Issaya Siamese Club อาหารสวยดูดีที่หน้าตา

ตั้งหน้าตั้งตารอวันนี้มานานแล้ว รอวันที่จะได้มาเยือนเรือนไทยหลังเก๋เรือนนี้ที่มีอายุนานเกือบ 100 ปี ขับรถผ่านถนนเชื้อเพลิงทีไร ก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบดูว่าบ้านหลังนี้เป็นของผู้ใด มารู้ในภายหลังว่าเป็นร้านอาหารไทยของเชฟเอียน-พงศ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย (อ่านประวัติของเชฟเอียนได้ที่นี่) หนึ่งในเชฟที่มีชื่อเสียงที่สุดจากรายการเชฟกระทะเหล็ก ก็เล็งไว้ว่าสักวันจะต้องขอมาชวนชิมสักหน่อย

จนกระทั่งวันหนึ่งเพื่อนๆ ในกลุ่มบุญพอใจถามว่าวันเกิดปีนี้อยากทานอาหารร้านไหน? ตอบได้ในทันควันว่าร้านนี้ Issaya Siamese Club และแล้ววันนี้ก็มาถึง ไช้ชวนชิมจึงขอฝากภาพอาหารและรีวิวไว้เป็นที่ระลึกสำหรับการเยือนครั้งนี้ขอรับ

ภาพถ่ายจากเวบไซต์ร้าน Issaya Siamese Club
ภาพถ่ายจากเวบไซต์ร้าน Issaya Siamese Club

สถานที่ตั้งของร้าน: 4 ซอยศรีอักษร ถ.เชื้อเพลิง แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร, กรุงเทพฯ 10120

เวลาทำการ: ทุกวันจันทร์-อาทิตย์ เวลา 11:30-14:30 น. สำหรับมื้อเที่ยง, 18:00-22:30 น. สำหรับมื้อเย็น

สำรองโต๊ะโทร: 02-672-9040-1 เวบไซต์: http://www.issaya.com

map บรรยากาศหรูหราสไตล์ผู้ดี

ร้านอิษยาเป็นร้านหรูบนเรือนไทย 2 ชั้น ชั้นล่างมีที่นั่งด้านนอกริมระเบียง และห้องแอร์ด้านในซึ่งเป็นบาร์สำหรับคนรักการดื่ม ที่นั่งจะมีทั้งโซนโซฟานั่งชิลล์และโต๊ะอาหารสำหรับทานข้าว ส่วนชั้นบนแบ่งเป็นห้องรับรอง 2 ฟาก แต่ละห้องรองรับแขกได้ประมาณ 10-15 คน ต้องยอมรับว่าร้านนี้นอกจากจะตกแต่งได้เรียบหรู ดูดีมีตระกูลแล้ว พนักงานยังมารยาทดี ดูแลเอาใจใส่แทบไม่มีข้อบกพร่องใดๆ ให้ท้วงติง จะมีก็แค่ห้องอาหารที่เราจองนั้นแอร์เย็นไปหน่อยถูกลมเป่าลงบนโต๊ะอาหารจนแทบจะเป็นหวัดไปตามๆ กัน

บรรยากาศห้องอาหารชั้นบน
บรรยากาศห้องอาหารชั้นบน
บรรยากาศร้านโซนบาร์ชั้นล่าง
บรรยากาศร้านโซนบาร์ชั้นล่าง
บรรยากาศของร้านด้านล่างเหมาะสำหรับนั่งชิลล์
บรรยากาศของร้านด้านล่างเหมาะสำหรับนั่งชิลล์

อาหารสวยเกินห้ามใจ

ดื่มด่ำกับบรรยากาศยามค่ำคืนกันแล้ว มาเริ่มดื่มและทานกันเลยครับ เครื่องดื่ม Signature ที่นี่คงไม่พ้น Issaya Mojito เป็นค๊อกเทลที่นำมาใส่ภาชนะถ้วยทองเหลือง ดูคลาสิคมากเลย แต่ถ้าใครไม่ทานแอลกอฮอล์ก็สั่งเป็น Virgin Mojito หรือ Pink Lemonade ก็ได้ ตกแก้วละ 195 บาท ราคาดุเหมือนกันแฮะ ส่วนเมนูอาหารนั้นมีให้เลือกละลานตาไปหมด เห็นตัวเลขกำกับแต่ละเมนูแล้วน่าใจหายอยู่ ราคาถูกสุดก็จะเป็นข้าวกล้อง สำรับเล็กๆ ใส่มาในกระบอกชาราคาเริ่มต้นที่ 40 บาท อาหารจานแพงสุดก็เฉียดสองพัน เอาล่ะหลังจากทำใจได้สักพัก ก็เริ่มสั่งอาหารกันเลย ผมพยายามเลือกเมนูที่เครื่องหมายกำกับว่าเป็น Chef Ian Kittichai’s Signature Dish สำหรับมื้อนี้ผมยกให้ “กระดูกหมูอบซอส” มาเป็นอันดับหนึ่ง สั่งซ้ำถึง 2 ที่เพราะติดใจในรสชาติซี่โครงหมูที่นุ่มชุ่มน้ำซอสหมักจนได้ที่ เอามีดหั่นลงไปแทบตัดขาดโดยไม่ต้องเลื่อยให้เมื่อยตุ้ม เข้าใจว่าคงเป็นกรรมวิธีที่ใช้ในการปรุงให้สุกด้วยอุณหภูมิที่พอเหมาะ ทำให้เอ็นสลายขาดไม่มีชิ้นดี ส่วน “ยำหัวปลียอดมะพร้าวอ่อน” ก็ถือว่าอร่อยเด็ดเหมือนกัน ดูสวยงามจนแทบไม่อยากจะทำลายรูปทรงเลย เห็นเมนู “ปลาลุยสวนอิษยา” แล้วอดอึ้งไม่ได้เพราะมันเสิร์ฟมาในภาชนะที่ดูคุ้นเคย เกือบคิดว่าเป็นอาหารถวายเพลพระสงฆ์ซะแล้ว แต่มันก็สวยเกินกว่าจะบรรยาย อีกเมนูที่ดูแปลกตอนเสิร์ฟก็คือ “ไก่อบภูเขาไฟ” เพราะว่าบริกรจะใช้เหล้าแม่โขงลนไฟแล้วราดลงไปบนเนื้อไก่ เทคนิคเหลือหลายจริงๆ

กระดูหมูอบซอส 320 บาท
กระดูกหมูอบซอส 320 บาท
ยำหัวปลีกับยอดมะพร้าว 260 บาท
ยำหัวปลีกับยอดมะพร้าว 260 บาท
ปลาลุยสวนอิษยา 1,250 บาท
ปลาลุยสวนอิษยา 1,250 บาท
ไก่อบภูเขาไฟ 580 บาท
ไก่อบภูเขาไฟ 580 บาท

ทุกเมนูของร้านนี้จะมีความแปลกไม่ว่าจะเป็นหน้าตา กรรมวิธีการทำ หรือแม้กระทั่งรสชาติ อย่างเมนูของว่างอย่าง “ขนมครกต้มข่าไก่” ที่นำข่าไก่แห้งๆ มาเป็นใส้ราดอยู่บนแป้งขนมครกแล้วโปะด้วยน้ำพริกเผา ถามว่าอร่อยมั๊ย? ต้องตอบตามตรงว่าเฉยๆ ครับ “แกงฮังเลหมู”, “สลัดเป็ดกรอบ” และ “หมูสะดุ้งมะนาว” ก็เช่นกัน มันน่าจะอร่อยได้มากกว่านี้ ถ้าการปรุงรสชาตินั้นมีความโดดเด่นไปในทางใดทางหนึ่ง จะเปรี้ยวก็เปรี้ยวไปเลย จะเผ็ดก็ให้เผ็ดร้อนไปเลย เรื่องหน้าตา Presentation ไม่ต้องพูดถึง เพราะว่ากินขาดทุกจาน แต่สำหรับฝีปากของคนไทย แค่รู้สึกว่ากลิ่นเครื่องเทศ เครื่องแกง และการปรุงรสนั้นยังไม่ค่อยโดน มันดูนัวๆ บางๆ ไปหน่อย บางครั้งการใส่เครื่องปรุง องค์ประกอบที่มากจนเกินไป มันทำให้รสชาติแข่งกันเด่น ตีกันจนไม่รู้รสไปซะงั้น โดยเฉพาะเมนูหมูสะดุ้งมะนาว กลืนเข้าไปแล้วยังไม่รู้สึกเปรี้ยวสะดุ้งเหมือนชื่อเลย

ขนคกต้มข่าไก่ 180 บาท
ขนมครกต้มข่าไก่ 180 บาท
แกงฮังเลหมู 580 บาท
แกงฮังเลหมู 580 บาท
สลัดเป็ดกรอบ 380 บาท
สลัดเป็ดกรอบ 380 บาท
หมูสะดุ้งมะนาว 450 บาท
หมูสะดุ้งมะนาว 450 บาท
ยำมะเขือยาวกุ้งทอด 340 บาท
ยำมะเขือยาวกุ้งทอด 340 บาท

สรุปสิ่งที่เด่นสำหรับร้านนี้คือ “บรรยากาศ การบริการ ชื่อเสียงของเชฟเอียน และเมนูอาหารที่สวยงามเกินห้ามใจ” สิ่งที่อาจต้องทำใจคือ “ร้านนี้อาจไม่ได้ปรุงอาหารมาให้เพื่อคนไทยทาน เพราะรสชาติจะไม่แซบเท่าอาหารไทยแท้ๆ และที่สำคัญคือราคาก็แพงมากด้วย” มื้อนี้ทานกัน 9 คน เฉลี่ยตกคนละ 1,000 บาท ไม่ถึงกับอิ่มท้องเต็มที่ เพราะยังไม่ได้ทานของหวาน แต่ก็พอได้สัมผัสบรรยากาศของร้านอาหารไทยที่ทรงคุณค่า ขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนที่จัดงานวันเกิดสุดพิเศษนี้ให้ครับ

สำหรับคนที่ชื่นชอบอาหารไทยแท้ๆ แนะนำร้าน Supanniga Eating Room ครับ

ไช้ชวนชิมขอเชิญคุณติดตามผลงานการรีวิวร้านอาหารถัดไปได้ที่บล็อกที่นี่มีเรื่องเล่า by @somchartlee หรือที่แอพ Wongnai by @chaichuanchim

ลิงค์รวมฮิตอาหารดังโดยไช้ชวนชิม

Leave a Reply

%d bloggers like this: