คิดดีหรือยังก่อนยื่นใบลาออก

ในช่วงต้นปีอย่างนี้ กิจกรรมยอดฮิตของมนุษย์เงินเดือนทั้งหลายคงหนีไม่พ้น การตระเวนเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ แล้วก็ตระเวนออกหางานใหม่เผื่ออะไรๆ ในชีวิตมันจะดีกว่าที่เป็นอยู่

ด้วยความที่เคยผ่านจุดนั้นมาถึง 3 ครั้ง 3 ครา ผมจึงมีความคิดที่จะเขียนบทความนี้เพื่อแชร์ประสบการณ์ความรู้สึกตอนตัดสินใจออกจากงาน เผื่อใครบางคนที่กำลังคิดจะเปลี่ยนงานทำ จะได้ตอบคำถามกับตัวเองชัดๆ ว่า

“ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะออกไปผจญภัยในโลกกว้าง ในที่ๆ อาจมีทั้งได้และเสีย”

Somchart Profile (Jan 2014)

ถ้าจะให้เล่าประวัติชีวิตการทำงานของผมแบบเจาะลึกลงรายละเอียดคงต้องใช้ถึงเวลา 3 วัน 3 คืน จึงขอสรุปเรื่องย่อผ่านแผนภาพ Mind Map ด้านบนนี้แทน ผมผ่านการทำงานมากับ 3 องค์กรใหญ่ เริ่มต้นที่ Arthur Andersen (ก่อนที่จะควบรวมกิจการแล้วเปลี่ยนชื่อไปเป็น KPMG) ในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ 3 ปีต่อมาก็ย้ายมาทำงานที่ GE Capital เป็นผู้ช่วย COO (Chief Operations Officer) ดูแลระบบปฏิบัติการภายในองค์กร ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการอนุมัติสินเชื่อ ตลอดจนถึงระบบเร่งรัดหนี้สินของผลิตภัณฑ์สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต และสินเชื่อรถยนต์ อีก 3 ปีให้หลัง ผมก็มีโอกาสได้มาทำงานเบื้องหน้าบ้าง ดูแลงานด้านการตลาดกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีของธนาคารกสิกรไทย ใช้เวลามากกว่า 5 ปีในการสร้างแบรนด์ K SME ผ่านงานโฆษณาและกิจกรรมทางการตลาด จนกระทั่งตัดสินใจมาเปิดกิจการของตัวเองที่ชื่อว่า Creative Matters เมื่อปีที่ผ่านมานี้เอง (อ่านประวัติเพิ่มเติมและผลงานที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ)

จากการเปลี่ยนงานมา 3 ที่ ทำให้รู้ซึ้งและเข้าใจหัวอกของพนักงานต๊อกต๋อยกินเงินเดือนหลักหมื่นที่มีความทะเยอทะยานอยากประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเร็วๆ จนก้าวมาถึงจุดที่เป็นผู้บริหารระดับสูง (รายได้ขอไม่พูดถึงละกัน เอาเป็นว่าเยอะพอที่ทำให้รู้สึกใจหายเวลาต้องควักตังค์จ่ายค่าภาษีในแต่ละปี) ที่มีความรับผิดชอบไม่เพียงแต่ชีวิตของตัวเองเท่านั้น แต่หมายรวมถึงขวัญกำลังใจของลูกน้องในทีมด้วย

ผมบอกได้เลยว่าความรู้สึกมันเปลี่ยนทุกครั้งที่ตัดสินใจย้ายงาน ตอนยังเด็กๆ อยู่ ก็รู้สึกสะใจดีเวลาที่มีใครมาเสนอเงินเดือนให้สูงกว่า พอโตขึ้นไปมันเป็นเรื่องของความมั่นคงและหลักประกันในชีวิตวันข้างนะ ผมว่ามันเป็นไปตามวัยและวุฒิภาวะทางอารมณ์นะ คนจำนวนไม่น้อยที่ออกจากงานเพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเหมือนเป็นคนไม่สำคัญ หรือว่าต้องการประชดประชันอะไรบางอย่าง บางคนก็อ้างว่ายังไม่ค้นพบตัวเอง แท้ที่จริงแล้วเราอาจยังพยายามไม่มากพอที่จะทำอะไรให้มันสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน

เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมแต่เนิ่นๆ ผมว่านี่คือ Checkpoint ที่คุณต้องทำให้สำเร็จก่อนเลยวัยอันควร

  • ในช่วง 20-25 ปี (ลองทำทุกอย่างที่ขวางหน้า แล้วค้นหางานที่ตัวเองถนัดให้จงได้)
  • ในช่วง 25-30 ปี (สร้างความโดดเด่นจากงานที่ตัวเองถนัด ใน 5 ปี ตำแหน่งควรจะขึ้นอย่างน้อย 2 ขั้น)
  • ในช่วง 30-35 ปี (สร้างความโดดเด่นจากการบริหารคน ใน 5 ปี ควรได้รับตำแหน่งผู้บริหารระดับกลาง)
  • ในช่วง 35-40 ปี (เป็นที่รู้จักของคนในวงการ ณ เวลานี้ คุณควรมีคนมาจีบไปร่วมงานบ้าง นั่นหมายความว่า ถึงเวลาแล้วที่คุณจะกลายเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จอย่างก้าวกระโดด)  

ถ้าทำได้ตามนี้ ผมเชื่อว่าคุณจะเป็น Top 10 Percent ที่บริษัททั้งหลายอยากจะแย่งตัวกัน แต่ถ้าไม่ใช่ คุณต้องรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว อย่าเย่อหยิ่งทนงตนให้มาก ถึงจะลาออกไปก็ใช่ว่าจะฉายแววในที่ใหม่ได้ทันตา

สิ่งที่จะแชร์ดังต่อไปนี้ เกิดจากการมุมมองของคน “Been There, Done That” คือเคยอยู่ ณ จุดนั้นมาก่อน จึงขอเล่าเรื่องเป็นอุทาหรณ์เพื่อให้คุณไม่ตัดสินใจผิดพลาดก่อนออกจากงาน

เรื่องจริงผ่านจอของคนคิดที่จะลาออก

185324851
credit: picture from getty images

คนจริงไม่กล้าทำ คนคิดทำไม่กล้าจริง

คุณเคยสังเกตไหมว่าคนที่ชอบบ่นอยู่ทุกวี่ทุกวันว่าอยากลาออกซะเหลือเกิน กลับกลายเป็นคนที่อยู่โยงเป็นปูชนียบุคคลประจำฝ่ายจนเกือบจะได้โล่รางวัลเหรียญทอง Long Service Award ในขณะที่ตัวเต็งมือวางอันดับหนึ่ง บทจะออกก็ออกเฉยเลย บางครั้งแทบไม่มีข่าวให้ระแคะระคายหูเอาเสียเลย งานนี้ทำเอาเจ้านายเซ็งเป็ดเพราะไม่รู้จะรั้งอย่างไรอยู่ ในเมื่อเจ้าตัวออกจะมั่นใจปานนั้นว่า “ยังไงก็ฉันจะไป” ร้อนถึงคนที่บ่นอยู่ประจำว่าทำไมถึงไม่เห็นมีใครมาเอาใจตรูบ้างเลย จากการสันนิษฐานโดยหยาบๆ คนที่บ่นเยอะมักเป็นคนที่ทำงานไม่ค่อยเข้าตา แต่มีความรู้สึกเข้าข้างตัวเองอยู่เสมอว่าทำงานเกินกว่าเงินเดือนที่ได้รับ สำหรับคนที่มีผลงานโดดเด่นหรือเราเรียกว่าเข้าตากรรมการ เป็น High Potential หรือ High Performer นั้นเป็นบุคคลที่มักถูกแย่งตัว ถ้ามีปัจจัยดึงหรือผลักเข้ามาในชีวิตการทำงาน (Pull or Push Factors) เขาจึงพร้อมที่จะไปทุกเมื่อ แล้วส่วนใหญ่มักจะได้ดีเสียด้วย ทีนี้คุณรู้หรือยังว่าคุณเป็นคนประเภทไหน? หากรู้ตัวว่าเป็นประเภทแรก พยายามบ่นให้น้อยลง หันเอาเวลามาพัฒนาปรับปรุงฝีมือตัวเองให้เข้าตา เพชรยังไงก็คงเป็นเพชร จะอยู่ในหลืบขนาดไหน หากรู้จักขัดสีฉวีวรรณอย่างสม่ำเสมอ ยังไงก็ต้องมีคนมองเห็นในคุณค่าและความดีของเรา

เหตุผลที่แท้จริงที่ไม่สามารถพูดได้

คุณคิดว่าอะไรคือเหตุผลยอดฮิตที่พนักงานมักบอกนายตอนลาออก? ส่วนใหญ่มักหนีไม่พ้นเรื่องโอกาสในการเติบโต รวมถึงค่าตอบแทนที่บริษัทใหม่ให้นั้นจูงใจกว่า อันที่จริงแล้วเหตุผลรวมๆ ที่ทำให้องค์กรส่วนใหญ่สูญเสียบุคลากรที่ดีไปมักเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับหัวหน้างาน นอกจากจะไม่ดูแลเอาใจใส่พนักงานอย่างทั่วถึงแล้ว บางคนขาดภาวะความเป็นผู้นำ หรือความสามารถในการโค้ชชิ่งลูกน้องได้ คุณต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่าไม่ใช่ทุกคนเกิดมาพร้อมที่จะเป็นผู้นำ (Leader) บางคนอาจเติบโตขึ้นมาเป็นหัวหน้างานหรือผู้จัดการได้ (Manager) เพราะความสามารถ แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะมี Soft Skill หรือ People skill ที่จะบริหารความรู้สึกของลูกน้องทุกคนได้อย่างมืออาชีพ ฉะนั้นจงเตือนตัวเองเอาไว้ว่า อย่ามัวแต่นินทานาย เพราะวันหนึ่งพอได้เป็นนาย คุณอาจเป็นคนที่ถูกโดนนินทาแทน ตอนเป็นลูกน้องก็ชอบกล่าวหาว่านายลำเอียง แต่พอได้เป็นนายบ้าง หลายคนบ่นเสียเงิบว่าอยากกลับไปเป็นลูกน้องเหมือนเดิม เหมือนกับคำคมของ Spiderman ที่ว่า “With Great power comes with great responsibility” ด้วยอำนาจที่มากขึ้น มันมาพร้อมกับภาระความรับผิดชอบที่สูงขึ้นด้วย

อยากรู้อยากเห็น(เงินเดือน)ของคนอื่น

รู้ทั้งรู้ว่าการแอบดูเงินเดือนของคนอื่นเข้าข่ายพฤติกรรมที่ผิด พ.ร.บ. คุ้มครองสวัสดิภาพพนักงานส่วนบุคคล (หมายถึงผิดกฎบริษัทฯ นั่นแหละ) คนที่ละเมิดอาจมีความผิดร้ายแรงถึงขั้นถูกไล่ออก แต่ก็เห็นใครต่อใครอยากรู้อยากเห็นเงินเดือนของคนอื่นกันดีนัก นั่นอาจเป็นเพราะว่าเรารู้สึกระแวงว่าเพื่อนร่วมแผนกอาจได้ดีเกินหน้าเกินตาเราก็เป็นได้ ความอิจฉาตาร้อนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในแผนกเท่านั้น บางครั้งมันข้ามอุตสาหกรรมกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ อสังหาริมทรัพย์ โบรคเกอร์หุ้น นั้นแจกโบนัสสูงถึง 10 เดือนทีเดียว รู้แล้วร้อนผ่าวกันมั๊ยล่ะ จากข้อมูล Salary Guide ปีล่าสุดที่จัดทำโดย Adecco ปรากฎว่า Top 10 Salary Search คือ ตำแหน่ง Digital Marketing Manager รองลงมาคือ CEO, Project Manager, CPA, IT Manager, JAVA, .NET, IT Support, Mobile Application Programmer และ Application Engineer

สนใจโหลดข้อมูลดูผลการวิเคราะห์ข้อมูลฐานเงินเดือนตามสายอาชีพ และตามประเภทธุรกิจ คลิ๊กได้ที่ลิงค์นี้เลยครับ (http://www.adecco.co.th/salary-guide/) ซึ่งสามารถดูได้ทั้งทางเวบไซต์ หรือดาวน์โหลดผ่านแอพลิเคชั่นบนมือถือ (iOS, Android และ Windows Phone)

 

เช็คลิสต์ก่อนคิดออกจากงาน

ในชีวิตของคนทำงาน คงมีหลายวูบและหลายวาบที่คิดจะออกจากงาน ไม่ว่าจะเซ็งกับงานที่ทำ เบื่อกับสภาพแวดล้อม น้อยใจที่ไม่ได้โปรโมท ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลใดๆ ก็ตาม อยากให้ตั้งสติดีๆ แล้วถามตัวเองว่า “งานที่ทำอยู่มันดีพอกับเรา แล้วเราดีพอกับงานหรือไม่” คำถาม 7 ข้อนี้จะช่วยให้คุณได้คำตอบที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่ใช่มโนคิดเหมากันไปเอง

1) คุณรู้สึกหลอนไหมที่จะต้องตื่นไปทำงานในวันพรุ่งนี้?

สัญญาณเตือนภัยอันดับแรกคือคุณไม่ได้รักงานที่คุณทำจริงๆ หากคุณรักในสิ่งที่คุณทำ ต่อให้คุณเบื่อและเหนื่อยขนาดไหน คุณจะไม่กลัวที่จะเผชิญหน้ากับความเป็นจริง อาการ Sunday Blue เป็นกันแทบทุกคน มันคืออาการรู้สึกใจหายที่วันอาทิตย์กำลังจะลาลับไป วันจันทร์กำลังมาเยือนในขณะที่กายก็ไม่พร้อม ใจก็ไม่พร้อมเพราะยังอยู่ในอารมณ์ที่อยากหยุดอยากสนุกและอยากเที่ยวไม่เลิก อันนี้ถือว่าเป็นปกตินะครับ แต่ถ้าฝันร้ายใจฝ่อไม่อยากลุกออกจากเตียงเมื่อได้เวลาไปทำงาน แสดงว่าจิตใต้สำนึกของคุณต้องรู้สึกขยะแขยงอะไรบางอย่างทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้สึกตัวเกี่ยวกับงานที่ตัวเองทำ ถ้าเป็นเช่นนี้คุณคงต้องพิจารณาแล้วว่างานที่ทำอยู่มันตอบโจทย์ต่อเป้าหมายในระยะยาวของตัวเองหรือเปล่า?

BD3699-001
credit: picture from getty images

2) คุณรู้สึกเซ็งขนาดไหนที่ต้องทำงานร่วมกับใครบางคน?

คล้ายๆ กับข้อแรก แต่มันเจาะจงไปถึงคนที่คุณจงเกลียดจงชังไม่อยากจะพบหน้าและไม่อยากทำงานด้วย ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คุณอาจรู้สึกหมั่นไส้นายหรือไม่ชอบขี้หน้าเพื่อนบางคนในออฟฟิศ ตราบใดที่คุณไม่ได้โดนคนเหล่านั้นคุกคาม ผมถือเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมที่มีทั้งคนรักและคนชัง แต่ถ้าเกิดคนๆ นั้นดันเป็นเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ อดีตคู่รักที่เลิกรากันไปแต่ต้องกัดฟันทำงานด้วยกันอย่างฝืนใจเจ็บ หรือแม้กระทั่งเป็นหัวหน้าโดยตรงที่ไม่ถูกชะตากับคุณอย่างแรง คอยกลั่นแกล้งสารพัดชนิดให้เรารู้สึกอึดอันอย่างเห็นได้ชัด คราวนี้คงทำใจลำบาก…เหลือเกินกับบรรยากาศอันมาคุอึดอัดเกินทานทน ถ้าขอย้ายแผนกก็แล้ว ย้ายที่นั่งก็แล้ว แต่ก็ยังทำใจไม่ได้ งานนี้คงต้องหลีกทางให้เขา เพราะมันบั่นทอนสุขภาพจิตเอามากๆ

3) งานที่ทำอยู่มันยากเกินความสามารถคุณ หรือคุณเป็นคนไร้ความสามารถ?

เคยคิดสงสัยไหมว่าทำไมเพื่อนบางคนถึงทำงานชิลล์มาก ในขณะที่เรานั่งทำงานจนหัวฟูงานงอกเป็นสปอร์เห็ด? ในมุมของนายจ้าง เขามักจะมอบหมายงานให้คนที่เขาไว้ใจทำมากกว่าพนักงานทั่วไป ในมุมของลูกจ้าง อยากทำงานน้อยๆ ง่ายๆ จะได้กลับบ้านเร็วๆ หากว่าคุณเป็นคนที่ไม่แสวงหาโอกาสในการเติบโต (อาจเป็นเพราะมีภาระอื่นที่ต้องรับผิดชอบอยู่) คุณก็คิดถูกแล้วที่ควรหางานใหม่ งานที่สามารถบริหารและจัดการเวลาได้ดีกว่าเดิม และนี่คือหนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้คนสมัยนี้อยากทำอาชีพอิสระกันนัก แต่ถ้าคุณรักการเติบโต ให้ถือว่าการได้รับความรับผิดชอบที่เพิ่มมากขึ้นเป็นโอกาสในการแสดงความสามารถให้คนอื่นเห็นว่าเรามีศักยภาพที่จะเติบโตไปเป็นเจ้าคนนายคน อย่าปล่อยให้ความคิดโง่ๆ แวบเข้ามาในหัวว่า “มันช่างไม่ยุติธรรมที่มอบหมายงานยากๆ มาให้เราทำ” จำไว้ว่านี่ไม่ใช่การลงโทษ แต่มันคือเวที Company’s Got Talents Show

4) มีใครสักคนไหมที่เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจเวลาคุณมีปัญหาในเรื่องงาน?

แรงจูงใจของคนรักอาชีพอิสระคืออิสรภาพทางการเงินและการใช้ชีวิต ในขณะที่แรงจูงใจของพนักงานออฟฟิศทั่วไปคือโอกาสในการเข้าสังคม การมีมิตรแท้หรือเพื่อนฝูงที่ทำงานเข้าขากันในที่ทำงานถือเป็นของขวัญก้อนโตที่ใช่ว่าจะหากันได้ง่ายๆ อย่าลืมว่าคุณใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับคนที่ทำงานมากกว่าคนที่บ้านเสียอีก ฉะนั้นบรรยากาศในการทำงานที่ดีถือเป็นปัจจัยลำดับต้นๆ ที่ทำให้คนทนอยู่กับงานได้นานกว่าปัจจัยอื่นๆ ก่อนที่คุณจะย้ายงานไปที่ไหน จงใส่ใจเรื่องสภาพแวดล้อมและสังคมการทำงานด้วย อย่ามัวแต่ต่อรองตำแหน่งและเงินเดือนจนลืมสืบไปว่าวัฒนธรรมองค์กรที่ใหม่นั้นคลิ๊กกับคุณรึเปล่า ถามตัวเองว่าทนได้ไหมถ้าบริษัทจะเปย์ดีแต่คุณอาจเจอเมย์เดย์มีคนคอยแทงข้างหลังตลอดเวลา ปัญหาเรื่องงานอย่างเดียวยังพอแก้ไขได้ (ลองพูดคุยกับ Mentor หรือ ombudsperson เพื่อขอคำชี้แนะในเรื่องงาน) แต่เรื่องของคนมักทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่เสมอ

123138263
credit: picture from getty images

5) คุณมีแผนการรองรับไว้แล้วหรือยัง?

การลาออกจะ Make Sense ก็ต่อเมื่อคุณมีแผนการที่รองรับชัดเจน วิเคราะห์ปัจจัยรอบด้านก่อนการตัดสินใจ มีอยู่หลายกรณีที่ผมเห็นคนย้ายงานเพื่ออัพตำแหน่งและเงินเดือนเพราะรู้ว่าตำแหน่งที่ทำอยู่นั้นเป็นที่ขาดแคลนในตลาด ในระยะสั้นก็โอเคอยู่ แต่ในระยะยาวอาจแป็กได้เพราะบริษัทที่จะรับคุณเข้าไปทำงานมักหมายหัวเอาไว้ว่าคนๆ นี้ไม่ค่อยมีความจงรักภักดีต่อบริษัทเท่าไหร่ ตรงกันข้ามกับคนที่อดทนสะสมประสบการณ์จนฝักคมเข้าที่ ถึงจะไปช้ากว่า แต่ในระยะยาวกลับรุ่งโรจน์ตำแหน่งสูงกว่าหลายช่วงตัว ฉะนั้นก่อนคิดจะย้ายงาน ย้ายบริษัททั้งที ต้องให้ได้ชื่อว่าเป็นกูรูเรื่องนั้นจริงๆ เสียก่อน เงินเดือนขึ้นทีละ 2,000-3,000 บาทต่อขั้น หรือจะเท่าคนที่ถูก Hunt ไปที ด้วยข้อเสนอเงินเดือนอัพขั้นละ 50,000-100,000 บาท จำเอาไว้เลยว่า จงอดเปรี้ยวไว้กินหวาน Resume สวยๆ สร้างได้ด้วยโปรไฟล์จริง ผลงานจริงของตัวคุณเองเท่านั้น

6) มันคุ้มจริงๆ ใช่ไหมที่ต้องไปเริ่มชีวิตใหม่ในที่ๆ ไม่คุ้นเคย?

โดยมากคนตัดสินใจย้ายงานก็เพราะโอกาสในการเติบโต พอถูกเสนอด้วยตำแหน่งที่สูงกว่า เงินเดือนที่สูงกว่า ก็พร้อมที่จะจากองค์กรเดิมไปในทันทีโดยไม่คิดให้รอบคอบ สมมุติว่าที่ใหม่ให้เงินเดือนคุณเพิ่ม 20% และตำแหน่งสูงขึ้นอีกหนึ่งขั้น คุณคิดจะไปมั๊ย? ถ้าไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม หลายคนคงตอบว่า “ไป” แต่ถ้าผมรู้มาว่าบริษัทเก่ากำลังพิจารณาขึ้นเงินเดือนให้อีก 10% ในไตรมาสหน้า ส่วนบริษัทใหม่นั้นที่ยอมทุ่มเงินซื้อตัวคุณไปเพราะหวังว่าคุณจะสร้างปรากฎการณ์ทำให้เขากลายเป็นเบอร์ 1 ในวงการธุรกิจ (ปัจจุบันเป็นเบอร์ 5 ซึ่งมีงบประมาณและทรัพยากรที่น้อยกว่า) แทนบริษัทเก่าที่เป็นผู้นำในตลาดอยู่ คุณจะยังไปอยู่หรือไม่? บางคนเริ่มไม่แน่ใจละ สิ่งที่ผมพยายามบอกเป็นนัยคือ อย่าดูที่ปัจจัยที่ตัวเงินแต่เพียงอย่างเดียว ให้ดูที่ชื่อเสียงขององค์กร ทีมงาน ประวัติของหัวหน้างาน โครงสร้างการทำงาน ฯลฯ ด้วย ถ้าคุณไม่ได้เช็คประวัติ หาข้อมูลให้ดีเสียก่อน ผมถือว่าค่าโง่ของการย้ายงานโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์นั้นแพงเกินไปล่ะครับ

7) คุณลาออกเพื่อประชดใครหรือเปล่า?

พูดไปการลาออกจากที่ทำงาน กับการบอกเลิกกับคนรักมันก็ดูคือๆ กัน ทั้งที่การย้ายงานมันน่าจะดูมีเหตุผลมากกว่าการบอกเลิกทั่วไป อันที่จริงแล้วมันกลับใช้ในอารมณ์ที่ไม่ต่างกัน ถ้าไม่เชื่อลองไปถามคนที่เคยออกจากงานดู เขารู้สึกยังไงตอนยื่นจดหมายลาออก? รู้สึกใจหายขนาดไหนตอนที่เพื่อนๆ มารุมกอดในงาน Farewell Party สำหรับคนที่ลาออกไปด้วยดี มักจะมีน้ำตาเล็ดลอดออกมาให้เห็นเพราะรู้สึกผูกพันกับคนที่เคยทำงานด้วยกัน สำหรับคนที่จากไปด้วยการประชดประชัน จะแอบครุ่นคิดในใจว่า “วันใดขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก” การรู้สึกทะนงตนคิดว่าตัวเองนั้นสำคัญจนองค์กรขาดไม่ได้คือความคิดที่ผิดพลาดมาก เพราะอะไรรู้มั๊ยครับ? แท้ที่จริงคุณไม่ได้เคียดแค้นองค์กรแต่คุณโกรธแค้นคนบางคนในองค์กรที่ไม่สามารถให้ในสิ่งที่คุณร้องขอต่างหาก เมื่อถึงเวลาคุณจะเข้าใจได้เองว่า “มันใช้เวลานับเดือนนับปีกว่าคุณจะรู้สึกผูกพันกับองค์กร แต่องค์กรกลับใช้เวลาเพียงไม่กี่วันในการหาใครสักคนมาทดแทนคุณ” ถ้าคุณกำลังเรียกร้องความสนใจอยู่ จงเลิกเสียเถิด ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าคุณคือบุคคลผู้ทรงคุณค่าที่องค์กรควรรักษา เดินจากไปแบบสวยๆ ดีกว่าฟาดงวงฟาดงาพยายามให้ใครบางคนรู้สึกฉิบหายทั้งที่เขาอาจไม่รู้สึกยินดียินร้ายอะไรเลยด้วยซ้ำ

รู้ไว้ใช่ว่าเมื่อต้องหางานใหม่

  • เทคนิคการเขียน Resume ให้น่าสนใจ

Resume

  • แนะนำตัวเป็นภาษาอังกฤษ
  • สิ่งที่ควรมีติดกระเป๋าในวันสัมภาษณ์งาน

Adecco-ready-to-interview

 

  • 5 วิธีพิชิตใจนาย

5-Heart-Boss-2

  • ฝึกทักษะการนำเสนอ

 

Leave a Reply

%d bloggers like this: