ทางออกประเทศไทยสู่ความยั่งยืนของธุรกิจชุมชน

SE Asia Growthเมื่อตอนยังเป็นนักเรียนสวมเสื้อขาวใส่กางเกงขาสั้น ผมได้ยินคุณครูบอกว่าประเทศไทยจะไปเป็น NIC (Newly Industrialized Country) เรากำลังวิ่งไล่กวดประเทศ ฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และไต้หวัน ทั้ง 4 ประเทศนี้ถือเป็นประเทศต้นแบบที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูงในยุคนั้น จากประเทศเกษตรกรรม เราหันมาพัฒนาภาคอุตสาหกรรมเพื่อยกระดับความเจริญรุ่งเรืองให้เทียบเท่ากับนานาประเทศ ผมไม่รู้หรอกว่าเรากลายเป็น NIC ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่สิ่งที่ผมรู้คือตอนนี้ประเทศไทยยืนอยู่ที่ตรงไหนในอาเซียน แม้เศรษฐกิจของเราจะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 รองแค่ประเทศสิงคโปร์ บรูไน และมาเลเซีย แต่เราต้องคอยจับตาดูประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม และพม่า เพราะนอกจากจะเป็นประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตของ GDP สูงเกิน 5% แล้ว ยังเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ  (Foreign Direct Investment) สูงอีกด้วย

บทเรียนกับการเติบโตที่ผ่านมา

เวลาผ่านไปเร็วเหมือนโกหก เราคนไทยต่างค่อยๆ ปรับตัวจนเคยชินกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างไม่รู้ตัว ผลพวงจากการที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอดีตที่ผ่านมา ทำให้ผู้คนบางกลุ่มเริ่มมีฐานะการเงินที่ดีขึ้น บ้างก็ร่ำรวยอย่างผิดหูผิดตาจากธุรกิจซื้อที่เก็งกำไร จนกระทั่งวันที่รัฐบาลตัดสินใจประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ในปี 2540 ความฝันที่กำลังเบ่งบานกลับกลายเป็นเสียงสะอื้นที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก “เงินของฉันหายไปไหน?”, “งานของฉันหายไปไหน?”, “ธุรกิจของฉันหายไปไหน?”, “เพื่อนของฉันหายไปอยู่ไหน?”

จากวิกฤตการณ์การเงินในเอเชีย (วิกฤตต้มยำกุ้ง) ในปี 2540 ทำให้รู้ว่าเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยองค์กรขนาดใหญ่และพึ่งพิงการนำเข้าและส่งออกนั้นมีความเสี่ยงต่อความผันผวนสูง ช่วงขาขึ้นก็พุ่งเร็วแบบยั้งไม่อยู่ แต่ช่วงขาลงก็ร่วงกรูดลงมาจนแทบตั้งตัวไม่ทัน ในเวลานั้นประเทศไทยมีภาระหนี้สาธารณะซึ่งทำให้ประเทศอยู่ในสภาพล้มละลายก่อนหน้าการล่มสลายของค่าเงิน

อีก 10 ปีถัดมาเรามาเจอ วิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ (วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์) ในช่วงปี 2550-2551 อีกครั้ง ครั้งนี้มีสาเหตุหลักมาจากความซบเซาของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกากอปรกับการกู้ยืมและการให้กู้ยืมที่มีความเสี่ยงสูง แม้ประเทศไทยจะไม่ได้รับผลกระทบมากเท่าวิกฤตครั้งก่อนเพราะสถาบันการเงินต่างถูกควบคุมโดยแบงก์ชาติให้มีการตั้งสำรองหนี้สูงเผื่อไว้แล้ว แต่ความตื่นตระหนกทำให้นักลงทุนพากันถอนเงินออกจากระบบและนำไปเก็บสะสมในรูปของสินค้าโภคภัณฑ์แทน จึงทำให้เกิดปัญหาวิกฤตราคาอาหารโลกและภาวะน้ำมันขึ้นราคา

วิกฤตทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมานี้แม้จะมีที่มาและสาเหตุแตกต่างกัน แต่ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมนั้นคล้ายคลึงกัน เมื่อธุรกิจประสบปัญหาอัตราการจ้างงานก็จะลดน้อยลงส่งผลให้รายได้ต่อครัวเรือนลดลงตามไปด้วย เมื่ออัตราการอุปโภค/บริโภคต่ำลงเพราะขาดกำลังซื้อ สุดท้ายก็ส่งผลกลับมาที่ความอยู่รอดของธุรกิจ แล้วทางออกของเรื่องนี้อยู่ที่ตรงไหน?

ประเด็นแรกคือบริษัทขนาดใหญ่ต้องมีระบบบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดี คือรักษาความสมดุลระหว่างอัตราการเติบโตของสินทรัพย์และความสามารถในการรักษาสภาพคล่องทางการเงินเพื่อรับมือกับสถานการณ์ความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ประเด็นที่สองคือการเร่งพัฒนาศักยภาพธุรกิจชุมชนให้มีภูมิคุ้มกัน สามารถเติบโตเป็นธุรกิจที่มั่นคงได้ในระยะยาว แม้จะเป็นเพียงธุรกิจไซส์จิ๋วแต่เอาเข้าจริงผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในปี 2555 นั้นมีมูลค่าสูงถึง 4,211,262.7 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 37.0 ของ GDP รวมทั้งประเทศ (อ้างอิงข้อมูลจากรายงานสถานการณ์และและตัวชี้วัดเชิงเศรษฐกิจของ สสว.) นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการจ้างงานจำนวนไม่น้อย หากได้รับการบ่มเพาะที่ดีแล้ว ธุรกิจชุมชนเหล่านี้จะสามารถพึ่งพาตนเองได้ และกลายเป็นรากฐานที่แข็งแรงของประเทศได้ในที่สุด

สรุปบทเรียนในวันนั้นสอนให้เรารู้ว่า “ธุรกิจชุมชนคือรากฐานความมั่นคงที่แท้จริงของประเทศ เราควรหันมาใส่ใจเพาะพันธุ์ธุรกิจขนาดเล็กและย่อมให้มีความกล้าแกร่ง เติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนกลายเป็นธุรกิจที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้และมีความยั่งยืนในที่สุด”

“เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเสมือนรากฐานของชีวิต รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน
เปรียบเสมือนเสาเข็มที่ถูกตอกรองรับบ้านเรือนตัวอาคารไว้นั่นเอง
สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็ม
แต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็มและลืมเสาเข็มเสียด้วยซ้ำไป”

พระราชดํารัสเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากวารสารชัยพัฒนา คือเครื่องเตือนสติให้เราคนไทย มีความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น มีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ และมีภูมิคุ้มกัน หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่นี่)

เรียนรู้และตั้งต้นใหม่

ที่ผ่านเราเฝ้าดูการเติบโตของประเทศอย่างคนช่างสงสัย ทั้งๆ ที่เรารู้ว่า SMEs คือรากฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทย แต่เรากลับปล่อยให้ธุรกิจชุมชนเติบโตอย่างโดดเดี่ยว ขาดการสนับสนุนอย่างจริงจัง ด้วยข้อจำกัดของงบประมาณและทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดทำให้วิสาหกิจชุมชนบางแห่งไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือจากทางภาครัฐ ถึงเวลาแล้วที่ภาคเอกชนจะร่วมกันแสดงสปิริต หยิบยื่นความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ ที่ทำให้เขาพึ่งพาตนเองได้

ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง เจ้าของธุรกิจคนหนึ่ง คุณคิดว่าคุณจะมีส่วนร่วมต่อภาระกิจหาทางออกให้กับประเทศไทยได้อย่างไร ลองคิดทบทวนกิจกรรมต่างๆ ที่ผ่านมาในอดีตแล้วทดไว้ในใจ ก่อนจะได้คำตอบที่ใช่ ผมอยากชวนคุณมาฟังวิธีคิดในแบบผม จะเชื่อหรือไม่ ไม่ว่ากัน ถือเป็นการแบ่งปันความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกันนะครับ

dhamma sustainability chart

ผมประยุกต์เอาหลักปรัชญาแบบพุทธมาผสมผสานกับแนวทางการบริหารธุรกิจเพื่อความยั่งยืนโดยตั้งชื่อแผนภูมินี้ว่า Dhamma Sustainability Chart แผนภูมินี้ช่วยอธิบายทิศทางในการดำเนินธุรกิจว่าองค์กรทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ควรวางบทบาทอย่างไร ต่อการเป็นผู้ให้และผู้รับโดยสมบูรณ์

จากรูปดังกล่าวจะเห็นได้ว่า บุญบารมีที่เกิดจากการให้ทาน ถือศีล และการภาวนานั้นจะน้อยหรือมากให้พิจารณาตามลำดับขั้นความยากง่ายในการปฏิบัติ เช่นเดียวกับหลักการบริหารธุรกิจ ประโยชน์ที่ได้จากการบริจาคย่อมน้อยกว่าการเป็นองค์กรที่มีหลักธรรมาภิบาล และการยึดถือแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ในอีกมิตินึง กิจกรรมเพื่อสังคมทั้งหลาย (Corporate Social Responsibility) แม้จะเป็นการแสดงออกซึ่งความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม แต่ส่วนใหญ่นโยบายต่างๆ นั้นล้วนเกิดจากจิตสำนึกที่ต้องการช่วยเหลือผู้อื่นโดยคำนึงถึงปัจจัยภายในขององค์กรมากกว่าความต้องการของชุมชน โรงงานอุตสาหกรรมร่วมรณรงค์รักษาป่าไม้ ห้วย หนอง คลอง บึง ก็เพราะว่าเขามีส่วนรับผิดชอบต่อมลพิษและการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ องค์กรขนาดใหญ่จัดสรรงบประมาณบางส่วนเพื่อสนับสนุนทุนการศึกษา รวมทั้งการบริจาคสิ่งของให้แก่ผู้ยากไร้ ซึ่งค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้

องค์กรขนาดใหญ่ได้รับประโยชน์มากมายทั้งทางตรงทางอ้อมจากการใช้ทรัพยากรภายในประเทศ บทพิสูจน์ต่อไปที่เราอยากเห็นคือองค์กรเหล่านั้นออกมาแสดงความรับผิดชอบด้วยการมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนรวมถึงการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างจริงใจและจริงจัง

เชื่อหรือไม่ว่าผู้บริโภคสมัยนี้ไม่ได้เลือกแบรนด์เพราะแบรนด์นั้นเพียงแค่ผลิตสินค้าดีมีคุณภาพเท่านั้น แต่เพราะแบรนด์นั้นดูดีในสายตาผู้บริโภค และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มซึ่งรวมถึง คู่ค้า ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม

เรื่องราวของการหาทางออกให้ประเทศไทยไม่ได้จบลงง่ายๆ เพียงแค่นี้ ครั้งหน้าผมจะนำกรณีศึกษาของโครงการเพื่อสังคมต่างๆ มาบอกเล่าสู่กันฟัง แล้วเราลองมาดูกันสิว่าเขามีวิธีคิดอย่างไรในการพัฒนาชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ก่อนจากไปขอฝากคลิปวีดีโอทิ้งท้ายเพื่อกระตุ้นจิตสำนึกของคนไทย ก่อนที่เราจะคิดเปลี่ยนประเทศไทย เราอาจต้องเร่ิมจากการเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมของตนเองเสียก่อน

มันไม่สำคัญว่าใครเป็นคนเริ่มก่อน

แต่มันสำคัญตรงที่คุณจริงจังแค่ไหนกับการมีส่วนร่วมในภาระกิจคิดดีทำดีเพื่อประเทศไทย

Leave a Reply

%d bloggers like this: