากกระเป๋าไว้ที่สนามบิน แล้วตีตั๋วรถไฟกลับไปเดินเล่นในเมืองต่อ (ซื้อตั๋ว 24 hr ticket ไว้แล้วต้องใช้ให้คุ้ม) เดินทางกลับมาถึงที่สนามบินตอนราวๆ 3 ทุ่ม ได้เวลาเล็งหาที่นอนกันละครับ

Bag Deposit
Care 4 Bag บริการฝากกระเป๋าเดินทางที่สนามบิน

มุมไหนน่านอน จงตามมา

โชคดีที่ซื้อ Local Sim ติดตัวไว้ ก็เลยลองค้นหาผ่านอากู๋ “Google วิเศษบอกข้าเถิด มุมไหนเลิศในสนามบินช่วยบอกที” ว่าแล้วอากู๋ก็แนะนำให้เข้าไปอ่านที่นี่ Sleepinginairports.net สรุปใจความสำคัญได้ว่า คุณต้องเข้าเล้าสถานเดียว ขออภัยพิมพ์ตกหล่นไป ต้องเข้าเลานจ์สถานเดียว เพราะที่สนามบินแห่งนี้ไม่ค่อยเอื้อให้นอนสบายตามใจฉัน โชคร้ายต่อที่ 1 คือ แม้กระผมจะมีบัตร Priority Pass ซึ่งเป็นบัตรที่สามารถใช้บริการเลานจ์ได้ฟรี แต่ว่าเลานจ์ที่เปิดอยู่มันดันต้องใช้ตั๋ว Boarding Pass ด้วย ก็ยังไม่ถึงเวลาเช็คอิน จะมี boading pass ได้ยังไงวะ(ครับ) โชคร้ายที่เกือบดีต่อที่ 2 คือ มันยังมีเลานจ์ใกล้กับ Gate A และ B ที่เราสามารถเข้าถึงได้ (เข้าใจว่าฟากนี้เชื่อมต่อกับประเทศในแถบ Schengen Zone) แต่มันดันปิดทำการ เอาเป็นว่าอดนอนหรูครับพี่น้อง ดีที่สุดเท่าที่พึงทำได้คือการกอดเป้เอียงหัวตรงสันคอเก้าอี้โซนที่เป็น duty-free แค่โชว์พาสปอร์ตก็สามารถเดินเข้าไปในโซนแถบนั้นได้ แม้ว่าจะไม่ตั้งใจช้อปก็ตาม แต่ขอบอกว่าที่นั่งโซนนี้ดูดีสุด ที่นั่งสบายสุด คนพลุกพล่านน้อยสุด และมี wifi ฟรีให้ด้วย เสียอย่างเดียว ได้ยินเสียงประกาศตามหาผู้โดยสารตลอดคืน แล้วตรูจะได้หลับมั๊ยครับเนี่ย สรุปว่าบังคับให้ตัวเองงีบไปได้ประมาณชั่วโมงครึ่งพร้อมตื่นขึ้นมากับอาการปวดต้นคอ ถ้าเลือกกลับไปเริ่มต้นใหม่ได้ จะขอนั่งตามดู ตามรู้ลมหายใจไปเรื่อยๆ จนถึงเช้า ดีไม่ดีการภาวนาบรรลังก์นี้อาจจะยาวนานที่สุดกว่าที่เคยไปปฏิบัติมาจากสำนักไหน

Sleeping area
มุมนี้น่านอนสุดแระ

Leave a Reply

%d bloggers like this: