ความสำเร็จที่ได้มาโดยการลงทุน

ทุกคนต่างเคยมีบาดแผล มีความพลาดในสิ่งที่ตัวเองคิดและทำในอดีต แผลเป็นที่ว่านี้แม้มันจะเจ็บปวด แต่มันก็ทิ้งซากความทรงจำดี ๆ บางอย่างให้เราต้องจดจำและได้เรียนรู้ สิ่งที่เราเรียกกันว่า “ประสบการณ์สอนชีวิต” ในฐานะที่เคยผ่านการลองผิด ลองถูกมามาก จึงอยากนำข้อคิดและแรงบันดาลใจดี ๆ มาบอกเล่าสู่กันฟัง

ใครที่เคยนึกสงสัยในตัวเองว่าตัวเองชอบอะไร? จะอยู่หรือจะไปดี? ทำยังไงจึงจะโดดเด่นในสายตานาย? แล้วเมื่อไหร่จะถึงคิวเราที่จะได้รับการโปรโมท? ให้ฉันรอแล้วได้อะไร… ก่อนจะตบเท้าลาออกไปไหน ลองถามตัวเองอีกครั้งว่าคุณทำงานได้เต็มที่รึยัง คุณมีคุณสมบัติพร้อมที่จะเป็นผู้นำแห่งอนาคตแล้วรึยัง?

10 ข้อชวนคิดกับการไต่ระดับความสำเร็จในองค์กร

Slide01

 

เมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว ผมได้รับเชิญจากวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ไปแชร์ประสบการณ์การทำงานและการใช้ชีวิตอยู่ในองค์กรขนาดใหญ่ ว่าเราต้องผ่านเรื่องราวอะไรมาบ้าง 

คือผมเริ่มทำงานประจำครั้งแรกในบริษัทมีเดียเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ก่อนกลับไปช่วยงานที่บ้านระหว่างที่สมัครเรียนปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ พอจบโทมา ก็หันมาเอาดีด้านการเป็นที่ปรึกษาธุรกิจ และนักการตลาด ทั้งที่ใจจริงอยากทำงานในธุรกิจ FMCG แต่ก็จับพลัดจับผลูให้ต้องมาทำงานอยู่ในแวดวงการเงินการธนาคารอยู่เกือบ 10 ปี ทั้งที่ GE Capital และที่ KBank

ไต่เต้าขึ้นมาเรื่อย จนได้รับตำแหน่งสูงสุดในอาชีพของลูกจ้างประจำคือ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโสที่ธนาคารกสิกรไทยด้วยวัยไม่เกิน 40 ปี หนทางก็ไม่ได้ราบเรียบโรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่หลายคนคิด พอมองย้อนกลับไป ผมพบว่าเรื่องราวต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้นได้สอนเราในหลายเรื่อง วันนี้จึงขอนำข้อคิด คติธรรมประจำใจที่เก็บเกี่ยวได้ตลอดเวลาระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาจากการทำงานในองค์กรขนาดใหญ่ กลับมาเล่าสู่กันฟังอีกครั้งให้ทุกคนได้อ่านและคิดตามกันไปครับ

ถ้าพร้อมแล้วเชิญทางนี้ครับ

(เครดิตภาพต่าง ๆ จากเวบ getty images)

1) เกิดมาด้วยความไม่เท่ากัน

Slide02

เราทุกคนไม่ได้ถูกสร้างให้เท่าเทียมกัน มันไม่ยุติธรรมก็จริง แต่ขออย่าได้ยอมจำนนต่อโชคชะตา

“โลกแม่งไม่ยุติธรรม” ผมเองก็เคยคิดอย่างนี้ อยากเข้ามหาวิทยาลัยระดับ Top แต่คะแนน GMAT ดันไม่ถึง อยากเข้าทำงานองค์กรชั้นนำของโลกอย่าง P&G, BCG แต่ดันสอบตกสัมภาษณ์อย่างช่วยไม่ได้ ผมบอกกับตัวเอง “ไม่เป็นไร เอาใหม่ ลองมันไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอคนที่เขาเห็นคุณค่าในตัวเรา” 

พระเจ้าไม่ได้สร้างให้เราทุกคนมีทุกอย่างพร้อมสรรพ คนรูปงามมักสมองไม่ดี คนเรียนเก่งอาจหาเงินไม่เก่ง คนทำงานเก่งอาจล้มเหลวในด้านความรักก็ได้ จะว่าผมองุ่นเปรี้ยวก็ได้ แต่พอเริ่มคิดได้อย่างนี้ ความมั่นใจในตัวเองเริ่มกลับมา พยายามสอดส่องมองหาด้านดีในตัวเอง ขัดเกลาฝีมือไปเรื่อย จนกว่า “วันของเราจะมาถึง”

ผมเคยเป็นคนขี้อิจฉา แอบนึกสงสัยว่าทำไมเพื่อนที่เรียนมาด้วยกัน ดันได้ดิบได้ดีกว่าเรา ทั้ง ๆ ที่เราก็เก่งกว่าเขาตั้งเยอะ (ขี้ตู่ชะมัด) แต่แทนที่เราจะเสียเวลานั่งนึกอิจฉาความสำเร็จของเพื่อน ทำไมเราไม่เอาเวลาตรงนั้นมาพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าเราเป็นคนมีความสามารถไม่เป็นสองรองใคร

ฉะนั้นจงอย่าเสียเวลานั่งสงสัยว่าทำไมนายถึงไม่เคยเห็นหัวเรา แต่จงใช้เวลาที่มีพิสูจน์ให้นายเห็นว่าทำไมงานนั้นจึงจะต้องมีเรา เลิกเข้าข้างตัวเอง แล้วไปทำงานซะ

เมื่อถึงคืนวันที่พระจันทร์เป็นใจ คุณอาจจะได้ไปยืนในจุดที่ใครต่อใครล้วนต้องอิจฉา

2) อีกนิดที่มีความหมาย

Slide03

ความธรรมดาและความไม่ธรรมดามันต่างกันแค่นิดเดียว อย่าสักแต่ทำให้เสร็จ แต่จงทำให้มันสำเร็จ อย่าทำแค่ให้มันดูโอเค แต่จงทำให้มันดีสุด ๆไปเลย

อย่าหาว่าผมเป็นคนเยอะเลยนะครับ คือเป็นคนที่ชอบทำอะไรที่เกินมากกว่าขาด จะเรียกว่าเป็น “Perfectionist” หรือคนสมบูรณ์แบบก็ว่าได้ ไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นคน Perfect นะ แค่เป็นลักษณะนิสัยของคนชอบทำอะไรสุด ๆ จริง ๆ แล้วอาจเป็นขี้กังวลมากไปหน่อย กลัวงานออกมาไม่ดี กลัวมันไม่ได้ดังใจ กลัวไปซะทุกเรื่อง ก็เลยต้องลงมือทำมันเอง

ข้อเสียคือ คุณอาจจะต้องเหนื่อยมาก กับการเฝ้าดู เฝ้าระวังในทุกจุด แต่บนความเหนื่อยยากนั้น มันส่งผลให้เราเรียนรู้มากกว่าคนอื่น กลายเป็นผู้นำที่มือเปื้อนฝุ่น คือมีวิสัยทัศน์และเป็นนักปฏิบัติในคน ๆ เดียวกัน

ผมถือคติอยู่สองข้อกับการยอมรับว่าตัวเองเป็นคนมาตรฐานสูงคือ

หนึ่งคือทำให้มากกว่าที่นายร้องขอ (เฉพาะที่เกี่ยวกับงานนะ) คนที่ทำงานแค่ตามสั่งมักจะได้ผลประเมินอยู่ในระดับกลาง ๆ ไม่สามารถเป็น Top 20% หรือ Top 10% ได้ ใส่เข้าไปไม่ยั้งหากความพยายามที่คุณใส่เข้าไปนั้นจะทำให้งานออกมาดูดีขึ้นมาอีกนิดนึง

และข้อที่สองคือ เมื่อต้องทำงานร่วมกับคนอื่น อย่าเอาตัวเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ถ้าจะติว่าไม่ดี ไม่ชอบ คุณต้องสามารถบอกได้ว่า ไอ้ที่ว่าดี ที่ว่าชอบ มันมีหน้าตาเป็นยังไง

ผมบอกกับลูกน้องผมเสมอว่า เมื่อไหร่ที่พี่ติแล้วไม่มีคำแนะนำที่ดีให้ ช่วยเตือนพี่ด้วย เพราะพี่ก็ไม่ชอบทำงานกับคนที่เอาแต่จ้องจับผิดโดยไม่ช่วยหาทางออกให้เหมือนกัน

3) ทำให้มาก หวังให้น้อย

Slide04

เมื่อคุณทำดีที่สุดแล้ว สักวันนึงคุณจะต้องได้ดี

ใคร ๆ ก็อยากเติบโตในองค์กรแบบก้าวกระโดด เงินเดือนเยอะ ๆ ตำแหน่งสูง ๆ งานน้อย ๆ อะไรประมาณนี้ เฮ้ย!!! มันมีด้วยเหรอวะ(ครับ) ถ้ามีช่วยบอกด้วย

ในระหว่างที่คุณทำงาน คุณอาจเจอเพื่อนร่วมรุ่นแซงหน้าไปทีละคน บางคนเติบโตเร็วล้ำหน้าไปถึง 2-3 ขั้นก็มี ใจเย็นน้องชาย เวลาของนายยังไม่มาถึง อดทนไว้ อดทนไว้

บ่อยครั้งที่คนถูกซื้อตัวมาจากองค์กรภายนอกมักได้ดีกว่าคนที่ค่อย ๆ เติบโตจากภายใน มีให้เห็นในทุกวงการ (นี่ยังไม่นับเด็กเส้น และลูกน้องขี้ประจบนะ) แต่นั่นมันเป็นสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมของเราปะ เขาได้ดีก็เป็นเรื่องของเขา หน้าที่ของเราคือทำงานออกมาให้ดี ทำให้เป็นที่น่าไว้วางใจ ใครเขาจะมาไม้ไหน ช่างเถิด จงเป็นคนดีที่เก่ง ไม่ใช่คนเก่งที่ขี้อวด

ถ้าคุณยังไม่แน่ใจกับการรอคอยที่แสนจะยาวนาน (โดยเฉพาะการรอโปรโมทเลื่อนขั้น) ขอให้คุณลองทำ 3 วิธีนี้ ถ้าทำได้ครบ ผมเชื่อว่าอนาคตของคุณรุ่งแน่นอน ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

1) ทำงานหนักได้ไม่ว่า แต่ทำงานอย่างฉลาดต้องมาก่อน ผลของงานคือเครื่องพิสูจน์ว่าคุณเก๋า และคุณเจ๋ง อย่ามัวแต่รอขอความเห็นใจจากนาย จงทำตัวเป็นคนต้นแถวของ Bell Curve ไม่ใช่คนท้ายแถวจากการถูกประเมิน

2) แสดงความเป็นผู้นำเมื่อสบโอกาส ปิดทองหน้าพระบ้างเป็นครั้งคราว ทำให้นายเห็นว่าคุณพร้อมที่เป็นผู้นำทีม ระหว่างการเป็นผู้นำเพราะถูกถีบออกมา (Leadership by Force) กับการเป็นผู้นำเพราะยินดีอาสา (Leadership by Volunteer) จงเลือกเป็นอย่างหลัง

3) อย่าบ่นให้มากนัก เพราะประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้แล้วว่าใครที่บ่นว่าจะออก จะออก มักอยู่โยงในองค์กรนานสุด ส่วนใครที่ซุ่มเงียบ มีคนมา headhunt เพียบนะครับ ณ จุดนี้ ทัศนคติสำคัญที่สุดครับ คนที่มี Positive Attitude หรือทัศนคติเชิงบวกต่อการทำงานมักเป็นคนที่ถูกเลือกให้ไปต่อ

สิ่งที่สำคัญมากที่จะทำให้คุณมีความสุขกับการทำงาน คือการทำให้สุดกำลัง ทำให้เต็มที่ อย่าไปคิดว่าองค์กรจะได้กำไรเกินควร หรือคุณจะทำงานได้ไม่คุ้มเสีย มันไม่มีหรอกที่ทำงานจนขาดทุน มีแต่การสะสมเสบียงความรู้และประสบการณ์เป็นทุนเพื่อรอจังหวะที่จะติดปีกบินไปในที่ ที่ชอบ ที่ชอบ

4) ผมหงอกแห่งปัญญา

Slide05

หนึ่งปีผ่านไป อย่าแก่แค่รอยตีนกา จงเป็นคนทรงคุณค่าคงแก่ด้วยประสบการณ์

คนเรามันต้องมีพัฒนาการกันบ้าง ถ้าแก่ตัวลงแล้วโง่ลงไปด้วย มันคงไม่ดีแน่ ประสบการณ์มันจะสอนให้เราคิดได้คมขึ้น ทำงานได้ตรงเป้ามากขึ้น และนี่คือ 5 วิธีฉลาดที่ผมเรียนรู้จากการทำงานในองค์กร

1) คิดวางแผนให้รอบคอบ มี Plan A-Z พกติดกระเป๋าเสมอ หรือที่เขาเรียกว่า Hope for the best, prepare for the worst คือหวังว่าทุกอย่างจะออกมาดี โดยการเตรียมแผนสำรองในกรณีที่แย่ที่สุด

2) บุคลิกดีมีชัยไปกว่าครึ่ง : ใครว่าการแต่งตัว การวางตัว การพูดจาไม่สำคัญ ผมบอกได้เลยว่าไม่จริง รูปร่างหน้าตาพ่อแม่ให้มาแก้อะไรมากไม่ได้ก็จริง แต่การมีบุคลิกภาพที่ดี รู้จักพูดถูกที่ ถูกเวลา และถูกทาง สามารถทำให้ออร่าราศีจับได้โดยไม่รู้ตัว ใครที่เคยละเลยเรื่องนี้ รีบไปจัดการซะอย่างเร่งด่วน

3) กล้าที่จะเถียงกับนาย : ได้ครับพี่ ดีครับท่าน มันเป็นประโยคที่ง่ายมากสำหรับการเอาใจนาย แต่มันจะดีกว่านี้ถ้าสามารถเถียงนายชนะ (บนเหตุผล) เพื่อให้งานออกมาดูดีกว่าเดิม

***คำเตือน: จงทำดีกับนาย แต่อย่าทำตัวโดดเด่นเกินนาย

4) พระเดชและพระคุณควรมาด้วยกัน : จงเป็นนายที่เฮียบในหน้าที่ และเป็นพี่ที่แสนดีหลังเลิกงาน

5) ผูกมิตรกับคนทุกระดับประทับใจ : อย่ามัวแต่เอาใจคนข้างบน จนลืมใส่ใจความรู้สึกของคนข้างล่าง รู้จักมั้ยกับคำว่า “ขวัญใจมหาชน”

คนที่รู้จักปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมองค์กร รู้จักธรรมชาติของการทำงานร่วมกับมนุษย์ จะรู้ว่าอะไรควรพูด และอะไรควรทำ เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดังใจ

5) พลาดได้แต่อย่าซ้ำลงที่เดิม

Slide06

สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง แต่ถ้าผิดซ้ำ ๆ ขอแสดงความเสียใจด้วยที่คุณไม่ได้ไปต่อ


บางครั้งคนเราก็ต้องกล้าที่จะออกจาก Comfort Zone คนที่ไม่กล้าลองทำผิดจะไม่มีวันรู้ว่ามันมีวิธีที่ดีกว่าในการทำถูก ผมเป็นคนเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง บางทีก็ยอมรับว่าเป็นคนเอาแต่ใจตัวเองบ้าง ก็เพราะเรามีความเชื่อมั่นไง ว่าเราคิดมาดีแล้ว คิดมารอบด้านแล้ว ก็เลยตัดสินใจทำออกไปแบบนั้น ก็มีเหมือนกันนะที่ตัดสินใจพลาด เพราะเราไม่ได้ควบคุมสถานการณ์ได้ซะทุกเรื่อง พอพลาดแล้ว ก็ยืดออกยอมรับผิด แล้วขอแก้ตัวใหม่ ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายซักหน่อย

ผมไม่เคยเข็ดกับการทำพลาด เพราะทุกครั้งที่ทำพลาด มันทำให้เราฉลาดขึ้น ตราบใดที่เราไม่พลาดซ้ำในจุดเดิม อันนี้สำคัญนะ คือคนที่ทำพลาดในเรื่องเดิม มันโคตะระน่ารำคาญอ่ะ

Perhaps we don’t know the right way to do things. But at least we do know to avoid the wrong way to do things. That’s how to do things right.

บางครั้งเราก็ไม่รู้หรอกว่าทางที่ถูกต้องมันต้องทำยังไง แต่อย่างน้อยเราน่าจะพอรู้วิธีหลีกเลี่ยงวิธีที่ผิด เพื่อทำสิ่งนั้นให้มันถูก

อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิดสติเราให้ทัน อยู่กับสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด (inspired by Live & Learn)

ของแถม 5 ข้อกับข้อผิดพลาดที่ทำให้นายหัวเสียมาก (ควรหลีกเลี่ยงถ้าไม่อยากดับอนาคตตัวเองก่อนเวลาอันควร)

1. สะกดชื่อ นามสกุล และตำแหน่งของนายผิด (ทั้งในจดหมาย และอีเมล)
2. ฝีมือการทำ Power Point ห่วยมาก (ผิดตั้งแต่ logic ข้อมูล และแถมสะกดคำผิดเพียบ)
3. ให้นายรอแล้วได้อะไร (ห้ามขาดประชุม ห้ามมาสาย และห้ามโทรไปไม่รับสาย)
4. แอบนินทานายบน Social Media (หลุดออกไป หัวขาดแน่เอ็ง)
5. กระด้างกระเดื่อง เถียงคำไม่ตกฟาก (ถ้าเสนอแนะด้วยเหตุผลไม่ว่ากัน แต่ถ้าชอบขัดคำสั่ง พกข้อแก้ตัวสารพัดมาจากบ้าน รับรองอาชีพการงานรุ่งริ่งแน่นอน)

6) ผู้นำในดวงใจ

Slide07

ผู้นำที่ดีไม่ใช่เพราะมีตำแหน่งสูงเสียดฟ้า หากแต่เป็นคนธรรมดาที่ได้รับการยอมรับจากคนข้างล่าง

ผู้นำและหัวหน้าอาจเป็นสองคนในร่างเดียว บางคนเหมาะที่จะเป็นหัวหน้ามากกว่าผู้นำ ในขณะที่บางคนเป็นผู้นำได้ดีกว่าการเป็นหัวหน้า มันไม่ได้ผิดหรือถูกซะทีเดียวกับการเลือกเป็นคนใดคนนึง ลองมาดูความหมายและความแตกต่างของคนทั้งสองดูครับ

- หัวหน้าออกคำสั่ง ผู้นำชี้แนะหนทาง
- หัวหน้ารู้ทุกสิ่ง ผู้นำพร้อมรับฟังทุกสิ่ง
- หัวหน้าใช้อำนาจ ผู้นำใช้บารมี
- หัวหน้าคาดหวังผลลัพธ์ ผู้นำให้ความสนใจในวิธีการ
- หัวหน้าเก่งงาน ผู้นำเก่งคน

คงจะดีไม่ใช่น้อยที่คุณสามารถเป็นได้ทั้งหัวหน้าและผู้นำในคนเดียวกัน

ตอนที่คุณเป็นลูกน้อง คุณชอบนินทาเจ้านายว่าเคี่ยวบ้าง โหดบ้าง งี่เง่าบ้าง ลองย้อนกลับมาดูตัวเองในวันที่คุณเจ้านายดูบ้าง ว่าคุณเป็นเจ้านายแบบไหนกัน?

ไม่ชอบเจ้านายแบบไหน ก็จงอย่าทำตัวเป็นคนแบบนั้น
ชอบเจ้านายสไตล์ไหน ก็จงเป็นเจ้านายที่มีสไตล์ให้ได้ใกล้เคียงแบบนั้น

7) วาจากายสิทธิ์

Slide08

ใคร ๆ ก็พูดได้ แต่ถ้าคุณลุกขึ้นพูด คนทั้งโลกต้องหยุดฟัง

Public Speaking หรือ “การพูดในที่สาธารณะ” เป็นทักษะสำคัญอันดับต้น ๆ ที่ทำให้คน ๆ นึงได้ดีกว่าอีกคนนึงอย่างไม่น่าเชื่อ

พูดไปแล้วจะหาว่าคุย แต่ก่อนผมเคยเป็นคนที่ขี้อายเอามาก ๆ สมัยเรียนโดนอาจารย์จับไปฝึกพูดถึงขั้นต้องไปเป็นตัวแทนโรงเรียนและมหาวิทยาลัยในการประกวดสุนทรพจน์และโต้วาทีตามเวทีต่าง ๆ หลังจากนั้นเป็นต้นมา ผมก็ไม่สามารถหยุดพูดได้เลย ฮา ฮา ต้องขอบคุณมาสเตอร์แอนโทนีผู้จุดประกาย ทำให้ผมค้นพบว่า การสามารถยืนพรีเซนต์ต่อหน้าผู้คนมากมายโดยไม่เคอะเขินนั้นมีผลมากจริง ๆ ต่อชีวิตการทำงาน เข้าข่ายว่าได้ดีก็เพราะมีฝีปากดี และที่เสียคนเป็นบางทีก็เพราะผีมาเจาะปาก ดังคำโบราณที่ว่า “พูดดีเป็นศรีแก่ปาก พูดมากปากมีสี”

คือถ้าริจะทำงานในองค์กรแล้ว ขอแนะนำว่า นอกจากการพูดแล้ว ศิลปะในการทำ Power Point Slide ก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ใครรู้ว่าไม่มีทั้งสองอย่าง ต้องกลับไปทำการบ้านหนักไปสองเท่า ทราบแล้ว จงปฏิบัติ

8) ลองดู

Slide09

ลองทำสิ่งแปลกใหม่ แล้วคุณจะได้พบกับชีวิตใหม่ที่ทำให้ชีวิตคุณเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

เราต้องรู้จักเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองทำในสิ่งที่ไม่คุ้นเคยดูบ้าง เพราะการเรียนรู้โลกและชีวิตไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียน ที่บ้าน หรือที่ทำงานเท่านั้น มันยังมีอีกหลายสิ่งที่รอให้เราได้ไปสัมผัสเพื่อค้นพบชีวิตใหม่ ที่น่าตื่นเต้น มีพลัง และกระชุ่มกระชวยกว่าเดิม

เขาว่ากันว่า (ผมนี่แหละที่ว่า) ถ้าอยากมีชีวิตใหม่ ให้ลองทำ 3 สิ่งนี้ครับ

1) ฝึกทำในเรื่องที่ตัวเองไม่ถนัดหรือไม่มีพรสวรรค์เอาซะเลย เช่นการวาดรูป การร้องเพลง การเล่นดนตรี การถ่ายรูป การเขียนบล็อก หรือแม้กระทั่งการออกเดินทางไปเที่ยวเองคนเดียวอาจทำให้คุณเห็นมุมมองใหม่ ๆ ของโลกที่คุณไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน #พรสวรรค์หรือจะสู้พรแสวง

2) ให้ลองไปวิ่งมาราธอนครับ มันไม่ง่ายนักหรอก แต่ถ้าคนอื่นทำได้ คุณก็ทำได้เช่นกัน คุณจะไม่ได้พบชีวิตใหม่ตอนได้รับเหรียญที่เส้นชัย แต่คุณจะได้พบสัจธรรมหลายข้อที่ระหว่างที่ข้อเท้า น่อง และเข่าคุณเจ็บ จากการออกไปวิ่งในที่ ๆ ไกลแสนไกล เหนื่อยแสนเหนื่อย พร้อมกับคำถามที่ว่า “ฉันมาทำอะไรอยู่ที่นี่?” #คำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ

3) ออกไปช่วยเหลือผู้คนครับ ใช้ความสามารถที่คุณมี ทำบางสิ่งบางอย่างที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น เช่น อ่านหนังสือให้คนตาบอด ไปเป็นครูอาสาสมัครในถิ่นทุรกันดาร เก็บขยะบนท้องถนน หรือแม้กระทั่งการจูงคนแก่ข้ามถนน แค่นี้ก็พอจะทำให้คุณเห็นคุณค่าของการมีชีวิตที่คุ้มค่าแล้ว #ให้ก่อนแล้วจึงได้รับ

ชีวิตของเราใช้ซะให้คุ้ม คุ้มอย่างมีคุณค่า นี่แหละคุณค่าที่คุณคู่ควร

9) ทำเป็นเล่นไป

Slide10

เต็มที่กับงาน ใช้ชีวิตให้คุ้ม เสมือนว่าไม่มีวันพรุ่งนี้

Work Hard, Play Hard ทำงานหนักแล้ว ก็ควรจะหาโอกาสผ่อนคลายด้วย หากิจกรรมอะไรก็ได้ทำ ที่ทำให้เราสบายอก สบายใจ ไม่รู้สึกหมกมุ่นกับเรื่องเครียด ๆ ตลอดเวลา

คือบทจะจริงจังในเรื่องงาน ก็ตั้งใจทำสุด ๆ อย่าให้ใครมาว่าได้ว่าเราทำงานง่ายไป สบายเกินไป หรือถึงขั้นขี้เกียจ แต่พอถึงโหมดพักผ่อน ก็ช่วยทำตัวให้เป็นผู้เป็นคนนิดนึง ไปออกกำลังกาย สังสรรค์กับเพื่อนฝูงบ้างตามประสา ถ้าคิดจะทำงานอดิเรกกับเขา ก็ช่วยทำอะไรก็ได้ที่ใช้สมองซีกขวามากกว่าซีกซ้าย จะได้เฉลียวและฉลาดไปพร้อม ๆ กัน

เห็นผมหน้าตาเรียบร้อยอย่างนี้ พอได้ถือไมค์เข้าปากเท่านั้นแหละได้เรื่องเลย แล้วผมก็เพิ่งมาค้นพบความจริงบางอย่างว่าความสามารถในการร้องเพลงมันสนับสนุนหน้าที่การงานได้เหลือเชื่อ ไหนจะงานวันเกิด งานเลี้ยงของฝ่าย งานปีใหม่ งานสังสรรค์กับลูกค้า ยังไง๊ ยังไงมันก็ต้องมีซักงานที่โดนเรียกออกไปร้องเพลง ถ้าเกิดร้องไม่ได้ขึ้นมา คงต้องถูกจับไปเป็นหางเครื่องแน่ ๆ เลย ครุคริ

เราใช้ 20 ปีแรกในการร่ำเรียนหนังสืออย่างคร่ำเคร่ง

เราใช้ 20 ปีต่อมาทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต

เราใช้อีก 20 ปีต่อมาเพื่อสร้างครอบครัวและดูแลสุขภาพหนักมาก

แต่มันจะดีกว่าไหมกับการใช้ชีวิตให้งาน ความรัก สุขภาพ และครอบครัวเดินทางไปพร้อมกัน อย่ามัวแต่ทำงานจนลืมไปว่าสิ่งอื่นก็สำคัญไม่แพ้กัน

ใน 5-6 ปีที่ผ่านมาผมได้สูญเสียเพื่อนร่วมงานไปถึง 3 คนจากการเป็นโรคมะเร็งและหัวใจ และนี่คือจุดหักเหที่ทำให้ผมสัญญากับตัวเองว่า “ผมจะไม่ยอมตายในหน้าที่” แต่ขอใช้ชีวิตที่มีอยู่ได้ทำสิ่งที่ตัวเองรักเพื่อคนที่เรารักโดยไม่มีคำว่า “เสียดาย”

10) ฝากรอยเท้าตามรายทาง

Slide11

ความสำเร็จที่ปลายทางไม่ยิ่งใหญ่เท่ากับความงดงามที่เก็บเกี่ยวได้จากประสบการณ์ระหว่างทาง 

มันไม่ง่ายนักหรอกที่จะเดินมาถึงจุดที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิต จุดสูงสุดของคนบางคนอาจเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของคนอีกคน

No pain, No gain ไม่มีอะไรได้มาโดยไม่ลงทุน และทุกการลงทุนใช่ว่าจะให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพึงพอใจ ทุกคนคงเคยได้ยินกับคำพูดที่ว่า “ยิ่งสูง ยิ่งหนาว” มันก็เป็นจริงตามนั้น การได้ยืนอยู่บนหอคอยงาช้างก็ใช่ว่าจะเป็นที่ ๆ มีความสุขที่สุด บางทีมันก็เงียบเหงาและน่ากลัวเกินไป

ความสุข ความสำเร็จ ของแต่ละคนย่อมมีนิยามที่ต่างกัน เพียงแค่พึงพอใจกับสิ่งที่เป็น อยู่ คือ โดยไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับใคร เท่านี้ก็เรียกได้ว่า “พอแล้ว”

เมื่อวันนึงที่คุณค้นพบว่าชีวิตต้องการอะไร สิ่งไหนคือสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตคุณ เมื่อนั้นคุณจะเข้าใจกับประโยคที่ว่า “เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม”

ขอบคุณการเดินทางที่ผ่านมาที่สอนให้ผมเรียนรู้ว่า “ความสุขที่แท้จริงอยู่หนใด?”

Slide12

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ ขอให้ทุกคนมีความสุขในสิ่งที่ตัวเองคิด และได้ตัดสินใจลงมือทำด้วยความตั้งใจดี…ทุก ๆ วันนะครับ

ด้วยความปรารถนาดีจาก
ไช้ ที่นี่มีเรื่องเล่า by somchartlee
www.somchartlee.com

 

Leave a Reply

%d bloggers like this: