Ho Chi Minh City Tour ตอนกินอยู่อย่างเวียด

การมาเที่ยวที่โฮจิมินห์ซิตี้ถือเป็นทริปที่มีความตื่นเต้นสมบุกสมบันไม่ใช่น้อย ตั้งแต่ขึ้นเครื่องก็เจอสายการบินไทยไฟลท์ดีเลย์ไปซะครึ่งชั่วโมง (ด้วยเหตุสุดวิสัย) อุตส่าห์รีบเร่งแทบตายในวันที่คนทั้งกรุงแห่กันไปขึ้นเครื่องที่สุวรรณภูมิราวกับเป็นวันมาฆบูชา (รวมตัวกันโดยไม่ได้นัดหมาย) ทั้งที่มันคือวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษาแท้ๆ โชคดีที่เผื่อเวลาไว้เยอะหน่อย จึงเอาตัวรอดเข้ามาได้อย่างเฉียดฉิว นับเป็นความโชคดีของคนไทยที่สามารถเดินทางมาเที่ยวเวียดนามโดยไม่ต้องใช้ VISA แค่เอาหน้าโหดๆ ยื่นให้เจ้าหน้าที่ Immigration ดู ถ้าพูดภาษาอังกฤษได้ด้วยจะมีชัยไปกว่าครึ่ง เพราะไม่ต้องอึกอักทำเป็นลักลอบเข้าเมืองโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทันทีที่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง เราจะได้อนุญาตให้อยู่ในประเทศนี้ได้นานถึง 30 วันโดยไม่ต้องแจ้นไปสถานทูต ถ้าอยู่นานกว่านี้แสดงคุณหลงรักสาวเวียดนามเข้าแล้วเต็มเปา อันนี้ต้องยอมรับจริงๆ ว่าสาวเวียดนามโดยเฉลี่ยนั้นจะผิวพรรณดี หน้าตาสะสวย และที่สำคัญโนตมกันทั้งนั้น ถ้าใส่ชุดอ๋าวหย่ายด้วย โอโฮ เลือดกำเดาแทบทะลัก ชายไทยหน้าตากลางๆ รับรองหากินได้ที่นี่แน่นอน เพราะผู้ชายเวียดนามนั้นมีสรรพคุณตรงกันข้ามเลย (ไม่ต้องมีคำบรรยายใดๆ)

ทันทีทีี่ออกจากประตูสนามบิน มันให้ความรู้สึกเหมือนเราเป็นนักกีฬาทีมชาติยังไงไม่รู้ มีคนแห่มาต้อนรับเต็มไปหมด แต่ขออำไพเขาไม่ได้มารอเราหรอก เขาเกาะลูกกรุงรอเพื่อนเขากันหน้าสลอน ส่วนเพื่อนของเรานั่งจิ้มโทรศัพท์มือถืออยู่ข้างเสาโน่น 555

TG 550 นำท่านเดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิในเวลา 7:45 น. ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น 1 ชั่วโมงครึ่ง ไม่นับเวลาที่เครื่องบินดีเลย์
TG 550 นำท่านเดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิในเวลา 7:45 น. ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น 1 ชั่วโมงครึ่ง ไม่นับเวลาที่เครื่องบินดีเลย์

ถึงแล้วเวียดนาม

การเดินทางไปไหนมาไหนในเวียดนาม ไม่ใช่เรื่องยากและไม่ใช่เรื่องง่าย ที่ว่าไม่ยากคือถ้าอยู่ในตัวเมือง เราสามารถใช้เท้าทั้งสองข้างพาเราไปไหนมาไหนได้ สถานที่สำคัญๆ มันอยู่ไม่ไกลจากกันมาเท่าไหร่นัก ตราบใดที่เราไม่เป็นคนนอกลู่นอกทาง ผมแนะนำให้ download แอพแผนที่มาใช้ จะได้ไม่ต้องยืนกาง Map อยู่กลางถนนให้เป็นเป้าสายตาใคร (แนะนำ CityMap2Go ครับ เวิร์คมากๆ มีทั้งบน iOS และ Android) อัตราค่าโดยสารโดย Taxi นั้นแพงพอๆ กับบ้านเรา แต่ต้องระมัดระวังกลโกงของ Taxi เถื่อนซะเล็กน้อย เพราะเขาอ่านปั่นค่ามิเตอร์ให้ทำงานเร็วเกินปกติ (อ่านวิธีดูแลตัวเองจากการเช่ารถและเรียก Taxi จาก Tripadvisor ครับ) ถ้าเป็นไปได้แนะนำให้ใช้บริการของ 2 ยี่ห้อนี้คือ Vinasun และ Mailinh จะปลอดภัยกว่าสำหรับนักท่องเที่ยว อัตราค่าโดยสารเฉลี่ย 20,000 vnd (30 บาท) ในระยะทาง 5 นาที จนถึง 200,000 vnd (300 บาท) ในระยะทางประมาณครึ่งชั่วโมงถึง 45 นาที ถ้าอยากใช้บริการ Taxi หรือ Motorcycle รับจ้างพยายามเรียกข้างถนน อย่าเรียกตามจุดนักท่องเที่ยว เพราะพวกนี้จ้องรอหาเหยื่ออยู่แล้ว

เรียกใช้บริการรถ Taxi Visanun ได้ ปลอดภัย
เรียกใช้บริการรถ Vinasun Taxi ได้ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน มอก.

ถ้าอยู่ที่ Hanoi ผมจะแนะนำให้ใช้บริการ Cyclo Tour (สามล้อถีบ) แต่ถ้าอยู่ที่โฮจิมินห์ซิตี้ ถ้าไม่ได้ลองนั่งมอร์เตอร์ไซค์มันเหมือนมาไม่ถึงที่ โชคดีที่เพื่อนผมเขามีมอร์เตอร์ไซค์ให้ซ้อนท้าย ทริปนี้เลยได้ใช้ชีวิตอยู่บนหลังอานมอร์เตอร์ไซค์เหมือนคน Local จริงๆ ฟินปะล่ะ สารภาพเลยว่าชีวิตนี้นั่งมอร์เตอร์ไซค์แทบนับครั้งได้ ผมจะใช้บริการพี่วินเฉพาะตอนที่เร่งด่วนเดินเท้าเปล่าไปไม่ถึงเท่านั้น จำได้แม่นเลยว่านั่งครั้งแรก ตัวงี้แข็งเกร็งไปหมด หลังๆ ดีขึ้น เริ่มพริ้วเข้าจังหวะพอได้อยู่ แต่ก็ไม่ประมาทขอเกี่ยวเกาะที่จับด้านหลังไว้ก่อนเพราะปอดแหก ใครจะไปรู้อะไรก็เกิดขึ้นได้ ถ้าอยู่ต่างแดนขอเซฟไว้ก่อนเป็นดี ยิ่งช่วงนี้ฝนตกถนนลื่นด้วย

การนั่งหรือขี่มอร์เตอร์ไซค์ในเวียดนามนั้นทำให้ไปไหนมาไหนได้สะดวกสุดๆ เพราะที่จอดรถนั้นหายากเกิน ส่วนลานจอดมอร์เตอร์ไซค์นั้นเพียบเลย ถ้าไม่มีที่จอดเฉพาะให้ ก็แค่ปีนขึ้นมาจอดบนฟุตบาทเท่านั้นเอง เป็นไงล่ะมักง่ายมั๊ยล่ะ สงสัยพี่ไทยจะรับวัฒนธรรมนี้มาจากคนเวียดนาม เพราะมอร์เตอร์ไซค์คันเดียวสามารถไปได้ทุกที่จริง วิ่งบนถนน ลงรู ไปจนถึงขี่สวนเกยขึ้นมาบนทางเท้า ที่นี่ใครใหญ่ ให้มันรู้ซะบ้างว่าไผเป็นไผ

ขอเป็นแว้นสักครั้งที่ Ho Chi Minh City
ขอเป็นแว้นสักครั้งที่ Ho Chi Minh City ถ้าเห็นพี่วินคนนี้ขับผ่านแถวไหน ให้ขอถ่ายรูปทันที 555

ทั้งนี้ขอชื่นชมนวัตกรรมของคนเวียดนามในการขี่มอร์เตอร์ไซค์ท่ามกลางสายฝน เพราะรถแต่ละคันจะมีเสื้อคลุมไม่ใช่แค่ใส่คลุมตัวแต่คลุมไปถึงตัวรถด้วย บางทีคลุมเผื่อไปถึงคนนั่งซ้อนท้ายอีกต่างหาก จากเท่าที่สังเกต เชื่อไหมว่า ตอนฝนตกน้อยคนมากที่ควักร่มออกมากาง เพราะแต่ละคนนั้นมักจะใช้เสื้อกันฝนซะมากกว่า

เสื้อคลุมกันฝนรุ่นนี้มีใช้ที่เวียดนาม
เสื้อคลุมกันฝนรุ่นนี้มีใช้ที่เวียดนาม

มหาเศรษฐีเงินล้าน

เป็นเรื่องขำขันพูดกันอย่างฮาว่า ใครอยากเป็น Millionaire ต้องมาใช้ชีวิตที่เวียดนาม เพราะเงินเขาใหญ่มาก 100 USD มีมูลค่าสูงถึง 2,000,000 vnd คิดเป็นเงินไทยแค่ 3,000 กว่าบาท คิดดูละกันถ้าเรามีเงินแค่ 1,000 USD เราจะมีเงินเวียดนามมากถึง 20 กว่าล้านด่อง ทว่าการมีเงินเป็นหลักล้านไม่ได้หมายความว่ารวยนะขอรับ เพราะเขามีเงินล้านกันทั้งประเทศ อิอิ ถ้าอยากรวยจริงต้องมีเงินสกุลดอลลาร์ไว้เยอะๆ คนเวียดนามชอบแถมยังได้เรทดีด้วย เพื่อไม่ให้ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน แนะนำให้เอาเงินดอลลลาร์ไปแลกเป็นเงินเวียดนามเพื่อจับจ่ายใช้สอยที่นี่ สินค้าที่นี่ส่วนใหญ่ติดราคาเป็น vnd หรือด่อง ถ้าต้องจ่ายเป็นดอลล่าร์บางทีมันจะถูกปัดเศษขึ้นมากกว่าลง เศษเงินพอรวมกันมันก็ตกหลายตังค์อยู่นะครับ (งกไว้ก่อนพ่อสอนไว้) สถานที่ๆ แนะนำให้ไปแลกคือร้านขายทองอยู่แถวตลาด หรือจะแลกที่บริษัททัวร์ก็ได้ แลกแต่พอดี พอใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะเงิน Dong มันเก็บรักษาลำบาก เพราะมันเยอะจนกระเป๋าตุง ในทริปนี้ผมแลกไปแค่ 200 USD เชื่อมั๊ยอยู่ 4 วันยังใช้ไม่หมดเลย ขนาดรวมค่ากิน ค่าช้อปปิ้งแล้วนะ

สถานที่แลกเงิน
สถานที่แลกเงินหน้าตลาด Bin Thanh ระวังคนมาฉกเงินนะครับ แถวนี้คนพลุกพล่าน

ข้อแนะนำในการใช้เงิน Dong ตอนแลกเงินอาจตรวจสอบซะนิดนึงว่าธนบัตรที่ได้มามันเก่า ขาดรุ่ยเกินไปมั๊ย เพราะบางร้านเขาอาจไม่รับเวลาสีมันซีดเกิน เงินของเขามีแต่เป็นแบงค์ เหรียญไม่ค่อยมีใครใช้แล้ว มูลค่ามีตั้งแต่ 500, 1000, 2000, 5000, 10000, 20000, 50000, 100000, 200000 และ 500000 ระวังสีของธนบัตรให้ดีเพราะบางทีอาจหยิบสลับกันได้ แบงค์ที่ได้ใช้บ่อยสุดคือ 100,000 vnd (เทียบเท่ากับแบงค์ร้อยบ้านเรา) เพื่อเป็นไอเดีย ผมขอกะประมาณค่าใช้จ่ายคร่าวๆ สำหรับการครองชีพใน HCMC ไว้ประมาณนี้ครับ

อาหารเช้าในตลาด De Tham 10,000 vnd (15 บาท) ก็อิ่มได้
อาหารเช้าในตลาด De Tham 10,000 vnd (15 บาท) ก็อิ่มได้
  • ค่าอาหาร: ขนมปังแซนวิชข้างทาง 10,000 vnd (15 บาท) ก๋วยเตี๋ยวเวียดนามชามละ 40,000 vnd (60 บาท) อาหารเมนูปลาและกุ้งในร้านอาหารสุดหรู 80,000 vnd (120 บาท) กาแฟเย็นในร้าน Trung Nguyen ตกแก้วละ 55,000 vnd (80 บาท) ไอศครีม Fanny 89,000 vnd (130 บาท)
  • ค่าทัวร์: Half-day tour ตกประมาณ 100,000-300,000 vnd/คน (150-450 บาท), Full-day tour ตกประมาณ 200,000-500,000 vnd/คน (300-730 บาท) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะทางและเป้าหมายที่ไปด้วย
  • ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์และการแสดงต่างๆ: Independence Palace  30,000 vnd (44 บาท), WarRemnants Museum 15,000 vnd (22 บาท), Cu Chi Tunnel 90,000 vnd (130 บาท), Water Puppet Show 150,000 vnd (220 บาท)
  • ค่าโทรศัพท์: เลือกซื้อซิมเวียดนาม เติมเงินประมาณ 100,000-200,000 vnd (150-300 บาท) แค่นี้ก็พูดคุย โหลดดาต้าได้แทบไม่อั้น สัญญาณ Wifi หาได้ฟรีตามโรงแรมและร้านกาแฟชั้นนำทั่วไป

โดยรวมแล้วถ้าไม่สุรุ่ยสุร่ายช้อปปิ้งของแบรนด์เนม ค่าครองชีพใน HCMC แม้จะนับว่าสูงสำหรับคนท้องถิ่น แต่สำหรับนักท่องเที่ยวถือว่าถูกมากครับ

ผจญภัยในต่างแดน

สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดเมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่บนถนนใน HCMC นั่นก็คือ “การข้ามถนน” บอกไว้เลยว่ามันต้องอาศัยทั้งความกล้า จังหวะ และความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ ถ้าเดินอยู่ตามซอยตามตลาด รถมอร์เตอร์ไซค์จะขี่ค่อนข้างช้า แต่ก็สามารถถูกปาดหน้าปาดหลังได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นควรยืนชิดอยู่ขอบทาง อย่าเป็นโก๋กลางซอย เพราะอาจถูกสอยล้มโดยไม่รู้ตัว เวลาเดินอยู่บนถนนใหญ่ แม้จะมีพื้นที่มากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าความปลอดภัยจะมากขึ้นด้วย จู่ๆ อาจมีมอร์เตอร์ไซค์วิ่งสวนขึ้นมาบนฟุตบาทซะงั้น  รถที่นี่เขาขับชิ้นทางขวา (บ้านเราขับชิดซ้าย) ด้วยความเคยชินพี่ไทยมักจะเหลียวขวาจะลืมแลซ้าย ไม่ได้นะขอรับ คุณอาจถูกรถเฉี่ยวเวลาข้ามถนนได้ ใกล้ๆ จุดนักท่องเที่ยว มักจะมีตำรวจจราจรคอยยืนโบกรถอยู่ แต่อย่าไปหวังพึ่งเขานะครับ หน้าที่ของเขาคือทำอย่างไรไม่ให้รถชนเขา ส่วนเรามีหน้าที่ต้องปกป้องทรัพย์สินและความปลอดภัยของตนเอง ฮาๆๆ เวลายืนอยู่กลางสี่แยก ให้ตั้งสติ ท่องนะโม 3 จบ อย่าให้เรามีอันเป็นไปในต่างแดนเลย แล้วก้าวเท้าเดินตามหลังเด็ก สตรี และคนชรา ผู้ชายอกสามศอกอย่างเราต้องใช้คนท้องถิ่นเป็นเกาะกำบัง ถ้าคุณรอดจากการเดินตรอก ซอก ซอย และสี่แยกแล้ว สถานีถัดไปคือการเสี่ยงตายข้ามถนนตรงแถววงเวียน ซึ่งมีรถล้อมหน้าล้อมหลังอยู่ประมาณพันคันเห็นจะได้ ตั้งสติให้ดี ตรวจสัมภาระให้เรียบร้อย อย่ามัวแต่ยืนกดมือถือหรือถ่ายรูป มันคงไม่คุ้มถ้าจะเป็นข่าวพาดหัวหน้าหนึ่ง “นักท่องเที่ยวไทยตายอนาถ ขณะพยายามเก็บภาพถ่ายกลางวงเวียน ถูกรถชนตายคามือถือ” ฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องขำๆ แต่ถ้าได้ลองเกิดกับใคร มันคงเป็นโศกนาฏกรรมที่เศร้ากว่าการสูญเสียวีรบุรุษในสงครามเวียดนาม

เตรียมพร้อม ระวัง ไป
เตรียมพร้อม ระวัง ไป

ข้อแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยวมือใหม่ เมือง HCMC แม้จะเป็นเมืองที่ปลอดภัยจากการก่อการร้าย เพราะรัฐบาลเข้มงวดมากเรื่องการพกอาวุธติดตัว แต่ก็ยังมีวัยรุ่นจำนวนไม่น้อยที่ติดสารเสพติด จึงเป็นเหตุให้มีการฉกชิงวิ่งราวให้เห็นอยู่ กล้องถ้ามีอยู่ติดตัวควรคล้องเอาไว้ ถ้าจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์มือถือหรือกางแผนที่ ให้หามุมที่ปลอดภัยจากการถูกประชิดจากทางด้านหลัง เงินทองต้องรักษา อย่าล้วงกระเป๋าเข้าออกแบบท้าทายสิบแปดมงกุฎที่จ้องจะตะครุบเงินออกจากมือแบบต่อหน้าต่อตา

ลองสักครั้งแล้วจะติดใจ (รึเปล่า)

นอกจากการข้ามถนนบนทางห้าแพร่ง การนั่งซ้อนมอร์เตอร์ไซค์วิบากแล้ว ยังมีอีก 3 สิ่งที่คุณควรทำเมื่อมาถึงเมือง HCMC  นั่นก็คือการจิบกาแฟเวียดนาม การสระผม และการพลอดรักกันในสถานที่สาธารณะ

ที่ Ho Chi Minh City มีร้านกาแฟทุกระดับประทับใจ ตั้งแต่ร้านข้างทางยองยองเหลา หาพบได้ตามแหล่งชุมชน และตามตลาด กาแฟไร้ยี่ห้อแต่ก็รสชาติดีไม่แพ้กาแฟอินเตอร์แบรนด์ สนนราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 10,000-20,000 vnd/แก้ว หรือประมาณ 15-30 บาทไทย ส่วนกาแฟ Local ที่ขึ้นชื่อของที่นี่มีอยู่ 2 ยี่ห้อ นั่นคือ Highland Coffee และ Trung Nguyen Coffee (ยี่ห้อผลิตกาแฟยี่ห้อ G7 ที่คนไทยรู้จักกันดี) ส่วนยี่ห้ออื่นที่พอเห็นอยู่คือ The Coffee Bean & Tea Leaf และ Starbucks จากการได้ลองชิมกาแฟเวียดนาม แม้จะไม่ใช่คอกาแฟ แต่ต้องยอมรับว่ากาแฟเขาหอมและอร่อยจริงจัง แต่การให้บริการและสร้างประสบการณ์ภายในร้านยังห่างไกลนัก

ร้าน Trung Nguyen Coffee กาแฟเวียดนาม
ร้าน Trung Nguyen Coffee กาแฟเวียดนาม

ทีแรกก็ไม่คิดอะไร มีคนบอกไปลองสระผมที่เวียดนามดู เขามีสไตล์เป็นของตัวเอง น่าค้นหายิ่งนัก ด้วยความที่เราก็มีร้านตัดผมเป็นของตัวเองด้วย (แวะไปอุดหนุนที่ Cealeb Image, Digital Gateway ชั้น 2 ได้นะครับ นี่คือพื้นที่โฆษณา) เลยต้องลองดูซะหน่อยให้เป็นบุญหัว สิ่งสำคัญให้พึงจำไว้คืออย่าเข้าร้านที่ดูล่อแหลมนะครับ เพราะอาจไม่ได้สระผมเสร็จอย่างเดียว แต่อาจเสร็จอย่างอื่นด้วย ร้าน Barber และ Salon ที่นี่หาได้ไม่ยาก แต่อย่าไปหาตามห้างสรรพสินค้านะครับ ให้ไปเดินหาตามตรอกซอกซอย ราคาไม่แพงเท่าไหร่ ตกประมาณ 50,000-100,000 vnd (70-150 บาท) ใกล้เคียงกับบ้านเรา สิ่งที่ค้นพบหลังสระคือ คุณน้องเล็บยาวเกาหัวพี่จนหนังหัวแทบถลอก วิธีการนวดศีรษะนั้นมหัศจรรย์มาก เพราะคุณน้องเล่นประสานมือฟาดลงตรงกลางหน้าผากพี่เกือบ 10 ทีจนโหนกพี่เกือบยุบ ไอ้เรามันก็ไม่ดีเอง กำชับนักหนาว่า No Hair Cut, Just Shampoo and Blow Dry พนักงานใช้เวลาไม่เกิน 2 นาทีเป่าหัวเราให้พอหมาดๆ แล้วเดินจากไปอย่างสงบ ไอ้เราก็นึกว่าเดี๋ยวจะมีช่างมาเก็บงานเซ็ตผมให้เรียบร้อย เขาปล่อยให้เรานั่งหัวฟูอยู่ที่เก้าอี้ประมาณเกือบ 10 นาที หลังจากนั่งแช็ต Facebook ฆ่าเวลามาพอสมควร เลยตัดสินใจถามเขาว่า อันนี้เสร็จแล้วเหรอ เขาบอกว่า “ใช่” เป็นอันจบกัน นี่คงเป็นเพราะเราจ่ายครึ่งราคาสินะ เลยทำให้แบบไม่เสร็จ ถ้ายอมจ่ายเพิ่มอีกสัก 50,000 vnd เราคงเดินออกมาจากร้านด้วยสภาพที่เป็นผู้เป็นคนมากกว่านี้ สรุปว่าบริการร้านตัดผมของไทยชนะเลิศ (กรุณาแวะไปใช้บริการที่ Cealeb Image ด่วน ขอโฆษณาอีกครั้ง ย้ำๆ เป็นครั้งที่สอง) อ้อลืมบอกไป ว่าร้านตัดผมที่นี่เขามีบริการพิเศษนอนให้แคะขี้หูด้วย ถือเป็นเรื่องปกติมากๆ ลองแวะมาสระผมหรือตัดผมที่เวียดนามดู แล้วคุณจะลืมไม่ลงเบย

ร้าน Salon ข้างทาง ประสบการณ์สระผมไม่รู้ลืม
ร้าน Salon ข้างทาง ประสบการณ์สระผมไม่รู้ลืม

การขี่จักรยานไปนั่งพลอดรักเป็นคู่ๆ ตามสวนสาธารณะ และริมทางที่เปลี่ยวๆ นี่เป็น Scenic View ที่หาได้ทั่วไป คนเวียดนามเขาไม่นิยมเดินห้างช้อปปิ้งกันเท่าไหร่ เพราะข้าวของอาจแพงเกินไป กิจกรรมปิคนิคตามสวนสาธารณะ นั่งชิลล์ชมวิวริมแม่น้ำนั้นเป็นที่นิยมกว่าเป็นไหนๆ เพราะเราไม่มีคู่มาด้วย เลยต้องทำทีชักภาพถ่ายรูปประชดรักไปซะงั้น กว่าจะได้รูป 2 ใบนี้เล่นเอาตาร้อนผ่าวเลย

วิวริมน้ำที่ Saigon River Park
วิวริมน้ำที่ Saigon River Park
อันนี้เป็นภาพถ่ายจาก Ong Lanh Bridge
อันนี้เป็นภาพถ่ายจาก Ong Lanh Bridge

เวียดนามสไตล์

ประสบการณ์ที่ได้จากการท่องเที่ยวนั้นประเมินค่าไม่ได้จริง มันทำให้เรารู้ว่าความสุขจากการเป็นผู้มาเยือนโดยไม่ต้องครอบครองสิ่งใดนั้นมีค่ามากแค่ไหน เวียดนามก็มีดีในแบบของเขา เราก็มีดีในแบบของเรา ไม่ได้ต้องการเปรียบเทียบว่าวิถีชีวิตของใครดีกว่าใคร เพราะไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ถ้าเรารู้จักปรับตัวให้เข้ากับสังคมและวัฒนธรรม เราย่อมหาความสุขใกล้ตัวได้ไม่ยาก

คนเวียดนามเป็นคนที่ผ่านสมรภูมิชีวิตมาเยอะ เหตุการณ์ที่เลวร้ายในอดีตทำให้เขาใช้ชีวิตแบบหยาบกระด้าง ไม่ยี่หระต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยผู้อื่น พอใจทำอะไรก็ทำไปแบบง่ายๆ ไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน ถึงกระนั้นการเข้าแถวให้เป็นระเบียบ การปิดประตูเมื่อเข้าห้องน้ำ และการไม่ยกเท้าขึ้นมาพาดบนโต๊ะถือเป็นมารยาททางสังคมที่คนเวียดนามจำเป็นต้องเรียนรู้และพัฒนาให้ทัดเทียมกับความเจริญทางด้านวัตถุ

เราคนไทยนับว่าโชคดีมากที่ประเทศเป็นเอกราชและมีอิสรภาพในการพูด ใช้สิทธิ์ ออกเสียงตามสิทธิและหน้าที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ เพียงแต่บางครั้งเรากลับใช้มันเป็นข้ออ้างในการเรียกร้อง ที่ดูเป็นการรักษาสิทธิ์ส่วนบุคคลมากกว่าเรื่องสิทธิโดยรวม เสรีภาพของคนเวียดนามได้มาอย่างมีข้อจำกัดและต้นทุน แม้กระทั่ง Facebook หรือข้อมูลบางอย่างก็ถูกกลั่นกรองโดยรัฐฯ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ตราบใดที่เราไม่รู้สึกแบ่งแยก กีดกัน และดูหมิ่นความต่างที่มาจากเชื้อชาติ ศาสนา และระบอบการปกครองประเทศ ไม่ว่าจะอยู่มุมใดของโลก เราจะไม่มีวันรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่าแม้แต่น้อย สิ่งสำคัญคือไม่หลงและติดกับดักความเจริญของระบบทุนนิยม ที่ทำให้หลายประเทศล่มจมมานักต่อนัก ถ้าเลือกได้อยากจะเก็บและชะลอความงดงามของประเทศนี้ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชมก่อนใครบางคนจะพรากมันไป Vietnam, i will see you again.

ลิงค์บทความที่น่าสนใจ

รวมภาพวิถีชีวิตคนเวียดนาม

This slideshow requires JavaScript.

Leave a Reply

%d bloggers like this: