คิวชู เดอะซีรีย์ EP0: เตรียมพร้อมก่อนออกตะลุย

ผมและเพื่อน ๆ ใช้เวลาเตรียมการกันข้ามปีเพื่อจะได้มาเที่ยวเกาะคิวชูกันเป็นครั้งแรก ตื่นเต้นกันเป็นธรรมดา ทริปนี้อาจแตกต่างจากหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา เพราะครั้งนี้ไม่ได้มาเที่ยวคนเดียว (เหมือนตอนที่ไปตะลุยเกียวโต โอซาก้า) และก็ไม่ได้มากับกรุ๊ปทัวร์ (เหมือนตอนที่ไปเที่ยวโตเกียวและฮอกไกโด) ผมมากับเพื่อนอีก 5 คนครับ ช่วยกันหาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยง จองตั๋ว ที่พัก จนกระทั่งทริปนี้กลายเป็นจริงขึ้นมาได้ เรื่องราวจะตื่นเต้นขนาดไหน โปรดอดใจรออ่านคิวชู เดอะซีรีย์ ฉบับมหากาพย์ ซึ่งจะปล่อยออกมาเป็นตอน ๆ ให้รู้กันไปเลยว่าที่ไหนน่าเที่ยว น่ากิน น่าช้อป และน่าไปเช็คอินสุด ๆ (แม้บทนี้จะเป็นเพียงอินโทรเท่านั้น แต่ก็ไม่อยากให้อ่านข้ามไป เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของความมันที่เกิดขึ้นตลอดทริป)

เขาว่ากันว่า “กรุงโรมไม่ได้สร้างในวันเดียว” การไปเที่ยวญี่ปุ่นก็เช่นกัน ไม่ใช่แค่แบกกระเป๋าไปเที่ยวครั้งเดียว ก็จะไปได้ครบทุกที่ บางที่ต้องกลับมาซ้ำ บางที่ต้องไปเที่ยวต่างฤดู เพราะบรรยากาศมันแตกต่างกัน นี่ก็มีลางว่าจะได้กลับมาเก็บตกอีกหลายแห่งที่ครั้งนี้พลาดไป

ก่อนออกเดินทาง พวกเรามีการบ้านที่ต้องทำมากมาย ตั้งแต่เรื่องใหญ่อย่างการจองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก เรื่องยิบย่อยที่ทำเอาปวดหัวไม่ใช่น้อย อย่างเช่น การซื้อ JR-Pass คิดแล้วคิดอีกว่ามันจะคุ้มมั้ย? จะซื้อซิมการ์ดหรือ เช่า Pocket Wifi ดี? ไปจนถึงเรื่องที่ยากเกินคาดเดา เช่น อากาศประมาณนี้ต้องขนเสื้อกันหนาวไปกันกี่ตัว? จะไปทันได้เห็นซากุระบานรึเปล่า? บทความนำร่องฉบับนี้อาจไม่มีคำตอบให้ในทุกเรื่อง แต่ก็คิดว่าน่าจะช่วยได้ประมาณนึงกับการเป็นเข็มทิศนำทางให้นักท่องเที่ยวมือใหม่หัดหนีออกจากบ้านสามารถไปเที่ยวได้เองโดยไม่ต้องง้อไกด์ (อย่าลืมขออนุญาตผู้ปกครองด้วยนะ ถ้าเก็บเงินไปเที่ยวได้เองโดยไม่ต้องแบบมือขอเงินพ่อแม่ด้วย พี่นี้จะยกนิ้วทั้งบนและล่างให้เลยครับ)

หากต้องการข้อมูลเพิ่ม ยินดีตอบให้ตามความรู้เท่าที่พอมีติดตัวอยู่บ้างจากการลองผิดลองถูก แต่ถ้าต้องการข้อมูลเชิงลึก หรือแบบโยนหินก้อนโตมาเลย “พี่ ๆ หนูมีเงิน xxx บาท รบกวนช่วยวางโปรแกรมทัวร์ให้หน่อย!!!!” อันนี้เชิญรับยาที่ช่อง 2 นะครับ แนะนำให้ติดต่อบริษัททัวร์โดยตรงเลยจ้า หรือไม่ก็ไปขอข้อมูลเพิ่มเติมจากเวบอื่น ๆ ประกอบการตัดสินใจ พี่ไม่ได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ Tourist Information Desk ประจำประเทศญี่ปุ่นนะขอรับ โปรดเข้าใจตรงกันตามนี้นะครับ

P3282823

จองตั๋วเครื่องบิน

แม้ว่าตั๋วเครื่องบินไปลงเมืองฟุกุโอกะจะหายากกว่าไปโตเกียวหรือโอซาก้า แต่ก็ใช่ว่าจะหา Direct Flight หรือเที่ยวบินตรงไม่ได้เลยซะทีเดียว เท่าที่รู้ก็จะมีสายการบินไทย (Thai Airways), Japan Airlines และ Jetstar สำหรับคนที่ไม่เกี่ยงหากต้องแวะพักเปลี่ยนเครื่อง 1 ที่ ก็จะมี Singapore Airlines ที่แนะนำ อย่าง China Airlines และ Vietnam Airlines นี่ก็ไปได้แนะ แต่ไปได้ถึงไหน อันนี้ต้องแอบลุ้นเอา ถ้าต้องการค้นหาทางเลือกเพิ่มเติม ลองเช็คราคาดูได้ที่เอเจนต์ชั้นนำทั่วไป หรือเวบไซต์ของ Sky Scanner, Jet Radar, Cheap Tickets เป็นต้น

สำหรับทริปนี้เราสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางของพวกเรากันเอง (โนสปอนเซอร์นะ) โดยใช้บริการของพี่เอื้อง คิดดูละกัน แอบส่องโปรกันแบบไม่กระพริบตา ได้ราคาที่ดีที่สุดในช่วงเวลาที่ดีที่สุดเท่าที่พอหาได้ตอนช่วงก่อนสงกรานต์พอดี จองกันตั้งแต่เดือนตุลาคม 2558 บินจริงโน่น ปลายมีนาคม 2559 ยอมถูกตัดเงินจากบัตรเครดิตล่วงหน้าถึงเกือบครึ่งปีเต็ม ได้ราคาตั๋วตกต่อคนมาประมาณ  17,000 บาท ก็โอเค พอรับได้ จริง ๆ มีตั๋วราคาถูกกว่านี้อีกนะ แต่ต้องบินไปช่วงหน้าโลว์ ที่เรามาลงเอยกันได้นี่ก็เรียกว่าคุ้มค่าสุด ๆ ละ เพราะนอกจากจะบินตรง ได้น้ำหนักกระเป๋า 30 กก.เต็ม ๆ แล้ว ยังเป็นช่วงเวลาที่พอมีลุ้นว่าจะได้เห็นซากุระบานกะเขาด้วยนะเออ สำหรับใครที่เคยบินด้วยไฟล์ทนี้ ก็จะรู้ว่า TG648 จะบินออกในเวลากลางคืน 00:50 น. นั่นหมายถึงว่าต้องเดินทางไปเช็คอินตอนกลางคืน ถึงที่หมายปลายทางที่เมืองฟุกุโอกะตอน 8:00 น. (เวลาที่โน่นเร็วกว่าเมืองไทยประมาณ 2 ชั่วโมงครับ) ส่วนขากลับ TG649 จะบินออกจากสนามบินฟุกุโอกะตอนเวลา 11:35 น. ถึงเมืองไทยเวลาเกือบบ่ายสามโมง ไฟล์ทไหนมีกรุ๊ปทัวร์ลง เขาจะไปเช็คอินกันตั้งแต่ 8:30-9:00 โมงเช้า เผื่อเวลาไปช้อปกันต่อที่ข้างใน Royce นี่เป็นอะไรที่ถูกใจคนไทยมาก แย่งกันซื้อราวกับแจกฟรี

จองโรงแรม/ที่พัก

เคล็ดลับในการจองที่พักที่ญี่ปุ่นคือ พยายามหาที่พักที่อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟหลักเข้าไว้ (โดยเฉพาะคนที่ไปเป็นครั้งแรก) เพราะจะได้ไม่ต้องลากกระเป๋าไปไกล การขนสัมภาระอันหนักอึ้งลากไปยังที่ต่าง ๆ ไม่ใช่เรื่องที่พิศมัยนัก สิ่งที่พวกเราใช้ในการตัดสินใจนอกจากราคาแล้ว ยังมีเรื่องระยะทาง และผลของการรีวิวด้วย แหล่งข้อมูลที่ใช้อ้างอิงมีตั้งแต่ Japanican.com (อันนี้ผมใช้เป็นหลักเลย เป็นเวบจองโรงแรมที่สามารถค้นหาโรงแรมและเรียวกังแยกตามจังหวัดและเมืองในประเทศญี่ปุ่นได้เลย รู้สึกเวบจะเริ่มพัฒนาให้มีภาษาไทยด้วยแล้วด้วยนะครับ), รองลงมาคือ booking.com (ไว้สำหรับค้นหาโรงแรมแบบที่มี special deal และที่สามารถยกเลิกได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมหากเปลี่ยนใจในภายหลัง ใช้เป็น back-up source หากห้องพักที่ japanican.com เต็ม) นอกจากนี้ผมยังใช้ tripadvisor ประกอบด้วย (ส่วนใหญ่ใช้เป็นการอ่านรีวิวเพื่อคอนเฟิร์มว่าโรงแรมที่เราตั้งใจจะไปพักนั้นได้รับ Rating ค่อนข้างดี น่าเชื่อถือ)

ช้าก่อนท่าน…การจองโรงแรม/ที่พัก ไม่ได้มีแต่ที่ผ่านเวบตัวกลางเท่านั้น ยังมีแบบที่จองตรงกับโรงแรมได้ด้วยนะ ทริปนี้เราใช้บริการของ Toyoko-inn เยอะเลย เป็นเครือโรงแรมที่มีที่พักแทบจะทุกหัวเมืองใหญ่ เป็นโรงแรมแนว Business Hotel ที่คน Local ชอบใช้บริการ ข้อดีคือจะอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ ราคาค่าที่พักก็สมเหตุสมผล (ตกประมาณ 1,200-2,400 บาท/คืน) อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครันแม้ห้องจะมีขนาดค่อนข้างเล็กก็ตาม แถมตอนเช้ายังมีเสิร์ฟอาหารเช้าสไตล์ญี่ปุ่นให้ด้วยนะครับ ราคานี้เมื่อรวมอาหารเช้าด้วยก็ถือว่าคุ้มมาก อ้อ..ลืมบอกไป แนะนำให้ทำบัตรสมาชิกไปด้วยเลย เสียค่าธรรมเนียมครั้งแรกและครั้งเดียวเพียง 1,500 เยน ใช้ได้ตลอดชีพ (อัตราค่าห้องพักของสมาชิกจะถูกกว่าประมาณ 8-10% ครับ) หน้าตาห้องพักเป็นเยี่ยงนี้ครับ จะอยู่เมืองไหน Format แทบไม่ต่างกัน

P3220391
Standard Single Bedroom (Toyoko Inn)
P3220397
Room Amenities (Toyoko Inn)
P3220403
Compact-sized Bathroom (Toyoko Inn)

โรงแรมที่เราเลือกพักตามเมืองต่าง ๆ ในทริปนี้มีรายนามดังต่อไปนี้

  • Toyoko Inn Hakata Ekimae Gion (Fukuoka) อยู่ห่างจาก Hakata ประมาณ  10 นาทีด้วยการเดิน
  • Toyoko Inn Kumamoto Ekimae (Kumamoto) อยู่ใกล้สถานี Kumamoto
  • APA Hotel Kagoshimachuo-Ekimae (Kagoshima) อยู่ตรงข้าม Toyoko Inn ใกล้สถานีเหมือนกัน
  • Toyoko Inn Miyazaki Emikae (Miyazaki) ถูกและดี แถมยังใกล้สถานีรถไฟมาก ๆ
  • Hotel New Tsuruta (Beppu) เป็นโรงแรมกึ่งเรียวกัง มี public bath ให้ด้วย
  • Hotel Hokke Club Fukuoka (Fukuoka) ห้องสำหรับ 3 คนนี่โอเคมาก ห่างจาก Hakata ออกมาหน่อย

ในคืนสุดท้ายเราเลือกพักที่ Hotel Hokke Club เป็นห้องที่มี 3 เตียง แถมมีบริการ Public Bath ในโรงแรมด้วย ราคาแพงกว่า Toyoko Inn หน่อย แต่ Facilities สิ่งอำนวยความสะดวก ใช้ได้เลย

P3314049
Hotel Hokke Club, Fukuoka
P3303796
ห้องนี้มี 3 เตียง (Hotel Hokke Club)
P3303800
เตรียมเสริม (Hotel Hokke Club)
P3303803
ห้องน้ำ (Hotel Hokke Club)

จองตั๋ว JR-Pass

การซื้อตั๋ว JR-Pass เป็นอะไรที่คุ้มมากเมื่อคุณวางแผนการเดินทางแบบข้ามเมือง หากว่าเที่ยวแล้วหยุดพักเป็นหย่อม ๆ อันนี้ต้องมานั่งคำนวณใหม่ว่าซื้อเป็นเที่ยวจะคุ้มกว่ามั้ย จากประสบการณ์ส่วนตัวที่เดินทางท่องเที่ยวบนเกาะคิวชู JR-Pass นี่ถือว่าเวิร์คเลย เพราะไม่มี private railways อื่นมาให้เปรียบเทียบความคุ้มเหมือนเขตคันไซ เพียงแต่ว่าคุณต้องเลือก ว่าจะเอาแบบที่ครอบคลุมเฉพาะตอนบน Northern Kyushu (Hakata, Yufuin, Beppu, Oita, Saga, Nagasaki, Huis Ten Bosch, Aso, Kumamoto) ราคา 8,500 เยน สำหรับ 3 วัน 10,000 เยน สำหรับ 5 วัน หรือจะเอาแบบ All Kyushu ซึ่งจะรวมเมืองต่าง ๆ ทางตอนใต้ด้วย เช่น (Hitoyoshi, Kagoshima, Kirishima, Ibusuki, Miyazaki) แบบ 3 วันราคา 15,000 เยน 5 วัน 18,000 เยน (รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่นี่เลยครับ) จริง ๆ เขามีให้เลือกแบบตอนใต้อย่างเดียวด้วยนะ แต่มันเป็นแบบ limited offer ขายเฉพาะช่วงวันที่ 1 เม.ย ถึง 30 ก.ย. (รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่นี่ครับ)

JR-Pass ที่ว่านี้สามารถซื้อได้จากเมืองไทยเลย คุณจะได้มาเป็น Voucher พอไปถึงที่ญี่ปุ่นค่อยนำไป Activate อีกทีนึงที่ JR Office ถึงจะนำมาใช้ได้ครับ จริง ๆ ตั๋วใบนี้ ก็เหมือนบัตรผ่านให้คุณสามารถเข้าช่องพิเศษโดยการโชว์ให้เจ้าหน้าที่ดู สามารถเดินทางไปไหนก็ได้ในเขตที่รถไฟ JR operate ตามเงื่อนไขประเภทบัตรที่คุณซื้อ ในกรณีที่คุณไม่ได้ทำการสำรองที่นั่งล่วงหน้า คุณจะขึ้นได้เฉพาะโบกี้ที่ระบุว่าเป็น Non-Reserved ซึ่งอาจมีความเสี่ยงว่าจะต้องตีตั๋วยืนเหมือนกัน ถ้ารู้จุดหมายปลายทางและเวลาที่แน่นอน แนะนำให้คุณแวะเข้าไปสถานี JR แล้วแจ้งว่าคุณต้องการสำรองที่นั่ง เขาจะออก ticket อีกหนึ่งใบให้ใช้ประกอบกัน ซึ่งตั๋วนี้จะระบุ Car Seat และ Seat Number ให้เสร็จสรรพ เข้าใจตามนี้นะครับ

P3282412
JR Pass (All Kyushu)

วางโปรแกรมการท่องเที่ยว

Plan (22-26)Plan (27-31)

นักเดินทางที่ดีควรลิสต์โปรแกรมท่องเที่ยวแบบคร่าว ๆ ไว้บ้าง ไม่แนะนำให้วางโปรแกรมซะจนแน่นเอี๊ยด หรือหลวมซะจนต้องไปลุ้นเอาดาบหน้า การวางแผนการเดินทางดี ๆ จะช่วยทำให้คุณประหยัดเวลา และประหยัดงบเที่ยวไปได้มากโข จะจองที่พัก ก็ต้องรู้ว่าคืนนั้นจะไปโผล่ที่เมืองไหน จะซื้อ JR-Pass ก็ต้องคำนวณว่ามันครอบคลุมพื้นที่ ๆ ต้องการไปด้วยรึเปล่า เห็นมั้ยล่ะครับว่าแผนการท่องเที่ยวมีความสำคัญขนาดไหน แทบจะเรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งเลย

แวแวอิสแวแวว เกริ่นมาซะขนาดนี้ งั้นขอเล่าเรื่องปฐมบทเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญบนเกาะคิวชูสักหน่อยละกัน สิ่งที่นักเดินทางควรรู้เป็นอันดับแรกคือ ฟุกุโอกะ เป็นชื่อเมืองหลักและเป็นจังหวัดหนึ่งบนเกาะคิวชูเท่านั้น (ที่นี่เรียกว่า prefecture) โดยเกาะคิวชูเขาจะแบ่งพื้นที่ออกเป็น 7 จังหวัด แต่ละที่ จะมีจุดไฮไลท์ขึ้นชื่อที่แตกต่างกัน ตั้งแต่แนวสวน ปราสาท ภูเขาไฟ ชายหาด น้ำตก น้ำพุร้อน ถ้ากะจะเที่ยวให้ครอบคลุมตั้งแต่เหนือจรดใต้ของเกาะคิวชู ควรต้องเผื่อเวลาเดินทางเยอะหน่อย เท่าที่เห็นนะครับ คนส่วนใหญ่จะเน้นเที่ยวเฉพาะทางตอนเหนือ (North Kyushu) เพราะไม่เสียเวลาเดินทางมากนัก แต่ถ้าพอมีเวลา ก็ไม่อยากให้เพื่อน ๆ พลาดตอนใต้เช่นกัน อย่างในทริปนี้ขนาดเราใช้เวลา 10 วันเต็ม ยังเที่ยวได้ไม่ทั่วเลย เบ็ดเสร็จแล้วพวกเราเที่ยวเจาะเหมืองทองคำไปได้ทั้งหมด 5 เหมือง เป็นที่ไหนยังไงบ้าง ดูได้ตามแผนภาพด้านบนครับ (ฝีมือวาดภาพอาจจะอ่อนหัดไปหน่อย แต่ก็น่าจะพอเดาได้นะว่าหมายถึงที่ไหน ก็เล่นเขียนตัวหนังสือกำกับซะขนาดนั้น)

  • Fukuoka (ฟุกุโอกะ) : ถือเป็นเมืองหลวงทางตอนใต้ สถานที่ท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของเมืองนี้คือ Dazaifu (ศาลเจ้าดาไซฟุ) ถ้าเป็นแนวสวนสาธารณะก็จะมี Ohori Park (โอโฮริ) และ Uminonakamichi Seaside Park (อุมิโนะนากามิชิ) แล้วก็มีสถานที่กินช้อปมากมายโดยเฉพาะในย่าน Tenjin และ Hakata ซึ่งห้างดังที่ผู้คนมักแวะไปช้อปคือ Canal City
  • Oita (โออิตะ) : เป็นจังหวัดที่อยู่ทางซีกตะวันออกของฟุกุโอกะ มีเมืองสำคัญที่ขึ้นชื่อคือ Beppu (เบปปุ) เมืองน้ำพุร้อน มีบ่อนรก Jigoku (Hells) เป็นไฮท์ไลท์ ส่วน Yufuin (ยูฟุอิน) เป็นเมืองที่อุดมไปด้วยของหวานนานาชนิด เหมาะสำหรับการเดินชิลล์กินแหลกเป็นอย่างมาก
  • Saga (ซากะ) : แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่การท่องเที่ยวญี่ปุ่นพยายามโปรโมท หนังเรื่องกลกิโมโนก็มาถ่ายทำกันที่เมืองนี้ นอกจาก Yoshinogari (โยชิโนการิ) สวนสาธารณะที่ไว้สำหรับศึกษาประวัติศาสตร์ในช่วง Yayoi แล้ว เมืองนี้ก็มีชื่อเสียงเรื่องเครื่องปั้นดินเผา Arita & Imari (อาริตะ และ อิมาริ) ด้วย
  • Nagasaki (นางาซากิ) : หลายคนคงคุ้นหูกับชื่อนี้ดี เพราะเมืองนี้เป็นเมืองที่โดนบอมบ์ไล่เลี่ยกับ Hiroshima ปัจจุบันได้รับการบูรณะให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในฟากตะวันตกของเกาะคิวชู ดูเหมือนพี่ไทยจะไม่ค่อยสนใจประวัติศาสตร์กันสักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ก็มุ่งไปเที่ยวกันที่ Huis Ten Bosch (เฮาส์เทนบอช) ดูจากภาพแล้วไม่น่าเชื่อว่าอยู่ที่ญี่ปุ่น เพราะมันเป็นธีมพาร์คขนาดใหญ่ที่อุดมไปด้วยดอกไม้นานาชนิดประมาณว่าได้ไปเที่ยวฮอลแลนด์ยังไงยังงั้น
  • Kumamoto (คุมาโมโตะ) : เป็นจังหวัดตอนกลางของเกาะคิวชู นอกจากจะดี๊ด๊าตื่นเต้นกับ Kurokawa Onsen (คุโรคาวะ ออนเซน) แล้ว นักท่องเที่ยวหลายคนก็อยากไปชมภูเขาไฟ Aso (อาโซะ) รวมถึงปราสาท Kumamoto Castle ด้วย เมืองนี้เขามีมาสคอทเป็นของตัวเอง เป็นหมีดำ Kumamon (คุมะมง) ไปไหนก็เห็นแต่หมีดำเต็มไปหมดเลย
  • Miyazaki (มิยาซากิ) : เป็นจังหวัดทางตะวันตกเฉียงใต้ที่มีขนาดใหญ่มาก แลนด์สเคปสวยมาก ที่ไม่อยากให้พลาดคือเมือง Takachiho (ทาคาชิโฮะ) เป็นน้ำตกที่สวยติดตา ถ้ามีเวลาสามารถภายเรือแคนูเข้าไปชมใกล้ ๆ ได้ด้วยนะครับ สิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งที่ควรหาเวลาแวะเข้าไปคือ Udo Shrine (ศาลเจ้าอูโดะ) เป็นศาลเจ้าที่ตั้งอยู่ติดริมทะเล สวย สงบ สยบทุกความเคลื่อนไหว
  • Kagoshima (คาโงะชิม่า) : จังหวัดตอนใต้สุด ขึ้นชื่อเรื่องชายหาด สายลม และภูเขาไฟ น่าเสียดายที่ไม่ได้ลงไปใต้สุด มันเป็นเกาะแก่งเหมาะสำหรับกิจกรรมทางทะเล Yakushima (ยากุชิมะ) เป็นอุทยานแห่งชาติที่ป่าอุดมสมบูรณ์มาก แต่บริเวณตัวเมือง Kagoshima City ก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน มีสวนญี่ปุ่น Senganen Garden ให้ชมวิวซากุระ ฉากหลังเป็น Sakurajima (ซากุระจิมะ) ภูเขาไฟที่ยังคงปะทุอยู่
P3220151
Dazaifu, Fukuoka
P3241046
Kumamoto Castle, Kumamoto
P3261624
Sakurajima Island, Kagoshima
P3272145
Udo Shrine, Miyazaki
P3282650
Takachiho, Miyazaki
P3293296
Jigoku, Beppu

อื่น ๆ ที่ นักเดินทางควรรู้

1) จำเป็นหรือไม่ที่ต้องทำประกันการเดินทาง?

อันนี้เอาที่สบายใจเลยละกัน ไม่ได้เป็นข้อบังคับสำหรับการไปเที่ยวญี่ปุ่น ซึ่งผิดกับประเทศในแถบยุโรป (โซนเชงเก้น) ซึ่งเขาจะบังให้คุณทำประกันการเดินทางก่อนไปยื่นขอวีซ่าด้วยซ้ำ ข้อดีของการทำประกันคือ ถ้าเกิดเจ็บไข้ได้ป่วย สูญเสียทรัพย์สิน หรือแม้กระทั่งถูกยกเลิกไฟล์ทขึ้นมา คุณสามารถเบิกค่าสินไหมได้ด้วย มีหลายยี่ห้อที่ให้บริการนี้ อย่าดูที่ความถูกของตัวเบี้ยอย่างเดียวนะ ให้ดูที่วงเงินคุ้มครองในแต่ละรายการด้วยว่าคุ้มมั้ย

2) ซื้อ SIM Card หรือเช่า Pocket Wifi ดี?

ในทริปนี้เราเลือกใช้ซิมของ b-mobile เป็น Unlimited Data Prepaid SIM แบบที่ใช้ได้ 14 วัน ราคาอยู่ที่ประมาณ 2,200-2,400 เยน สามารถสั่งซื้อทางออนไลน์แล้วให้เขาส่งเป็นเมล์ไปให้ที่พักก็ได้ หรือจะไปซื้อตามร้าน Bic Camera, Yodobashi หรือ AEON ก็ได้ เผอิญในทริปเดียวกัน มีพี่ท่านนึงซื้อแพ็คเกจแบบเช่า Pocket Wifi จากไทยยี่ห้อ “S…” มาใช้ และมีคนรู้จักสั่งซื้อซิมยี่ห้อ “Y…” จาก web deal ปรากฎว่าสัญญาณสู้  b-mobile ไม่ได้เลย (คลื่นน่าจะเป็นของ NTT Docomo) ของเจ้าหลังนี่ ถ้าใช้อยู่ตามเมืองใหญ่ ๆ ก็ยังพอไหว แต่พอลงใต้ไปถึงเมือง Kogoshima, Miyazaki นี่เริ่มเดี้ยงเลย อย่าลืมว่าเกาะคิวชูทางตอนใต้มันจะเป็นหุบเขา แก่งหินค่อนข้างเยอะ สัญญาณบางค่ายจึงอาจไม่ค่อยทะลุทะลวงเท่าไหร่ คงไม่ต้องบอกนะว่าผมแนะนำให้เลือกแบบไหน

P3220051
b-mobile Visitor Sim (14 Days Unlimited)

3) ส่งกระเป๋าข้ามเมืองทำไง?

ใครไปเที่ยวญี่ปุ่นแล้วสามารถลากกระเป๋าตุเลงตุเลงข้ามเมืองไปมาได้นี่นับถือเลย ผมว่าญี่ปุ่นน่าจะเป็นประเทศเดียวที่การขนส่งสัมภาระข้ามเมืองนี่โคตะระ Efficient เลย จาก Fukuoka ไปเมือง Miyazaki ราคาตกอยู่ที่ 1,200-1,400 เยน/กระเป๋าใบใหญ่ 1 ใบ (ประมาณ 300-400 บาท) Takuhaibin (TA-Q-BIN) เจ้าดังคงหนีไม่พ้น Yamato Transport อันที่มีสัญลักษณ์เป็นรูปแมวดำคาบลูก เขามีเครือข่ายไปทั่วเลยนะ บางโรงแรมเขาจะมีแบบฟอร์มติดที่หน้าเคาน์เตอร์ front เลย หรือไม่ก็ให้ลองแวะไปที่ร้าน Lawson หรือ Family Mart ดู สุ่มหาได้ไม่ยาก ไม่ต้องกังวลเรื่องการกรอกแบบฟอร์ม มันเป็นภาษาญี่ปุ่นล้วน ผมก็กรอกไม่เป็นเหมือนกัน พยายามลองกรอกตามคู่มือทางเน็ตแล้วก็ไม่เวิร์ค เพราะหน้าตาแบบฟอร์มมันดันเปลี่ยนไป สุดท้ายก็เลยต้องขอร้องให้เจ้าหน้าที่โรงแรมช่วยกรอกให้ เป็นอันเสร็จเรียบร้อยโรงเรียนญี่ปุ่น

P3230412
Yamoto Transport at Hakata Station
P3282407
ส่งกระเป๋าข้ามเมือง ไปถึงโรงแรม/ที่พัก

4) แลกเงินไปเท่าไหร่ถึงจะพอ?

มีหมื่นหมดหมื่น มีแสนหมดแสน ผมตอบไม่ได้เหมือนกันว่าควรแลกเงินติดตัวไปเท่าไหร่ดี เพราะอัตราความหายนะส่วนบุคคลนั้นไม่เท่ากัน ถ้ากินดีอยู่ดีทุกวัน แถมช้อปปิ้งเพลินซื้อมันทุกหัวมุมถนน มีเท่าไหร่ก็ไม่พอหรอกครับ ถ้าจะให้ประมาณคร่าว ๆ พอเป็นไอเดีย ผมขออนุญาตคำนวณตามแบบของผมตามนี้ละกันครับ ค่าตั๋วเครื่องบิน (20,000 บาท) ค่าที่พัก 9 คืน ตกคืนละ 1,300 บาท (12,000 บาท) ค่าตั๋ว JR ค่า Day Pass, Sightseeing Pass ต่าง ๆ รวมกัน (8,000 บาท) ค่าอาหาร 30 มื้อ ๆ ละ 400 บาท (12,000 บาท) ค่าจิปาถะต่าง ๆ ไม่รวมช้อปปิ้งอีก (3,000 บาท) รวมแล้วก็ 55,000 บาทตลอดทริป ถ้าเกิดสำรองค่าตั๋ว ค่าที่พัก และตั๋ว JR-Pass ไปก่อนหน้านี้แล้ว พกเงินสดไปประมาณ 70,000 เยน หรือประมาณ 20,000 กว่าบาทก็น่าจะพอนะครับ ก็อย่างที่ว่าล่ะครับท่านผู้ชม ถ้าไม่ได้กำหนดงบช้อปปิ้งเอาไว้ รับรองว่ามีสิทธิ์ล้มละลาย กลับมาเป็นหนี้บัตรเครดิตหัวปูดเลย ส่วนใครที่สามารถไปเที่ยวญี่ปุ่นในราคาประหยัดกว่านี้ได้ ต้องขอชื่นชมและแสดงความยินดีด้วยครับ ขออย่างเดียว อย่าเที่ยวไปเบียดเบียนหยิบยืมเงินคนอื่น หรืออวดเบ่งในพฤติกรรมความขี้เหนียวในทางที่ไม่เข้าท่า เพราะมันไม่น่ารักเลย

7 วิธีเอาตัวรอดเมื่อมาเที่ยวประเทศญี่ปุ่น (Survival Tips & Tools)

1) สัญญาณอินเทอร์เน็ต

มีสัญญาณเน็ตติดตัว ก็เบาใจไปเปราะนึง นอกจากจะใช้อัพรูป เล่นโซเชียลโดยไม่ต้องพึ่ง Wifi โรงแรมและสนามบินแล้ว ยังสามารถใช้โทรตามหากันในกรณีที่เกิดพลัดหลงกันระหว่างทาง ฟีเจอร์สำคัญเมื่อคุณใช้ Chat Application อย่าง LINE คือการทำ Line Call กับการแชร์โลเกชั่น Facebook Messenger ก็ทำได้เหมือนกันนะ ศึกษาฟีเจอร์นี้ให้ดีครับ เอาไว้ใช้ยามฉุกเฉินเมื่อต้องการติดต่อหากัน หรือร้องขอความช่วยเหลือจากผู้ชมทางบ้าน

2) Google Maps

เดี๋ยวนี้ Google Maps พัฒนาไปมาก นอกจากจะใช้ค้นหาโลเกชั่นแล้ว ยังช่วยแนะนำวิธีในการเดินทางได้ด้วย คุณสามารถเลือกโหมดได้ว่าจะเดินทางโดยรถยนต์ รถประจำทาง หรือด้วยการเดินเท้า (คำเตือน: แต่ไม่ต้องเชื่อมันซะทุกเรื่องนะ เพราะเกิดมีคนปักหมุดผิด สัญญาณเน็ตดีเลย์ Google Maps อาจพาคุณเข้าป่าเข้าพงได้เหมือนกัน เผื่อใจสำหรับความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้บ้างครับ)

3) Google Translate

อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น นี่ผมใช้บ่อยเลยครับ ใช้ในการอ่านป้าย อ่านเมนู อ่านโบรชัวร์ ที่เขียนเป็นตัวหนังสือญี่ปุ่น ก็แค่ แค่บเฉอะ รูปภาพจากแอพ Google Translate แล้วใช้นิ้วรูดปึ้ด รูดปื้ด มันก็จะแปลจากญี่ปุ่นเป็นไทยให้อัตโนมัติ (คำเตือน: คำแปลบางอัน มันก็ลึกเกินจะทำความเข้าใจได้ บางทีก็แอบฮา ทำไมมันถึงแปลออกอ่าวไทยได้ขนาดนี้) นอกจากฟังก์ชั่นการถ่ายรูปแล้ว (เหมาะสำหรับการอ่าน) ยังมีฟังก์ชั่นวุ้นแปลภาษาให้ด้วย (เหมาะสำหรับการพูด) ให้กดที่ปุ่ม microphone แล้วพูดภาษาไทยใส่เครื่อง ให้มันแปลงคำพูดออกมาเป็นภาษาญี่ปุ่น อันนี้ก็ดีงามครับ ลองใช้ดูนะครับ สนุกดี

4) Hyperdia

จริง ๆ แต่ละเมืองในประเทศญี่ปุ่น เขาจะมีตารางการเดินรถไฟ รถราง รสบัส แปะติดไว้อยู่ใกล้ ๆ สถานี รวมถึงที่ป้ายรถเมล์ด้วย แต่ถ้าต้องการวางแผนการเดินทางเชิงเปรียบเทียบว่าเส้นทางไหนดีกว่ากัน ก็ลองใช้แอพหรือเวบนี้ดูครับ Hyperdia (http://www.hyperdia.com/en/) ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมจึงหาไม่เจอบน iOS ก็เพราะเขาอนุญาตให้ download ได้เฉพาะที่ญี่ปุ่นและอเมริกาเท่านั้น แต่สำหรับ android อาจทำได้ (อันนี้ยังไม่ได้ลองด้วยตัวเอง) ถ้าไม่ลำบากมากนัก ก็ search ตรงจากบนเวบก็ได้ ก็แค่ระบุสถานที่ (From:To) ระบุวันเดินทาง (Date) และเวลา (Time) ระบบก็จะทำการค้นหาออพชั่นที่ใกล้เคียงที่สุดออกมาให้เลือก

5) Tripadvisor

รู้หรือไม่ว่า Tripadvisor มันมีแอพที่สามารถดาวน์โหลดแผนที่เอามาเก็บไว้ในตัวเครื่องได้ด้วย ในกรณีที่สัญญาณเน็ตล่มหรืออยู่ในโหมดออฟไลน์ ก็ยังสามารถเปิดดูได้ นอกจากนี้มันยังช่วยลิสต์สถานที่เที่ยว ที่กินยอดนิยมให้อีกด้วย ในทริปนี้ผมเช็คอินไปหลายที่ด้วยการพึ่งแอพนี้แหละ

6) Tourist Information + Map

ทุกครั้งที่เดินทางผ่านเมืองไหน ก็ให้วิ่งปรี่เข้าไปขอแผนที่ ขอข้อมูลจากศูนย์การท่องเที่ยวเป็นอันดับแรกเลย ที่นั่นนอกจากมีข้อมูลการท่องเที่ยวแล้ว เขายังมีตารางรถไฟ รสบัส ขายตั๋วเดินทางราคาพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวอีกด้วย (ประเภท day pass หรือ sightseeing pass) ฉะนั้นควรพกพาสปอร์ตติดตัวอยู่เสมอนะครับ ที่สำคัญคือเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่เขาจะคุ้นเคยกับการพูดคุยกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเป็นอย่างดี อย่างน้อยก็พอฟุดฟิดโฟไฟกับเราได้ดีกว่าคนญี่ปุ่นทั่วไปที่เจอกันบนถนน

7) สติ

อันนี้สำคัญที่สุดเลย เพราะการหลงทาง ตกรถ ตกรถไฟ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้แม้จะไม่คาดหวังก็ตาม สติจะเป็นตัวนำพาให้คุณสามารถเอาชีวิตรอดได้ในเกือบทุกสถานการณ์ ในทริปนี้ก็เช่นกัน เจอมาครบทุกรูปแบบ ไม่ถึงขั้นคอขาดบาดตาย แต่ก็ทำให้รู้ว่าเราจะผ่านมันไปได้ ถ้ามีสติติดเนื้อติดตัว อย่าเขินอายที่จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้า เลวร้ายที่สุดคือเขาเดินจากไปแบบช่วยอะไรไม่ได้เลย ดีที่สุดคือเขาอาจกลายเป็นฮีโร่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้ทุกอย่างจบลงด้วยดี (โปรดติดตามตอนต่อไปว่าผมและเพื่อนต้องผ่านอะไรมาบ้าง กับเรื่องที่เข้าใจผิด ทำผิด และเรียนรู้ที่จะแก้เกมกลับมา ให้สามารถเที่ยวต่อไปได้แม้ประสบการณ์เหล่านั้นจะมีต้นทุนราคาแพงก็ตาม)

เรื่องที่อยากขอร้องคนไทยเมื่อไปเที่ยวญี่ปุ่น

ว่าจะไม่พูดถึงเรื่องนี้แล้วเชียว แต่ก็อดไม่ได้ เพราะนั่นหมายถึงชื่อเสียงของพวกเราคนไทยที่จะถูกจารึกไว้ในสายตาและความทรงจำของชาวญี่ปุ่น อยากให้เขามองเราด้วยสายตา “ชื่นชม” เราทุกคนต้องช่วยกันเป็นกระบอกเสียง ตักเตือนคนที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม อย่าให้เขาด่าเหมาเข่งได้ว่าเราคนไทยช่างไม่รู้จักกาลเทศะบ้างเลย

1) รู้หรือไม่ว่าเขาไม่อนุญาตให้ใช้โทรศัพท์มือถือพูดคุยกันบนรถไฟ สามารถส่งข้อความแชทคุยกัน เล่นเกมได้ ไม่ว่า แต่ช่วยปิดเสียงนิดนึง จะเป็นพระคุณอย่างสูง

2) แปลกแต่จริง เวลาคนไทยอยู่แยกกันเราจะติ๋มและหงิมมาก แต่พออยู่รวมกันเป็นแกงค์มักจะรู้สึกฮึกเหิม พร้อมที่จะทำอะไรพิเรนทร์ ๆ เพื่อเป็นการเรียกร้องความสนใจ ทั้งนี้เพื่อความผาสุกของเจ้าของประเทศ กรุณางดส่งเสียงโหวกเหวกโวยวาย เต้นแร้งเต้นกาในที่สาธารณะนะครับ

3) การเดินข้ามทางม้าลายเมื่อมีสัญญาณไฟสีเขียวรูปคนข้ามถือเป็นมารยาทขั้นพื้นฐานของคนเดินดินกินราเมง แม้จะเห็นว่าไม่มีรถวิ่งผ่านในช่วงเวลานั้น หากสัญญาณไฟยังคงเป็นสีแดงก็ห้ามข้ามนะขอรับ ใครฝ่าฝืนกฎขอแช่งให้รองเท้ากัดตลอดทริป

4) การเข้าคิวนี่ถือเป็นเรื่องวินัยระดับสามัญสำนึกของคนญี่ปุ่นเลยนะ อย่าได้แสดงตนเป็นมนุษย์ลุง มนุษย์ป้า ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเด็ดขาดเดี๋ยวเขาจะหาว่าเรามาจากประเทศที่ไม่พัฒนา

5) พอกันทีกับนักสวาปามสายแข็ง ประเภทที่ตักบุฟเฟต์มากอง ๆ ไว้ที่โต๊ะแล้วกินไม่หมด กินแค่พออิ่มสำหรับมื้อนั้น ๆ เผื่อแผ่ให้คนชาติอื่นเขามีโอกาสได้ทานปูขน ปูทาราบะกันบ้าง อย่ามัวแต่ประณามนักท่องเที่ยวชาวจีนเลย เพราะบางทีพี่ไทยบางคนก็อาการหนักกว่าหลายเท่าตัว น่าไม่อาย กิ๊ว กิ๊ว

6) เวลาไปเที่ยว ใคร ๆ ก็อยากจะถ่ายภาพกับป้าย รูปปั้น และดอกไม้กันทั้งนั้นแหละ แต่ไม่ต้องลงทุนถึงขั้นกระโดดข้ามรั้ว บุกเข้าไปถ่ายรูปในระยะที่อาจทำให้ทรัพย์สมบัติของชาติเขาเสียหาย ประเภทที่เหยียบย่ำเข้าไปในสวนดอกไม้ หรือขย่มต้นซากุระเนี่ยน่าถูกลงโทษด้วยการคาบไม้บรรทัดไปยืนกลางทุ่งเป็นหุ่นไล่กายิ่งนัก

7) เรื่องช้อปปิ้งก็เช่นกัน ซื้อแต่พอเหมาะพอควร ซื้อเท่าที่ตัวเองพอแบกไหว อย่าทำตัวเป็นภาระ ด้วยการกะไปถัวน้ำหนักกับเพื่อนฝูงหรือคนในกรุ๊ปทัวร์

8) ส้วมที่ประเทศญี่ปุ่นหาง่ายกว่าที่ไหน ๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่สวนสาธารณะ ห้างสรรพสินค้า หรือตามแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ควรศึกษาข้อมูลให้ดีว่ามันใช้งานยังไง ลองแวะไปใช้ที่ Terminal 21 ดูก่อนก็ได้ แบบที่มันมีปุ่มกดให้ล้างก้นได้ อย่าเผลอขึ้นไปเหยียบบนฝาชักโครก หรือปล่อยให้น้ำไหลพุ่งเป็นน้ำพุในห้องน้ำล่ะ อายเขาแย่เลย

รวมเรื่องเด็ดบนเกาะคิวชู (Khyshu The Series)

เมื่อทราบข้อมูลสำคัญของการเตรียมตัวมาเที่ยวญี่ปุ่นกันแล้ว ตอนนี้เรามาตะลุยเที่ยวกันรายจังหวัดกันเลย เริ่มต้นจากจังหวัดตอนบนสุด Fukuoka มายัง Kumamoto จากนั้นลงใต้มาเที่ยว Kagoshima และ Miyazaki ก่อนย้อนกลับขึ้นมาทาง Oita ซึ่งอยู่ติดกับ Fukuoka (คลิ๊กได้ที่ลิงค์บทความด้านล่างนี้เลยครับ)

EP 1: โอฮาโย ฟุกุโอกะ (Fukuoka)

EP 2: คอนนิจิวะ คุมาโมโตะ (Kumamoto)

EP3: คมบังวะ คาโงะชิม่า (Kagoshima)

EP4: โดโซะ มิยาซากิ (Miyazaki)

EP5: อริกาโตะ โออิตะ (Oita)

Leave a Reply

%d bloggers like this: