เที่ยวปารีสด้วยตัวเอง ง่ายนิดเดียว

ปารีสถูกจัดให้เป็น 1 ในเมืองยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวตลอดกาล (ลิงค์บทความ 20 เมืองสุดฮิตที่อุดมไปด้วยนักท่องเที่ยว) เพราะถูกขนานนามว่าเป็นเมืองที่โรแมนติคที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจยิ่งนัก เพราะ 3 ครั้งที่ผมไปผูกสันถวไมตรีกับประเทศฝรั่งเศส ผมไปคนเดียวครับพี่น้อง 2 ครั้งแรกมีเพื่อนชาวฝรั่งเศสเป็น Local Guide ให้ จะขึ้นรถไฟ ลงเรือเที่ยว เพื่อนจัดการให้เสร็จสรรพ เลยจำอะไรไม่ได้สักอย่าง มาครั้งล่าสุดนี้ เพื่อนสนิทคนนี้กำลังวุ่นกับการเตรียมงานแต่งสละโสด สมชาติก็เลยถูกปล่อยปละละเลยให้เที่ยวคนเดียวอย่างไม่มีทางเลือก บนความโชคร้ายของผม คือความโชคดีของท่าน เพราะผมได้เก็บบันทึกข้อมูลมาเป็นกระตั๊กเพื่อมาบอกเล่าเก้าสิบถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวปารีเซียง

ขอบอกก่อนว่าผมใช้วิธี Walk Tour เดินวันหนึ่งเกินกว่า 10 ก.ม. เพื่อเก็บภาพและข้อมูลในช่วงเวลาที่ดีที่สุดเท่าที่พอเป็นไปได้ หากท่านถูกใจก็ให้เชิญกดแชร์บทความนี้ให้กับสหพันธมิตรได้อ่านกัน ถ้าถูกใจมากถึงมากที่สุดแล้วต้องการสนับสนุนทริปครั้งถัดไป ให้ช่วยหลังไมค์มาหา เดี๋ยวจะส่งเบอร์บัญชีไปให้ (อันนี้ล้อเล่น แม้จะคิดจริงจังก็ตามที) เอาละครับขอ Bonjour, Bonsoir ทีนึง แล้วตามไปดูกันเลยว่าจะเที่ยวปารีสยังไงให้สนุกกว่าที่คิด

จากชาร์ลเดอโกลสู่กลางใจเธอ

ถ้าคุณตัดสินใจเช่ารถยนต์ที่สนามบิน หรือมีคนมารับก็ว่าไปอย่าง แต่ถ้าต้องเดินทางไป-กลับสนามบินด้วยตัวเองล่ะก็ คงต้องพึ่งรถไฟสาย RER-B แล้วล่ะครับ (อ่านตามปากของสมชาตินะครับ อาร์-เออ-อาร์-เบ) ขอทำความเข้าใจกันนิดนึงนะครับว่ารถไฟใต้ดินที่ใช้เดินทางภายในใจกลางกรุงปารีส (Paris Center ภายใน Zone 1 และ 2) เรียกว่า Metro เป็นตั๋วราคาเดียวตลอดสายคือ 1.70 ยูโร/เที่ยว (จะขึ้นแล้วลงเพียงแค่สถานีเดียวก็ราคานี้) แต่ถ้าต้องการซื้อแบบเหมาทีละ 10 เที่ยว ราคาจะถูกลงคือ  13.30 ยูโร เฉลี่ยแล้วถูกกว่า 0.37 ยูโร/เที่ยว จริงๆ เขามีขายตั๋วแบบ 1-5 day Pass ด้วยนะ แต่ผมว่าไม่คุ้มนะคือต้องนั่งรถไฟเฉลี่ยประมาณ 8 เที่ยว/วันขึ้นไปจึงจะคุ้ม ถ้าจะซื้อตั๋วไปหรือกลับจากสนามบิน ค่าโดยสารของ RER-B คือ 9.5 ยูโร/เที่ยว ถ้าจะนั่งต่อไปถึง Paris Center ให้ซื้อตั๋วแบบ combined เพิ่มตังค์อีกเพียง 0.25 ยูโรเท่านั้นเอง รวมเบ็ดเสร็จแล้ว 9.75 ยูโร ประหยัดไปตั้ง 1.45 ยูโร (งกขั้นเทพ) (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ public transport ในกรุงปารีสได้ที่นี่ครับ)

Charles de Gaulle Destination
ท่องเอาไว้ RER-B รถไฟไปสนามบิน

คลิ๊กที่นี่เพื่อดูแผนที่ทางเดินรถไฟ

สถานีสำคัญๆ ที่คุณควรจะจำไว้เมื่อเดินทางไปไหนมาไหนในปารีสคือ Charles de Gaulle (RER-B สถานีปลายทางไปสนามบิน) Châtelet หรือ Les Halles (เป็นสถานีเชื่อมต่อเพื่อไปสนามบิน) Charles de Gaulle Étoile (ชื่อสถานีนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสนามบินใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นสถานีที่อยู่ใกล้กับสถานที่สำคัญคือประตูชัย) Gare de Lyon (ชื่อเหมือนเมืองลียงแต่อยู่ที่กรุงปารีส เป็นสถานีรถไฟความเร็วสูง TGV Train ออกเดินทางเพื่อไปเมืองลียง) และเพื่อช่วยคำนวณระยะเวลาในการเดินทางของแต่ละทริป สถานีใน Paris Center จะห่างกันประมาณ 2 นาทีเว้นแต่จะเป็นสถานีเชื่อมต่อ อาจต้องเผื่อเวลาเพิ่มเติมสำหรับการเดินเพื่อเปลี่ยนสายครับ

Charles de Gaulle etoile
สถานีนี้อยู่ใกล้ประตูชัย
Metro platform
สภาพสถานีรถไฟใต้ดินของปารีสจะเก่าแหละเหม็นนิดนึงนะ

เมื่อมาถึงยุโรป(ไม่ใช่เฉพาะที่ฝรั่งเศส) คุณต้องพยายามทำตัวคุ้นเคยกับระบบขนส่งสาธารณะนิดนึงนะครับ ตั๋วสารพัดชนิดสามารถซื้อได้ผ่านตู้ Vending Machine สามารถชำระเงินด้วยบัตรเครดิตหรือเงินสดก็ได้ ถ้าจะซื้อตั๋วเป็นแบบเที่ยวเดียวแนะนำให้เก็บแบงค์ย่อยหรือพกเหรียญติดตัวไว้บ้างก็ดี เพราะที่ฝรั่งเศสการจะเอาธนบัตรใบใหญ่มาแลกเป็นแบงค์ย่อยหรือเหรียญนี่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายมาก เวลาซื้อของตามร้าน ถ้าเราเอาแบงค์ 500 ยูโรออกมาขู่ (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 20,000 กว่าบาท) ทุกคนถอยกรูดกันเลยทีเดียว เดินเข้าธนาคารพนักงานก็ส่ายหน้าก็ไม่รับแลก เพราะธุรกรรมต่างๆ ต้องทำผ่านตู้เอทีเอ็มเท่านั้น ว่าแล้วก็ยอมจำใจแตกแบงค์ใหญ่ด้วยการซื้อของแพงๆ ประชดชีวิตเพื่อแลกเป็นเศษเงิน ฟังดูรันทดเนาะ

10 สถานที่ยอดนิยมที่คุณไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนกรุงปารีส

เมื่อเต็มใจถูกทิ้งให้เที่ยวปารีสอย่างเหงาๆ คนเดียว ก็เลยต้องทำตัวให้ alert สุดๆ จะออกไปไหนมาไหนให้ท่องไว้ 3 อย่างคือ Passport ต้องอยู่ติดตัวเสมอห้ามหายเด็ดขาด Backpack มีเป้อยู่หนึ่งใบไม่ต้องหนักมากพร้อมตะลุยไปไหนแบบสมบุกสมบัน ของสำคัญที่ควรมีอยู่เป้นอกจากของใช้และ accessory ส่วนตัวแล้ว แนะนำให้พกร่มและน้ำดื่มไปด้วย และสุดท้ายจะต้องมี Map หรือแผนที่นำทางด้วย ถ้าโทรศัพท์มือถือเปิดสัญญาณเน็ตอยู่ด้วยก็จะดีมาก ถ้าหาอะไรไม่เจอก็ถาม Google Map

เอาล่ะครับด้วยความรู้เพียงน้อยนิด กับน่องขาขนาดใหญ่ที่พอมีแรงเยอะ ทำให้ผมมาเยือนสถานที่สำคัญที่ว่ามานี้จนครบ 10 แห่งจากการเดินแบบนอนสต็อป สำหรับคนขี้เมื่อยผมมีตัวช่วยให้นิดหน่อย คุณสามารถใช้บริการของ Big Bus Paris หรือ L’Open Tour ก็ได้ เป็นบริการ Hop on & Hop off Sightseeing Tour ที่ทำให้คุณสามารถนั่งรถบัสเปิดประทุนพร้อมหูฟังเล่าประวัติความเป็นมาของสถานที่สำคัญต่างๆ ตั๋วมีแบบ 1-day Pass, 2-day Pass บางอันขายพ่วงกับ Cruise ด้วย (คลิ๊กอ่านรายละเอียดค่าบริการแต่ละประเภทได้ที่ลิงค์ตามชื่อของบริษัทเลยครับ)

ทีแรกก็คิดว่าจะใช้บริการอยู่ แต่คิดไปคิดมาขอเดินออกกำลังกายดีกว่า นอกจากได้หยุดชมวิวข้างทางได้อย่างเต็มอิ่มแล้ว ยังสามารถเดินเลี้ยวเลาะออกนอกเส้นทางเพื่อดูวิถีชีวิตคนเมืองได้อีกด้วย

1) Eiffel Tower (La Tour Eiffel)

Eiffel tower
หอไอเฟิลในยามฟ้าใส
Eiffel tower at night
หอไอเฟิลยามค่ำคืน

หอไอเฟิลแห่งนี้มีพลังแม่เหล็กดึงดูดมหาศาล มีนักท่องเที่ยวแห่กันมาถ่ายภาพตั้งแต่เช้าจรดค่ำ (เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึงเที่ยงคืนในช่วงกลางเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกันยายน หลังจากนั้นเปิดตอน 9 โมงครึ่งปิดตอน 5 ทุ่ม) เราจะเห็นคนถ่ายรูปหอไอเฟิลกันทุกมุม และทุกอริยาบท นอน นั่ง ยืน ตะแคง ยิ่งตอนดึกประมาณราวๆ 4 ทุ่มกว่าจะมีการเล่นไฟกระพริบด้วย เรียกเสียงเฮฮาปาร์ตี้ได้ใจมากๆ สำหรับคนที่อยากไปสัมผัสบรรยากาศด้านบน เขามีเรทราคาตั้งแต่ 5 ยูโร (สำหรับการเดินขึ้นบันไดถึงชั้น 2) 9 ยูโร (สำหรับการขึ้นลิฟท์ไปถึงชั้น 2) และ 15 ยูโร (สำหรับการขึ้นลิฟท์ไปถึงชั้นบนสุด) อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหอไอเฟิลได้ที่นี่ครับ 

2) Cruise along Seine River (Croisière sur la Seine)

Bateaux
ล่องแม่น้ำ Seine กับ Bateaux Mouches
Bateaux Ticket
ซื้อตั๋วเรือผู้ใหญ่ 13.5 ยูโร เด็ก 5.5 ยูโร

ถึงแม้จะไม่ได้นั่งรถบัสชมเมืองแต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการล่องแม้นำเซนด้วยเรือครูซ ที่ปารีสมี Operator อยู่หลายแห่งทีเดียวไม่ว่าจะเป็น Bateaux Parisiens (เจ้านี้เมื่อซื้อคู่กับ Big Bus จะได้ส่วนลดพิเศษด้วย ท่าเรืออยู่ใกล้กับหอไอเฟิลที่สุด), Vedettes Du Pont Neuf (ซื้อตั๋วออนไลน์ล่วงหน้ามีส่วนลดพิเศษให้ ท่าเรืออยู่แถวพิพิธภัณฑ์ Louvre) หรือ Bateaux Mouches (เจ้าที่ผมเลือกซื้อ ท่าเรืออยู่แถว Pont de L’alma) ระยะทางโดยรวมและค่าโดยสารราคาพอๆ กันคือประมาณ 13-14 ยูโรต่อคน ใช้เวลาเดินทางต่อเที่ยวประมาณ 1 ชั่วโมง 10 นาที เรือออกทุกๆ ครึ่งชั่วโมง

3) Musée D’Orsay

Musee d'Orsay2
พิพิธภัณฑ์ d’Orsay มีคนต่อคิวยาวเหยียด
Musee d'Orsay
สักครั้งในชีวิต ควรหาโอกาสเข้าไปชมเป็นบุญตา

เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ชอบมากที่สุดเท่าที่เคยไปมา ขนาดไม่เล็กและไม่ใหญ่โตจนเกินไป สถานที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเซนอยู่ห่างจากพิพิธภัณฑ์ Louvre ไม่มาก (อยู่คนละฟากกัน) ที่นี่เคยเป็นสถานีรถไฟเก่า Gare d’Orsay ที่สร้างขึ้นในปี 1898-1900 มีผลงานสะสมของศิลปินชื่อดังตั้งแต่ MonetManet, DegasRenoirCézanne,  Seurat, SisleyGauguin และ Van Gogh พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดตั้งแต่เวลา 9:30 น.ไปจนถึง 6 โมงเย็น (ปิดทำการทุกวันจันทร์) ดูรายละเอียดเกี่ยวกับการซื้อตั๋วได้ที่นี่ครับ

4) Musée du Louvre

Musee du Louvre
พิพิธภัณฑ์ Louvre ในวันที่ฟ้าหม่นหมอง
Chai at Louvre
ขอ Selfie สักหนึ่งแชะเพื่อให้รู้ว่าได้มาแล้ว

เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงและขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก (พื้นที่ขนาด 60,600 ตรม.) สะสมชิ้นงานไว้กว่า 35,000 ชิ้น เรียกได้ว่าเดินชมกันจนตาแฉะเลยทีเดียว ผลงานที่ผู้คนให้ความสนใจมากๆ เมื่อมาเยือนที่ Louvre ก็คือรูปปั้น Venus และภาพวาด Monalisa เป็นภาพสีน้ำมันที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก เห็นแล้วต้องอึ้งทีเดียวว่าทำไมมันถึงเล็กขนาดนี้ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้เข้าชมทุกวันเว้นวันอังคาร (สลับกับ D’Orsay) ตั้งแต่เวลา 9:00 น.จนถึง 6 โมงเย็น (สำหรับวันพุธและศุกร์ปิดดึกเป็นพิเศษถึงตอน 3 ทุ่ม 45 นาที ดูรายละเอียดเกี่ยวการเข้าชมได้ที่นี่ครับ ความสะดวกของการเดินทางมาที่นี่คือรถไฟใต้ดินมาถึง (Palais Royal Musée du Louvre) และภายในอาคารชั้นใต้ดินก็มีทั้งร้านอาหารและร้านค้าให้เดินช้อปปิ้งด้วย

5) Cathédrale Notre Dame

Notre Dame
วิหาร Notre Dame ที่ถูกกล่าวขานว่าเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

โบสถ์คาทอลิกแห่งนี้มีชื่อเสียงดังอันดับต้นๆ ของโลก รูปแบบสถาปัตยกรรมนั้นถือเป็นต้นแบบให้กับโบสถ์หลายแห่งทั่วโลก ทุกวันจะมีคนต่อแถวหน้าโบสถ์เพื่อเข้าไปชมประติมากรรมความเก่าแก่ของโบสถ์แห่งนี้ ถ้าพอมีเวลาแนะนำให้เดินเล่นในสวนสาธารณะริมน้ำเซน บริเวณโดยรอบจะเต็มไปด้วยร้านรวงขายอาหารและของที่ระลึก เนื่องจากเป็นย่านนักท่องเที่ยว อาหารและเครื่องดื่มในละแวกนี้จะแพงเป็นพิเศษ (แถวนี้ไม่ค่อยมีร้านสะดวกซื้อซะด้วย ดัชนีชี้วัดความแพงให้ดูที่ราคาน้ำแร่เอเวียง แพงประมาณ 3 เท่าตัว)

6) Champs-Élysées

Champs Elysee
ถนนนี้ทอดยาวจากประตูชัยไปถึง Concorde
Laduree
สินค้าแบรนด์เนมและร้านค้าชื่อดังบนถนน Champs Élysées

ครั้งแรกที่มาเยือนประเทศฝรั่งเศส ผมเห็นแต่ใครๆ พูดถึงถนนชื่อนี้ มันเป็น Shopping Street หรือถนนสำหรับคนเดินช้อปปิ้งโดยเริ่มต้นตั้งแต่ Arc de Triomphe ไปจบที่ Place de la Concorde หากเดินต่อไปก็จะผ่านสวนสาธารณะขนาดใหญ่ชื่อ Jardin des Tuileries ทางผ่านไปพิพิธภัณฑ์ Louvre โดยความเห็นส่วนตัวทัศนียภาพของถนนเส้นนี้อาจจะไม่ได้ดูตื่นตาตื่นใจมากนักเพราะรถก็เยอะ คนก็แยะ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือได้มองผู้คนเขาแต่งตัวสวยๆ หล่อๆ ออกมาเที่ยวนอกบ้าน ร้านแบรนด์เนมทั้งหลายก็เรียงหน้ากระดานตั้งอยู่บนถนนเส้นนี้ไม่ว่าจะเป็น Louis Vuitton, Abercrombie & Fitch, Disney Store รวมถึงร้านไอศกรีม Häagen-Dazs และร้านขนมอย่าง Ladurée เอาเป็นว่าร้านไหนมีปัญญาตั้งอยู่บนถนนเส้นนี้ได้ต้องเส้นใหญ่กระเป๋าตุง

7) Arc de Triomphe

Arc de Triomph
ประตูชัยตั้งตระหง่านกลางถนน

ประตูชัยแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปี 1806-1836 มีความสูงประมาณ 49.5 เมตร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของถนน Champs-Élysées อย่างที่บอกไว้ในตอนต้นว่าสถานที่แห่งนี้เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของการเดินทาง โผล่มาจากสถานี Charles de Gaulle ÉToile ก็จะเจอเลย สิ่งที่คาดไม่ถึงเมื่อต้องเดินรอบวงเวียนใหญ่แห่งนี้คือมันเป็นแยกศูนย์รวมของถนนมากกว่า 10 สาย แค่เดินครบรอบก็แทบอ๊วกแล้ว ถ้าใครอยากขึ้นไปชมวิวด้านบนก็สามารถทำได้ครับ สูงแค่ 40 ชั้นเองมั้งครับ สารภาพตามตรงว่าผมหาทางเข้าไม่เจอ ไม่รู้จะข้ามถนนไปยังเกาะกลางยังไง แบบว่าไม่อยากเป็นกะเหรี่ยงวิ่งตัดหน้ารถที่วิ่งวนขวักไขว่ากันนับร้อยคัน มารู้ทีหลังว่าต้องมุดเข้าอุโมงค์ใต้ดินบนถนน Avenue de la Grande Armee (จาก Metro ให้มองหา Wagram Exit) ค่าเข้าชมประมาณ 8 ยูโร เปิดทำการตั้งแต่เวลาประมาณ 10 โมงเช้าถึงประมาณ 4 ทุ่มครึ่ง (ยกเว้นเดือนเมษายนถึงกันยายนปิดดึกถึงตอน 5 ทุ่ม) อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเข้าชมสถานที่นี้ได้ที่นี่ครับ

8) Basilica of the Sacred Heart (Sacré-Cœur)

Sacred Heart
สถานที่พักผ่อนหย่อนใจของนักท่องเที่ยวและคนเมือง

Sacred Heart3

ณ จุดนี้ถือเป็นจุดสูงสุดของกรุงปารีส จึงทำให้ Basilica of the Sacred Heart ซึ่งตั้งอยู่ในเขต Montmarte กลายเป็นจุดนัดพบของนักท่องเที่ยวที่มานั่งดูโชว์ ชมวิวพาโนรามา ถ่ายรูป ปิคนิค กระหนุงกระหนิงกัน (อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับการเข้าชมสถานที่แห่งนี้ได้ที่นี่ครับ) แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่าย่านนี้เป็นหนึ่งในย่านที่อันตรายที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงปารีส มีทั้งพวกล้วงกระเป๋า มิจฉาชีพ ขายของปลอมเต็มไปหมด ถ้ามีใครมาทักให้ช่วยถือโน่นถือนี่ให้ ให้ระมัดระวังตัวให้ดี เพราะพวก 18 มงกุฎจะมีสารพัดวิธีการในการเบี่ยงความสนใจ เพียงเสี้ยววินาทีคุณอาจโดนล้วงกระเป๋า หรือต้องจำใจซื้อของเถื่อนจากพวกมันทั้งๆ ที่ไม่ต้องการ อ้อลืมบอกไปสำหรับวัยรุ่นหนุ่มกลัดมัน แถวนี้มีร้านขายของที่ระทึก ประเภทแท่งหรรษา ตุ็กตาดูดวิญญาณ และอุปกรณ์บันเทิงเริงใจสารพัดชนิดเพียบเลย

9) Moulin Rouge, Lido

Moulin Rouge2
The Red Light District

Moulin Rouge ตั้งอยู่ในเขต Pigalle ไม่ห่างจาก Montmarte มากนัก คือโรงละครคาบาเรต์เก่าแก่ของกรุงปารีส ถ้าจำ can-can dance จากในหนังได้ ที่นี่ถือเป็นจุดเร่ิมต้นของการพัฒนารูปแบบการร้องการเต้นจนกระทั่งแพร่หลายไปทั่วยุโรป สถานที่แห่งนี้จะโดดเด่นจนจำได้เพราะมีกังหันสีแดงตั้งอยู่ทางด้านหน้า คือแบบว่าไม่เคยได้ดูโชว์กะเขาซะที มีแค่แวะไปถ่ายรูป ถ้าเกิดใครสนใจลองเข้าไปหาข้อมูลจองตั๋วกันได้ที่นี่ครับ ยังมีอีกที่นึงนะครับ เกรดจะสูงขึ้นมาอีกนั่นคือ Le Lido ตั้งอยู่บนถนน Champs-Élysées  เคยไปดูมาครั้งนึง โอโหอลังการดาวล้านดวง คือเขาใช้นักแสดงเยอะมาก เวทีสุดจะวิจิตรสามารถแปลงให้เป็น Ice-skating rink ได้ด้วย สนใจจองตั๋วเข้าชมพร้อมทานอาหารเย็นเช็คราคาได้ที่นี่ครับ ถ้าดูไม่ผิดตอนนี้ราคาต่อหัวประมาณ 160-300 ยูโรเห็นจะได้ พระเจ้าจอร์จมันแพงมาก…จงหาสปอนเซอร์โดยด่วน (อ่านรีวิวเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ)

10) Les Galeries La Fayette

La Fayette
ห้างดังกลางกรุงปารีส

ห้างสรรพสินค้า La Fayette เป็นห้างหรูขึ้นชื่อติดอันดับความแพงตั้งอยู่บนถนน Boulevard Haussmann ข้อดีคือเขามีทุกสิ่งให้เลือกสรร บรรจงเอาแบรนด์เนมชื่อดังทั้งหลายตั้งแต่ Chanel, Hermes, Louis Vuitton ฯลฯ มารวมไว้ภายใต้หลังคาโดมสีทอง ข้อเสียคือผู้คนล้านแปด ทุกตารางนิ้วจะหนาแหน่นคราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวจีนและไทย ระดมกันช้อปราวกับได้ฟรี ผมแค่แวะเข้าไปถ่ายรูปแล้วรีบเผ่นออกมาเพราะทนความเบียดเสียดไม่ไหว แต่สำหรับคนที่มีเวลาน้อย คุณมาห้างเดียวก็แทบจะไม่ต้องตระเวนไปที่อื่นละ

บางคนอาจมองว่าสถานที่ทั้ง 10 แห่งนี้เบสิคสุดๆ ผมก็ยอมรับว่าเป็นจริงตามนั้น จะให้แปลกหูแปลกตากว่านี้คงต้องมีเวลา Take Side Trip ไปนอกเมือง อย่างเช่น พระราชวัง Versailles, Rheims Champagne, Disneyland, Châteaux de la Loire, Mont Saint-Michel หรือแม้กระทั่ง La Vallée Village Chic Outlet Shopping สำหรับขาช้อป ใครมีเวลามากหน่อยก็ค่อยตามเก็บทีละอันนะครับ แต่ก็ยังมีอีกที่ๆ ไม่อยากให้พลาดเช่นกันคือการนั่งรถไฟออกนอกเมืองไปเที่ยว Lyon เมืองท่องเที่ยวขนาดใหญ่อันดับสองรองจากปารีส อยากรู้ว่าเมืองนี้มันสวยและน่าเที่ยวขนาดไหน โปรดติดตามในบทความหน้าครับ

Survival Tips คู่มือการเอาตัวรอดในกรุงปารีส

1) เลือกสายการบินไหนดี?

ปารีสเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวเยอะจริงๆ บินกันมาจากทั่วโลก แต่มีเพียงไม่กี่สายการบินที่มีเที่ยวบินตรงจากสนามบินสุวรรณภูมิไปถึง Charles de Gaulle แบบนอนสต็อปหนึ่งในนั้นคือ Air France และการบินไทย เพื่อตัดปัญหาความวุ่นวายในการหาตั๋วโปร ผมเลยให้เอเจนต์เป็นคนจัดการ ขอบคุณ Ticket2Home ที่ช่วยแนะนำตั๋วราคาพิเศษให้ จึงทำให้ได้ Flight บินที่ลงตัวที่สุดเท่าที่เวลาจะเอื้ออำนวย

ผมตัดสินใจเลือกบิน Air France เป็นครั้งแรกในชีวิต จริงๆ ก็อยากจะบินการบินไทยอยู่หรอกนะ แต่แหมแพงซะขนาดนั้น ในช่วงที่ผมซื้อตั๋ว ราคาของ Air France ดีที่สุดคือประมาณ 32,000 บาท (ราคาถูกที่สุดที่เคยเห็นคือประมาณ 20,000 กว่าบาท โหดสุดคือ 70,000 บาท) ใช้เวลาบินประมาณ 11-12 ชั่วโมง เวลาที่กรุงปารีสต่างกับไทยประมาณ 5 ชั่วโมง (ประเทศไทยเวลาเร็วกว่า)

Air France Check-in (Console)
เช็คอินด้วยแอพบนโทรศัพท์มือถือ
Air France Check-in Kiosk
ตู้ Kiosk เช็คอินที่สนามบินสุวรรณภูมิ
Air France Check-in2
ตู้เช็คอินที่สนามบิน Charles de Gaulle ปารีส

สำหรับประสบการณ์ในการเช็คอินผ่านแอพ Air France นับว่าสะดวกมากๆ เพียงแค่โหลดแอพลงโทรศัพท์มือถือ คีย์ “Booking Number” และ “Flight Number” แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จสรรพ เอาสถานะการจองนี้โชว์ให้เจ้าหน้าที่ดู เขาก็จะทำการโหลดกระเป๋าเราเข้าสู่ท้องเครื่องพร้อมพิมพ์ boarding pass ตัวจริงออกมาให้ สำหรับคนที่ไม่สะดวกเช็คอินผ่านแอพ คุณก็ต้องไปทำที่ตู้ในบริเวณแถว P อยู่ดี สังเกตได้เลยว่าสมัยนี้สายการบินต่างๆ พยายามสนับสนุนให้ลูกค้าใช้เทคโนโลยีในการจองตั๋ว เช็คอิน ด้วยระบบอัตโนมัติ เพราะนอกจากทำให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยลงแล้ว ยังช่วยร่นระยะเวลาไปได้โขทีเดียว ยิ่งถ้าเป็นที่ประเทศฝรั่งเศสด้วยแล้ว ตู้เช็คอินผู้โดยสาร ไม่ได้ทำแค่เพียงแค่ทำการออก Boarding Pass เท่านั้น เขายัง Print Luggage Tag ให้คุณติดที่กระเป๋าเองด้วย อะไรจะขนาดนั้น แต่ต้องขอบอกว่าพนักงานบริการลูกค้าของสายการบินนี้ทั้งที่เมืองไทยและปารีสดูแลดีมากๆ ให้ความช่วยเหลือดีทั้ง on ground และบนเครื่อง จาก 6 คนที่ได้คุยด้วยมีแค่หนึ่งคนที่หน้าหงิก ก็นับว่าเป็นส่วนน้อย อ้อลืมบอกไป จุดเด่นอีกข้อของสายการบินนี้คืออาหารบนเครื่องอร่อยมาก มาในปริมาณที่เยอะ แถมไวน์ขวดเล็กมาให้คนละขวด (อุตส่าห์เก็บไว้อย่างดี สุดท้ายก็ลืมกิน 555) แต่ข้อเสียคือจอทีวีส่วนตัวมันเบลอมาก เอามือกดแทบนิ้วจะทะลุจอแล้วจึงจะทำงาน ส่วนหนังมีให้เลือกเยอะดี แต่เรื่องที่อยากดูไม่ค่อยมีแฮะ ด้วยความที่นอนไม่ค่อยหลับ บินไปกลับผมดูหนังจบไปได้ 6-7 เรื่องทีเดียว

wine
complimentary wine & liquor on flight

2) กินอะไร ที่ไหนดี?

หมวดนี้เป็นหมวดที่ผมหนักใจที่สุด เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ร้านไหนที่เขารีวิวไว้ซะดิบดี พอตามไปกินเรามักจะผิดหวัง ส่วนร้านไหนที่เดินเข้าไปมั่วๆ แบบไม่คาดหวัง กลับอร่อยโว้ยแฮะ สำหรับทริปนี้ผมไม่ได้ทานอาหารนอกบ้านบ่อยนัก แต่ก็มีอยู่ร้านนึงที่กระโดดเข้าไปกินเพื่อหลบฝน แต่กลับประทับใจอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งในเรื่องรสชาติอาหาร การบริการลูกค้า และความรวดเร็ว เสียอย่างเดียวแอบดมควันบุหรี่ของโต๊ะข้างหน้าเข้าไปซะเยอะเชียว ร้านนี้ชื่อว่า Le Petit Vendôme (8 rue des capucines 75002 paris, Tel: 01 42 61 05 88) ส่วนใครที่ต้องการตามลายแทงของ Tripadvisor ก็เช็คอินได้ตามลิงค์นี้เลยครับ

Cafe Vandome
ร้านนี้อยู่ไม่ไกลจากจตุรัส Vendome
Escagot
เมนูหอยทาก เสิร์ฟคู่กับขนมปัง อร่อยสุดๆ

ถ้าจะให้ฟันธงสิ่งที่คุณควรกินเมื่อมาถึงกรุงปารีส ผมขอเชียร์ 8 อย่างนี้ครับ ถ้าไม่ได้กินถือว่ามาไม่ถึงนะจะบอกให้ 1) Boulangerie และ Patisserie คือร้านขนมปังและร้านขาย pastry ข้างทาง ด้วยความที่ขนมปังและขนมสูตรฝรั่งเศสถือว่าสุดยอดมาก ดุ่มๆ เข้าไปหา sandwich croissant สักชิ้น cake และ pie อย่างละก้อน แค่นี้ก็ฟินละ 2) Escargot เมนูหอยทากซึ่งหาทานได้เฉพาะร้านเท่านั้น 3) French Onion Soup มันหอมหวานกลมกล่อมนุ่มลิ้น ยิ่งได้ชีสหอมๆ โรยหน้าด้วยแล้วล่ะก็ ยากเกินจะห้ามใจ 4) Macarons มาการองหรือมากาฮองแล้วแต่จะเรียก ไม่ได้กินเสียดายแย่เลย 5) Duck Confit เมนูเป็ดที่ฝรั่งเศสถือเป็นอาหารชั้นสูง ใครรู้ตัวว่าต่ำห้ามกิน (ล้อเล่นนะครับ อิอิ) 6) Tarte tatin คือทาร์ตสุดยอดในตองอู ทาร์ตยอดนิยมคือแอปเปิ้ล (ฝรั่งเศสเรียกว่า pomme) กับทาร์ตราสเบอร์รี่ (ฝรั่งเศสเรียกว่า framboise) 7) Wine มาฝรั่งเศสแล้วไม่ได้ทานไวน์ถือว่าเสียดายของมาก เพราะมันถูกมว๊าาาาาก 8) Evian อันนี้คือเมนูประชดชีวิต เพราะปกติน้ำแร่เอเวียงมันจะแพงใช่มั๊ยครับ แต่พอมันไปอยู่ในตู้ Vending Machine แบบว่ามันถูกซะยิ่งกว่าโค้กและเครื่องดื่มน้ำผลไม้ทุกชนิดอีก ยิ่งถ้าซื้อเป็นขวดลิตรในซุปเปอร์มาร์เก็ตมันจะถูกมาก จำไม่ได้ว่าราคาเท่าไหร่ แต่บอกเลยว่าเป็นครั้งแรกที่ไม่รู้สึกผิดกับการดื่มเอเวียง (เพราะยี่ห้ออื่นก็แพงพอๆ กัน)

P8040087
เที่ยวส่องขนมตามตู้กระจก ก็ทำให้คุณน้ำลายหกได้โดยไม่รู้ตัว
P8081181
Laduree ไม่ได้มีขายเฉพาะ Macaron นะครับ มีขนมหวานสีสันบาดตาซะด้วย

3) ช้อปอะไร ที่ไหนดี?

ปารีสขึ้นชื่อว่าเมืองช้อปปิ้ง ไม่ใช่ว่าปารีสมีจะมีห้างเยอะกว่าเมืองอื่น แต่อาจเป็นเพราะสินค้าแบรนด์เนมของประเทศฝรั่งเศสนั้นเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วโลก จากการจัดอันดับของ Tripadvisor ได้รวบรวมสถานที่ช้อปปิ้งทั้งอาหาร ขนม สินค้าแฟชั่น คอสเมติกไว้ 400 แห่งที่ควรค่าต่อการไปต่อแถวซื้อของ หนึ่งในนั้นก็มี Bon Marche Grand Epicerie (ร้านออกแนวซุปเปอร์มาร์เก็ต), Lovely paris (ร้านขายของที่ระลึก), Pierre Herme (เป็นร้านขนมที่ได้ชื่อว่าทำ Macaron ได้อร่อยที่สุด ดังยิ่งกว่า Laduree เสียอีก), Bastille Market (ตลาดสดเช้าวันอาทิตย์), Berthillon (ร้านไอศกรีมชื่อดัง) อ่านดูรายชื่อทั้งหมดได้ที่นี่ครับ

แต่สำหรับคนเอเชียที่ต้องการซื้อผลิตภัณฑ์ประเภท cosmetics ที่ปลอดภาษี แนะนำให้แวะไปที่ร้าน Benlux ครับ ออกจากประตูด้านข้างใกล้กับพิพิธภัณฑ์ Louvre จะเห็นตึก Benlux ตั้งอยู่ด้านหน้าเลย (มีชั้นที่พนักงานพูดภาษาไทยได้ด้วย) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับร้านนี้ได้ที่นี่ครับ

benlux
ร้าน Benlux ขายสินค้าปลอดภาษีครับ

4) ทำ VAT Refund ยังไงถึงดี?

มาถึงปัญหาหนักอกของนักช้อปตัวยงกันบ้าง สิ่งที่คุณควรรู้เป็นขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับการขอยกเว้นการเก็บภาษีจากการซื้อสินค้าที่ประเทศฝรั่งเศสคือ คุณต้องเป็น Non-EU member และอยู่เที่ยวไม่เกิน 6 เดือน การจะขอคืนภาษีได้นั้นคุณต้องซื้อสินค้าจากร้านเดียวกันต่อวันต่อใบเสร็จด้วยมูลค่าขั้นต่ำคือ 175 ยูโร (ถ้ารู้ตัวว่าช้อปไม่พอ ควรตัดสินใจรวมบิลกับเพื่อนหรือคนในครอบครัวที่ไปด้วยกันเพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์นี้) หลังจากชำระเงินค่าสินค้าแล้ว ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าคุณต้องการทำ VAT Refund ด้วย เขาจะออกแบบฟอร์มอีกตัวนึงมาให้ (Retail export Form หรือ bordereau de détaxe) แล้วอย่าลืมบอกเขาด้วยว่าคุณต้องการทำ VAT refund แบบไหน จะให้จ่ายคืนเป็น Cash หรือ Credit อย่าลืมนำใบเสร็จและแบบฟอร์มนี้ติดตัวไปด้วยตอนไปสนามบิน ผมมีข้อแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอนที่จะทำให้คุณสามารถผ่านกระบวนการทำ VAT Refund ได้ทันเวลา สรุปได้เป็นข้อๆ ดังนี้ครับ

VAT Refund
คนต่อแถวยาวประมาณนี้ เพราะฉะนั้นอย่าประมาณเมื่อริจะทำ VAT Refund
  • เผื่อเวลาไว้เยอะๆ ตอนไปสนามบิน สัก 3-4 ชั่วโมงล่วงหน้าก่อนออกเดินทาง จะได้ซิมเหลี่ยงเลี้ยงไม่ต้องเร่งรีบยืนฉี่เล็ดกลางฝูงชน
  • ถ้าเป็นไปได้ให้แยกสินค้าที่ต้องการทำ VAT refund ออกมาต่างหาก เพราะเจ้าหน้าที่อาจขอสุ่มตรวจ โดยเฉพาะ item ที่มีราคาแพงที่สุด
  • ทันทีที่ไปถึงสนามบินให้รีบตัดสินใจเลือกว่าจะไปทำ VAT refund ที่ Terminal ไหน Gate ไหน (พยายามเลือกอันที่ใกล้ Gate Check-in ที่สุด ถ้ามองไม่เห็นอนาคตค่อยมองหา Gate ถัดไป) ที่สนามบิน Charles de Gaulle จะมีจุดให้ทำ VAT refund อยู่ด้วยกัน 6 จุดคือ Terminal1 CDGVAL level Hall 6, Terminal 2A Departure Gate 5, Terminal 2C Departure Gate 4, Terminal 2E Departure Gate 8, Terminal 2F Arrival Level, Terminal 3 Departure Level Airside (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่) จากการประเมินสถานการณ์ 2F น่าจะคนน้อยสุด (มั๊งครับ)
  • ภาวนาให้คุณไม่เจอกรุ๊ปทัวร์ตอนต่อแถว เพราะนั่นหมายถึงว่าคุณจะต้องรอนานมว๊าาาาาก เพื่อให้แน่ใจว่าเอกสารที่เตรียมมาถูกต้อง ให้เอาใบ VAT Refund ที่เตรียมมาไปยิงบาร์โค้ดที่ตู้ที่ตั้งอยู่ในบริเวณนั้น ถ้ารายการนั้นถูกต้องมันจะต้องขึ้นคำว่า Valid
  • ขั้นตอนนี้สำคัญมากๆ (ต้องทำทุกคนไม่ว่าคุณต้องการเงิน Refund เป็นแบบเงินสดหรือบัตรเครดิต) คือการเอาเอกสารและหนังสือ Passport ไปให้เจ้าหน้าที่กรมศุลกากร (Customs Officer) ทำการ stamp เอกสาร กระบวนการนี้ค่อนข้างยุ่งยากและรอนานนิดนึง และเจ้าหน้าที่จะขอสุ่มตรวจของด้วยว่าของยังอยู่ติดตัวอยู่รึเปล่า
  • ถ้าในเอกสารระบุว่าคุณต้องการขอคืนเป็นแบบ credit ให้นำเอกสารที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว ซีลใส่ซองแล้วหย่อนเข้าไปที่ Mailbox ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณนั้น หลังจากนั้นก็ให้ร้องเพลงรอ….เมื่อไหร่เงินฉันจะได้คืน
  • สำหรับคนที่ขอ Cash Refund คุณจะมีกระบวนการเพิ่มมาอีกหนึ่งสเต็ป นั่นคือการเอาเอกสารที่เจ้าหน้าที่แสตมป์ให้ไปขึ้นเงินที่ Currency Exchange Counter โดยปกติคนจะเลือกวิธีนี้น้อยเพราะมันต้องเผื่อเวลาเพิ่มเข้าไปอีก แต่ถ้าคุณผ่านด่านทั้งหมดนี้มาได้แล้วยังมีเวลาเหลือเฟือ ก็ถือว่าเหล่าเอี๊ยป๋อห่อ…เฮงๆ ไล้ ซวยๆ ขื่อ
  • เสร็จกระบวนการทำ VAT refund แล้วก็รีบวิ่งไปเคาน์เตอร์เช็คอินเพื่อทำการออก Boarding Pass และ โหลดกระเป๋า ผ่านด่าน Immigration เสร็จแล้วก็ไปช้อปปิ้งต่อได้ เป็นอันจบสิ้นภาระของนักเดินทาง

 

Leave a Reply

%d bloggers like this: