Red Brick Kitchen by Chef Aue ตึกแดงแฝงความอร่อย

ต้องขอบคุณเพื่อน ๆ แก๊งค์เยอะได้อีกที่พาไช้ชวนชิมมาเลี้ยงวันเกิดที่ร้าน Red Brick Kitchen by Chef Aue เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เราทั้ง 4 ได้ชื่อว่าเป็นโภชนมิตร (เพื่อนกิน) ที่ช่วยกันสอดส่องเสาะแสวงหาของกินเทพ ๆ ผลัดกันเลี้ยงฉลองให้กันและกันไตรมาสละครั้ง คือปกติเราก็เป็นคนกินง่าย อยู่ง่าย ไม่สิ้นเปลืองนะครับ บะหมี่เกี๊ยว ข้าวหมูแดงข้างถนนก็กินได้ แต่จะฉลองวันเกิดทั้งทีก็เลยต้องจัดเต็ม อาหารไทย อิตาเลียน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ลองมาหมดแล้ว จนมาครั้งนี้ไช้ชวนชิมดำริว่าอยากกินอาหารแนว Chef’s Table ดูบ้าง เพื่อน ๆ ก็เลยจัดแจงส่งรายชื่อร้านเข้าประกวดมาให้เลือกหลายชื่อ มีอยู่ร้านนึงน่ากินมาก แต่ก็แพงหูฉี่ ก็เลยคัดออกไป กลัวเพื่อนล้มละลาย แล้วมาโดนเอาคืนในภายหลัง 555 ผมมาสะดุดตาที่ร้านของเชฟอู๋ เมนูอาหารดูน่ากินมว๊าาาาก แถมราคาก็พอเอื้อมถึง เมื่อเทียบกับคุณภาพและประสบการณ์ที่ได้รับ บอกได้คำเดียวว่าคุ้ม แต่ก่อนเฉลยว่าวันนี้เชฟจะทำอะไรให้พวกเราได้ทานกันบ้าง มาทำความรู้จักกับเชฟและร้าน Red Brick Kitchen กันสักหน่อยดีกว่า

P6197869
Scallop Carpaccio

เชฟอู๋คือใคร?

ผมไม่ได้รู้จักเชฟอู๋เป็นการส่วนตัวมาก่อน ระหว่างที่เชฟนำอาหารจานเด็ดมาเสิร์ฟ ก็เลยถือโอกาสสัมภาษณ์ไปด้วยเลย เชฟอู๋ (มีชื่อจริงว่า จิตติกร รุณทิวา) เป็นเชฟที่เชี่ยวชาญอาหารยูโรเปี้ยนฟิวชั่น มีดีกรีเป็นถึงผู้ช่วยเชฟโรงแรมดังย่านสาทรมาก่อน ไม่ต้องเดาให้เสียเวลาครับ ผมเฉลยให้เลยละกัน เชฟเล่าให้ฟังว่าหลังจากค้นพบว่าตัวเองเป็นคนชอบทำอาหาร ก็เลยตัดสินใจบินไปเรียนต่อที่สถาบันสอนการเป็นเชฟมืออาชีพที่นครนิวยอร์ค จากนั้นก็ได้มาทำงานอยู่ที่ห้องอาหาร La Scala โรงแรมสุโขทัยประมาณ 5 ปี (ช่วงนั้นถือเป็นช่วงที่เชฟได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์และเทคนิคการทำอาหารจากเชฟมิชิลินอยู่หลายต่อหลายคน) ก่อนตัดสินใจร่วมหุ้นกับเพื่อนลงทุนเปิดร้านอาหารของตัวเองชื่อว่า Cavalli ย่านทองหล่อเมื่อประมาณ 2-3 ปีที่แล้ว ด้วยเหตุผลบางอย่าง (ขออนุญาตไม่ละลาบละล้วงถึงเรื่องส่วนตัว) เชฟได้ตัดสินใจปิดร้านนั้นทิ้ง แล้วมาเริ่มนับหนึ่งใหม่ด้วยการเปิดร้านของตัวเองในบ้านของตัวเองและภรรยา ซึ่งเป็นช่วงที่กระแส Chef’s Table เริ่มกำลังเป็นที่รู้จักในหมู่นักชิมลิ้นทอง ถ้าเข้าใจไม่ผิดร้าน Red Brick Kitchen by Chef Aue น่าจะเพิ่งเปิดมาได้เพียงไม่กี่เดือน ก็อาศัยการบอกต่อนี่แหละที่ทำให้ลูกค้าหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย เหตุผลที่ตั้งชื่อร้านว่า Red Brick Kitchen ก็เพราะบ้านของเชฟอู๋เป็นตึกอิฐสีแดงนั่นเอง ทันทีที่เดินทางมาถึงบ้านและร้านของเชฟอู๋ พวกเราถึงกับกรีดร้อง “OMG นี่มันคฤหาสถ์หรือร้านอาหารกันแน่เนี่ย” เดี๋ยวตอนช่วงท้ายของบทความ ผมจะขอให้เชฟอู๋เปิดบ้านพาเพื่อน ๆ เชยชมสถานที่กันเป็นบุญตาครับ

P6197964
ไช้ชวนชิม ปะทะ เชฟอู๋ชวนกิน

ตอนนี้คงหิวกันแล้ว มาดูกันเลยว่าวันนี้เชฟอู๋เตรียมอะไรไว้ให้ Birthday Boy คนนี้บ้าง (ขอถูกสปอยล์สักวัน เพื่อน ๆ คงไม่ว่าอะไรนะครับผม)

เมนูทั้ง 8 กับเพื่อนกินที่รู้ใจ

เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว ขอไม่เผยโฉมเพื่อนกินที่รู้ใจ แต่จะแบไต๋โชว์เมนูอาหารทั้ง 8 แบบเต็มคราบเลยครับ (8-Course Degustation Menu) เป็นการลิ้มลองอาหาร Portion ไม่ถึงกับใหญ่มาก มีการสลับคาวหวานเพื่อให้ได้อรรถรสของการทานอาหารที่เปี่ยมสุนทรียะทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

P6197876
นี่ครับ รายการอาหารทั้ง 8 ที่เชฟจะเสิร์ฟให้เราทานในวันนี้

มาเริ่มต้นกันที่เมนูแรกที่มีชื่อว่า Scallop Carpaccio with lumpfish caviar, spicy spinach puree, lemongrass cream and truffle oil ที่เห็นแบน ๆ แผ่หราอยู่กลางจานคือเป็นหอยเชลล์สไลซ์เป็นแผ่นบาง ๆ ราดด้วยซอส 3 ชนิด วงนอกน่าจะเป็นซอสครีมตะไคร้ ที่แต้มเป็นหยดน้ำสีเขียวคือซอสผักโขม สีส้ม ๆ มาจาก มาจาก (จำไม่ได้อ่ะ น่าจะมาจากปลาหรือกุ้งอะไรนี่แหละ เดี๋ยวไปหาคำตอบมาให้นะครับ) เพิ่มสีสันความสวยงามด้วยการโรยดอกโสนสีเหลืองอ่อน และไข่ปลาคาเวียร์ (จาก lumpfish ไม่ใช่ sturgeon นะครับ) แล้วเหยาะตามด้วยน้ำมันทรัฟเฟิล เนื้อสัมผัสนุ่มลิ้นมากครับ ฟินตั้งแต่การได้ทานเนื้อหอยเชลล์หวาน ๆ สด ๆ ปาดกับซอสอย่างละนิด อย่างละหน่อย เวิร์คมากเมนูนี้ (ไช้ชวนชิมให้คะแนนเมนูนี้ 4 ดาวครึ่ง)

P6197873
Scallop Carpaccio

มาถึงเมนูที่สองเป็นการเสิร์ฟซุปกะหล่ำปลีสีม่วง Purple Cabbage Soup with sous vide chicken thigh and onsen egg เห็นหน้าตาเข้มข้นขนาดนี้ไม่ได้เป็นซุปครีมนะครับ เป็นการนำกะหล่ำปลีไปเคี่ยวตุ๋นแล้วคั้นเอาน้ำออกมาปรุงรส เสิร์ฟพร้อมด้วยเนื้อไก่ส่วนน่องที่ผ่านกระบวนการซูวีทำให้เนื้อไก่ยังคงนุ่มชุ่มน้ำแถมยังรสชาติยังดีถึงขั้นที่สามารถนำมาปรุงเป็นอาหารจานหลักได้เลยนะผมว่า การตอกไข่ออนเซ็นเพิ่มเข้าไปเป็นการทำให้ซุปถ้วยนี้มีรสชาติที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น ไม่ขอแนะนำให้เจ๊าะไข่แดงแล้วลงไปคนในน้ำซุปนะครับ เดี๋ยวจะไม่ได้รสชาติแท้ ๆ ของกะหล่ำ (ไช้ชวนชิมให้คะแนนเมนูนี้ 4 ดาวครึ่งเช่นกัน เป็นความแปลกใหม่ที่ไม่เคยกินมาก่อน ซดหมดจนหยดสุดท้ายจริง ๆ)

P6197881
Purple Cabbage Soup
P6197883
Purple Cabbage Soup

เมนูที่สามเริ่มมีแป้งแทรกเข้ามาบ้างแล้ว เพิ่งรู้ว่า Classic Carbonara มีหน้าตาเป็นแบบนี้เอง ทีแรกเราก็คิดว่ามาเป็นแบบซอสครีมขาวข้นเหมือนที่เราคุ้นชินกัน เชฟบอกว่า Carbonara ต้นตำรับเขาจะไม่ใส่ครีมกันครับ จานนี้เชฟเลือกเส้นพาสต้าที่มีชื่อว่า Dischi Volanti รูปทรงคล้ายก้นหอย มีความเหนียวหนึบ ปรุงรสด้วยชีส ผักชี แถมเห้ดทรัฟเฟิลมาให้หนึ่งวง อร่อยตามท้องเรื่อง ไม่เลี่ยนจนเกิดไป (ไช้ชวนชิมให้คะแนนเมนูนี้ 4 ดาวครับ) ปริมาณไม่ถึงกับมาก เพราะเดี๋ยวเราจะเมนูหนักตามมาอีก 2-3 จานครับ

P6197890
Classic Carbonara
P6197892
Classic Carbonara

มาถึงเมนูที่สี่แล้ว จัดไปกับ Risotto Bolognese with Coppa Ham ปกติข้าวรีซอตโต้จะเป็นสีขาว แต่เชฟอู๋ลองฟิวชั่นนำข้าว Rice Berry ชั้นดีจากสุพรรณบุรีมาปรุง เฮ้ย…มันดีงามลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ คือตัวข้าวมี body ที่แข็งและเหนียวจากภายนอก พอถูกเคี่ยวเป็นเวลานานจนน้ำสต๊อกถูกซึมเข้าไปเลยทำให้เมล็ดข้าวมีความนุ่มจากภายใน มันจึงเป็นการผสมผสานแบบ East Meet West ที่เข้ากันพอดี เคยได้ยินแต่คำว่า Al dente ในเส้นพาสต้า ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับเมล็ดข้าวด้วย ในส่วนของ Coppa Ham จะติดรสเค็มนิดนึงแต่ว่าไม่เหม็นสาบเหมือนบางร้านที่เคยทานมา (เมนูที่ผ่านมาก็ว่าเซอร์ไพรซ์แล้ว ไช้ชวนชิมดันชอบเมนูมากเป็นการส่วนตัว เอาไปเลย 5 ดาวเต็ม) นี่มันอร่อยจนต้องร้องขอ…เอาอีก…เอาอีก

P6197907
Risotto Bolognese
P6197898
Risotto Bolognese

ผ่านมาถึงครึ่งทางแล้ว ก็ยังไม่ถึง Main Course ซะที ท่องเอาไว้..อดทน..อดทน Save the best for Last เมนูที่ห้านี้มีชื่อค่อนข้างแปลกหู Pomfret with pomfret consomme & quinoa salad เชฟบอกว่า pomfret คือชื่อปลาจาระเม็ดดำครับ เป็นเมนูคล้ายซุปครับ ในชามจะประกอบด้วยเนื้อปลา mushroom ravioli เกี๊ยวเห็ด เนื้อกุ้งล็อบสเตอร์ซึ่งเป็นอานิสงส์ที่ได้มาจากกรุ๊ปก่อนหน้านี้ (ถ้าไม่มีล็อบสเตอร์ เชฟอาจจะใส่เนื้อกุ้งหรือเนื้อปูมาแทนให้ แล้วแต่วันนั้นมีวัตถุดิบอะไรหลงเหลืออยู่บ้าง) ด้านล่างจานเป็นคีนัว (ธัญพืชชนิดหนึ่ง ถือได้ว่าเป็น super food ที่ให้พลังงานสูงมาก และที่สำคัญปราศจากกลูเต็นอีกด้วย) เวลาทานก็ให้เติมซุปใสกระดูกปลาที่ผ่านการเคี่ยวจนงวด แล้วบีบมะนาวลงไปนิด ทำให้รสชาติกลมกล่อมเกิดอโรมาดีขึ้นมาเลยทีเดียวเชียวครับ (ไช้ชวนชิมให้คะแนนเมนูนี้ 4 ดาวครึ่งเช่นกันครับ)

P6197909
Pomfret
P6197921
Pomfret
P6197924
Pomfret

ในที่สุดก็ใกล้มาถึงเมนูจานหลักของเราแล้ว ก่อนเสิร์ฟอาหารจานถัดไป เชฟก็นำ Granita of the Day มาเสิร์ฟให้พวกเราทานดับคาวกัน เชฟให้ทายว่ารสชาติ Granita ที่ว่านี้เป็นส่วนผสมมาจากอะไร เชฟบอกใบ้ให้นิดนึงว่ามีสตรอว์เบอร์รี่ และอีกอย่างที่เอามาผสมกันคืออะไร คิดสิ คิด เอาล่ะสิครับ โภชนมิตรลิ้นเทพทั้ง 4 เดากันใหญ่เลย รู้นะว่ารสชาติมันละม้ายคล้ายคลึงกับอะไรสักอย่าง แต่ทำไมเดาไม่ออกบอกไม่ถูกก็ไม่รู้ เดากันไปคนละทิศละทาง ตั้งแต่ บ๊วยดอง มะม่วง พริกเกลือ มะดัน มะยม ในที่สุดก็ต้องยอมยกธง จนเชฟเฉลยว่ามันคือ..คือ..คือ..คือ “มะนาวดอง” นั่นเอง อึม..ก็คิดอยู่เหมือนกันว่ารสชาติมันกระเดียดออกไปทางผลไม้ดองอะไรซักอย่าง แต่ดันไม่คิดว่ามะนาวดองคือสิ่งที่ถูกนำมาผสมกับสตรอว์เบอร์รี่แล้วรสชาติมันจะดีเยี่ยงนี้ (เป็นคนไม่ชอบทานผลไม้แนวหมัก ดอง แช่อิ่ม แต่ก็ยังยก 4 ดาวให้กับเมนู Granita แสนสร้างสรรค์โดยเชฟอู๋ครับ)
P6197932

P6197937
Granita of the Day

สำหรับเมนูที่เจ็ดซึ่งเป็นเมนูจานหลัก เชฟมีให้เลือกว่าจะทานเป็น Australian Stockyard Wagyu Striploin หรือจะ New Zealand Lamb Chops อย่างใดอย่างหนึ่ง ผมเลือกเป็นเนื้อแกะครับ มีคนเลือกทานเนื้อวากิวอยู่แค่คนเดียว ผมวิจารณ์ในส่วนที่เป็นเมนูแกะอย่างเดียวนะครับ (ผมไม่ทานเนื้อวัวครับ) เห็นหน้าตาดูธรรมดาอย่างนี้ แต่มีความฟิวชั่นพอสมควร ในส่วนของการปรุงเนื้อแกะ ขอบอกว่ายอดเยี่ยมกระเทียมดองจริง ๆ น่าจะเป็นเนื้อแกะที่อร่อยที่สุดเท่าที่ผมเคยกินมา เนื้อนุ่มสุกพอประมาณ ไม่มีกลิ่นคาวแม้แต่น้อย ซอสที่ราดมามีด้วยกัน 2 ชนิด ชนิดแรกที่เป็นสีน้ำตาลคือซอสเห็ด Porcini กับ Red Wine ส่วนสีเหลืองอ่อนคือ Mayonnaise กับแจ่ว อึม…มันแปลกและเข้าท่าดีนะ ส่วน Sauerkraut หรือกะหล่ำปลีดองก็เป็นผักแกล้มที่เข้ากันดีกับอาหารจานนี้ ไม่เสียแรงที่หิ้วท้องรอเมนูนี้ (ไช้ชวนชิมขอมอบ 5 ดาวให้กับอาหารจานหลักจานนี้)

P6197940
Australian Stockyard Wagyu Striploin
P6197955
New Zealand Lamb Chops
P6197956
New Zealand Lamb Chops

เอาล่ะครับ เราดำเนินมาถึงช่วงสุดท้ายของ 8 เมนูพิศวงกับเชฟอู๋กันแล้ว วันนี้เชฟจัด Thai Tea Panna Cotta with Salted Caramel and Mixed Fruits เป็นพานาค๊อตต้าชาไทยที่ราดด้วยซอสคาราเมล ทานคู่กับผลไม้หลากชนิด ผมมีทักไปเหมือนกันว่า Texture หรือเนื้อสัมผัสของตัว Panna Cotta ดูจะแปลกไปกว่าที่เคยกินมา เพราะเป็นใส่ครีมเป็นส่วนผสมเยอะกว่า ทำให้มีเนื้อละเอียดและหนักกว่าสูตรที่มีส่วนผสมของเจลาตินค่อนข้างเยอะ ประกอบกับเชฟเลือกที่จะไม่เติมน้ำตาลลงไปในเนื้อครีม เมื่อทานเปล่า ๆ โดยไม่มีราดซอส อาจจะให้รสชาติที่จืดไปเลย สำหรับคนที่ไม่ชอบทานของหวานที่มีความหวานแบบ double sweet เมนูนี้น่าจะถูกใจคุณนะครับ มีเพื่อนคนนึงที่ไปทานด้วยชมไม่ขาดปากเลยว่าอร่อยมาก (ไช้ชวนชิมให้เมนุนี้ 3 ดาวครึ่ง ไม่ใช่เพราะเชฟทำไม่อร่อยนะครับ แต่เป็นเพราะตัวเองชอบทานของหวานที่มีรสชาติเข้มด้วยครีม เนย นม มิน่าเล่า จึงได้อ้วนจนทุกวันนี้)

ก่อนปิดคอร์สมื้อนี้เชฟก็เสนอให้เราเลือกเครื่องดื่มชา/กาแฟ มาทานคู่กับของหวาน เชฟไม่คิดตังค์เพิ่มด้วย แถมใจดีให้มักโรนีอบชีสให้พวกเรากลับไปทานกันอีกคนละชุดด้วย เป็นมื้อที่ประทับใจมาก ๆ เลยครับ

P6197973
Thai Tea Panna Cotta
P6197968
Thai Tea Panna Cotta

P6197975P6197980

ถ้าจะให้ประมวลประสบการณ์โดยรวมสำหรับอาหารมื้อนี้ ผมว่ามันเป็นมากกว่าอาหารเลิศรสมื้อนึง คือคาดหวังไว้ประมาณนึง แต่สิ่งที่ได้รับมันมากกว่า ตั้งแต่รสชาติอาหารที่นิ่ง มีอะไรให้เซอร์ไพรส์ตลอดเวลา ถึงจะเป็นอาหารฟิวชั่น แต่ก็เป็นการฟิวชั่นผสมสูตรที่มีความลงตัว (9/10) วัตถุดิบคุณภาพจากแหล่งวัตถุดิบชั้นยอด ช่วยทำให้อาหารรสชาติดีไปกว่าครึ่งแล้ว (9.5/10) การบริการของพนักงาน ความเป็นกันเองและความใส่ใจของเชฟ ทำให้รู้สึกอบอุ่นและประทับใจมากครับ (10/10) บรรยากาศ การตกแต่งร้านไม่ต้องพูดถึง งดงามตั้งสวนหลังบ้าน ยันห้องรับแขก ห้องน้ำ และห้องครัว (10/10) อีกสักครู่เดี๋ยวเชฟจะพาชมโดยรอบนะครับ สรุปของสรุปคือประทับใจกับของขวัญวันเกิดชิ้นนี้มากครับ ขอบคุณเพื่อน ๆ ที่พามาเปิดหูเปิดตา ลิ้มรสอาหารมื้อเด็ดอีกมื้อนึงครับ

***ข้อแนะนำเพิ่มเติมก่อนมาทานอาหารที่บ้านเชฟอู๋***

1. ทำการโทรจองโต๊ะล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน

2. ร้านจะเปิดให้ทาน 2 ช่วงเวลา คือรอบเที่ยง (ประมาณ 11:30 น.) และรอบเย็น (ประมาณ 5-6 โมงเย็น) เป็นการทานแบบกรุ๊ปส่วนตัว สำหรับ 4-12 คน

3. สามารถเลือกแบบ 5 คอร์ส (1,600 บาท) 8 คอร์ส (2,200 บาท) เป็นราคาเน็ต ไม่มีบวกเพิ่ม ถ้าต้องการทานเมนูอะไรพิเศษ สามารถบอกเชฟล่วงหน้าได้ครับ ถ้าต้องการทานกุ้งล็อบสเตอร์อาจต้องจองล่วงหน้านานนิดนึง

4. เพื่ออรรถรสของการชิมและชมบ้าน ควรเผื่อเวลาไว้สัก 2-3 ชั่วโมงครับ

เชฟอู๋พาทัวร์บ้านอิฐแดง

หลังจากทานอาหารกันอิ่มแปล้แล้ว เชฟอู๋ก็พาพวกเราเดินชมทั่วบ้าน ถือเป็นประสบการณ์อันแปลกใหม่มาก ที่เชฟอนุญาตให้เราเดินชมถ่ายภาพมุมต่าง ๆ ภายในบ้านตามอัธยาศัย จากรูปตัวตึกด้านนอก มีความเป็นเอกลักษณ์มาก ๆ เชฟเล่าให้ฟังว่าตึกทรงนี้ ที่ใช้วัสดุแบบนี้ทั่วกรุงเทพฯ น่าจะมีอยู่แค่ 3 แห่ง ที่เห็นในรูปแรก นี่เป็นแค่ด้านข้างเท่านั้น พื้นที่โดยรอบกว้างขวางเป็นไร่เลย อาคารมีอยู่ 7 ชั้น ห้องเล็กห้องน้อยเต็มไปหมด คือใครจะเดินขึ้นถึงชั้นบนได้ ต้องแข็งแรงนิดนึงนะครับ ขนาดผมเป็นนักวิ่ง เดินถึงชั้นบนยังเหนื่อยหอบเลย ห้องรับรองหลักจะอยู่ชั้นล่างครับ บริเวณเดียวกับครัว ด้านหลังเป็นสวนมีสระบัว ชั้นบนมีห้องออกกำลังกาย ห้องดูหนัง ห้องสมุด แถมยังมีสระว่ายน้ำขนาดยักษ์อยู่บนดาดฟ้า นี่แสดงว่าโครงสร้างตัวตึกต้องแข็งแรงมาก ถึงได้แบกน้ำหนักของสระน้ำไว้ได้ นี่ถ่ายรูปติดกล้องมาเพียงบางส่วนเท่านั้นครับ

บ้านสวยขนาดนี้ ไม่ต้องแปลกใจไป ต้องมีกองถ่ายมายืมถ่ายละครแน่นอน เพราะฉะนั้นถ้าใครอยากมาทานอาหารที่นี่ ต้องเช็คคิวดี ๆ ว่าเขาติดถ่ายละครรึเปล่า หมดสิทธิ์มาเดินป้วนเปี้ยนผ่านหน้ากล้องเผื่อแจ้งเกิดนะครับ 555

เดินมาทั่วตึกผมประทับใจห้องทานอาหารและห้องสมุดที่สุดครับ ใครแวะมาที่นี่อย่าลืมขอเข้าไปชมห้องสมุดนะครับ อลังการมาก ๆ

P6198021P6198013P6198007P6197849P6197854P6197851P6197860

P6197862P6197863P6197861P6197998P6197993P6197991P6198003

หนทางไปสู่บ้านอิฐแดง

ร้าน Red Brick Kitchen by Chef Aue อาจจะอยู่ลึกลับนิดนึง เปิด Google Maps น่าจะช่วยได้เยอะนะครับ เอาเป็นว่าถ้าเลี้ยวเข้ามาถูกซอย ถูกแยก คุณไม่น่าจะพลาด เพราะทั้งซอยน่าจะมีบ้านหลังนี้ที่เป็นตึกอิฐแดง ตั้งตระหง่านขนาดนี้ รับรองได้ว่าหากันจนเจอแน่นอนครับ

P6198019
บ้านอิฐแดง

 

ที่อยู่ : 37 ซอยโชคชัย 4 ลาดพร้าว 54 (แยก 6) กรุงเทพฯ

Google Maps : https://goo.gl/maps/LW2PeRB7qRy

เบอร์โทร : 096-394-4656, 098-496-3665

Facebook : Redbrickkitchenbychefaue

Instagram : Redbrickkitchenbkk

Leave a Reply

%d bloggers like this: