ไช้ชวนชิม Sireena อาหารอิตาเลียนสัญชาติไทย ฝีมือไม่แพ้ร้านต้นตำรับ

เมื่อประมาณ 3 เดือนที่แล้ว ไช้ชวนชิมได้มีโอกาสแวะไปทานอาหารที่ร้านอิตาเลียนแห่งหนึ่งที่เขาใหญ่ บอกได้เลยว่าเซอร์ไพรส์มาก เพราะไม่คิดว่าจะมีร้านอาหารอิตาเลียนดีๆ ซ่อนตัวอยู่มุมมืดของถนนธนะรัชต์ ป้ายร้านก็ไม่ค่อยเด่นชัด แถมชื่อร้านเดิมยังใช้ว่าบ้านทิว ถ้าไม่ใช่คนแถวนั้นคงคิดว่าเป็นร้านอาหารไทยแน่ๆ ปรากฎว่าที่นี่เสิร์ฟอาหาร Homemade Italian ล้วนๆ ครับ ที่ไม่น่าเชื่ออีกอย่างคือเชฟเป็นคนไทย แม้ผมจะไม่ใช่นักชิมลิ้นทองคำ แต่ก็บอกได้ตามสัญชาตญาณว่าวัตถุดิบและรสชาตินั้นดีเทียบเท่าหรือมากยิ่งกว่าร้านอาหารอิตาเลียนชื่อดังตามโรงแรมและศูนย์การค้าชั้นนำซะอีก ครั้งนั้นได้ทานไปสัก 5-6 เมนู ก็เลยสรุปได้ว่าร้านนี้เด่นเรื่องสเต็กและพิซซ่า เมื่อมีโอกาสได้กลับไปเที่ยวที่เขาใหญ่ ต้องแวะกลับไปทานที่นั่นอีกแน่นอนครับ (โทรจองโต๊ะได้ที่เบอร์นี้ครับ 080-211-1169, 081-868-5060 เปิดทุกวันยกเว้นวันอังคารครับ คลิ๊กที่นี่เพื่อดูแผนที่ร้าน)

สำหรับวันนี้ผมได้รับคำเชิญจากเจ้าของร้านให้ลองมาเทสต์อาหารที่ร้าน Sireena สาขาถนนพัฒนาการ ซึ่งเป็นสาขาที่เพิ่งเปิดได้ยังไม่ถึงครึ่งปีเลย ก็เลยขออนุญาตแบ่งปันเรื่องเล่าเคล้าน้ำลายให้เพื่อนๆ ได้ติดตามความอร่อยกันแบบชิดขอบจอ สัญญาว่าจะให้ข้อมูลที่เป็นจริงและเป็นธรรมทั้งต่อร้านค้าและผู้บริโภคให้มากที่สุดครับ

P9231920

Chaichuanchim’s Recommended Menu

จากที่ได้ลองทานอาหารไปร่วม 8 จาน ทั้ง Soup, Salad, Pasta, Main Course และ Dessert (ขาดแต่ Pizza ถ้าได้ทานหมด มีหวังจุกไปถึงกลางคืนเป็นแน่แท้) ไช้ชวนชิมขออนุญาตวิจารณ์ความอร่อยเรียงตามลำดับความชอบและรสนิยมส่วนตัวดังนี้นะครับ

เหตุผล 3 ข้อที่ทำให้ผมยก Whole Sea Bass Oven Baked in Lemon & Salt (680 บาท) ให้เป็นเมนูจานโปรดของไช้ชวนชิมก็คือ ข้อแรก เป็นปลากะพงขาวนำเข้ามาจากออสเตรเลียนำไปอบทั้งตัวด้วยเกลือและใบไธม์ ตัวปลามีความสดและน้ำหนักกำลังดี (ประมาณ 310 กรัม) ข้อสอง รสชาติดีปราศจากกลิ่นคาวปลา เมื่อได้โรยเกลือลงไปนิดหน่อยกับผิวเลมอนสับ แล้วกินคู่กับผักขมและมันฝรั่ง เรียกได้ว่ารสชาติละมุนลงตัวสุดๆ และข้อสามคือ presentation ของจานนี้ถือว่ามีสีสันน่าดึงดูดทีเดียวครับ หรือคุณจะปฏิเสธ ^_^

P9231943อีกจานที่อลังการไม่แพ้กันก็คือ Tuscany Style Oven Roasted Lamb Rack (1800 บาท) ซี่โครงแกะ Full Rack มี 8 ซี่นำไปอบระดับ Medium ไม่สุกหรือดิบเกินไป ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย Rosemary และราดด้วยน้ำเกรวี่ที่ใช้เวลาเคี่ยวนานหลายชั่วโมง สำหรับคนที่ชอบทานเนื้อแกะ บอกได้เลยว่าคุณจะไม่ผิดหวัง เพราะนอกจากจะไม่ได้กลิ่นสาบหรือคาวของเนื้อแกะแล้ว texture ของเนื้อมันยัง Juicy สามารถรับรู้ได้ทั้งความหอมเค็มมันเมื่อทานคู่กับเกรวี่ ผัก/มันฝรั่งที่เสิร์ฟมาข้างเคียงกัน เสียดายที่ผมเป็นคนไม่ทานเนื้อวัว ไม่งั้นคงได้มาบอกเล่าว่าเนื้อ Wagyu-Rib-Eye กับ Tamahawk มันรสชาติดีแค่นี้ ผมขอละไว้ให้คุณผู้อ่านได้พิสูจน์ด้วยตัวเองครับ

P9231938

ก่อนจะเร่ิมอาหารจานหลัก อย่าลืมลองทานซุปและผักสลัดด้วยนะครับ ถ้าให้เลือกระหว่าง  ซุปกุ้ง Lobster Bisque (180 บาท) และซุปต้นหอมและมันฝรั่ง Leek and Potato Soup (140 บาท) ผมเชียร์ถ้วยแรกมากกว่า ได้เนื้อได้น้ำและรสชาติของกุ้งแบบเต็มๆ ช้อนตักขึ้นมามีเนื้อกุ้งชิ้นเบ้งๆ ติดขึ้นมาด้วย ไม่ใช่เศษหัวกุ้งเหมือนของหลายๆ ที่ แม้รสชาติจะลงตัวตามแบบฉบับซุปกุ้ง แต่ผมก็ยังว่าน้ำซุปยังดูเหลวไปนิดนึงครับ แอบไปสืบสูตรลับของร้านนี้มา จึงได้รู้ว่าซุปทุกชนิดของที่นี่จะไม่ใส่แป้งเพื่อเพิ่มความเหนียว หรือเติมน้ำตาลเพื่อเพิ่มความหวานเลย เอาเป็นว่าทั้งฟักทอง กุ้ง เห็ด และมันฝรั่งนั้นหวานด้วยตัวมันเอง ถ้าจะติอีกนิดคือเรื่องขนมปังที่ทานคู่กัน มันมีเนื้อสากและแข็งไปหน่อย ถ้าได้ทานคู่กับ baguette อุ่นร้อนๆ จะเข้ากันกว่าครับ

ส่วนตัวเมนูสลัดนั้นอร่อยกันคนละแบบ ผักสลัดทั้งหมดเดินทางมาไกลจากฟาร์มผักปลอดสารพิษที่เขาใหญ่ Grilled Imported Portabello Mushroom with Argula Leaves in Balsamic Dressing (320 บาท) นั้นอยู่ใน Chef’s Special Menu มีความพิเศษตรงที่ได้ทาน Rocket Salad คู่กับเห็ดย่างที่หาทานได้ยาก ส่วน Sea Crab Salad (280 บาท) นั้นจะมีรสชาติใกล้เคียงกัน เพราะใช้ Balsamic Dressing ราดเหมือนกัน ถ้าเทียบสองจานนี้ผมชอบจานที่มีเห็ดมากกว่าครับ

P9231930

P9231916

P9231925

P9231926

อีกหนึ่งใน Chef’s Special Menu คือ Sautee’d Mussels, Manila Clams and Coral Octopus with Garlic, Chilli and Basil Ragout  (380 บาท) เป็นการนำเอาหอยแมลงภู่ หอยลาย และหนวดปลาหมึกไปตุ๋นปรุงรสด้วยซอสมะเขือ กระเทียม พริก และโหระพา เสียดายวันนั้นไม่มี Manila Clams หน้าตาคล้ายหอยตลับบ้านเรา จึงไม่สามารถบอกหน้าตาและรสชาติได้ สำหรับเมนูนี้ ผมชอบน้อยกว่าเมนูอื่น เพราะโดยส่วนตัวเป็นคนไม่ชอบทานหนวดปลาหมึกเพราะมันหยึ๋ยๆ ไปหน่อย ส่วนหอยแมลงภู่นั้นอร่อยใช้ได้เลย ไม่ Overcooked ถ้าเป็นไปได้อยากให้ตัดความข้นและเค็มของตัวซอสมะเขือออกไปหน่อย เข้าใจว่าอาจเกิดจากกรรมวิธีในการตุ๋นที่ใช้เวลานานไปนิดเลยทำให้ซอสมันเข้มข้นเกินพิกัด

P9231952

 

ถ้าได้ทานอาหารอิตาเลียนแล้วไม่ได้ลองพาสต้าเหมือนกับมาไม่ถึง โดยปกติผมจะเป็นคนชอบทานสปาเก็ตตี้กับซอสเพสโต้เป็นหลัก ชอบมากกว่าซอสมะเขือและคาโบนาราเสียอีก แต่วันนี้ได้ลองเมนู Spaghetti in Black Ink Seafood Sauce (320 บาท) ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน Signature Menu ของร้าน ก็ต้องขอชมกันซื่อๆ ว่าลวกเส้นได้ Al Dante คือเหนียวหนึบกำลังดี ส่วนเรื่องรสชาตินั้นครบเครื่องเรื่อง Black Ink จะมีหลุดไปเล็กน้อยก็ตรงที่หน้าตามันเพี้ยนไปหน่อย ตัวซอสหมึกดำจับตัวเป็นก้อนไต ถ้ามันเงาและเนียนกว่านี้จะสมบูรณ์แบบมากๆ ครับ

P9231958

ผมขอปิดท้ายมื้อนี้ยั่วน้ำลายด้วยของหวานยอดนิยมของคนไทยนั่นคือ Chocolate Lava with Vanilla Ice Cream (220 บาท) แป้งด้านนอกของตัวเค้กถือว่าใช้ได้เลย กรอบหอมกลิ่นช็อคโกแล๊ต ส่วนตัวลาวาก็น้ำแตกได้ใจ เพียงแต่ตัว Liquid ถ้ามันมีสีเข้มและเติมรสชาติขมของ Dark Chocolate เข้าไปหน่อยจะช่วยตัดหวานได้ดีมาก ทั้งนี้เพราะตัวไอศกรีมวนิลาก็มีรสชาติหวานอยู่แล้ว

P9231963

สรุปโดยรวมก็ถือเป็นอีกหนึ่งมื้อที่ฟินมาก เนื่องจากไม่ใช่อาหารสำหรับรูปปรุงรสแนวอุตสาหกรรม ก็อาจจะมีแกว่งมีเพี้ยนอยู่บ้าง แต่ก็ถือเป็นเสน่ห์ของอาหารโฮมเมด ทั้งหลายทั้งปวงยังขึ้นอยู่กับความนิยมชมชอบของลูกค้าแต่ละท่านด้วย สำหรับผมขอจัดให้ร้าน Sireena Italian Restaurant เป็นหนึ่งในร้านอาหารอิตาเลียนที่ควรค่าต่อการลิ้มลอง

Overall Scores

ร้าน Sireena Italian Restaurant เป็นร้านอาหารอิตาเลียนสไตล์โฮมเมดที่อาจดูไม่สวยงามจากภายนอก แต่ถ้าลิ้มลองรสชาติอาหาร และเข้าใจแหล่งที่มาของวัตถุดิบและกระบวนการปรุง จะต้องอึ้งและเห็นคล้อยตามกันว่าอาหารทุกจานคือคุณค่าที่คุณคู่ควร

ด้านความหลากหลายของเมนู 9/10 (ถือว่ามีเมนูให้เลือกมากพอสมควร Appetizer มีให้เลือก 12 อย่างเช่น พาร์มาแฮม ฟัวกราส์ ไส้กรอกรวม พัฟใส้เห็ดพอร์ชีนี่, Soup มีให้เลือก 4 อย่าง ได้แก่ ซุปกุ้ง ฟักทอด เห็ด และซุปต้นหอม-มันฝรั่ง, Salad มีให้เลือก 5 ชนิด ได้แก่สลัดสาหร่าย สลัดปู ร็อกเก็ต ทูน่า และมอสซาเรลล่ากับมะเขือเทศ พาสต้ามีให้เลือกประมาณ 10 ซอส ริซอตโต้อีก 4 พิซซ่า 20 หน้า เมนคอร์สเน้นเป็นพวกสเต็ก แกะ ไก่ ปลา กุ้ง และยังมีเมนู Chef’s Special อีกประมาณ 5 อย่าง เมนูมีคำอธิบายทั้งไทยและอังกฤษ เพียงแต่ไม่มี picture menu มาให้ดูประกอบ ถ้าอยากได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมประกอบการตัดสินใจ แนะนำให้ถามเจ้าของหรือพนักงานในร้านครับ

คุณภาพวัตถุดิบ 10/10 (ถ้าเปรียบเทียบกับร้านอาหารทั่วไป ถือว่าร้านนี้ค่อนข้างพิถีพิถันกับการเลือกแหล่งที่มาของวัตถุดิบชั้นดี ถ้าเป็นเนื้อ Rib-eye, Lamb Rack, Sea-bass นี่จะต้องมาจากออสเตรเลีย หอยเชลล์ยักษ์จากฮอกไกโด Manila Clam จากสหรัฐอเมริกา จากที่ลองทานเมนูเด็ดหลายเมนูของร้านก็ขอยืนยันว่าวัตถุดิบของเขานั้น 5 ดาวจริงๆ ขึ้นชื่อว่าปลาเหมือนกันแกะเหมือนกัน ก็ใช่ว่าจะทำออกมาได้รสชาติเหมือนกัน เคล็ดลับความอร่อยอันดับต้นๆ ของการทำอาหารชั้นดีคือการเลือกของสดจากแหล่งวัตถุดิบที่มีคุณภาพ สิ่งนี้คือตัวตัดสินว่าจานนี้จะได้ไปต่อหรือไม่

รสชาติอาหาร 8/10 (นอกจากวัตถุดิบชั้นดีแล้ว เบื้องหลังของอาหารที่อร่อยอีกอย่างคือความเสถียรของฝีมือเชฟที่ปรุงให้ทุกอาหารทุกจานและทุกมื้ออร่อยอย่างเสมอต้นเสมอปลาย หลายจานที่ได้ทานไปวันนี้ก็ถือว่าสุดยอดแล้ว แต่เชื่อว่าถ้าพัฒนาปรับปรุงไปเรื่อยๆ ทุกจานต้องอร่อยแบบลูกค้าต้องยอมยกธงให้เลยทีเดียว)

ความคุ้มค่า 8/10 (บางเมนูอาจจะแพงกว่าที่คิด เพราะเราไม่ทราบที่มาของวัตถุดิบ ในวันธรรมดาทั่วไป ลูกค้าอาจจะอยากทานอะไรง่ายๆ อย่างซุปสลัด พาสต้า และพิซซ่าสักถาด แต่ถ้าวันไหนเป็นวันพิเศษที่อยากฉลองกับคนพิเศษ ก็เชิญจัดไปกับเมนคอร์สชั้นดี ซึ่งราคาเฉลี่ยจะตกอยู่ที่ 700 กว่าบาทต่อจาน สำหรับคนที่เป็น Fine Diner, Premium Food Lover ขอบอกได้เลยว่าคุ้มค่ามากๆ แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ทานอาหารอิตาเลียนแบบ Mainstream คุณอาจจะคิดว่ามื้อนี้แพงเกินไป คือถ้ายอมจ่ายเป็นหลัก 1,000 บาทต่อหัว ลูกค้าอาจคาดหวังเรื่องบรรยากาศ ความหรูหรา ความเป็นส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย)

การบริการ 8/10 (มีน้อยร้านที่เจ้าของร้านจะเป็นคนคอยกำกับดูแลทุกกระบวนการ สำหรับลูกค้าประจำคุณจะได้รับความเป็นกันเองชนิดที่หาได้ยากจากร้านทั่วไป)

บรรยากาศ 7/10 (ร้าน Sireena อาจจะไม่โดดเด่นเรื่องการตกแต่งบรรยากาศร้านให้น่ารื่นรมย์ โรแมนติค สไตล์คนเมือง แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบเสพย์อาหารชั้นดีที่ปราศจากการแต่งองค์ทรงเครื่องที่มากเกินความจำเป็นแล้ว ร้าน Sireena ถือว่าตอบโจทย์ข้อนี้ได้ดีครับ)

P9231968

P9231966

Reservation

สถานที่ตั้ง:  2996 ถนนพัฒนาการ แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพฯ 10250(อยู่ในโครงการ Pattio ประมาณซอย 60 ถ้าขับมาจากถนนเพชรบุรีตัดใหม่ให้ตรงขึ้นมาเรื่อยๆ ข้ามสะพานมาจนมากลับรถที่หน้าซอย 68 แถวตลาดสด โครงการจะอยู่ใกล้สำนักงานเขตฯ เลี้ยวซ้ายเพื่อหาที่จอดรถภายใน community mall ซึ่งมีกาแฟวาวีตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน)

เวลาเปิดร้าน: เปิดทุกวัน (เว้นวันจันทร์) เวลา 11:00-22:00 น.

เบอร์โทร: 084-115-8888, 095-542-6267

เวบไซต์: http://www.facebook.com/sireena-phattanakan

แผนที่: คลิ๊กที่ลิงค์นี้

ราคาโดยเฉลี่ยต่อหัว: 400 บาท++ (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทอาหารที่สั่งด้วย)

Italian & More

ใครที่ชื่นชอบอาหารอิตาเลียนและอาหารนานาชาติแนววิจิตรบรรจง ไช้ชวนชิมขอแนะนำให้ไปลองที่ร้านดังต่อไปนี้ครับ สามารถอ่านรีวิวจากบทความที่ผมเคยเขียนก่อนหน้านี้ได้โดยการคลิ๊กลิงค์ด้านล่างนี้ครับ

  • Ciao (ทักทายแบบอิตาเลียน ร้านอาหารที่คุณวางใจย่านพระราม 3)
  • La Bottega di Luca (อาหารอิตาเลียน homemade ที่รสชาติและฝีมือไม่ธรรมดา)
  • Cuisine de Garden ที่เชียงใหม่ (อาหารฟิวชั่นนานาชาติที่เลิศหรูอลังการ ด้วยการบริการที่เป็นเลิศ)
  • Issaya Siamese Club (อาหารไทยฟิวชั่นสไตล์เชฟเอียน)
  • Supanniga Eating Room (อาหารไทยไม่ฟิวชั่น รสดั้งเดิม อร่อยต้นตำรับผู้ดีชาววัง)

Leave a Reply

%d bloggers like this: