วิ่งมาราธอนเปลี่ยนชีวิตได้จริงหรือ?

มีคนเคยบอกว่าถ้าอยากเปลี่ยนชีวิตให้ลองวิ่งมาราธอน มันเป็นกีฬาที่ท้าทายความสามารถสุดๆ เพราะต้องเอาชนะความกังวลและความกลัวทั้งหลายตลอดเส้นทางการวิ่งเกินกว่า 40 กม. แต่เชื่อมั้ยว่าตอนที่ก้าวเท้าเข้าเส้นชัย ตัวมันลอยเบาหวิวเหมือนกับนกที่ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ มันคืออีกหนึ่งจุดสุดยอดของชีวิตที่ต้องแลกมาด้วยความเพียร ไม่ใช่เพราะเหรียญรางวัลหรือเสื้อ finisher ที่ทำให้ผมออกมาวิ่งได้ไกลขนาดนี้ แต่มันคือประสบการณ์ความภาคภูมิใจในตัวเองที่เงินหาซื้อไม่ได้ ครั้งนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่ผมยอมแลกทุกอย่างเพื่อทำสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นจริง และมาราธอนครั้งนี้จะเป็นที่จดจำไปอีกนานแสนนาน

It is said if you want to change your life, go for marathon. It’s a painstaking effort you have to go through, overcoming all kinds of worries and fear along the way. However, when you step upon the FINISH line, I can tell you “It’s so liberating”. It’s the culmination in life only achieved by hard work. This is not about medal or finisher shirt that push me this far, it’s all about pride and self-respect.  Once and for all, I risked it all to make this happen so that this first marathon shall be remembered for good. 

With my medal

เหตุผลที่ทำให้ผมตัดสินใจวิ่งมาราธอน

ขอออกตัวก่อนเลยว่าผมเป็นคนที่มีต้นทุนต่ำเรื่องกีฬา เพิ่งจะได้เริ่มหัดวิ่งครั้งแรกก็เมื่อ 2 ปีที่แล้ว กว่าจะตัดสินใจลงวิ่งครั้งนี้เป็นเรื่องที่ต้องคิดหนักมาก ทั้งกลัวเจ็บ กลัวตะคริวถามหา กลัวข้าศึกบุก กลัวไปสารพัด แต่แล้วก็ตัดสินใจลงวิ่งแบบวู่วาม บอกกับตัวเองว่า ถ้ามีข้ออ้างเยอะ เราอาจพลาดสิ่งดีๆ ในชีวิตไป

ตอนที่วิ่งมินิมาราธอนครั้งแรก บอกกับตัวเองว่าแค่นี้ก็พอแล้ว เหนื่อยพอแล้ว หลังจากนั้นพอวิ่งระยะนี้บ่อยเข้า 10 กม.กลายเป็นธรรมดาไปเลย ปีถัดมาเลยลองลงวิ่งฮาล์ฟดู ปรากฎว่าตอนก้าวเท้าเข้าเส้นชัยนี่คือหมดสภาพจริงๆ ประกาศกร้าวไม่เอาอีกแล้ว เข็ดแล้วจ้า เวลาผ่านไปเกือบครึ่งปี มีพรายกระซิบทักมาว่า

“ทำไมไม่ทำให้มันสุดทาง จะได้ไม่มีอะไรติดค้างในใจ ลงฟูลไปเลย ครั้งเดียวในชีวิต ถือเป็นการฉลองครบรอบ 42 ปีไปด้วยเลย โอกาสแบบนี้ไม่มีอีกแล้วนะจะบอกให้”

วันที่ 26 พฤษภาคม 2558 คือวันดีเดย์ที่ผมตัดสินใจสมัครวิ่งประเภท Full Marathon ที่งาน Bangkok Marathon ผ่านเวบ Go Adventure Asia รีบมัดมือชกจ่ายเงินค่าสมัครผ่านบัตรเครดิตเดี๋ยวนั้นเลยเพราะกลัวว่าตัวเองจะเปลี่ยนใจในภายหลัง

10979
My BIB
Bangkok Marathon Map
Route การวิ่งมาราธอน

เหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้ผมลงวิ่งมาราธอนครั้งนี้คือ “ผมต้องการเอาชนะความอ่อนแอ ความขี้ขลาดในตัวเอง” บ่อยครั้งที่ผมมักปฏิเสธโอกาสดีๆ ในชีวิตเพียงเพราะว่าตัวเองเป็นคนคิดเยอะ รอบคอบเกินไป ใช้เหตุผลเป็นตัวตั้งมากเกินไป สิ่งที่ผมพบเมื่อได้ลงวิ่งแบบจริงๆ จังๆ ก็คือ เมื่อเราใช้อารมณ์เป็นตัวตั้งในการเขียนเป้าหมายที่ตัวเองอยากได้ แล้วค่อยหาเหตุผลดีๆ มาประกอบทำให้เป้าหมายนั้นใกล้เคียงความจริง 100 ทั้ง 100 สิ่งที่ตั้งใจไว้จะสัมฤทธิ์ผล ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

ครั้งนี้ก็เช่นกัน ผมรู้ดีว่าแรงกดดันที่เคยมีมันยังไม่มากพอที่จะทำให้ผมพิชิตเป้าหมายมหาโหดนี้ ผมจึงออกไอเดียคิดแคมเปญ Run For New Heart เพื่อช่วยระดมทุนในการสนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็ก ทุก 10 กิโลกับการช่วยเหลือเด็ก 1 คนให้มีชีวิตรอด 42 กิโล กับ 4.2 ชีวิตที่ได้รับการรักษาเยียวยานั่นคือเป้าหมายของการวิ่งครั้งนี้ และแล้วก็ได้คลอดแคมเปญนี้ออกมา 1 เดือนล่วงหน้าก่อนวันแข่ง ขอบคุณน้องภัทรที่ช่วยออกแบบ Artwork ให้ ขอบคุณพี่หนุ่มที่ช่วยเป็นทั้งที่ปรึกษาให้คำแนะนำทำให้ผมกล้าทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้

ผมบอกบุญให้กับเพื่อนที่รู้จักมักคุ้น ไม่บีบคั้น ไม่กดดัน ไม่คาดหวัง เพราะอยากให้เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้มาเกิดจากแรงศรัทธาอันบริสุทธิ์ แอบเห็นใจที่ช่วงนี้หลายคนโดนซองกฐิน ซองงานแต่งไปเยอะ บอกกับตัวเองว่าได้เท่าไหร่ก็เท่านั้นนะ อย่าไปซีเรียส เราแค่ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดก็พอแล้ว

นี่ถือเป็นการเฉลิมฉลองปีที่ 42 ด้วยแรงศรัทธาล้วนๆ

42 ปี 42 กิโล 4.2 ชีวิต

Banner

กว่าจะถึงวันนี้…เตรียมตัวยังไงบ้าง?

กว่าจะถึงวันที่ผมพิชิตเป้าหมายนี้สำเร็จ มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายทั้งก่อนหน้าและหลัง ผมขอนำประสบการณ์ครั้งนี้มาแชร์ มาบอกเล่าสู่กันฟัง เผื่อคุณจะเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมาบ้าง ขอบอกไว้ก่อนว่าชายกลางคนนี้เป็นเพียงคนธรรมดาๆคนหนึ่ง ไม่ใช่ผู้วิเศษมีพรสวรรค์ด้านการวิ่งแต่อย่างใด แต่มาค้นพบว่าตัวเองมีความอึดและอืดมากเป็นพิเศษ สามารถทำเรื่องเหลือเชื่อนี้ให้กลายเป็นจริงขึ้นมาได้ คือถ้าผมยังทำได้ คุณต้องทำได้แน่นอน

5 เดือนก่อนแข่ง วิ่งสะสมไมล์ไปเรื่อย วิ่งแบบไม่มีแบบแผน โดยเฉลี่ยวิ่งไปประมาณ 10-15 กม./ครั้ง แล้วก็ลงวิ่งฮาล์ฟอยู่ครั้งนึงที่งานภูเก็ต เจอตะคริวจับตั้งแต่กิโลที่ 16 หลังจากนั้นก็เดินลากยาวเลย เป็นประสบการณ์ที่โหดร้ายแล้วยังคงตามมาหลอนจนทุกวันนี้ เบ็ดเสร็จเดือนมิถุนายนทั้งเดือนวิ่งไปทั้งหมด 100.94 กิโลเมตร สถิติที่ดีที่สุดคือวิ่ง 10 กม.ได้ภายใน 55 นาที (ครั้งนี้น่าจะอยู่บนลู่วิ่ง)

Phuket marathon
ฮาล์ฟมาราธอนครั้งที่ 2 เจอตะคริวกินที่กิโลเมตรที่ 16

4 เดือนก่อนแข่ง เดือนนี้ยังคงซ้อมวิ่งอย่างสม่ำเสมอ แต่ว่าระยะทางตกฮวบเหลือ 5-10 กม./ครั้ง ซ้อมวิ่งได้ 2 ครั้ง/สัปดาห์ รวมแล้วเดือนกรกฎาคมวิ่งไปทั้งหมดเป็นระยะทาง 61.41 กิโลเมตร นับว่าน้อยมาก

3 เดือนก่อนแข่ง เดือนนี้ขี้เกียจมาก เพราะมีเวลาซ้อมวิ่งแค่อาทิตย์ละวัน ได้ลงฮาล์ฟแก้ตัวอีกครั้งที่งานวิ่งชัยมงคล แต่ข่าวดีก็คือทำสถิติการวิ่งดีที่สุดเท่าที่เคยทำได้คือ 21.15 กิโลเมตร ในเวลา 2:36 ชั่วโมง ส่วนระยะทางรวมเดือนนี้เก็บได้ 59.21 กิโลเมตร

chaimongkol
ฮาล์ฟมาราธอนครั้งที่ 3 ที่งานชัยมงคล ทำเวลาได้ดีพอสมควร

2 เดือนก่อนแข่ง เดือนนี้ไต่ระดับขึ้นมาอีกหนึ่งกระตึ๊บ วิ่งระยะทางรวม 86.31 กม. เป็นครั้งแรกที่ได้ลองซ้อมวิ่งเกินฮาล์ฟคือวิ่ง 25.50 กิโลเมตร ในเวลา 3:05 ชั่วโมงบนลู่วิ่ง ฮาล์ฟแตกแล้วครับพี่น้อง

1 เดือนก่อนแข่ง ความกดดันก้าวมาถึงขีดสุด แอบไปดูตาราง Training Plan สำหรับนักวิ่งมาราธอน เราทำได้ไม่ถึงไหนเลย เหลือเวลาแค่เดือนกว่าๆ จะรอดไหมนี่!!!! เดือนนี้เลยตั้งเป้าว่าจะวิ่งให้ได้ 30 กม. ปรากฎว่าทำได้ถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกบนลู่วิ่งด้วยสถิติดีที่สุดที่เคยทำได้คือ 30 กิโลเมตร ด้วยเวลา 4:25 ชั่วโมง ส่วนครั้งที่สองลองวิ่งบนสนามจริงที่สวนลุม ทำเวลาได้ 4:40 ชั่วโมง ข้ากว่าเดิมเพราะว่าตะคริวเริ่มจับตอนกิโลเมตรที่ 22 ฝืนวิ่งต่ออีกหน่อยจนทะลุ 30 จนได้ ระยะทางรวมเดือนนี้เก็บได้ 94.16 กิโลเมตร ดูจากสถิติก็ไม่ได้ขี้เหร่อะไร คาดว่าอีกชั่วโมงครึ่งที่เหลือน่าจะพอพาตัวเองเข้าเส้นชัยได้แบบพอดิบพอดี (ถ้าไม่หอบจัดหรือตะคริวกินซะก่อน)

Training 30 KM
วิ่งถึง 30 กม.ครั้งแรกในชีวิตบนลู่วิ่ง

อีก 15 วันก่อนแข่ง สิ่งที่ผมต้องเร่งแก้ไขมีอยู่ 2 เรื่องใหญ่คือ การลดภาระแรงกระแทกที่ฝ่าเท้าและส้นเท้า (จัดการซื้อรองเท้าใหม่ซะเลย ถอย Kayano22 รุ่นล่าสุดมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ยอมรับว่านุ่มเท้ากว่า Space Rider ที่ตัวเองใส่อยู่มาก) และการป้องกันตะคริวบุก (เลยต้องหาข้อมูลเรื่องการผ่อนแรง เติมน้ำและเกลือแร่ให้สัมพันธ์กับสภาวะของร่างกาย) เวลาเหลือน้อยมากแล้ว สิ่งที่พอทำได้ใน 2 อาทิตย์นี้คือซ้อมวิ่งอีกครั้งให้ได้เกิน 30 กิโล ตั้งใจไว้ที่ 35 กม. ปรากฎว่าทำได้จริงแค่ 32 กม. แถมยังเสร็จบนลู่วิ่งอีกต่างหากด้วยเวลาประมาณ 4:25 ชั่วโมง งานเข้าละทีนี้ เพราะหนึ่งอาทิตย์ก่อนแข่งควรพักเข่า พักกล้ามเนื้อไม่ให้บาดเจ็บมากไปกว่านี้

Running Shoes
รองเท้าคู่ใจพิชิตมาราธอนแรก

เมื่อถึงยามคับขัน ฝีเท้ามีอยู่อย่างจำกัด ทีนี้ก็ต้องพลิกตำราสู้ทุกรูปแบบ เริ่มจากแอบไปเรียนท่าทางการวางเท้าและการวิ่งที่ถูกต้องจากครูดิน ถอยอุปกรณ์เสริมเครื่องทุ่นแรงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นกางเกงกระชับกล้ามเนื้อ ผ้ารัดน่อง เจลดูด อาหารอวกาศ ฯลฯ หมดตังค์ไปหลายพันบาท แพงกว่าค่าสมัครวิ่งอีกนะ ประมาณว่าฝีเท้าไม่ค่อยดีแต่ขออุปกรณ์ดีเด่นเอาไว้ก่อน รู้ทั้งรู้ว่ามันอาจไม่ได้ช่วยอะไรมาก แต่มันมีผลทางจิตใจมากมาย ครุคริ

1 วันก่อนแข่ง จัดโปรแกรมสลายความเกร็งกล้ามเนื้อด้วยการซื้อแพ็คเกจสปาชุดใหญ่ ทั้งสตีม ทั้งนวดเท้า นวดตัว นวดประคบ เอาหมด กะว่าตอนวิ่งตัวจะได้เบาหวิวอย่างปุยนุ่น ตอนนี้ขาดอย่างเดียวคือการพกเครื่องลางของขลัง 555

My accessories
อุปกรณ์เสริมทั้งหลายประกอบการวิ่งครั้งนี้

ในคืนก่อนวิ่ง ผมได้นอนไปได้แค่ 1 ชั่วโมงครึ่ง ไม่ใช่เพราะตื่นเต้น แต่เพราะเย็นนั้นมีทั้งงานอบรม และงานแต่งของพี่ที่เคารพรัก กว่าจะกลับถึงบ้านก็ปาเข้าไปเกือบ 4 ทุ่ม สะดุ้งตื่นขึ้นมาตอนก่อนเที่ยงคืนเพื่อเตรียมตัวออกไปวิ่ง ก่อนแปรงฟันฟาดข้าวต้มมัด ข้าวหลาม และกล้วยไปอย่างละหนึ่งเป็นพลังงานสำรอง แต่งองค์ทรงเครื่อง เช็คอุปกรณ์อีกครั้งแล้วก็ก้าวเท้าออกจากบ้านด้วยสายตาอันมุ้งมิ้ง (ก็คนมันง่วงนิ) 

 จะไหวมั้ยนี่นายสมชาติ ยังไม่วายจิตตกได้อีก ตื่นเต๊น ตื่นเต้น

วิ่งจริง เจ็บจริง ไม่ใช้แสตนอิน

ผมและเพื่อนๆ เดินทางถึงบริเวณจุดออกตัวประมาณราวตีหนึ่ง มีเวลาสำรวจพื้นที่และทำกิจส่วนตัวก่อนลงสนามจริง ยอมรับว่าเวลานั้นตื่นเต้นมาก ไม่คิดว่าเราเองจะมาถึงจุดนี้ได้ แม้ร่างกายไม่พร้อมแต่ได้ตั้งปณิธานกับตัวเองว่าจะต้องก้าวเท้าให้ถึงเส้นชัยให้จงได้ เวลาไม่สนขอแค่ไม่เจ็บและขอจบ

15 นาทีก่อนออกตัว ดูดเจลเข้าไปหนึ่งซองกันตะคริวมา เติมน้ำเข้าไปอีกหนึ่งแก้ว วิ่งเหยาะๆ เป็นการวอร์มร่างกาย แล้วออกไปยืนรอที่จุดสตาร์ท

5 4 3 2 1…ไป

วิ่งตามตูดคนข้างหน้าไปเรื่อยๆ ตอนนี้หัวใจมันเต้นไม่เข้าจังหวะ อ๊อกซิเจนไม่ค่อยพอ รู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าเดิม สปีดต่ำ คลำทางไปเรื่อยๆ พยายามพยุงตัวเข้าไว้ อาศัยพลังข้าวต้มมัดดันตัวเองขึ้นสะพานพระปิ่นเกล้า นี่มันเพิ่งจะ 10 นาทีเอง ทำไมเหนื่อยอย่างนี้วะ สงสัยร่างกายมันยังอยู่ในโหมด Hybernate กัดฟันวิ่งต่อไปเรื่อยๆ ตาม pacer กลุ่มที่วิ่งช้าที่สุด กว่าจะผ่านด่านทุก 2 กม.ไปได้ ทำไมมันช่างนานแสนนานอย่างนี้หนอ กะว่าจะหยุดพักทุก 5 กิโลในช่วงแรก แต่สมชาติเสียน้ำหนักมาก เลยต้องแวะพักกินน้ำมันทุกจุดที่เขาเตรียมไว้ให้

My stat

10 กม.แรก ผ่านไปอย่างเนือยๆ ผมใช้เวลาเกือบชั่วโมงครึ่งซึ่งเป็นสถิติที่ช้ากว่าตอนซ้อมมาก เอาแล้วสิ เริ่มต้นก็ไม่สวยซะแล้ว กว่าจะถึงจุด check point 15 กม.ก็กินเวลาไปพอดี 2 ชั่วโมง เริ่มดีขึ้นมาหน่อย (ขอบคุณเพื่อนร่วมวิ่งมาราธอนทุกคนที่ทำให้ผมรู้ว่า I am not alone)

20 กม. แรงเริ่มตกแต่ก็ยังดีที่ทำเวลาได้จบภายใน 3 ชั่วโมงนิดๆ ภาระอันหนักอึ้งกับ 22 กม.ที่เหลือทำให้จิตตกลงไปได้อีก (ขอบคุณการฝึกซ้อมที่ผ่านมา ทำให้ผมผ่านด่านระยะนี้ไปได้อย่างไม่ต้องสงสัย good practice really counts)

ณ กม.ที่ 25 อาการเจ็บแปล๊บที่หัวเข่าเริ่มปรากฎ โชคดีที่มีคนให้ยืมสเปรย์ฉีดกันตะคริว น้ำมันมวยมีเท่าไหร่ก็โปะเข้าไปจนขาชาได้ที่แล้วก็ฝืนวิ่งต่อ (ขอบคุณพี่น้องที่ไม่รู้จักกันแต่อุตส่าห์แบ่งสเปรย์มาให้ฉีด you are part of my victory)

30 กม. เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายเริ่มหมดสภาพ ก้าวขาไม่ค่อยออกแล้ว 2 กม.ที่เคยรู้จักมันดูเหมือนไกลออกไป pacer กลุ่มสุดท้ายได้วิ่งจากผมไปจนลับตา ผมไม่มีแรงที่จะเหนี่ยวรั้งให้พวกเขาเหล่านั้นมาอยู่เป็นเพื่อนผม มีแต่เพียงนักวิ่งฮาล์ฟน็อตหลุดที่ตัดสินใจหยุดวิ่งแล้วลงมาเดินเป็นเพื่อนกัน  เวลงเวลาไม่สนแล้วโว้ย สนแต่จะลากสังขารยังไงไปให้ถึงเส้นชัยให้ได้เพราะทั้งขาและเท้าตอนนี้เจ็บอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน บอกเลยว่าระยะ 30-40 เป็นระยะที่ทรมานที่สุดของนักวิ่งมาราธอน (ขอบคุณนักวิ่งฮาล์ฟทุกคนที่ลงมาเดินเป็นเพื่อน ในขณะที่คุณโดนแถมไปอีก 7 กิโล ผมยังเหลืออีกตั้ง 12 กิโลแน่ะกว่าจะถึงเส้นชัย together we will make it to the finish line)

40 กม. ไม่รู้ว่าเหมือนกันว่าแตะหลักกิโลนี้ตอนไหน รู้แต่ว่ามันนานชั่วกัปชั่วกัลป์ เห็นซุ้มน้ำที่ไหน เป็นต้องกระโจนเข้าใส่ ณ ตอนนี้ขาเจ็บระบบไปทั้ง 2 ข้างเลย โดยเฉพาะเข่าซ้ายมันเริ่มออกอาการบวมมาให้เห็น พ่อจ๋าแม่จ๋า ช่วยลูกด้วย ลูกจะไม่ไหวแล้ว ลูกหมดอุบายในการหลอกล่อให้ตัวเองวิ่งต่อแล้ว (ขอบคุณเสียงของหัวใจที่พาร่างตุ้ยนุ้ยดันทุรังมาไกลได้ถึงจุดนี้ ผมงี้น้ำตาแทบเล็ดทุกครั้งที่อาเท้าจรดพื้นถนน in the limelight, I see the victory not too far to reach)

500 เมตรสุดท้าย เอาวะ สู้โว้ย ไม่รู้เอาเรี่ยวแรงมาจากไหนในโค้งสุดท้าย วิ่งจ้ำอ้าวชนิดว่าลืมความเจ็บปวดเป็นปลิดทิ้ง และแล้วก็ทำสำเร็จด้วยเวลา 6 ชั่วโมง 58 นาที อีกแค่ 2 นาทีก็จะแตะเลข 7 ซะแล้ว ไชโย ไชโย ไชโย (ขอบคุณบททดสอบอันเหี้ยมโหดที่เกิดขึ้นตลอด 7 ชั่วโมงนี้ มันทำให้ผมเป็นคนแกร่งได้อย่างไม่น่าเชื่อ the special power is unleashed when my mind takes over my brain)

Upon the finish line
วิ่งหน้าตั้ง พลังหมู

บทเรียนราคาแพง

ผมใช้เวลาเกือบปีในการเตรียมใจ ผมใช้เวลาเกือบครึ่งปีในการเตรียมร่างกาย แม้จะทำได้ไม่สมบูรณ์นัก แต่ผมก็ภูมิใจกับผลงานครั้งนี้โคตรๆ จากจำนวนคนวิ่งมาราธอน 3,646 คน ผมวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นคนที่ 3,196 เป็นคนที่ 763 จากจำนวน 831 คนที่ลงวิ่งในช่วงอายุ 40-49 ปี นับว่าห้อยท้ายมาเลยทีเดียว มองในแง่ดีคือผมใช้เวลาได้คุ้มค่ามากๆ สามารถผ่านเกมจำลองชีวิตมาได้โดยไม่ถูกคัดชื่อออก

almost 7
ในที่สุดฉันก็ทำได้

 

ขอบคุณเพื่อนพีน้องทุกคนที่ศรัทธาในตัวผม เป็นกำลังใจให้กัน ช่วยเหลือกันทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่เพียงแต่ผมวิ่งมาราธอนครั้งแรกนี้ได้สำเร็จ ผมยังสามารถระดมทุนช่วยเหลือน้องๆ ได้สำเร็จตามเป้าที่วางไว้ ผมเป็นหนี้บุญคุณทุกคน ขอได้รับการคารวะอีกครั้งจากผมด้วยความสุดซึ้ง

ผมเชื่อว่าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ไม่ใช่เพราะเหตุบังเอิญ หากแต่เป็นความพยายามที่มีใจเป็นตัวขับเคลื่อน ประสบการณ์มาราธอนครั้งนี้ทำให้ผมรู้ว่าไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ จะกลัวอะไรกับความเหนื่อยยากถ้าคุณมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่รออยู่ เดินให้สุดทาง วิ่งให้สุดกำลัง คุณจะได้ไม่ต้องมานั่งนึกเสียใจว่าเกิดมาชาติหนึ่ง ไม่ได้ทำอะไรให้มันสุดๆ ไปเลย

เก็บตกภาพบรรยากาศ

Chai at Bangkok Marathon
เสียเซลฟ์มากมายเมื่อถูกแอบถ่ายได้อืดและบวมขนาดนี้
I am still OK
ยังพอยิ้มได้
on the bridge
กลางสะพานพระราม 8
on the bridge2
กลางสะพานพระราม 8
Sunrise on the bridge
นักวิ่งฮาล์ฟแต่ละคนเริ่มเดินกันแล้วครับ
on the walk
หลุดจากสะพานก็ยังคงเดินกันต่อไป
Buddies
กับเพื่อนร่วมทาง
Chai Finisher
ในที่สุดก็ถึงฝั่งฝัน ได้เสื้อ Finisher มาครอบครอง
Run for New Heart1
บรรลุเป้าหมายแล้วครับพี่น้อง Run For New Heart
Run for New Heart3
Mission Run For New Heart Completed

คำแนะนำสำหรับมือใหม่หัดวิ่งมาราธอน

1) ซ้อมให้ถึงอย่างน้อย 35 กม. ก่อนลงแข่งจริง จะทำตามตาราง Training Plan นี้ก็ได้  ให้เวลากับการฝึกซ้อมไต่ระดับนาน 3-4 เดือน ตอนวิ่งจริงจะได้มีแรงเหลือๆ

2) หารองเท้าคู่ใจที่เหมาะกับสรีระเท้า ที่เบาและรับแรงกระแทกได้ดี อย่าหาว่าอย่างงั้นอย่างนี้เลยนะ รองเท้าไหนที่คุณใส่แล้วมั่นใจ จะยี่ห้อไหนสีไหนก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าคุณเป็นคนที่มีปัญหาเท้าแบน อาจจะต้องลงทุนซื้อคู่ที่มีเจลซัพพอร์ทเยอะหน่อย

3) ถ้ารู้ว่าตัวเองเป็นคนวิ่งไม่ถูกสุขลักษณะ แนะนำให้ไปเข้าคลาสเรียนกับครูดิน แก้วิธีการเหวี่ยงแขวน ยกเท้า วางเท้า เทคนิคเล็กๆ น้อย ช่วยให้วิ่งได้ดีขึ้นและบาดเจ็บน้อยลง ถ้าจำไม่ผิดครูดินจะมีสอนทุกวันเสาร์ตอนเช้าที่สวนลุมนะครับ ติดตามครูดินได้ที่นี่ครับ

4) ปรับโปรแกรมการนอนเตรียมพร้อมก่อนวันแข่ง รู้ๆ อยู่ว่าวันแข่งจะต้องออกตัวแต่เช้ามืด (ประมาณตี 2-3) ควรบังคับให้ตัวเองเข้านอนแต่หัววัน การสะสมอ๊อกซิเจนไว้เยอะๆ ช่วยทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าตอนวิ่งนะครับ นี่คือข้อที่ผมพลาด

5) ส่งแฟกซ์ก่อนออกไปวิ่ง แม้มันจะไม่ได้ช่วยให้คุณวิ่งได้เร็วขึ้น แต่อย่างน้อยมันก็ไม่ทำให้คุณต้องถูกคัดออกจากสนามแข่งก่อนเวลาอันควร อึนี้สำคัญฉไน พี่จะบอกให้ว่ามันระทึกมากเมื่อข้าศึกบุกตอนวิ่งอยู่กลางสะพานหาห้องน้ำไม่ได้

6) ทานอาหารเพิ่มพลังงาน 1-2 ชั่วโมง ก่อนออกตัววิ่ง ผมเคยกินกล้วยแล้วออกไปวิ่ง โอ้โฮมันจุกขึ้นมาที่ลิ้นปี่เลยครับท่าน จริงๆ การเสริมคาร์โบไฮเดรต ไขมัน วันก่อนแข่งก็สำคัญ เพราะมันเป็นการสะสมพลังงานสำรอง ที่เรียกว่า “ไกลโคเจน” ลองค้นหาคำนี้ใน google ดูครับ

7) ผมใช้วิธีพก cereal bar ติดตัว 2-3 แท่งเอาไว้กินระหว่างทาง อย่าปล่อยให้พลังงานหมดจากร่าง เพราะไม่งั้นจะก้าวเท้าไม่ออก สำหรับการวิ่งยาว ควรพกเจลกันตะคริวเสริมด้วย บีบทานทุก 10 กม.

8) เติมน้ำ เติมเกลือแร่ทุกระยะ โดยเฉพาะคนที่เสียเหงื่อง่าย ถ้ากลัวเสียเวลาก็ให้วิ่งพกกระติกน้ำไปด้วยเลย แต่ถ้าไม่ซีเรียสเรื่องเวลาขนาดนั้น หยุดพักกินน้ำบ้างก็ได้นะ แล้วก็ใช้เวลานี้หยุดยืดกล้ามเนื้อบ้าง (ปล.กรุณาทิ้งแก้วน้ำในบริเวณที่เขาจัดไว้ให้ อย่าไปเที่ยวทิ้งตามท้องทุ่ง ข้างถนน สงสารคนเก็บขยะบ้างเถอะนะ นักวิ่งที่ดีนอกจากจะต้องมีน้ำใจนักกีฬาแล้ว ควรมีจิตสาธารณะด้วยนะครับ)

9) ข้อนี้สำคัญที่สุดคือ พยายามวิ่งช้าๆ เข้าไว้ อย่าได้ไปวิ่งตามนักวิ่งมืออาชีพ หรือแม้กระทั่ง pacer ขาโหด จำเอาไว้ว่าสถิติที่ดีมาจากการฟิตร่างกายและหมั่นฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง ถ้ารู้ว่าตัวเองไม่ได้ฟิตขนาดนั้น สำหรับการลงสนามครั้งแรกให้ผ่อนแรงเข้าไว้ เรื่องที่สำคัญกว่าคือ ห้ามเจ็บ ห้ามวูบ ห้ามตะคริวกินก่อนเวลาอันควร เพราะถ้าโดนอันใดอันหนึ่งจู่โจมขึ้นมา คุณอาจวิ่งไม่จบอย่างที่ตั้งใจไว้ เข้าใจตามนี้นะ

10) หลังจากวิ่งมาราธอนเสร็จ ให้ใช้วิธีประคบเย็นในวันแรก เพราะอาจมีเส้นเลือดฝอยแตกอยู่ในบริเวณที่บาดเจ็บ หลังจากนั้นจึงค่อยผ่อนคลายกล้ามเนื้อด้วยการลงอ่างแช่น้ำร้อน ผมใช้เวลา 3 วันเต็มในการฟื้นกล้ามเนื้อให้กลับมาอยู่ในสภาพที่พอเดินได้ วันที่ 4 จึงค่อยไปนวดให้ตัวเบาขึ้น ขอบอกว่าวันแรกสงสารตัวเองมากๆ เดินได้ทีละกระดึ๊บ ขึ้นลงบันไดอย่างกับคนกลัวความสูง ต้องเจอกับตัวเองแล้วจะรู้ซึ้งว่า เราเจ็บปวดถึงขั้นนี้ได้ยังไง

มาราธอนครั้งนี้จะอยู่ในความทรงจำของผมไปอีกนานแสนนาน ความเหนื่อยล้า อ่อนแอและท้อแท้เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถก้าวผ่านประสบการณ์ที่โหดร้ายนั้นได้ ชีวิตคนเราก็เหมือนการวิ่ง มันไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ การเตรียมเหตุปัจจัยให้พร้อมคือเสบียงที่เราพกไปด้วยในขณะวิ่ง ส่วนอะไรจะเกิดขึ้นในหนทางข้างหน้า ช่างหัวมัน ขอเพียงแค่ไม่ถอดใจลงกลางทาง ชัยชนะที่ปลายอุโมงค์รอต้อนรับทุกคนอยู่ครับ 

Life is like a marathon, the more you train your mind and spirit, the more you can manage UPs and DOWNs in life. It does not matter whether you can FINISH it or not but it does really matter HOW you’re gonna finish it. Aim high, Live Strong, Do everything you can for a Good Reason. 

Leave a Reply

%d bloggers like this: