คุณครับ เราจะวิ่งเพื่อฝัน

เชื่อหรือไม่ว่า ผมเกิดอารมณ์อยากจะวิ่งขึ้นมาทันทีที่ดูหนังเรื่อง รัก 7 ปีดี 7 หน จบ แต่มันก็ไม่ได้เกิดขึ้นในทันที ผมใช้เวลาอีกเกือบปีหลังจากนั้น กว่าจะหาข้ออ้างในการซ้อมวิ่งแบบไม่คิดจริงจัง ผมเคยตั้งปณิธานเอาไว้ว่าใน 1 สัปดาห์ผมจะต้องตื่นเช้าเพื่อไปสวนลุมเป็นเพื่อนพ่อให้ได้อย่างน้อย 1 ครั้ง ทำไมล่ะครับ? เดี๋ยวผมจะค่อยๆ เล่าให้ฟังว่าการวิ่งของผมนั้นมีที่มาและที่ไป เผลอๆ อาจสร้างแรงบันดาลใจให้ใครสักคนอยากลุกขึ้นมาเปลี่ยนชีวิตตัวเองเพื่อใครสักคน

กว่าจะวิ่ง..เท่าวันนี้ ต้องใช้เวลา

ตลอดเวลาที่ผมทำงานประจำในช่วงอายุ 20 ต้นๆ จนถึง 30 ปลายๆ ผมทุ่มเทเวลาทั้งหมดที่มีให้กับงาน ผมคิดว่าผมสนุกกับการทำงานนะ แม้จะมีบ่นบ้างไรบ้างตามประสา แต่ผมก็เป็นคนที่มีความรับผิดชอบ งานที่หัวหน้ามอบให้ ผมก็ทำมันเต็มที่ตามสไตล์ Perfectionist แถมทำมันได้ดีจนหัวหน้าให้งานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งก็แอบตัดพ้อกับคนใกล้ตัวว่า “คนทำดีมักโดนลงโทษด้วยการได้งานมาทำเพิ่ม รู้งี้ไม่ต้องทำให้มันดีมากก็ได้” ผมเชื่อว่าเด็กบางคนสมัยนี้ก็คิดกันแบบนี้ คิดว่าตัวเองทำงานเกินเงินเดือน แต่พอเราเริ่มโตขึ้น มีตำแหน่งหน้าที่การงานสูงขึ้น มีลูกน้องมากขึ้น เราจึงเข้าใจว่า “ที่นายมอบหมายงานสำคัญให้เราทำ เพราะเขาไว้วางใจเราต่างหาก เราควรจะดีใจด้วยซ้ำว่าเราได้รับโอกาสมากกว่าคนอื่น”

“ความสำเร็จในหน้าที่การงานอาจทำให้เราดูดีในสายตาคนอื่น แต่ทำไมกลับทำให้เราดูห่างเหินกับคนในครอบครัว”

อยู่มาวันหนึ่งผมเริ่มคิดได้ว่าคุณภาพชีวิตที่ดีไม่ควรเกิดขึ้นเฉพาะที่ทำงาน เราควรรู้จักบริหารเวลาเพื่อความสุขของตัวเองและคนในครอบครัวด้วย ที่ผ่านมาผมแอบคิดไปเองว่า ถ้าเราโหมทำงานหนักให้มากพอ เก็บเงินให้มากพอ สักวันหนึ่งเราคงสามารถเกษียณได้ก่อนวัยอันควร ถึงเวลานั้นเราอยากได้อะไร อยากทำอะไรก็คงจะไม่ยากใช่มั๊ย แต่ช้าก่อน… ถ้าวันนั้นยังมาไม่ถึง แล้วเกิดสุขภาพเราทรุดโทรมไปก่อน เจ็บไข้ได้ป่วยจากโรคเครียดโดยไม่รู้ตัว ใครจะมามาดูแลรับผิดชอบ นอกจากเงินสะสมที่มีต้องเอามาใช้ซ่อมร่างกายแล้ว เราอาจต้องสร้างภาระให้กับพ่อแม่ด้วย คิดได้อย่างนี้ เป้าหมายในชีวิตของผมเปลี่ยนเลยครับ จากการตั้งเป้าให้เป็นที่สุดในเรื่องงาน ผมเริ่มสนใจกับการบาลานซ์ชีวิตตัวเองให้มีความสุขสมดุลในทุกๆ วัน

“เปลี่ยน” ตัวเองยังไง ให้ไม่เหมือนเดิม

ความสำเร็จในชีวิตคนเราวัดจากอะไรกัน? ความร่ำรวย ลาภยศสรรเสริญ บริวารพวกพ้อง!!! ที่พูดมาทั้งหมดนี้แม้จะมีส่วนจริงอยู่บ้าง แต่ผมว่าไม่ใช่นะ เพราะอะไรรู้มั๊ยครับ หน่วยวัดของสิ่งเหล่านี้มันไม่มีที่สิ้นสุด นั่นหมายความว่า…

ในขณะที่คนอื่นเขาบอกว่าคุณรวย คุณอาจตอบกลับไปว่า “ไม่นะ คนอื่นเขารวยกว่าผมตั้งร้อยเท่าพันเท่า”

ในขณะที่คนอื่นเขาชื่นชมว่าคุณเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง คุณอาจตอบกลับไปว่า “คนที่ประสบความสำเร็จแถมยังอายุน้อยกว่าผมมีเยอะแยะถมไป”

ในขณะที่คนอื่นเขาบอกว่าคุณเป็นคนกว้างขวาง มีคนรู้จักตั้งมากมาย คุณอาจคิดในใจว่า “แต่แท้ที่จริง ผมมีเพื่อนซี้เพียงไม่กี่คนเอง”

สรุปว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นของร้อนและเสื่อมตามกาลเวลา ทุกคนอยากได้อยากมี แต่พอมีแล้ว ไม่ค่อยรู้จักพอ ยิ่งขวนขวายหามาได้มากเท่าไหร่ ยิ่งรู้สึกต้องใช้มันมากเท่านั้น ทรัพย์สินเงินทอง ชื่อเสืยง ตำแหน่ง เป็นสิ่งจำเป็นแต่มันไม่สำคัญ คุณเข้าใจไหม?

ตั้งแต่ผมลงมือเขียนเป้าหมายในชีวิตของตัวเองใหม่ ชีวิตผมมีความสุขขึ้นเยอะเลย ผมยังคงอยากประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่ผมแค่ไม่ต้องการให้งานขโมยไทม์ไลน์ในชีวิตของผมไปซะหมด ผมยังมีสุขภาพที่ต้องดูแล มีพ่อแม่ที่ต้องเลี้ยงดู และยังมีความฝันอีกตั้งหลายอย่างที่ขีดเส้นใต้เอาไว้ว่านี่คือสิ่งที่ฉันรัก (อ่านชีวิตนี้มีเป้าหมาย ฉบับปี 2013 ได้ที่นี่ครับ) เป้าหมายที่ว่ามานี้ถ้าทำได้จริง ความสุขเกิดขึ้น ณ ตรงนั้นเลย ไม่ต้องร้องเพลงรอต่อไป ทั้งๆ ที่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่

แล้วการวิ่งมันมาเกี่ยวอะไรด้วย เกี่ยวสิครับ…โปรดอ่านในวรรคถัดไป

วิ่งไปก่อน พ่อไม่ได้ขอไว้

ที่เกริ่นไว้ตอนต้นว่าผมตั้งใจจะไปสวนลุมเป็นเพื่อนพ่อให้ได้อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง เพราะมันเป็นโอกาสที่ผมจะได้ใช้เวลาอยู่กับท่านบ้าง คอยจูงมือท่าน สวมรองเท้าให้ท่าน จิบน้ำชาเป็นเพื่อนท่าน แม้เราไม่ค่อยมีเรื่องได้คุยกัน แต่การอยู่ใกล้ๆ มันก็เหมือนการบอกรักโดยต่างไม่ต้องพูดอะไร

ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมจะขับรถไปส่งพ่อแล้วจะนอนรออยู่ในรถจนถึงเวลากลับบ้าน (ก็มันง่วงอ่ะ) แต่เดี๋ยวนี้มีคนขับรถไปส่งพ่อ ผมเลยสะกดจิตตัวเองให้ตื่นเช้าตั้งแต่ตี 5 เพื่อติดสอยห้อยตามไปสวนลุมด้วย ทีนี้จะนอนในรถก็ไม่ได้แล้ว จะนอนที่ม้านั่งก็ไม่ได้ เดี๋ยวเขาจะหาว่าเป็นคนจรจัด มันเลยเป็นไฟล์ทบังคับที่ต้องเริ่มหัดวิ่งฆ่าเวลา จากที่วิ่งได้แค่ 300 เมตรก็เหนื่อยหอบแล้ว ก็ค่อยๆ เพิ่มระยะทางไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวิ่งได้ไกลสุดคือ 5 กิโล นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปีก่อน ใช้เวลาตั้งเกือบปีกว่าจะวิ่งได้ไกลขนาดนี้ ทีนี้คุณเห็นรึยังว่ามันไม่ง่ายเลยนะ

ปีที่แล้วมีน้องคนหนึ่งมาชวนให้ไปวิ่งมินิมาราธอน จัดการสมัครให้เสร็จสรรพ ด้วยความที่เป็นครั้งแรก มันตื่นเต้นและรนเอามากๆ วอร์มก็ไม่เป็น ร่างกายก็ไม่พร้อม ใช้ใจลงไปแข่งล้วนๆ โชคดีที่พลังจากมวลมหาประชาชนมันพาไป จนกระทั่งผมแตะเส้นชัยสำเร็จด้วยระยะทาง 10 กิโลเมตร น่าจะใช้เวลาไปประมาณ 90 นาทีเห็นจะได้ ผมจำความรู้สึกตอนนั้นได้ดี ตามันรู้สึกพร่ามัว แขนขาอ่อนแรง แต่ก็รู้สึกปลื้มปริ่มตัวลอยที่เราทำสำเร็จ ทีนี้เข้าใจละว่าอารมณ์คนพิชิตเขาเอเวอร์เรสต์มันเป็นยังไง ใครที่ไม่เคยลงสนามวิ่ง ผมอยากให้ลองดูสักครั้งครับ จะ 5 กิโล 10 กิโล ไม่ว่ากัน แค่อยากให้สัมผัสถึงความรู้สึกตอนนั้น มันมีแต่พลังบวกเต็มไปหมด

IMG_0827
ขอบคุณน้องโจ้ที่จัดแจงสมัครให้ และวิทย์ที่มาวิ่งเป็นเพื่อน
IMG_0840
ทำสำเร็จแล้วครับ สำหรับมินิมาราธอนครั้งแรกในชีวิต

ฉันมาไกล มาไกลเหลือเกิน

Oct12(5)ต่อจากปีที่แล้ว ผมจะมาเล่าเหตุการณ์ “พิชิตฮาล์ฟแรกในชีวิต” ที่ standard chartered bangkok marathon ณ วันที่ 16 พฤศจิกายน ปี 2557

การคืนสังเวียนเดิมอีกสักหนด้วยการยกระดับจาก 10 กม. เป็น 21 กม. มันไม่หมูอย่างที่คิดนะครับจะบอกให้ จะเบิ้ลระยะทางเป็นสองเท่า มันไม่ได้ใช้แค่ใจ แต่มันต้องฟิตซ้อม ซ้อม และวอร์มร่างกายเพื่อให้พร้อมก่อนลงสนามแข่งจริง ผมเคยเห็นสภาพเพื่อนที่เดี้ยงตอนเข้าเดินเข้าเส้น FINISH LINE มันเป็นอะไรที่ทรมานมากๆ

RunforaReason หรือการวิ่งเพื่อตามหาความหมายของแต่ละคนอาจแตกต่างกันไป บ้างก็เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว บ้างก็เพื่อความบันเทิงเริงใจ บ้างก็เพื่อเอาชนะใจตัวเอง และสำหรับบางคนกลับวิ่งเพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้อื่น หรือเพื่อการกุศล

ข่าวดีคือผมทำน้ำหนักลดไปได้เยอะเลยในช่วงซ้อมวิ่ง ข่าวร้ายคือมันคือกลับมาหมดแล้วหลังจากตระเวนชิมทั่วไทย เฮ้อ 3 ที ไว้อาลัยให้กับความไม่เที่ยง

คุณเคยนึกแปลกใจมั๊ยว่าคนวิ่งกับปั่นจักรยานทำไมถึงชอบถ่าย Selfie ภาพตัวเองอัพขึ้นบน Facebook และ Instagram กันจัง มันอาจทำให้ใครบางคนนึกหมั่นไส้ว่าพวกนี้เป็นคนขี้อวด เฮ้าเลี่ยน แต่ผมอยากให้คุณมองอีกมุมนึงคือ ถ้าคุณได้ลองลงสนามด้วยตัวเองจะรู้ว่า “กำลังใจนั้นมีค่ามากแค่ไหนต่อการพิชิตเป้าหมาย?” จำนวนไลค์สามารถช่วยสร้างกำลังใจและแรงกดดันได้ในเวลาเดียวกัน คงไม่มีใครทนเก็บความดีใจ ความภาคภูมิใจนี้ไว้คนเดียว หากไม่ดูเป็นการรบกวน อยากจะชวนเธอมาวิ่งกัน…

เอาชนะเสียงปีศาจ ณ กิโลเมตรที่ 15

เรื่องราวทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ แต่เป็นธรรมะจัดสรรที่ทำให้ผมต้องมาลงสนามเดิมอีกครั้งด้วยเป้าหมายที่ยากไปกว่าเดิม จากการวิ่งเพื่อมาส่งพ่อที่สวนลุม มาเป็นการวิ่งเพื่อลดน้ำหนัก สุดท้ายมาถึงขั้นที่วิ่งเพื่อชนะใจตัวเอง

การวิ่งเหมือนการปฏิบัติธรรม มันทำให้เราเห็นใจตัวเองในทุกย่างก้าวว่า ณ ตอนนั้นรู้สึกยังไง เหนื่อย ท้อ ฟุ้งซ่าน หดหู่ มีความหวัง สดชื่น ปิติ สิ่งหนึ่งที่ชัดมากๆ จากการความพยายามในการข้ามผ่านข้อจำกัดของตัวเองคือ การปลุกตัวเองให้เป็นคนคิดบวก คล้ายๆ กับสโลแกนของโทรศัพท์มือถือยี่ห้อหนึ่ง “แค่ไม่ท้อ ชีวิตก็วิ่งต่อได้”

ก่อนวันแข่งจริง ผมใช้เวลาฟิตซ้อมวิ่งอยู่หลายเดือน เดือนแรกๆ วิ่งไปได้แค่ 5 กิโล ก็เหนื่อยหอบแล้ว แต่พอทำได้บ่อยเข้าจนแตะหลัก 10 สัก 2-3 ครั้ง ผมเริ่มรู้สึกมั่นใจว่าตัวเองน่าจะทำได้เกินกว่ามินิมาราธอน เอาวะ ไหนๆ ก็เห็นเพื่อนคนโน้นคนนี้ที่รู้จักหลายคนลงวิ่งฮาล์ฟ ผมงี้วู่วามรีบลงทะเบียนล่วงหน้าทั้งๆ ไม่รู้ว่าตัวเองจะทำได้ไหม แต่ก็จะขอลองดูสักตั้ง ก่อนที่จะตัดสินใจแขวนรองเท้าขึ้นหิ้งเพราะกลัวว่าเข่าจะพังซะก่อน

โชคดีที่ผมได้ทดลองลงวิ่งมินิ (10 กม.) ที่งาน The Empire Tower Run ก่อน Bangkok Marathon อยู่ 1 เดือน ผมทำเวลาได้ดีพอสมควร ประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที ทีนี้ค่อยเบาใจขึ้นมาหน่อยว่าน่าจะพอเอาอยู่ ยิ่งใกล้วันแข่งเข้ามา ผมพยายามทำลายสถิติของตัวเองให้ได้มากที่สุดเพื่อจะประมาณกำลังตัวเอง จำได้ว่า 1 อาทิตย์ก่อนแข่ง ผมซ้อมวิ่งได้ไกลสุดคือ 15 กิโลเมตร แค่นี้ก็เหนื่อยอ้วกแล้ว เลยกะว่าอีก 5 กิโลสุดท้ายคงต้องไปลุ้นในวันจริง where where is where where ได้รับแพ็คเกจและเหรียญมาล่วงหน้าแล้ว งานนี้สู้ไม่มีถอย

IMG_3788IMG_4028

chai_bkkmarathon

คืนก่อนวันแข่งจริง ผมงี้แทบนอนไม่หลับ ต้องตั้งนาฬิกาปลุกตั้งแต่ตีสาม เพื่อไปให้ถึงสนามหลวงก่อนเวลาตีสี่ (อะไรมันจะเช้าขนาดนี้วุ้ย) จู่ๆ น้องโจ้คนที่จัดแจงสมัครให้ปีก่อนก็โทรมาบอกว่า “พี่ผมคิดว่าผมลงวิ่งฮาล์ฟกับพี่ไม่ไหว ร่างกายมันไม่พร้อม พี่วิ่งล่วงหน้าไปก่อนเลย ผมขอลงมินิก็พอ แล้วเจอกันที่เส้นชัย” ปากก็บอกน้องว่าไม่เป็นอะไร เอาที่สะดวก แต่ในใจคิดว่า “ฉิบหายแล้วเมิง งานนี้คงต้องท่องคาถา ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน สถานเดียว”

ในความโชคร้ายยังมีความโชคดี ตอนกำลังวอร์มร่างกายอยู่ เจอเพื่อนอีกกลุ่มนึงมาวิ่งฮาล์ฟเหมือนกัน น้องคนนึงในกลุ่มชื่อสองเห็นท่าตาแก่นี่ดูรนพิลึก แถมเป็นการวิ่งเป็นฮาล์ฟครั้งแรก เลยตัดสินใจอยู่วิ่งประคองไปเป็นเพื่อน ขอบคุณจริงๆ ที่ทำให้ 15 กิโลแรกของพี่ผ่านฉลุย ทันทีที่ปล่อยน้องเขาวิ่งไปตามที่ชอบที่ชอบใน 5 กิโลสุดท้าย จอมมารดำขาวเริ่มสิงเข้าร่าง อาการประมาณลมปราณใกล้จะแตกซ่าน

ฝ่ายขาวกระซิบข้างหูว่า “นายต้องทำได้ นี่ก็เกินครึ่งทางแล้ว ถ้านายทำสำเร็จครั้งนี้ ฉันจะให้นายกลับไปวิ่งแค่มินิพอ โอเคมั๊ย”

ฝ่ายดำศอกกลับว่า “เมิงคิดว่าเจ๋งเหรอ อายุก็ปูนนี้แล้ว มาทรมานสังขารทำไมว้า ไม่มีใครมายินดียินร้ายกับเมิงหรอก ไม่ว่าเมิงจะวิ่งหรือเดินเข้าเส้นชัย”

ทันใดนั้นเพลงใน iPhone ก็ดังขึ้นมา ทำให้ทั้งจอมมารดำและขาวเงียบหุบปากไปตลอดระยะเวลากว่า 4 นาที เพื่อความสมจริง ผมขอนำคลิปเสียงนี้มาเปิดประกอบเรื่องเล่า เพราะมันคือเพลงที่ผมเคยร้องอัดไว้เมื่อหลายปีก่อน เสียงอาจจะกระท่อนกระแท่น ร้องเพี้ยน ผิดคีย์ไปบ้าง แต่เพลงนี้แหละที่ทำให้ผมวิ่งต่อไปได้อีกตั้ง 5 กิโล

เอาละครับผ่านมาแล้ว 20 กิโล พอเห็นป้ายบอกทางอีก 1 กิโลเดียวเท่านั้น ขาที่ใกล้จะหมดแรง กลับมีแรงส่งขึ้นมาอีกครั้ง เวลาผ่านไปอีกประมาณเกือบ 10-15 นาที ทำไมมันยังไม่ถึงอีกวะ(ครับ) แทนที่จะเจอ FINISH LINE ดันเจอป้ายอีก 1 กิโล นี่อะไรกันแว้ หลอกให้ชายวิ่งเกินฮาล์ฟแล้วนะคร้าบ กิโลสุดท้ายนี่หินจริงๆ วิ่งต่อไม่ไหวแล้วเว้ยเฮ้ย คงต้องวิ่งสลับกับหยุดเดิน เพราะแรงขามันใช้เกินโควต้าไปแล้ว พอหันไปดูนาฬิกานี่มัน 2 ชั่วโมงจะครึ่งแล้ว ถ้าเราหยุดพักตอนนี้มีหวังเข้าเส้นชัยเกิน 3 ชั่วโมงแน่ๆ

3 2 1 ผมรวบรวมพลังหมูบ้า แล้วรีบถีบเท้าวิ่งต่อไปโดยไม่คิดชีวิต ในที่สุดก็ถึงเป้าหมายในเวลา 2 ชั่วโมง 46 นาที เข้าเส้นชัยในอันดับรวมที่ 2,568 หรือคนที่ 555 ในกลุ่มอายุเกิน 40 ปี ผมทำสำเร็จแล้ว ไชโย ไชโย

Bangkok Marathon Certificate

ผมได้เรียนรู้อะไรมากมายจากการแข่งขันในครั้งนี้ ผมรู้ดีว่าผมไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะเป็นนักวิ่ง แต่ถ้าตั้งใจหมั่นฝึกซ้อม ผมเชื่อว่าใครๆ ก็ทำได้เหมือนผม ขอบคุณมิตรภาพทั้งในสนามและนอกสนามที่ทำให้รู้ว่าคำพูดให้กำลังใจมันมีค่ามากสำหรับการพิชิตเป้าหมายที่ท้าทายครั้งนี้ ผมไม่รู้ว่าผมจะวิ่งไปได้ไกลกว่านี้รึเปล่า มันเป็นเรื่องของอนาคต แต่ที่ผมรู้ว่าผมพึงพอใจกับผลในปัจจุบันมากๆ

หากว่าคุณมีความฝัน จงอย่าเพียรหาข้ออ้างให้คุณอยู่กับที่ แต่จงหาเหตุผลดีๆ สักข้อที่ทำให้คุณได้เริ่มลงมือทำ ผลแพ้ชนะอาจไม่สำคัญเท่ากับใจของคุณที่ไม่คิดยอมแพ้ก่อนลงสนามจริง

IMG_3917
เพื่อนร่วมฮาล์ฟ คุณต้น อาร์ม และสอง

 

IMG_3949
เพื่อนร่วมสนามแข่ง คุณต้น สอง ยุ้ย และแบงค์
IMG_3947
ก็เก็บภาพเป็นที่ระลึกว่า ไช้ทำได้

“You can’t IMAGINE how much you are capable of until you REACH the finish line.”

คุณคงคิดไม่ถึงว่าคุณสามารถได้มากแค่ไหนจนกว่าคุณจะได้สัมผัสเส้นชัยที่ปลายทาง

Leave a Reply

%d bloggers like this: