Hot Pot App เครื่องมือทางการตลาดตอบโจทย์ผู้บริโภควัยดิจิตอล

ด้วยความที่เป็นคนที่ชอบกิน แล้วชอบถ่ายภาพอาหารอัพขึ้น Facebook และ Instagram เป็นประจำ จนทำให้ได้ฉายา “ไช้ชวนชิม” มาด้วยความตั้งใจ จากประสบการณ์ในการตระเวนชิมและรีวิวร้านอาหารทั่วไทย บอกได้เลยว่าความอร่อยนั้นไม่เข้าใครออกใครจริงๆ เพราะลิ้นของแต่ละคนรับรู้รสต่างกัน ความอร่อยจึงเป็นเรื่องของรสนิยมส่วนบุคคล แต่ถ้าพูดถึงประสบการณ์โดยรวมของการทาน คนส่วนใหญ่จะพูดไปในทางเดียวกันว่าร้านนี้ควรจะได้ไปต่อหรือไม่ วัดได้จากผลการรีวิว อัตราการบอกต่อ และจำนวนภาพถ่ายที่ปรากฎขึ้นตอนค้นหาใน Google Search เชื่อหรือไม่ครับว่า “ความสำเร็จของธุรกิจร้านอาหารนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” แต่มันเป็นเรื่องของการพัฒนาคอนเซปต์และสร้างจุดยืนที่แข็งแรงพอที่จะดึงดูดลูกค้าหน้าใหม่ และสามารถรักษาระดับมาตรฐานให้เสมอต้นเสมอปลายจนลูกค้าเก่ายอมผูกปิ่นโตไม่จากไปไหน

วันนี้ไช้ชวนชิมสบโอกาสอันดี เลยชวนเพื่อนๆ อีก 7 ชีวิต มาหม่ำสุกี้กันที่ร้าน Hot Pot Buffet ด้วยแรงดึงดูด 3 ประการ ข้อแรกมีคนบอกว่ารสชาติและคุณภาพอาหารของ Hot Pot เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด (ขอพิสูจน์ความอร่อยด้วยลิ้นของตัวเอง) ข้อสองเพื่อนๆ ของผมกินจุครับ การทานบุฟเฟต์น่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายของคนรักสนุก (ตอบโจทย์เรื่องความคุ้มค่า) และข้อที่สามอยากลองโหลด Hot Pot Application มาลองใช้ดู ดูซิว่ามันจะใช้การได้จริงรึเปล่า? (ตอบโจทย์เรื่องการนำเครื่องมือทางการตลาดมาใช้ตอบสนองพฤติกรรมการกิน/การแช๊ตและการแชร์ของผู้บริโภค) เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ขอเชิญตามผมมาที่ Hot Pot Buffet สาขาเซ็นทรัลพระราม 2 เลยครับ

groupphoto

Hot Pot Buffet โฉมใหม่ ไฉไลกว่าเดิม

ณ เวลาประมาณ 19:00 น.ของวันอังคาร เรามีนัดกันที่ Hot Pot Buffet ชั้น 4 ศูนย์การเซ็นทรัลพลาซ่า พระราม 2 โชคดีที่ไม่ต้องรอคิวนาน สักพักก็ได้ที่นั่งอยู่ในโซนด้านหลัง เสียดายที่ร้านนี้เขาไม่ให้ถ่ายรูปตรงไลน์บุฟเฟต์เพราะเขาคงกลัวว่าจะเราจะไปยืนกีดขวางทางจราจรของของลูกค้าท่านอื่น ข้อนี้เราก็เห็นด้วยนะ จึงยอมปฏิบัติตามแต่โดยดี ว่าแล้วก็เปลี่ยนมาเก็บภาพบรรยากาศในระยะไกล และภาพอาหารบนโต๊ะของตัวเองแทน

Storefront
หน้าร้าน Hot Pot Buffet สาขา Central Rama 2
atmosphere1
บรรยากาศภายในร้าน Hot Pot Buffet
buffetline
ไลน์บุฟเฟต์ตั้งอยู่ตรงกลางร้านเลย
receipt
กินไม่อั้นภายใน 1 ชั่วโมงครึ่ง

จากภาพที่เห็น ไลน์บุฟเฟต์จะตั้งเป็นเกาะอยู่ตรงกลางร้านพอดี มีอาหารให้เลือกเป็นซุ้มๆ ตั้งแต่ซุ้มผักสลัด (Salad) มีให้เลือกเยอะประมาณหนึ่ง (เมนูนี้ได้รับความนิยมน้อยเป็นพิเศษ เพราะคนรักสุขภาพจะน้อยกว่ามนุษย์กินเนื้อ) ซุ้มติ่มซำ Dimsum (มีแต่ขนมจีบ ฮะเก๋า และกุ้งทองปราศจากไข่กุ้ง ส่วนซาลาเปานั้นรู้สึกจะโดนตบไปจนหมดเกลี้ยง แงๆ) ซุ้มอาหารร้อน Hot Dishes (มียากิโซบะ ข้าวผัด เกี๊ยวซ่า ปลาดอรี่นึ่งซีอิ๊ว สปาเก็ตตี้ ประมาณ 6-7 หม้อเมนูสลับกันไปมา) ซุ้มข้าวปั้น Sushi (ซุ้มนี้ได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษ เผลอแป๊บหมด แป๊บหมด เพราะคนไทยชอบทานอาหารญี่ปุ่น ข้าวปั้นมีหน้าต่างๆ เช่น ปูอัด หน้ากุ้ง ไข่หวาน แฮมสลัด และมากิ) และที่พลาดไม่ได้คือเมนูสุกี้ (หมูชาบูสไลด์ หมูหมัก เต้าหู้ปลา ปลาทรงเครื่อง หมูทรงเครื่อง สาหร่ายยัดไส้ ปลาหมึกยัดไส้ เกี๊ยวกุ้ง เกี๊ยวปลา ลูกชิ้นหมูไต้หวัน หมี่หยก และผักนานาชนิด) ตบท้ายด้วยของหวาน Dessert (มูส เยลลี่ และไอศกรีม) ประหนึ่งว่ากินหมดทุกอย่างนี่ ไม่อิ่มจุกให้มันรู้ไป เรามีเวลากินกันอยู่ 1 ชั่วโมง 30 นาที พร้อมแล้วปฏิบัติ….เจอกันที่ไลน์บุฟเฟต์

hotpot
อาหารเต็มหม้อ กินหมดมั๊ยเนี่ย
dippingsauce
น้ำจิ้มสูตรเด็ด อร่อยเข้มข้นกว่าเดิม
slicedpork
เนื้อหมูชาบูสไลด์
japanese1
รวมมิตรซูชิหน้าต่างๆ (1)
japanese2
รวมมิตรซูชิหน้าต่างๆ (2)
dimsum
เมนูติ่มซำ
dumplings
สารพัดลูกชิ้น

จากที่ได้กลับมาลองชิม Hot Pot Buffet อีกครั้งหลังจากร้างลาไปนาน ไช้ชวนชิมขอแชร์ประสบการณ์ส่วนบุคคลผ่านเรตติ้งในแต่ละหัวข้อดังนี้ครับ

เมนูอาหาร: 8/10 ความหลากหลายของเมนูอาหารและคุณภาพวัตถุดิบถือว่าพัฒนาขึ้นมาก จากที่ดูน่าเบื่อกลับมีความน่าสนใจและตื่นเต้นขึ้น โดยเฉพาะเมนู Sushi และเมนูยอดนิยมบางอย่างที่มาทีไรก็หมด ตักแทบไม่ทันเลย เพื่อเป็นการประหยัดและลดค่าใช้จ่ายลงไปบ้าง ควรพิจารณาตัดบางเมนูที่ขายไม่ดีออกบ้าง ถ้าเป็นไปได้ ขอเสนอให้มีเมนูพิเศษประจำวัน เช่นซาลาเปาไส้ไหล เป็ดย่าง (จำกัดโต๊ะละจาน) เป็นต้น ทำให้ลูกค้าที่มาในแต่ละวันแอบมีลุ้น และไม่เบื่อกับเมนูเดิมๆ ที่กินอยู่บ่อยๆ

รสชาติอาหาร/น้ำจิ้ม: 7/10 รสชาติอาหารโดยรวมถือว่าดีพอใช้ น้ำซุปสุกี้จืดไปหน่อย ส่วนน้ำจิ้มรสชาติก็ดีกว่าเดิม ถ้าจะให้เข้มข้นกว่านี้ต้องปรุงรสเพิ่มด้วยพริก กระเทียม และมะนาว

ความสะอาด: 8/10 ตัวบริเวณร้านถือว่าสว่างและสะอาดได้มาตรฐาน ยังไม่เจอสัตว์ประหลาดในเมนูอาหารถือว่าผ่านมาตรฐาน ยังไม่มีดราม่าเกิดขึ้นแต่อย่างใด

บรรยากาศร้าน: 8/10 โดยรวมก็ดี มีให้เลือกหลายโซน แบบหันหน้าเข้าหากันและเป็นแบบต่อโต๊ะยาวกินได้หลายคน โดยส่วนตัวไม่ได้กินสุกี้บ่อยนัก เพราะไม่อยากหัวเหม็น หน้ามัน ด้วยความที่ร้านนี้มีเพดานค่อนข้างสูงจึงทำให้การถ่ายเทอากาศนั้นโอเคกว่าร้านทั่วไปที่เคยไปกินมา บรรยากาศเอื้อต่อการสังสรรค์ กินกันเป็นหมู่คณะ เวลาคุยกันเสียงดัง จะไม่ค่อยเป็นที่สังเกตเท่าไหร่นัก 555

การบริการ: 7/10 เนื่องจากเป็นการกินสุกี้แบบ Self Service จึงไม่ได้คาดหวังเรื่องการบริการมากเท่าไหร่นัก จะมีก็ตอนพามานั่งที่โต๊ะ และตอนเช็คบิล (หมายเหตุ: พนักงานบางคนยังไม่รู้จัก Hot Pot App เงิบจนต้องไปถามแคชเชียร์กับผู้จัดการร้าน)

ความคุ้มค่า: 9/10 ความคุ้มค่าเอาไปเกือบเต็มเลย ราคา 339 บาทต่อหัว สามารถคุมงบได้ สุดแสนจะคุ้มเลยสำหรับคนที่ทานเยอะ ลดราคา 10% เมื่อจ่ายด้วยแอพ Hot Pot ลดพิเศษ 20% เมื่อมาทานในวันพุธ

โดยรวมแล้วร้าน Hot Pot Buffet ถือว่าตอบโจทย์ในเรื่องความคุ้มค่า รสชาติและคุณภาพอาหารก็พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ ถ้าสามารถพัฒนาการบริการให้โดดเด่น และทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างถ่องแท้ รับรองว่าจะกลายเป็นร้านในดวงใจผู้บริโภคคนไทยได้ไม่ยาก

Hot Pot Application แอพนี้มีดีอะไร?

อย่างที่บอกไว้ในตอนต้นว่าอยากมาลองใช้ Hot Pot App ดูว่ามันใช้การยังไง เพราะถ้ามันได้ผลจริง จะช่วยทำให้เราไม่ต้องพกบัตรสมาชิกให้วุ่นวาย ทุกวันนี้นอกจากบัตรประชาชน บัตร Rabbit Card บัตรเดบิต และบัตรเครดิตหลักแล้ว ผมแทบไม่อยากจะพกบัตรใดๆ อีกเลย เพราะถ้าเราไม่มีความจำเป็นต้องใช้บัตรนั้นอยู่บ่อยๆ มันก็ไม่มีเหตุผลและแรงจูงใจอะไรมากพอที่ต้องพกบัตรสมาชิก Loyalty Card ไว้ติดตัวไม่ให้ห่างกาย

เอาเป็นว่าถ้าคุณไม่อยากตกเทรนด์ คุยกับใครเขาไม่รู้เรื่อง ลองโหลด #HotPotApp มาใช้ดูครับ

สำหรับ Hot Pot App บน iOS โหลดได้ที่นี่ครับ: http://goo.gl/1BNfSV

สำหรับ Hot Pot App บน Android โหลดได้ที่นี่ครับ: http://goo.gl/eyYKqn

วิธีการสมัครนั้นไม่ยุ่งยากซับซ้อน เพียงแค่โหลดแอพลงบนโทรศัพท์มือถือ กรอกข้อมูลส่วนตัวลงไป (สามารถ connect กับ facebook ได้ด้วย) เท่านี้คุณก็จะได้ Virtual Loyalty Card พร้อมหมายเลขสมาชิกและคะแนนสะสมติดตัวบัตร เมื่อคุณชำระเสร็จแล้ว ท้ายใบเสร็จมันจะมี Barcode เพียงกดปุ่น Scan QR Code บนหน้าบัตรสมาชิก ข้อมูลของคุณพร้อมคะแนนสะสมก็จะปรากฎขึ้นบนหน้าจอ (ดูภาพประกอบ)

Member
Hot Pot Application, Member Zone

ในหน้าแรกๆ ของ Hot Pot Application คุณจะเจอ Scrolling Menu สำหรับโปรโมชั่นที่ร่วมรายการต่างๆ Mobile Advertising ลักษณะนี้นอกจากจะ Gain Attention แล้วยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการ Engage กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอีกด้วย ขอเพียงแต่อย่า Hard Sell หรือโฆษณา หรือพาดหัวเรื่องที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน เพราะอาจทำให้ผู้บริโภคนอยได้

Intro
Hot Pot Application, Special Privileges & Promotion

นอกจากจะมี Features และ Functions คล้ายกับบัตรสมาชิกทั่วไปแล้ว Hot Pot App ยังเพิ่มหน้า “สาขาใกล้บ้านคุณ” ทำให้สามารถค้นหาสาขาของร้าน Hot Pot Buffet ในบริเวณใกล้เคียงได้เพียงปลายนิ้วคลิ๊ก แถมยังสามารถถ่ายภาพ แปะสติ๊กเกอร์ Pot Jung & The Gang ใส่ฟิลเตอร์ อัพภาพขึ้น Facebook แถมยังฝากข้อแนะนำไปยังร้านที่เราไปกินได้อีกด้วย

Info
Hot Pot Application, Interest Features

โปรแกรมสะสมแต้มของ Hot Pot Buffet มันเก๋ตรงที่มันลิงค์ข้อมูลจากหน้าใบเสร็จ โดยการทำ QR Code Scanning บนหน้าสมาชิก  แล้วมันจะคำนวณให้อัตโนมัติว่าเราสะสมแต้ม Loveเว่อร์ ไปแล้วเท่าไหร่ เมื่อได้แต้มจนจุใจแล้วก็สามารถนำไปแลกตุ๊กตา Pot Jung และของรางวัลอื่นๆ ได้ตามใจชอบ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสะสมแต้มแลกรางวัลได้ที่นี่ครับ)

love
Loveเว่อร์ โปรแกรมสะสมแต้มเพื่อแลกของรางวัล

สรุปแล้วว่าการใช้ Hot Pot Application นั้นไม่เพียงทดแทนบัตรสมาชิกทั่วไปแล้ว ยังลิงค์ไปกับฐานข้อมูลและพฤติกรรมการใช้งานของลูกค้าอีกด้วย ในระยะสั้นระบบนี้คงช่วยในเรื่องของการทำ CRM (การบริหารความสัมพันธ์ของลูกค้า) ในระยะยาวระบบอาจสามารถคาดคะเนพฤติกรรมต่างๆ ของลูกค้าแล้วพัฒนาเป็นแคมเปญต่างๆ เพื่อสนับสนุนการตลาดและการสร้างแบรนด์ให้ทรงพลังมากยิ่งขึ้น

Marketing Insights ความในใจ 10 ประการที่ทำให้ลูกค้ากลับมา (ร้านเดิม)

หัวใจของการทำร้านอาหารให้ประสบความสำเร็จ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรสชาติอาหาร ราคา และการบริการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทำความเข้าอกเข้าใจในการสนอง Need ผู้บริโภคได้อย่างโดนใจ นอกจากจะชิมและแชะแล้ว ผมขอแชร์ข้อคิดส่วนตัวเกี่ยวกับปัจจัยสู่ความสำเร็จของการเป็นร้านอาหารในดวงใจของผู้บริโภค

groupphoto2

 1. ความอร่อยมาเป็นอันดับหนึ่ง

เราคงไม่ปฏิเสธว่า Critical Success Factor ของธุรกิจร้านอาหารอยู่ที่รสชาติอาหาร แต่รสชาติที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึงความอร่อยสุดๆ จนหาที่เปรียบไม่ได้ แต่ผมหมายถึงความอร่อยระดับมาตรฐานที่มีความเสมอต้นเสมอปลายต่างหาก ร้านที่อาหารอร่อยแบบสวิงขึ้นสวิงลงตามฝีตะหลิวและอารมณ์ของแม่ครัว ย่อมสู้ร้านที่อร่อยปานกลางแต่คงเส้นคงวาไม่ได้ และหนึ่งในร้านในดวงใจที่ไช้ชวนชิมคิดว่าควรค่าแก่การพูดถึงคือ ร้านครัวดอกไม้ขาว

2. อาหารสวย รวยเสน่ห์

ในยุคที่ผู้บริโภคเสพติด social media การจัดหน้าจัดตาอาหารให้น่ารับประทาน กับการตกแต่งร้านให้ดูดีมีรสนิยมมันสำคัญพอๆ กับรสชาติอาหารและการบริการเลยทีเดียว เพราะอาหารสวยเท่านั้นที่ควรค่าต่อการถูกแชร์และบอกต่อ ร้านไหนรู้ตัวว่ายังแต่งหน้าทาปากดูเฉิ่มๆ อยู่ คงต้องพึ่ง Food Stylist แล้วล่ะครับ และร้านที่ไช้ชวนชิมต้องยกนิ้วโป้งให้ในเรื่องของหน้าตาอาหารและลีลาในการเสิร์ฟคือ Cuisine de Garden ส่วนในเรื่องบรรยากาศอันสุดแสนจะอลังการงานสร้าง ผมยกให้ร้าน Chocolate Ville

3. คุณภาพสมน้ำสมเนื้อกับราคา

ถูกหรือแพงไม่สำคัญเท่าลูกค้ารู้สึกว่ามันคุ้มค่าเงิน ของแพงไม่ใช่ว่าดีเสมอไป ของถูกก็ใช่ว่าเลวร้ายซะทีเดียว มันทำให้ผมนึกถึงตอนนั่งกินปู/กุ้งอบวุ้นเส้นข้างถนน สมศักดิ์ปูอบ ราคาไม่ได้ถูกซะทีเดียว แต่ที่ยอมต่อแถวรอคิวเป็นชั่วโมง เพราะเรารู้สึกว่ามันคุ้มค่าการรอคอย หรือแม้กระทั่งขนมปัง Honey Toast ของ After you Dessert Cafe ต้นทุนขนมปังกับไอศกรีมมันไม่ค่อยแพงเท่าไหร่ แต่การได้มากินมันมีคุณค่าทางจิตใจสำหรับใครบางคนทีเดียวเชียวนะ

4. บริการทุกระดับประทับใจ

สำหรับผมการบริการมันไม่ใช่ Pull Factor แต่มันคือ Push Factor คือตอนเราเลือกร้านอาหาร เราจะเลือกที่ทำเล สิ่งอำนวยความสะดวก ประเภทเมนูอาหาร อะไรก็ว่าไป แต่ตอนจบสุดท้ายจะรู้สึกเสียดายเงินหรือไม่ขึ้นอยู่กับการบริการ การบริการที่ว่านี้อาจหมายรวมถึงตั้งแต่ประสบการณ์ในการโทรจองโต๊ะ การจดออเดอร์ การแนะนำเมนู การเสิร์ฟอาหาร รวมไปถึงการคิดเงิน และแก้ไขปัญหาในกรณีที่เกิดข้อผิดพลาดขึ้น เป็นที่น่าเสียดายที่ร้านอาหารเชนหลายร้าน (ไม่ขอเอ่ยนาม) ยิ่งขยายสาขา คุณภาพการบริการยิ่งแย่ลง

5. ควรค่าต่อการถูกพูดถึง

ร้านยอดนิยมส่วนใหญ่จะต้องมีจุดขายที่โดดเด่นด้านใดด้านหนึ่ง Ah Yat มีชื่อกับเมนูหมูกรอบละลายในปาก Chefman ขึ้นชื่อด้วยเมนูซาลาเปาไส้ไหล Kingkong Yakiniku ขึ้นชื่อบุฟเฟต์ปิ้งย่างด้วยเนื้อลายและกุ้งแม่น้ำ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกร้านจะต้องแข่งขันกันที่เมนูเด็ดแต่เพียงอย่างเดียว เพราะบางทีเราก็เลือกเพราะว่ามันเดินทางสะดวก มีที่จอดรอด เปิดถึงเที่ยงคืน มีห้องส่วนตัว มีสวนสวย หรือแม้กระทั่งเพราะมันมีปลั๊กไฟให้เสียบ สามารถนั่งชิลล์ได้ยาวโดยไม่รู้สึกกดดัน ถ้าอยากรู้ว่าร้านอาหารของคุณมีคนพูดถึง หรือเขียนถึงมากน้อยแค่ไหน ให้กดชื่อเข้าไปดูใน google หรือแอพรีวิวอาหารต่างๆ เสียงชมและบอกต่อของลูกค้าที่เกิดจากประสบการณ์จริงมีคุณค่ามากกว่าการทำ SEO เป็นไหนๆ

6. ไม่มีคำว่า “ไม่” ถ้าไม่จำเป็น

ประโยคทองสำหรับลูกค้าหน้าใหม่ทั่วไปคือการเริ่มบทสนทนาด้วยการถามพนักงานว่า “น้องครับที่นี่มีอะไรอร่อย?”, “ที่นี่มีอาหารอะไรแนะนำบ้างครับ?” หากคำตอบที่ได้รับคือ “อร่อยทุกอย่าง”, “ก็แล้วแต่ชอบ” พี่ขอบอกเลิกว่าน้องสอบตกนะฮ๊าฟ ถ้าน้องทำการบ้านมาดี ต้องพอเดาได้ว่าควรจะแนะนำให้ทานอะไรแล้วไม่ค่อยผิดหวัง ไม่ต้องเยอะ แต่ขอที่โดนๆ ไม่กี่อย่างก็พอ ที่เหลือให้ลูกค้าตัดสินใจเอง ส่วนประโยคที่ Turn Off สุดๆ คือการตอบว่า “ไม่มี”, “ไม่ได้” โดยไม่ต้องคิดแม้แต่น้อย จะปฏิเสธทั้งทีช่วยทำท่าลังเลนิดนึงแล้วตอบกลับไปว่า “ต้องขออภัยจริงๆ ค่ะ เผอิญเมนูที่พี่สั่งเป็นเมนูขายดีมากแล้วมันเพิ่งหมดไป หนูขออนุญาตแนะนำเป็นเมนูนี้แทนได้มั๊ยคะ เป็นเมนูขึ้นชื่อของทางร้านเหมือนกันค่ะ”

7. ห้าม “แก่” และ “เก่า” เป็นอันขาด

สังเกตมั๊ยครับว่า อายุขัยของร้านอาหารสมัยนี้มันสั้นลง พูดง่ายๆ คือเสื่อมความนิยมลงไปเร็วมาก เปิดได้ไม่กี่ปีก็เจ๊ง ถ้าตัดเรื่องโลเกชั่นออกไป ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ร้านส่วนใหญ่ Fail คือไม่ยอมพัฒนาปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น ปล่อยให้มันเชย ไร้รสนิยม และความทันสมัย (เก่าและแก่) ส่วนร้านที่อยู่ยงคงกระพันคือร้านที่ยังคงความนิยมไม่เสื่อมคลาย เพราะปรับตัว ปรับสูตรให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค (เก่าแก่) จงเลือกเอาว่าจะปล่อยให้ตัวเองเก่าและแก่หรือเป็นร้านเก่าแก่อย่าง สีฟ้า, S&P และ Little Home

8. รอได้ไม่ว่า แต่โปรดใส่ใจฉันสักนิด

การรอคิวเป็นดาบสองคม คือถ้าบริหารคิวให้ยาวโดยที่ลูกค้าไม่รู้สึกหงุดหงิดก็ถือว่าโชคดีไป เพราะไม่เพียงแต่ลูกค้าจะช่วยทำการตลาดให้แล้ว ยังเป็นบทพิสูจน์ว่าร้านนี้เวิร์คสุดๆ จนคนต้องแย่งกันกิน (เรื่องนี้ต้องถามเคล็ดลับจากเจ๊จงหมูทอดย่านพระราม 4) ในทางตรงข้ามกันถ้าพนักงานบริหารจัดคิวได้ไม่ดี จนกลายเป็นมีเรื่องกับลูกค้า อันนี้ก็ถือเป็น Negative PR ได้เช่นกัน การเตรียมที่นั่งเพื่อให้ลูกค้ารอ การคอยขานชื่อ เอ็นเตอร์เทนลูกค้า จึงเป็นเรื่องของการสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าไม่หงุดหงิดจนเกินเหตุ ในขณะเดียวกันก็ต้องบริหารจัดการระบบภายในร้านให้เกิดความคล่องตัวควบคู่กันไปด้วย

9. มีบัตรสมาชิกไปทำไม ถ้าเป็นได้แค่ส่วนลด

Hot Pot Application ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการบูรณาการ Customer Database Management, Loyalty Campaign และ Marketing Promotion เข้าด้วยกัน เพราะนอกจากแอพพลิเคชั่นนี้จะใช้งานได้เหมือนบัตรสมาชิกที่ใช้สำหรับเป็นส่วนลดและการสะสมแต้มแล้ว ยังสามารถเก็บข้อมูลและพฤติกรรมลูกค้าเพื่อออกแบบกิจกรรมและโปรโมชั่นต่างๆ ให้โดนใจลูกค้าอีกด้วย ส่วนฟังค์ชั่น แชะ & แชร์ ก็ทำให้ลูกค้าสนุกกับการแต่งภาพด้วยสติ๊กเกอร์สื่ออารมณ์พร้อมแชร์ขึ้น Facebook สะดวกจริงๆ กรณีศึกษานี้ถือเป็นปรากฎการณ์ใหม่ของการใช้แอพพลิเคชั่นให้เกิดประโยชน์ได้มากกว่า 1 ขอบอกเลยว่าร้านไหนที่ยังออกบัตรสมาชิกให้ลูกค้าเพื่อใช้เป็นส่วนลด 5-10% โดยไม่มีสิทธิประโยชน์ใดๆ เพิ่มเติม นับเป็นการก้าวถอยหลังที่ไม่คุ้มค่าการลงทุน เนื่องจากลูกค้าในยุคนี้มีทางเลือกมาก บัตรใดที่ทำประโยชน์ได้น้อยก็จะไร้คุณค่าที่คู่ควรอยู่ในกระเป๋าสตางค์ลูกค้า สำหรับผู้ประกอบการที่มีงบน้อยแต่อยากลองหันมาใช้บัตรสมาชิกแบบออนไลน์ดูบ้าง ลองศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก Stamp Application ครับ

10. จับคู่พากันรวย

การทำ Partnership Marketing ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นการสร้างแรงจูงใจให้ต่างฝ่ายต่างได้แบบ Win-Win ลำพังการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านฐานสมาชิกเดิมๆ แบบซ้ำไปซ้ำมาไม่ทำให้การสื่อสารนั้นแพร่กระจายไปในวงกว้างมากนัก การนำฐานข้อมูลมาไขว้กันกับพันธมิตรที่ไม่ได้แข่งกันโดยตรงทำให้เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายใหม่ๆ ได้ อย่าง Hot Pot Buffet เองก็ทำโปรโมชั่นร่วมกับทั้งแบรนด์เครื่องดื่มอย่าง Est Cola และยังมีบัตรเครดิตของธนาคารอีกด้วย ถือว่ายิงทีเดียวได้ 2 ต่อ

Songkran Promotion

Leave a Reply

%d bloggers like this: