ประหยัดภาษีฉบับมนุษย์เงินเดือน ปี 2559 (ค่าลดหย่อนอัพเดทปีต่อปี)

สำหรับมนุษย์เงินเดือนทั่วไป หลายคนคงเคยตกอยู่สถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันคือ เงินช็อต หน้าที่การงานไม่รุ่ง มีปัญหากับนาย ซ้ำร้ายยังมีเรื่องดาวรักดาวเลิกเข้ามาแทรกอีกต่างหาก ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคน…อันนี้ผมขอไม่เข้าไปยุ่ง แต่ถ้าเป็นเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ แล้วล่ะก็ อันนี้พอจะช่วยกันได้บ้าง (ยกเว้นเรื่องยืมเงิน) ด้วยความที่เคยทำงานธนาคารมาก่อน เห็นคนเป็นหนี้มาก็มาก มนุษย์เงินเดือนบางคนไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าบริษัทหักเงินเราไปจ่ายภาษี สะสมเข้ากองทุนเท่าไหร่ ไม่เคยใส่ใจศึกษา ก้มหน้าก้มตาเสียภาษี แล้วมานั่งบ่นว่าทำไมปีนี้ต้องจ่ายภาษีเพิ่มด้วยล่ะครับ เอาเป็นว่าผมขอใช้ประสบการณ์เท่าที่พอมีอยู่บ้างในฐานะที่เคยทำงานเป็นลูกจ้างกินเงินเดือนเหมือนคนทั่วไป บอกเล่าสู่กันฟังถึงวิธีการในการทำให้มีเงินเหลือเก็บ แถมยังมีหลักประกันมากพอที่จะใช้ชีวิตในวัยก่อนเกษียณได้อย่างสบาย ๆ ใครอยาก Early Retire ต้องฟังทางนี้ครับ

“ถ้าผมออมได้ คุณก็ต้องทำได้เช่นกันครับ”

บทความนี้จะตอบคำถามคาใจของใครหลายคน ไม่ว่าจะเป็น “เก็บออมเดือนเท่าไหร่ถึงจะพอ?”, “ค่าลดหย่อนภาษีมีอะไรบ้าง?”, “LTF & RMF คืออะไร ใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินใจเลือกกองทุน?”, “ตกลงแล้วปีนี้ต้องเสียภาษีเท่าไหร่?”“ทำอย่างไรจึงจะมีอิสรภาพทางการเงิน?”

[อัพเดท ณ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2559]

Disclaimer: บทความนี้เขียนขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2555 พอมีคนแชร์มากเข้า เลยทำให้ผมต้องแวะเข้ามาอัพเดทบทความนี้ทุกปีเพื่อให้ข้อมูลเป็นปัจจุบันมากที่สุด หากมีประเด็นใดที่ไม่ถูกต้องหรือมีคำแนะนำเพิ่มเติม รบกวนช่วยคอมเมนต์กลับมาบอกกันนิดนึงนะครับ ขอบคุณหลายๆ ครับ

คิดได้ก่อน รวยกว่า

ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจกันนิดนึงว่าอะไรคือศัตรูที่ทำให้มนุษย์เงินเดือนทั่วไปใช้ชีวิตแบบหลังชนฝา ปากก็บ่นว่าอยากออกจากงานเพราะเบื่อ แต่จนแล้วจนรอดก็อยู่ยงคงกระพันมานานจนแทบนับปีไม่ถูก ก็เพราะกลัวเงินช็อตนี่เอง ถ้าไม่ถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง ถูกบริษัทอื่นซื้อตัวไปด้วยค่าตัวที่สูงขึ้น หรือไม่ก็มีคนมาขอ (แต่งงาน) ไปอยู่บ้านมหาเศรษฐี รับรองว่าอายุขัยในการเดินดินกินข้าวแกงนั้นยังอีกยาวไกล

ถ้าอยากมีชีวิตที่ดีกว่าคนทั่วไป คุณต้องเริ่มเข้าใจเรื่องการวางแผนการใช้ชีวิต และการวางแผนทางการเงิน ณ บัดนาว

วางเป้าหมายในชีวิต

คนทั่วไปใช้ชีวิตไปวันๆ มองแค่ระยะสั้นขอให้แค่มีเงินเหลือในบัญชี บางคนขนาดกินอยู่กับพ่อแม่ พอเงินเดือนออกแล้ว แทนที่จะได้เจียดบางส่วนให้กับบุพการี กลับเอาไปผลาญให้กับวัตถุมงคลทั้งหลายแหล่ ไม่ว่าจะเป็นเทพเจ้าหลุยส์ ตราประดับยศตระกูลแมคอินทอช แล้วอย่างนี้จะเหลืออะไรใช้ในวันข้างหน้า โดยปกติแล้วคนเราควรจะมีเป้าหมายหลัก ๆ ในชีวิตอยู่ด้วยกัน 4 เรื่อง เรื่องแรกคือการวางแผนเพื่อการเกษียณ, เรื่องที่สองคือการวางแผนการใช้ชีวิตหลังแต่งงาน ซึ่งรวมถึงแผนการศึกษาของบุตรด้วย ส่วนเรื่องที่สามคือการวางแผนเพื่อครอบครองสินทรัพย์ ตั้งแต่ของชิ้นใหญ่สุดคือบ้าน รองลงมาคือรถยนต์ จนมาถึงของใช้ที่จำเป็นทั่วไป และเรื่องที่สี่คือการวางแผนเพื่อความมั่งคั่ง ถ้าคุณพอมีคำตอบในใจเกี่ยวกับ 4 เป้าหมายนี้ คุณจะรู้ได้เลยในทันทีว่า เงินและสินทรัพย์ที่มีอยู่ในบัญชี อยู่ห่างจากความฝันในอนาคตมากน้อยขนาดไหน แล้วจะต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งนำไปสู่ประเด็นถัดมา นั่นคือ “การวางแผนการออมและการลงทุน”

ก่อนอื่นถ้าคุณอยากรู้ว่าสุขภาพทางการเงินของคุณเป็นอย่างไร ให้ลองทำแบบทดสอบนี้ (ทำแบบทดสอบและค้นหาโปรแกรมคำนวณต่าง ๆ ผ่านเวบของตลาดหลักทรัพย์)

แผนการออมและการลงทุน

157640648คำถามแรกคือเราควรมีเงินออมเท่าไหร่จึงจะเรียกว่าพอ คำตอบคือต้องมีไม่น้อยกว่าสิบเปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมดแล้วคูณด้วยอายุตัวเองในปัจจุบัน (1/10 x รายได้ทั้งปี x อายุ)

สมมุติว่าขณะนี้คุณมีอายุ 25 ปี ได้เงินเดือน ๆ ละ 25,000 บาท ดังนั้นคุณควรมีเงินออมอยู่ในบัญชีไม่น้อยกว่า 750,000 บาท (1/10 x 25,000 x 12 x 25) 10 เปอร์เซ็นต์ดูเหมือนไม่เยอะ แต่เพราะคุณอาจไม่ได้ออมตั้งแต่วัยเยาว์ ย่ิงช่วงวัยเรียนคงไม่ต้องพูดถึง บางคนใช้เงินอย่างเดียว ไม่เคยมีเงินเหลือเก็บ เพราะฉะนั้น เงิน 750,000 จึงเป็นอะไรที่ดูเยอะมากจนน่าตกใจ ผมเดาว่าคนในวัยนี้จะเหลือเงินในบัญชีอยู่แค่หลักหมื่นเท่านั้น (เว้นแต่กรณีที่พ่อแม่แอบใส่เงินเข้าไปในบัญชีให้) ในกรณีที่แย่กว่านั้นคือเหลืออยู่แค่หลักพันบาท น่าสงสารมากแต่ก็ยังไม่ถึงขั้นสายเกินไป เพราะถ้าคุณเริ่มเก็บวันนี้อัตราออมมันยังอยู่แค่ 10% ถ้ารอถึงอายุ 40 อัตราออมจะถูกดันขึ้นมาถึง 20% อายุ 50 ออมสุด ๆ 50% อย่าเพิ่งมารู้ตัวตอนแก่เลย มันอาจช็อคเอาง่าย ๆ นะขอบอก

คนฉลาดจะรู้วิธีในการหารายได้เสริม (ซึ่งได้จากการทำงาน และการลงทุน) และรู้วิธีในการลดค่าใช้จ่าย (ฉลาดซื้อ และฉลาดใช้) จะใช้ตัวช่วยหรือเครื่องมือไหนในการทำให้เงินงอกเงย อีกสักครู่เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง (โปรดอดใจรออีกหนึ่งอึดใจ) ส่วนวิธีการลดค่าใช้จ่ายนั้นเป็นเรื่องของวินัยและทัศนคติในการใช้เงิน คนที่ชอบซื้อของด้วยเงินในอนาคตจากการผ่อนชำระ และคนที่ชอบสร้างหนี้ด้วยการชำระแค่อัตราขั้นต่ำ 10% ของยอดหนี้บัตรเครดิต คนเหล่านี้อยู่ในข่ายเสี่ยงต่อการสภาวะล้มละลายทางการเงิน อย่าว่าจะเหลือเงินออมเลย อาจเป็นหนี้ท่วมหัวด้วยซ้ำ บัตรเครดิตนั้นมีคุณถ้าคุณเป็นคนที่รู้จักซื้อของตามโปรโมชั่น และรับส่วนลดจากสิทธิพิเศษจากร้านค้าและห้างสรรพสินค้า และถ้าเป็นไปได้ควรชำระเงินเต็มจำนวนด้วยการกันเงินสดออกมาต่างหากเพื่อชำระค่าบัตรเครดิตรายเดือน ซึ่งเหมาะกับคนที่มีเงินสะสมเหลือเกินอัตราเงินออม (Surplus) ใครที่รู้ว่าตัวเองไม่ค่อยมีวินัย แนะนำให้ใช้เงินสดหรือเดบิตคาร์ดแทน มีเท่าไหร่ใช้เท่านั้น ใช้มากจะยากนานนะครับ

วางแผนการเสียภาษี

คนชนชั้นกลางเป็นกลุ่มคนที่เสียภาษีมากที่สุด เพราะว่าแหล่งที่มาของรายได้นั้น157732955ชัดเจน ตรงไปตรามา เสียภาษีตามขั้นบันไดตั้งแต่ 0% เมื่อมีเงินได้ไม่เกิน 150,000 บาท (ต่อปี) จนถึงขั้นบนสุด 35% เมื่อมีรายได้เกินกว่า 4,000,000 บาท นายจ้างใจดี เขากลัวเราปวดหัวกับการคำนวณภาษี ก็เลยได้ทำการทยอยหักเงินภาษีเข้ารัฐแทนเราทุกเดือน พอถึงตอนสิ้นปีก็ต้องมานั่งลุ้นกันว่ามีปีนี้ต้องจ่ายภาษีเพิ่มเติม (หักไว้น้อยกว่าอัตราภาษีที่เราพึงต้องจ่าย) หรือว่ามีสิทธิ์ได้ภาษีคืน (หักไว้เกินเนื่องจากเรามีค่าลดหย่อนเพิ่มเติม)

มีข่าวดีมาบอกครับ ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นไป กรมสรรพากรได้เรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราที่ลดลงตามขั้นบันได และในปีหน้า (2560) อาจมีเฮขึ้นไปอีก เพราะค่าลดหย่อนสำหรับผู้มีรายได้จะถูกปรับจาก 30,000 บาทเป็น 60,000 บาท ของคู่สมรสก็เช่นกัน สำหรับตารางภาษีจะมีการปรับเฉพาะขั้นบันไดสุดท้ายคือคนที่มีรายได้อยู่ในช่วง 4,000,000-5,000,000 บาท อาจได้ประโยชน์จาการเสียภาษีอยู่ในฐาน 30% (รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้างภาษีปี 2560 อ่านได้ตามลิงค์นี้ครับ)

ในปี 2559 ให้ยึดตามตารางภาษีนี้ไปก่อนนะครับ เงินได้สุทธิต่ำกว่า 150,000 บาท/ปี ได้รับการยกเว้นภาษี จนเมื่อแตะเพดานบนที่ 4,000,000 บาท/ปี เฉพาะส่วนที่เกินจะถูกนำไปคิดในอัตรา 35%คำนว

เงินได้สุทธิต่อปี (หลังหักค่าลดหย่อนในปี 2559) อัตราภาษี
≤150,000 บาท ได้รับการยกเว้น
>150,000 – 300,000 บาท 5%
>300,000 – 500,000 บาท 10%
>500,000 – 750,000 บาท 15%
>750,000 – 1,000,000 บาท 20%
>1,000,000 – 2,000,000 บาท 25%
>2,000,000 – 4,000,000 บาท 30%
>4,000,000 บาท 35%

สมมุติว่าคุณมีรายได้ต่อเดือน 50,000 บาท (หรือ 600,000 บาทต่อปี หลังจากหักค่าลดหย่อนผู้มีเงินได้  30,000 บาท คุณจะมีรายได้สุทธิในการคำนวณภาษีอยู่ที่ 570,000 บาท) จากนั้นให้คุณคำนวณการเสียภาษีตามขั้นบันไดดังนี้ครับ 150,000 บาทแรก (0%), 150,001-300,000 บาท (5%=7,500 บาท), 300,001-500,000 (10%=20,000 บาท), 70,000 บาทที่เหลือ (15%=10,500 บาท) รวมแล้วจากฐานเงินเดือนที่ว่า คุณมีหน้าที่เสียภาษีเป็นเงิน (7,500+20,000+10,500=38,000 บาท) หากคุณมีค่าลดหย่อนเพิ่มเติมเช่นซื้อกองทุน LTF เป็นเงิน 70,000 บาท คุณจะประหยัดภาษีไปได้ถึง 10,500 บาท (27.6%) อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องมือในการลดหย่อนภาษีในหัวข้อถัดไป

คลิ๊กที่นี่เพื่อดาวน์โหลดโปรแกรมคำนวณภาษี

(ส่วนใครที่ต้องการทำความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อคิดในการออม การวางแผนการเงิน และการลงทุน ผมแนะนำเวบนี้เลยครับ www.aommoney.com หลายๆ Infographic นั้นเข้าใจง่ายดีครับ)

AomMoney Banner1

มาประหยัดภาษีกันดีกว่า

สมัยเป็นมนุษย์เงินเดือน ผมเคยเสียภาษีสูงสุดเป็นเงิน XXX บาท นี่ขนาดใช้สิทธิ์ค่าลดหย่อนเต็มอัตราศึกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเงินค่าลดหย่อนจากการเลี้ยงดูบุพการี เงินบริจาค กองทุนรวมทั้ง LTF, RMF, ประกันชีวิต และอื่นๆ อีกมากมายเท่าที่พอจะเสาะแสวงมาลดหย่อนได้ ผมจึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนหันมาทำความเข้าใจกันให้มากเกี่ยวกับเครื่องมือทางการเงินที่ทำให้คุณประหยัดเงินภาษีไปได้ปีละไม่ใช่น้อย

เคยมีอยู่ปีนึงที่อาจหาญขอเงินคืนภาษีเป็นหลัก XXX บาท งานนี้กรมสรรพากรถึงขั้นต้องขอพิสูจน์หลักฐานกันเลยทีเดียว ทำอย่างไรจึงจะได้เงินคืนภาษีด้วยการใช้สิทธิ์ลดหย่อนอย่างชาญฉลาด หรือว่าเสียภาษีให้สมเหตุสมผลที่สุด ที่นี่มีคำตอบครับ

ทำความรู้จักเกี่ยวกับค่าลดหย่อน

ในเบื้องต้นทุกคนน่าจะทราบกันดีว่ามนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ต้องยื่นแบบภาษี ภงด. 91 (มีรายได้จากแหล่งเดียว) เว้นแต่คุณเป็นพวกรับจ้างงานทำงานอิสระ มีรายได้เสริม หรือมีนายจ้างมากกว่า 1 แห่ง คุณต้องยื่นแบบภาษี ภงด. 90 สำหรับผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 40% แต่ต้องไม่เกิน 60,000 บาท ทีนี้ลองมาดูในรายละเอียดปลีกย่อยตามแผนภูมิ Mind Map ที่วาดขึ้นมาให้ดูกันง่ายๆ ว่ามีค่าลดหย่อนอะไรบ้างที่คุณสามารถหักได้บ้าง

TAX SAVING UPDATE

1. ผู้มีเงินได้: หักลดหย่อนได้ 30,000 บาท โดยถ้วนหน้ากัน (สำหรับพนักงานประจำที่มีรายได้ทางเดียว) แม้มูลค่าจะดูกระจิ๊ดริดไปหน่อย

2. คู่สมรส: หักลดหย่อนได้อีก 30,000 บาท สำหรับคู่สมรสที่ไม่มีรายได้ หากมีรายได้ ให้หักแยกคำนวณภาษีจะดีกว่า

3. บุตร: หักได้คนละ 15,000 บาท ไม่เกิน 3 คน รวมแล้วไม่เกิน 45,000 บาท, ถ้าศึกษาภายในประเทศได้เพิ่มอีกคนละ 2,000 บาท รวมแล้วเป็นคนละ 17,000 บาท

4. บิดามารดา: หักค่าลดหย่อนในการอุปการะเลี้ยงดูบิดาและมารดาที่มีอายุเกิน 60 ปี  ได้คนละ 30,000 บาท (แต่ว่าบิดาและมารดาต้องไม่มีรายได้พึงประเมินในปีภาษีนั้นเกิน 30,000 บาทขึ้นไป) ถ้าในกรณีที่ครอบครัวนั้นมีบุตรมากกว่า 1 คน และในความเป็นจริงต่างคนต่างช่วยกันดูแลบิดามารดาด้วยจำนวนเงินที่มากกว่านั้น ในทางภาษี จะมีบุตรเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถหักค่าลดหย่อนของบิดามารดาได้ อันนี้ต้องไปตกลงกันเอาเองระหว่างพี่น้องว่าจะให้โควต้าการลดหย่อนนั้นแก่ใคร

5. เบี้ยประกัน: หักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตได้ตามจริง แต่ต้องไม่เกิน 100,000 บาท และต้องเป็นการทำประกันที่มีความคุ้มครองเกิน 10 ปี สำหรับการทำประกันชีวิตแบบบำนาญ ผู้มีเงินได้สามารถซื้อได้เพิ่มเติมอีก 15% ของรายได้พึงประเมิน แต่ต้องไม่เกิน 200,000 บาท หากรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกบข. แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท หากเป็นการซื้อประกันสุขภาพให้กับบิดามารดา หักลดหย่อนได้ตามจริง แต่ไม่เกินคนละ 15,000 บาทเช่นกัน

6. เงินสะสม: ส่วนใหญ่เป็นการหักลดหย่อนจากการซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่สามารถซื้อและหักได้ตามจริง แต่ต้องไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี และยอดรวมไม่เกิน 500,000 บาท ส่วนการหักลดหย่อนจากการซื้อกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ก็คล้ายกันคือ 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี  และยอดทั้งหมดเมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) และกบข. จะต้องไม่เกิน 500,000 บาท (สรุปว่าเงินได้อื่นๆ ที่ได้รับการยกเว้นภาษีอยู่แล้วไม่สามารถนำมาคำนวณได้เหมือนปีที่ผ่านมา อยากทราบว่าเงินได้ประเภทไหนบ้างที่ได้รับการยกเว้นภาษี ตรวจสอบได้ที่นี่ครับ)

7. ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม: หักลดหย่อนได้เฉพาะดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัย (ไม่ใช่เงินต้น) โดยมูลค่าต้องไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งโดยปกติแล้วสถาบันการเงินจะเป็นผู้สรุปยอดเงินที่เราจ่ายจริงในช่วงปีที่ผ่านมา

8. ประกันสังคม: หักลดหย่อนตามจำนวนเงินที่บริษัทหรือนายจ้างหักไว้เพื่อเข้ากองทุนฯ (ไม่เกิน 9,000 บาท) อันนี้นายจ้างปกติก็จะทำสรุปมาให้ว่าระหว่างปีได้ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนไปแล้วเท่าไหร่

9. เงินสนับสนุนเพื่อการศึกษา: หักลดหย่อนได้ 2 เท่าของเงินที่จ่ายจริง แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินคงเหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว (หมายเหตุ: ในกรณีที่บริจาคให้กับสถาบันการศึกษา ให้ตรวจสอบว่าสถานที่บริจาคนั้นมีอยู่ในบัญชีรายชื่อสถานศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศกำหนดหรือไม่==> คลิ๊กตรวจสอบรายชื่อได้ที่นี่ ไม่เพียงเท่านั้นการบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ เพื่อการจัดหา จัดสร้างอาคาร วัสดุอุปกรณ์ และครู อาจารย์เท่านั้น==> ตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับประกาศกระทรวงได้ที่นี่)

10. เงินบริจาคทั่วไป: สามารถหักลดหย่อนเงินบริจาคได้ตามจริง แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินคงเหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว

[เพิ่มเติม อัพเดท ณ วันที่ 11 ก.ค. 2559]

11. การท่องเที่ยวภายในประเทศ: ค่าลดหย่อนภาษีทางการท่องเที่ยวให้กับบุคคลธรรมดา ในวงเงินไม่เกิน 15,000 บาท มีผลบังคับใช้ไปจนถึงปลายปี 2559 (เพิ่มอีกหนึ่งปี) หลักฐานที่ใช้ในการหักค่าลดหย่อน คือเอกสารที่เป็นการยืนยันว่าเราได้ชำระเงินให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยว หรือโรงแรมที่พัก เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ที่ระบุชื่อของเรา วัน/เดือน/ปี ที่ใช้บริการ ยอดเงิน (ตรวจสอบรายชื่อ ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวได้ที่นี่, ตรวจสอบรายชื่อ ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม ที่เราสามารถหักค่าลดหย่อนได้ที่นี่)

[เพิ่มเติม อัพเดท ณ วันที่ 11 ก.ค. 2559]

12*. การส่งเสริมการท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์: ในช่วงวันที่ 9-17 เม.ย. 2559 ที่ผ่านมา ใครที่สะสมใบเสร็จของร้านอาหาร (ที่สามารถออกใบกำกับภาษี) เอาไว้สามารถหักค่าลดหย่อนเพิ่มเติมได้อีก 15,000 บาท ปีที่ผ่านมามีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจคล้าย ๆ กันในช่วงส่งท้ายปลายปี แต่ปีนี้ดันออกมาในช่วงสงกรานต์ คงต้องมาลุ้นกันอีกทีว่าจะมี 3 เด้งหรือเปล่า (อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการนี้ได้ตามลิงค์นี้ครับ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2559)

13*. การส่งเสริมการช้อปช่วยชุมชน: พูดไม่ทันขาดคำ เด้งที่ 3 ก็โผล่มาแล้วครับพี่น้อง ครม. เพิ่งอนุมัติโครงการช้อปช่วยชุมชน โดยตลอดเดือนสิงหาคมนี้ (1-31 ส.ค.) นักช้อปทั้งหลายที่ซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการชุมชน (OTOP) สามารถนำใบเสร็จมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15,000 บาท แต่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการจะต้องมีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ยิงทีเดียวได้นก 2 ต่อเลย คือกระตุ้นให้คนออกมาใช้เงิน และกระตุ้นให้ผู้ประกอบการนอกระบบไปขึ้นทะเบียนเพื่อรักษาสิทธิ์นี้ 

ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าลดหย่อนในแต่ละประเภทได้จากเวบไซต์ของกรมสรรพากร (http://www.rd.go.th)

เมื่อรู้แล้วว่าค่าลดหย่อนของแต่ละท่านมีอะไรบ้าง ลองรวบรวมตัวเลขแล้วนำไปกรอกในโปรแกรมคำนวณภาษีข้างต้น ทีนี้ก็ได้รู้กันว่าคุณยังสามารถวางแผนลดหย่อนภาษีอะไรได้เพิ่มเติมมั้ยในเดือนธันวาคม และสุดท้ายแล้วตกลงคุณต้องเสียภาษีเพิ่มหรือได้เงินภาษีคืน

กรณีศึกษา: พลาดมาก่อน จึงมาบอกเล่าสู่กันฟัง

ถ้าคุณอ่านมาถึงจุดนี้แล้วยังไม่เข้าใจว่าอะไรบ้างที่สามารถนำมาใช้เป็นลดหย่อนได้บ้างไม่ได้บ้าง คงต้องแนะนำให้หาบทความอื่นมาอ่านเสริมเพิ่มเติม ผมขอใช้พื้นที่ตรงนี้จำลองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เผื่อว่าใครเกิดเข้าข่ายอย่างว่า จะได้ร้องอ๋อ ไม่ต้องกรอกแบบฟอร์มภาษีผิด ๆ ถูก ๆ นี่คือ 5 ข้อผิดพลาดที่อาจทำให้คุณต้องโดนเรียกชำระภาษีเพิ่มเติม

1) พ่อ/แม่แอบหนีไปมีรายได้

เป็นที่รู้กันอยู่ว่า ค่าลดหย่อนสำหรับลูกกตัญญูนั้นหักได้เพียง 30,000 บาทเท่านั้น แม้ในความเป็นจริงคุณจะให้เงินคุณพ่อ/คุณแม่มากกว่านั้นก็ตามที ประเด็นมีอยู่ว่าพ่อแม่ที่ไม่ได้มีรายได้จากการทำงานประจำบางคนดันแอบไปมีรายได้ทางอื่นโดยที่เราไม่รู้ เช่นรายได้จากการให้เช่าบ้าน เงินปันผลที่ได้มาจากการเล่นหุ้น ฯลฯ แล้วคุณรู้หรือไม่ว่าผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 65 ปีขึ้นไป สามารถเลือกใช้สิทธิ์ในการยกเว้นเงินได้จำนวน 190,000 บาท ในหลากหลายรูปแบบ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ) ถ้าคุณพ่อคุณแม่ของคุณดันเข้าข่ายนี้ขึ้นมา คุณลูกทั้งหลายครับ ขอแสดงความเสียใจด้วย คุณไม่สามารถหักค่าลดหย่อนในการเลี้ยงดูบิดา/มารดาในปีนั้นได้นะครับ สรรพากรเขารู้นะว่าคุณพ่อคุณแม่ใครร่ำรวยผิดปกติ

2) จ่ายเบี้ยประกันปีไหน ลดหย่อนได้แค่ปีนั้น

มีบางคนเข้าใจผิดว่าซื้อประกันครั้งเดียว สามารถใช้หักค่าลดหย่อนตลอดอายุกรมธรรม์ ไม่ใช่นะครับ เขาเพียงระบุว่าประกันชีวิตที่ใช้ลดหย่อนได้ต้องเป็นประกันระยะยาวแบบ 10 ปีขึ้นไป ทีนี้มีบางเจ้าเหมือนกันที่เขาออกแบบผลิตภัณฑ์ประกันออกมาชนิดที่จ่าย 5 ปี 7 ปี แล้วคุ้มครองไป 10-15 ปี นั่นหมายความว่าคุณชำระค่าเบี้ยเพียง 5 ปีหรือ 7 ปีเพื่อได้รับความคุ้มครองยาวนานเกินกว่า 10 ปีและ 15 ปี ในความเป็นจริงคือคุณชำระค่าเบี้ยปีไหนก็สามารถเอาเบี้ยประกันมาหักลดหย่อนได้เฉพาะปีนั้น เกิดคุณชำระค่าเบี้ยครบตามจำนวนแล้ว 5 ปี ปีต่อไปไม่ได้ชำระแล้ว นั่นหมายความว่าคุณจะนำมาลดหย่อนต่อไม่ได้ ไม่งั้นคุณต้องซื้อกรมธรรม์ตัวใหม่เพิ่มเติม เข้าใจตรงกันนะ

3) เงื่อนไขของ LTF/RMF ที่เปลี่ยนไป

มีข่าวลือออกมาหนาหูว่าก่อนหน้านี้ว่าเขาจะยกเลิก LTF/RMF  มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ นี่มีร้องไห้โฮเลยนะ เพราะสำหรับบางคนเงินก้อนนี้คือเงินที่ใช้หักค่าลดหย่อนที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด ตอนนี้ดีใจได้ละ เขายังไม่ยกเลิกนะฮะ เพียงแต่ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขเล็กน้อย จากที่สามารถซื้อได้ 15% จากรายได้รวมทั้งหมด เป็น 15% จากรายได้ที่พึงต้องเสียภาษี นั่นหมายความว่ารายได้อันไหนที่ได้รับการยกเว้นอยู่แล้ว ไม่สามารถนำมาใช้เป็นฐานในการคำนวณได้ เงินได้ที่ว่านี้ได้แก่ ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเดินทาง ค่าตำแหน่ง เบี้ยประชุม ดอกเบี้ยจากสลากออมสิน เป็นต้น

4) บริจาคยังไง ถึงได้หักค่าลดหย่อน 2 เท่า

มีหลายคนยังคงเข้าใจว่าเงินบริจาคเพื่อการศึกษาทุกชนิดสามารถหักลดหย่อนได้ 2 เท่า ไม่ใช่นะครับ การมอบทุนการศึกษา หรือสนับสนุนกิจกรรมทางการศึกษาบางรายการไม่เข้าข่ายที่สรรพากรกำหนด คือในใบเสร็จรับเงินจะต้องออกโดยสถาบันการศึกษาที่สรรพากรขึ้นทะเบียนให้เท่านั้น แถมยังต้องระบุวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนว่าเงินบริจาคนั้นเป็นไปเพื่อการจัดหาวัสดุอุปกรณ์ สร้างตึกอาคารเรียน ตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับประกาศกระทรวงได้ที่นี่ครับ

5) กรอกแบบฟอร์ม ภงด.ผิด

มนุษย์เงินเดือนยุคนี้ใช่ว่าจะมีรายได้ทางเดียว หลายคนรับจ๊อบเพิ่ม มีอาชีพเสริมเป็นพ่อค้า/แม่ค้าออนไลน์ มีอพาร์ทเมนต์คอนโดปล่อยให้เช่า ฯลฯ ขอแจ้งไว้ตรงนี้เลยนะครับว่าเวลากรอกข้อมูลใน ภงด. ถ้าคุณมั่นใจว่าคุณมีรายได้หลักมาจากแหล่งเดียว มีนายจ้างเพียงคนเดียว (บริษัทเดียว) เชิญกรอก ภงด.91 ได้ตามอัธยาศัยครับ แต่ถ้าเมื่อไหร่มีรายได้มาจากหลายแห่ง มีนายจ้างหลายคน แอบรับงานฝิ่นนอกเวลาทำการ ให้กรอก ภงด.90 นะครับ ถึงแม้ระบบการคำนวณภาษีจะใกล้เคียงกัน แต่จะมีวิชาชีพบางชนิดที่ได้รับการยกเว้นภาษี หรือมีการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่าย อย่ากรอกผิดฟอร์ม เพราะถ้าสรรพากรเรียกพบขึ้นมาเมื่อไหร่ งานนี้มีหนาว

5) ร้องไห้หนักมากเมื่อสรรพากรเรียกพบ

สำหรับบุคคลธรรมดาทั่วไป สรรพากรจะขอเรียกพบใน 3 กรณีคือ 1) กรอกแบบฟอร์มผิด ส่งหลักฐานให้ไม่ครบ 2) อาจหาญเรียกเงินภาษีคืนแบบว่าเยอะผิดสังเกต 3) ตรวจสอบพบในภายหลังว่ามีบางรายการไม่สามารถนำมาหักลดหย่อนได้จริง ใน 2 กรณีแรกคงไม่ต้องอธิบายอะไรกันมากมาย เมื่อไหร่ที่เจ้าหน้าที่สุ่มตรวจแล้วพบว่า ภงด.90/91 ที่คุณยื่นไปมีปัญหา เขาก็แค่เรียกมาปรับทัศนคติแล้วก็แก้ไขแบบฟอร์มภาษีให้ถูกต้อง แต่ในกรณีที่ 3 นี่แสบมาก เพราะบางทีเขาไม่ได้ทักท้วงจนกระทั่งเวลาผ่านไปเนิ่นนาน แล้วค่อยมาแจ้งว่าคุณได้หักค่าลดหย่อนสูงเกินจริง หรือผิดเงื่อนไข นั่นหมายความว่าคุณอาจโดนภาษีย้อนหลังพร้อมดอกเบี้ยที่คิดตามจำนวนเดือนที่ผ่านมา โดนมาแล้วครับ ตกใจตื่นเมื่อรู้ว่าดอกเบี้ยแพงเกือบจะทบต้น เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าควรอ่านบทความนี้หลาย ๆ รอบ กรอกแบบฟอร์มภาษีให้ถูกต้อง เพราะถ้าคุณโดนสรรพากรทวงเงินคืนล่ะก็ เตรียมร้องจ๊ากได้เลย

ทำความรู้จักกับ LTF และ RMF

สำหรับมือใหม่เพิ่งหัดลงทุน ผมแนะนำให้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อกองทุนรวมให้ดี เพราะทั้งกองทุนรวมหุ้นระยะยาว LTF (Long-term Equity Fund) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ RMF (Retirement Mutual Fund) ถือเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยคุณประหยัดภาษีได้อันดับต้นๆ เลยทีเดียว ถ้าคุณเป็นคนที่มีฐานเงินเดือนสูงติดเพดานบน ปีๆ นึงคุณสามารถหักค่าลดหย่อนได้สูงถึง 1 ล้านบาทเลยทีเดียว เรียกได้ว่ายังไม่ทันดูผลประกอบการของกองทุน คุณก็ประหยัดภาษีไปได้มากโขแล้ว

เพื่อทำความเข้าใจกันแบบง่ายๆ ผมขอสรุปโดยย่ออย่างนี้ละกันครับ ถ้าเป้าหมายการลงทุนของคุณเป็นแบบระยะสั้น ให้เน้นซื้อ LTF ซื้อให้เต็มพิกัดเลยถ้าเป็นไปได้ คุณสามารถขายคืนได้ใน 7 ปีปฏิทิน (หมายเหตุ: เงื่อนไขการขายเพิ่งมีการปรับและประกาศสด ๆ ร้อน ๆ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในกฎกระทรวงได้เลยครับ) เช่นซื้อเมื่อตอนต้นปี วันที่ 7 มกราคม 2559 คุณสามารถขายคืนได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 เป็นต้นไป (นับหนึ่งปี 59 แล้วบวกเพิ่มไปอีก 6 นิ้ว) แต่ถ้าคุณมีเป้าหมายในการสะสมทรัพย์เพื่อการเกษียณอายุ ให้เลือกซื้อ RMF หรือประกันชีวิตแบบบำนาญ (รายละเอียดดูในหัวข้อถัดไป) แม้กำหนดเวลาในการขายคืนจะยาวนานจนถึงตอนคุณอายุ 55 ปีขึ้นไป แต่เมื่อถึงเวลานั้นแล้ว คุณจะได้เงินก้อนหรือเงินงวดไปใช้แบบไร้กังวล เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการความมั่นคงในวัยที่หมดแรงทำงาน มาถึงความยากที่สุดในการตัดสินใจลงทุน นั่นคือการเลือกช้อปกองทุนนั่นเอง โดยส่วนตัวผมจะใช้ปัจจัยทั้ง 5 ข้อนี้ในการเลือกซื้อกองทุนของแต่ละสถาบัน ปกติเรื่องแบบนี้เขาห้ามชี้ชวนครับ มันขึ้นอยู่กับสไตล์การลงทุนของแต่ละบุคคลด้วย ทางที่ดีควรอ่านบทวิเคราะห์จากหลายๆ แหล่งประกอบกัน (โปรดใช้วิจารณญาณศึกษาข้อมูลให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนวู่วามตัดสินใจลงทุนตามคำชี้ชวน)

1. Credibility ให้ดูที่ความมั่นคงและชื่อเสียงของบริษัทจัดการกองทุน (ตรวจสอบรายชื่อได้ที่สมาคมบริษัทจัดการลงทุน) บางกองอาจให้ผลตอบแทนสูงก็จริง แต่ถ้าบริษัทนั้นมีความเสี่ยงต่อการถูกเทคโอเวอร์หรือเปลี่ยนทีมผู้บริหารจัดการกองทุนก็ให้ระวังกันนิดนึงนะครับ (ปัจจัยหลังอาจมีผลกระทบต่อ Fund Performance ในอนาคตเหมือนกัน)

2. Convenience เน้นความสะดวกในการซื้อขายและติดต่อเจ้าหน้าที่ (ในกรณีนี้ธนาคารพาณิชย์ที่มีสาขาเยอะจะได้เปรียบ) หากการซื้อขายมันวุ่นวายมาก แถมทำธุรกรรมบนออนไลน์ไม่ค่อยสะดวกด้วย อันนี้ไม่ค่อยแนะนำสำหรับมือใหม่เพิ่งหัดเล่น แต่สำหรับมือเก๋านี่เลือกเอาที่ชอบที่ชอบเลยครับ

3. Rik Profile นโยบายในการลงทุนสอดคล้องกับความเสี่ยงที่เรารับได้ (กองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้เป็นหลักจะมีความเสี่ยงต่ำ กองทุนที่ลงทุนในตราสารทุนเป็นหลักจะมีความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนส่วนมากก็จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน อ่านวิธี การจัดพอร์ตการลงทุนที่นี่ หรือ จะลองทำแบบทดสอบดูก่อนว่า คุณยอมรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน)

4. Size ขนาดมีความสำคัญบ้าง ยิ่งกองไหนมี Market Capitalization หรือมูลค่าตามตลาดสูง ถือได้ว่าเป็นกองทุนยอดนิยม มีคนจำนวนไม่น้อยเลือกซื้อกองประเภทนี้ ถึงจะเป็นเม่าก็ไม่น่าจะมีแค่เราคนเดียว โดยสถิติกองทุนที่มีขนาดใหญ่จะมีความยืดหยุ่นและมีอายุขัยเกินค่าเฉลี่ย ส่วนกองทุนขนาดเล็กอาจเน้นไปที่การสร้างผลตอบแทนในระยะสั้น ถ้าไม่ชอบความหวือหวาให้ยึดกองใหญ่ ถ้าชอบความเสี่ยงจะลองซื้อกองเล็กที่สร้างผลตอบแทนสูง ๆ มาดูก็ได้ แค่ให้ระมัดระวังเรื่องการ swap กองในกรณีที่เราอยากย้ายออก (อาจต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม)

5. Past Performance บทพิสูจน์ฝีมือของบริษัทจัดการกองทุนคือผลการดำเนินงานย้อนหลัง ดูได้จากมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ หรือ NAV (Net Asset Value) ย้อนหลัง (ยิ่ง Return Rate เปอร์เซ็นต์สูงๆ แสดงว่า บลจ. นั้นบริหารพอร์ตดูดีมีกำไร) ในบรรดาทั้ง 5 ข้อนี้ โดยส่วนตัวจะให้น้ำหนักข้อนี้มากที่สุด เรียกได้ว่าขอดูที่ผลงานเป็นหลัก ปัจจัยอื่นคือส่วนเสริม

ส่วนถ้าใครอยากวิเคราะห์เจาะลึกผลการดำเนินงานของกองทุนแต่ละประเภท ลองเข้าไปดึงข้อมูลด้วยตัวเองจากเวบ www.morningstarthailand.com หรือ www.wealthmajik.com ครับ แต่ถ้าใครถนัดใช้แอปบนมือถือ แนะนำแอปนี้เลยครับ FIN – App กองทุนรวม Mutual Fund เจ๋งโคตร สามารถเลือกดูผลประกอบการย้อนหลังเป็นแบบรายวัน รายอาทิตย์ รายเดือน รายปี ราย 3 ปี 5 ปีได้ด้วย

ในบทความนี้ ผมขออนุญาตอ้างอิงข้อมูลจาก Morningstar Thailand  ที่ทำการวิเคราะห์ LTF และ RMF กองเด่น ๆ ย้อนหลังแบบ 1-5 ปีมาให้ดูประกอบการตัดสินใจ (10 อันดับกองทุน LTF) (10 อันดับกองทุน RMF) ข่าวดีคือช่วงปลายปีนี้หลายกองเริ่มมีผลประกอบการเป็นบวก หลังจากผ่านศึกวันแดงเดือดมาซะนานในปีที่ผ่านมา มีกองไหนที่เข้าตากรรมการบ้าง มาดูกันเลยครับ

LTF1yearLTF3yearsLTF5yearsRMF1yearRMF3yearsRMF5Years

ประกันชีวิตแบบบำนาญ (Annuity) กับ RMF ต่างกันอย่างไร

การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ เป็นการเพิ่มเติมค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตที่มีอยู่แล้วตามปกติ 100,000 บาท เพิ่มขึ้นอีก 200,000 บาท ซึ่งวงเงินที่เพิ่มขึ้นต้องไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน แต่เมื่อรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. แล้วจะต้องไม่เกิน 500,000 บาท ในปีภาษีเดียวกัน

แม้ว่า Annuity กับ RMF จะตอบวัตถุประสงค์เดียวกันคือการสะสมทรัพย์เพื่อการเกษียณ แต่ก็ยังมีความต่างในบางประเด็นที่น่าสนใจก็คือ

  • ด้านการคุ้มครอง: ในกรณีที่เสียชีวิตก่อนครบกำหนดอายุ RMF จะไม่มีการคุ้มครอง แต่ว่าประกันแบบบำนาญมีการคุ้มครองตามมูลค่าปัจจุบันของเงินบำนาญจนกระทั่งครบระยะเวลาที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
  • การรับรายได้ยามเกษียณ: ผู้ซื้อกองทุน RMF จะรับเป็นเงินก้อนเดียวเมื่อถือครบ 55 ปี ในขณะที่ผู้ซื้อประกันแบบบำนาญจะได้รับเงินบำนาญประจำปี ยาวนานถึง 26 งวด
  • อัตราผลตอบแทน: RMF มีโอกาสให้ผลตอบแทนในอัตราที่สูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการกองทุนของ บลจ. ในขณะที่ประกันแบบบำนาญให้อัตราผลตอบแทนที่แน่นอน
  • ความสามารถในการสร้างรายได้: RMF เหมาะกับคนที่มีรายได้ไม่แน่นอน เพราะผู้ลงทุนสามารถกำหนดมูลค่าการลงทุนในแต่ละปีได้ ในขณะที่ประกันแบบบำนาญเหมาะสำหรับผู้มีรายได้ที่แน่นอน แต่ว่าสามารถเลือกชำระครั้งเดียวในระหว่างอายุ 55 ถึง 65 ปี

ท่านที่สนใจดูรายละเอียดเกี่ยวกับประกันแบบบำนาญ ลองเข้าไปเช็คข้อมูลในเวบไซต์ AIA ก็ได้ครับ มีทั้งแบบ เอไอเอบำนาญ 60/85 และ เอไอเอ บำนาญมั่นคง นอกจากนี้ก็ยังมี Pro Annuity A90/A60 ของค่ายกสิกรไทยธนชาติบำนาญ 85/60ออมสินบำนาญ 90/60 ฯลฯ

ทีนี้ลองมาดูรายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไข และการคำนวณว่า เราสามารถซื้อประกันแบบบำนาญเท่าไหร่ เพื่อไม่ให้เกินสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี พร้อมตัวอย่างในการคำนวณทั้ง 4 แบบ (คลิ๊กได้ที่ลิงค์นี้เลยครับ)

การเลือกซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิต

การประกันชีวิตถือเป็นเครื่องมือทางการเงินอีกตัวหนึ่งที่ทำให้คุณประหยัดภาษีในแต่ละปีไม่ใช่น้อย เมื่อก่อนเขาอนุญาตให้ทำประกันในวงเงินแค่ 50,000 บาท พอปรับขึ้นมาเป็น 100,000 บาท มนุษย์เงินเดือนอย่างเราก็มีเฮ เพราะการทำประกันชีวิตนอกจากจะทำให้หักค่าลดหย่อนทางภาษีได้แล้ว ยังเป็นการสร้างวินัยทางการเงินให้เราสำรองเงินเก็บไว้ใช้ในระยะยาวอย่างน้อยก็เป็น 10 ปี และที่สำคัญสิ่งที่แถมมากับประกันคือความคุ้มครองในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ หรือเสียชีวิต เงินทุนประกันจะเป็นเกาะคุ้มกันให้คนข้างหลังไม่ต้องเดือดร้อน ผมเริ่มซื้อประกันฉบับแรกแบบคุ้มครองนานถึง 20 ปี (เลือกแบบสะสมทรัพย์) เผลอแผล็บเดียวสะสมทุนไปแล้วเกือบครึ่งล้าน อีกครึ่งทางเท่านั้นก็จะได้เงินก้อนใหญ่กลับมาตอนอายุ 50 ปี นอกจากนี้ผมยังมีกรมธรรม์ฉบับย่อยที่ซื้อแบบจ่าย 5-7 ปี แต่ว่าคุ้มครองนานถึง 10 ปี ทุกวันนี้ผมใช้วงเงินประกันเต็มพิกัด 100,000 บาท เพราะมันเหมือนว่าเรากันเงินก้อนนี้ออกไปต่างหากเผื่อเอาใช้ในวันที่เราหยุดทำงาน และผมเชื่อแน่ว่าอีกไม่เกิน 10 ปี ผมจะมีเงินสำรองไว้ใช้ไม่พอเพียงต่อการเกษียณแน่นอน นี่แหละที่เขาเรียกว่า “กระปุกออมสินตัวโต” สะสมวันนี้เพื่อสบายในวันหน้าครับ

ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตเดี๋ยวนี้มีให้เลือกหลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นแบบประกันชีวิตตลอดชีพ ชำระแบบ 15 ปี 20 ปี เลือกแบบมีปันผล หรือแบบไม่ปันผล แบบกำหนดระยะเวลา ฯลฯ คือตัวแทนเขาสามารถ customize ให้ตรงกับไลฟสไตล์เรามากที่สุด ถ้าจะให้แนะนำว่าควรทำกับประกันเจ้าไหนดี ผมแนะนำให้เลือกบริษัทที่มีความมั่นคง และที่สำคัญเลือกทำกับตัวแทนที่เขายินดีสละเวลาอธิบายเพื่อเลือกกรมธรรม์ที่เหมาะกับเรามากที่สุด อย่าลืมนะครับว่าคุณต้องใช้บริการกับเขานานนับสิบปี ฉะนั้นต้องเลือกคนดีที่ไม่ปลิ้นปล้อน อัธยาศัยดี และบริการเอาใจใส่ คลิ๊กรายละเอียดเกี่ยวกับบริษัทประกันชีวิตได้ตามลิงค์ด้านล่างนี้ครับ

ที่นี่มีคำตอบ ไขสงสัยเรื่อง LTF, RMF

หลังจากอ่านข้อมูลละเอียดถี่ยิบขนาดนี้ ก็ไม่รู้ว่าทำให้คุณเข้าใจได้มากขึ้นรึเปล่า แต่ถ้ายังสงสัยอีกล่ะก็ ผมขอทำนายด้วยการถามเอง ตอบเอง ดังนี้ครับ

เราควรซื้อ LTF และ RMF ช่วงไหน ถึงจะได้กำไรสูงสุด?

ถ้าไม่ได้เกิดเหตุการณ์รุนแรง โดยปกติแล้วกองทุนจะมีผลประกอบการดีในช่วงปลายปี นั่นหมายความว่าราคาต่อหน่วยจะแพงขึ้นไปเรื่อย ๆ ถ้าเป็นไปได้แนะนำให้แบ่งซื้อเป็นช่วง ๆ แบบกระจายความเสี่ยง อย่าเก็งจนกระทั่งใกล้วันส่งท้ายปีเก่า โดยทั่วไปทั่วไปคนมักจะมาแห่แหนกันซื้อ LTF และ RMF เอาตอนปลายปี ด้วยเหตุผลง่ายๆ 2 ประการคือ หนึ่งไม่มีเวลาหรือลืม และอีกเหตุผลคือ บลจ. ทั้งหลายชอบจัดงานโรดโชว์โค้งสุดท้ายตอนปลายปีพอดี คือถ้ามันวุ่ยวายมากและไม่มีเวลาติดตามผลประกอบการของแต่ละกองทุน แนะนำให้ซื้อเป็นแบบ Saving Plan ไปเลยครับ คือการซื้อแบบสะสมเป็นแบบรายเดือน อย่าห่วงมากนักกับการได้ของแถมของแจก เน้นที่ผลงานการบริการกองทุนจะดีกว่านะครับ (ดูตารางผลตอบแทนประกอบ)

จะรู้ได้อย่างไรว่า LTF, RMF, ประกันชีวิตทั่วไป และ ประกันชีวิตแบบบำนาญ ที่เราซื้อไปมันจะไม่ติดลิมิต?

ถ้าอยากรู้ว่าเราสามารถซื้อ LTF, RMF และผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตได้สูงสุดเท่าไหร่ ให้เริ่มจากการประเมินรายได้(ที่พึงเสียภาษี)ตลอดทั้งปี คูณด้วยอัตราค่าลดหย่อน มูลค่าที่ได้จะต้องไม่เกินเพดานที่ระบุไว้ในข้อกำหนดของกรมสรรพากรที่ได้อธิบายไปแล้วก่อนหน้านี้ ลองดูตัวอย่างการคำนวณ หรือใช้ โปรแกรมวางแผนประหยัดภาษี ด้วยการกรอกตัวเลขเข้าไปดู แล้วคุณจะพอรู้ว่าคร่าว ๆ ว่าอัตราสูงสุดที่คุณสามารถซื้อได้เป็นเท่าไหร่ (ดูรายละเอียดใน Section ถัดไป) สมมุติว่าคุณมีรายได้ทั้งปีอยู่ที่ 600,000 บาท (เงินเดือน 50,000 บาท) คุณจะซื้อ LTF ได้ไม่เกิน 90,000 บาท (15% ของ 600,000 บาท) ส่วน RMF หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพก็จะคล้ายกันคือซื้อได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ แต่เมื่อนับรวมกับเงินกองทุน กบข. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund)  และประกันชีวิตแบบบำนาญแล้ว (Annuity) แล้วยอดรวมจะต้องไม่เกิน 500,000 บาท อย่างในกรณีเดียวกันถ้ารายได้ต่อปีอยู่ที่ 600,000 บาท คุณสามารถซื้อ RMF ได้ไม่เกิน 90,000 บาท (15% ของ 600,000 บาท) เมื่อรวมกับ Provident Fund ที่สะสมไว้ 30,000 บาท (5% ของเงินเดือน) คุณก็ยังสามารถซื้อประกันชีวิตแบบบำนาญได้อีก 90,000 บาท เพราะทั้ง 3 ตัวรวมกันก็ยังไม่ติดลิมิต 500,000 บาท

แต่ถ้าคุณมีรายได้สูงไต่ขึ้นมาถึงระดับ 300,000 บาทต่อเดือน คุณจะซื้อ LTF ได้สูงสุดแค่ 500,000 บาท แม้ว่า 15% ของรายได้ทั้งปี 3,600,000 บาทจะเท่ากับ 540,000 บาทก็ตาม และถ้าคุณสะสมเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพไว้แล้ว 180,000 บาท (5% ของเงินเดือน)  คุณจะสามารถซื้อ RMF กับประกันชีวิตแบบบำนาญรวมกันแล้วได้ไม่เกิน 320,000 บาทเท่านั้น

คนเงินเดือนน้อยๆ จำเป็นต้องซื้อประกัน, LTF และ RMF หรือไม่?

คนฐานรายได้น้อยๆ มักจะได้รับประโยชน์ในการประหยัดภาษีในอัตราที่น้อยกว่าคนฐานรายได้สูงก็จริง โดยเฉพาะกับคนที่มีรายได้ต่อปีไม่ถึง 150,000 บาท (คนกลุ่มนี้เข้าข่ายไม่ต้องจ่ายภาษีอยู่แล้ว) แต่ถ้ามองในมุมของความคุ้มครองและการเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ ผมก็ยังเชียร์ให้ซื้อไว้บ้างเพื่อเป็นหลักประกันสำหรับอนาคตที่ไม่แน่นอน โดยเฉลี่ยแล้วผลตอบแทนที่ได้รับจากการซื้อกองทุนก็ยังสูงกว่าการฝากเงินอยู่ในบัญชีออมทรัพย์เป็นไหนๆ รู้อย่างนี้แล้วควรเอาเงินเย็นที่เก็บไว้อยู่นิ่งๆ ออกมาลงทุนให้มันผลิดอกออกผลจะดีกว่านะครับ สรุปว่าซื้อเถอะครับถ้ามีเงินเหลือ จำไว้ว่าเราควรใช้จ่ายจากเงินที่เหลือจากการออมและลงทุน

เสียภาษีผ่านช่องใดสะดวกที่สุด แล้วควรยื่นตั้งแต่เมื่อไหร่?

ผมแนะนำให้ยื่นแบบออนไลน์ผ่านเวบไซต์ของกรมสรรพากรแต่เนิ่น ๆ เพราะว่าสะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องไปต่อคิวที่สำนักงานพื้นที่สาขาให้เมื่อยตุ้ม และที่สำคัญถ้าคุณคำนวณภาษี และกรอกข้อมูลได้ถูกต้องเป๊ะ เข้าข่ายเป็นบุคคลที่ไม่ต้องสงสัย (เพราะไม่ได้เรียกภาษีคืนมากจนผิดสังเกต) คุณจะได้รับเช็คภาษีคืนด้วยความรวดเร็ว โดยไม่ต้องยื่นเอกสารใดๆ เพิ่มเติม แต่ถ้าคุณยื่นแบบช้า แถมข้อมูลไม่ตรงกับระบบข้อมูลของกรมสรรพากร คุณอาจได้รับแจ๊คพ็อตให้นำเอกสารทั้งหมดไปยื่นด้วยตัวเองที่สำนักงานพื้นที่ ในกรณีนี้ คุณอาจได้รับเงินคืนช้า ซ้ำร้ายหากคุณหักค่าลดหย่อนเกินจริง อาจจะต้องจ่ายภาษีเพิ่มเข้าไปอีกหนึ่งกระทง คุณสามารถยื่นแบบได้ตั้งแต่ 1 มกราคม แต่ไม่เกิน 8 เมษายนนะครับ (คลิ๊กที่นี่เพื่อยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา)

เครื่องมือคำนวณภาษีและตรวจเช็คสุขภาพทางการเงิน

ผมทดลองใช้เครื่องมือทางการเงินจากหลายๆ ที่ไม่ว่าจะเป็นเวบของสรรพากรเอง สถาบันการเงิน และสมาคมต่างๆ แต่ที่ติดใจเป็นพิเศษ เห็นจะมีของ 3 เจ้านี้ คือ SET (ตลาดหลักทรัพย์)K-Expert ของ KBank แล้วก็ AIA Online Advisor ลองมาดูทีละอันกันครับ

ในเวบไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ จะมีเครื่องมือช่วยคำนวณสถานะทางการเงิน และการวางแผนประหยัดภาษีที่หลากหลาย ผมได้แนบลิงค์ที่น่าสนใจไว้ให้แล้ว คลิ๊กเข้าไปลองทำแบบทดสอบได้เลยครับ แล้วคุณจะรู้ว่าสุขภาพการเงินของคุณตอนนี้มันย่ำแย่ หรือว่ามันดีกว่าที่คุณคิด

ในเวบของ K-Expert คล้ายๆ กับของตลาดหลักทัพย์ คือเขามี Tools ที่เรียกว่า Financial Plan เป็นโปรแกรมคำนวณตรวจสอบสุขภาพทางการเงิน วางแผนภาษี วางแผนการลงทุน และเครื่องมือแบบทดสอบต่างๆ) ที่น่าสนใจคือคุณสามารถดาวน์โหลด K-Expert Saving Memo Online ให้คุณสามารถบันทึกรายรับ-รายจ่ายเพื่อเป็นการฝึกวินัยการออมอีกด้วย

ค่าย AIA เขาก็ไม่น้อยหน้า พัฒนา interactive tool ที่ชื่อว่า AIA online advisor เป็นโปรแกรมที่ทำให้คุณสามารถตรวจเช็คสุขภาพการเงินใน 5 รูปแบบ (เช็คหลักประกันของครอบครัว, ตรวจสอบค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอุบัติเหตุและสุขภาพ, คำนวณเงินออมเพื่อการศึกษา เพื่อการเกษียณอายุ รวมถึงการออมระยะสั้นเพื่อซื้อทรัพย์สินหรือใช้จ่ายตามประสงค์) แถมยังมีแบบทดสอบประเมินความเสี่ยงในการเป็นโรคร้ายแรง 4 ชนิด (กลุ่มโรคมะเร็ง, โรคหลอดเลือดสมอง, โรคหัวใจ และโรคเบาหวาน) ให้ลองเล่นอีกด้วย

อิสรภาพทางการเงิน

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว พูดถึงเรื่องเก็บเงิน เก็บทอง ประหยัดภาษีแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะพูดถึงเรื่องนี้ คำว่า “อิสรภาพทางการเงิน” หรือ Financial Freedom คำนี้ถูกพูดถึงมากในยุคที่เพื่อนๆ รอบตัวเรากลายเป็นมนุษย์ MLM กันไปซะหมด ถ้าหากคุณได้ยินเสียงคำเชื้อชวนไปทานข้าว หรือไปร่วมลงทุนทำธุรกิจสตาร์ทอัพแบบมีเงื่อนงำ ให้พึงคิดไว้ว่าเพื่อนคนนั้นมีเจตนาแอบแฝงอยู่ คือจู่ๆ ก็บอกว่าคิดถึงทั้งๆ ที่ไม่เคยติดต่อมานานนับสิบปี จะชวนร่วมหุ้นทำธุรกิจทั้งทีก็เริ่มต้นด้วยการทำผิดศีลซะละ (มุสาวาทา) ถึงยังไงก็ต้องยอมรับนะครับว่ามีหลายคนที่ค้นพบอิสรภาพทางการเงินจากอาชีพนี้ มันเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจมากๆ หากคนๆ นั้นจะประสบความสำเร็จได้โดยไม่ต้องเสียเพื่อนไปเพียงเพราะบ้าคลั่งกับคำว่าอิสรภาพทางการเงินมากจนสูญเสียอิสรภาพความเป็นตัวของตัวเอง

หัวใจสำคัญของการจะมีอิสรภาพทางการเงินนั้นคือความสามารถในการสร้างรายได้จากสินทรัพย์ที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ที่หนังสือของ Robert Kiyosaki ขายดีก็เพราะคนส่วนใหญ่คิดอยากรวยแบบไม่ต้องทำงาน(หนัก) แน่นอนคงไม่มีใครอยากเป็นลูกจ้างกินเงินเดือนไปตลอดชั่วชีวิต (Employee) คงไม่มีใครอยากมีธุรกิจส่วนตัวโดยไม่มีเวลาพักผ่อน (Self-employed) คงไม่มีใครอยากเป็นนักลงทุนที่คอยหวาดผวาว่าหุ้นจะร่วงเมื่อไหร่ (Investor) การจะเป็นเจ้าของกิจการ (Business Owner) โดยให้ระบบงานหรือเงินทำงานแทนเรานั้นไม่ได้เกิดจากคิดรวยทางลัด แต่เกิดจากการวางแผนชีวิตอย่างเป็นระบบ ลงทุนและลงแรงอย่างต่อเนื่อง เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในระยะยาว (บังเอิญผมไปเจอบทความที่ Mr.Messenger เคยเขียนไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้พอดี เลยขออนุญาตแปะลิงค์ให้ตามไปอ่านกันครับ อิสรภาพทางการเงิน แบบเข้าใจง่าย)

บ่อยครั้งที่คำว่าอิสรภาพทางการเงินนั้นมักถูกโยงไปถึงการสร้าง Passive Income มันเป็นการสร้างรายได้ชนิดหนึ่งโดยไม่ต้องลงแรงมากเหมือนงานประจำ แต่เป็นการลงทุนเพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในระยะยาวโดยให้ระบบงานทำเงินให้เรา ก่อนอื่นคุณต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับว่า ลึกๆ แล้วหลายคนอยากรวย และอยากรวยแบบขี้เกียจซะด้วย คือไม่ต้องออกแรงเยอะ อะไรงี้ นี่ไงครับที่ทำให้คนทั่วบ้านทั่วเมืองติดการพนัน หวยใต้ดิน และหวยชาเขียวกันยกใหญ่ เพียงเพราะคิดว่าความร่ำรวยนั้นสามารถเกิดขึ้นได้เพียงชั่วข้ามคืน โดยส่วนตัว ผมมีความเชื่อว่า “ไม่มีอะไรที่ได้มาโดยง่ายแล้วอยู่อย่างยั่งยืน” น้อยคนนักที่รวยได้โดยไม่ต้องลงทุน น้อยคนนักที่จะสบความสำเร็จโดยไม่เคยล้มเหลวมาก่อน ฉะนั้นอย่าคิดว่าการเลิกทำงานประจำ หรือเลิกทำธุรกิจของตัวเองแล้วหันออกมาเล่นหุ้นเป็นอาชีพ ตามล่าหาดาวน์ไลน์จากการขายเครื่องสำอางอาหารเสริมจะทำให้ชีวิตคุณพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ก่อนคิดจะมีอิสรภาพทางการเงินคุณควรเข้าใจ 5 สิ่งนี้ก่อนครับ

1. เป้าหมายที่ชัดเจนคือเข็มทิศนำทางชีวิต (Life Goal) : คนเรามีเป้าหมายในชีวิตไม่เหมือนกัน บางคนอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง อยากใช้ชีวิตสบายๆยามเกษียณ ถ้าคุณกำหนดไลฟ์สไตล์ตัวเองได้ คุณก็จะรู้เองว่าควรทำอย่างไรให้มีในสิ่งที่ตัวเองตั้งเป้าหมายไว้

2. ใช้ให้น้อยกว่าที่หามาได้ โลภมากจะยากนาน (Saving): ต่อให้รวยขนาดไหน ถ้าใช้เงินมากกว่าที่มีย่อมจนได้พริบตา ต่อให้จนขนาดไหน ถ้าอยู่ได้โดยไม่มีหนี้ แถมยังรู้จักเก็บรอมหอมริบ สักวันหนึ่งคุณก็สามารถรวยได้เช่นกัน เพียงแต่รวยนี้ต้องลงแรงและใช้เวลา ไม่ใช่รอโชคช่วย ฉะนั้นต่อให้คุณมี Passive Income มากแค่ไหนก็ตาม อย่าใช้เงินเพลินจนลืมเนื้อลืมตัว ไลฟ์สไตล์ที่ดีไม่ได้เกิดจากความสามารถในการหาเงินมาปรนเปรอสนองกิเลสตัวเองอย่างไม่จำกัด หากแต่เกิดจากการใช้เวลาให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นต่างหาก

3. ใช้เงินต่อเงิน ลงทุนให้เงินมันงอกเงย (Investment): การออมช่วยให้เรามีกระแสเงินสดไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ส่วนการลงทุนคือยอมรับความเสี่ยงที่อาจช่วยทำให้เงินงอกเงยเพิ่มมูลค่า แต่อย่าเอาไข่ทุกใบไปใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียวกัน การไม่เสี่ยงเลยคือเท่าทุนหรือบางครั้งก็อาจขาดทุนด้วยซ้ำ เสี่ยงมากก็มีสิทธิ์ขาดทุนหรือถึงขั้นล้มละลาย ฉะนั้นเราควรกำหนดความเสี่ยงที่เราพอรับได้ แล้วไปลงทุนในสินทรัพย์ กองทุน หรือในธุรกิจที่เรามีความเชี่ยวชาญ

4. หนทางสู่ความรวยคือรักในสิ่งที่ตัวเองทำ (Passion): การทำงานเป็นลูกจ้างกินเงินเดือน (Employee) และเป็นเจ้าของกิจการ (Self-employed) เป็นงานที่เหนื่อยก็จริง แต่มันก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตในอนาคต นั่นคือการผันตัวเองเข้าสู่การเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ (Shareholder) หรือนักลงทุน (Investor) ผมไม่ขอตอบว่าเป็นอย่างไหนดีที่สุด สบายที่สุด เพราะไม่ว่าเราจะเลือกเป็นอะไร ถ้าเราทำสิ่งนั้นได้ดีกว่าคนทั่วไปเราก็สามารถประสบความสำเร็จได้ไม่แพ้กัน หากคุณเป็นผู้ถือหุ้นที่จ้องเอาแต่ผลประโยชน์เข้าตัวเอง โดยไม่คิดถึงหัวอกคนทำงาน อิสรภาพที่คุณได้มามันคือการขังคนอื่นไว้ในกรงแทนคุณ จงสุขจากการทำงาน และทำให้คนอื่นสุขจากการมีงานทำ ระบบงานและระบบคนที่ดีจะช่วยบริหารเงินและงานแทนคุณเอง

5. ควรรู้จักอิสรภาพในการใช้ชีวิตก่อนที่จะมีอิสรภาพทางการเงิน (Life Freedom):  อย่าให้ใครมาบอกคุณว่าอิสรภาพทางการเงินของคุณอยู่ที่ไหน คุณจะต้องรวยเท่านั้นเท่านี้ถึงจะมีอิสรภาพ เป้าหมายในชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เพียงแค่สะกดคำว่า “พอ” เป็น คุณก็มีอิสรภาพแล้วล่ะครับ อย่ารอให้มีเงินเป็นหลักร้อยล้านพันล้านแล้วจึงค่อยมีความสุขกับการใช้ชีวิต ก่อนจะมีอิสรภาพทางการเงิน คุณควรหันมาปลดปล่อยตัวเองออกจากพันธนาการทั้งปวงให้ได้ก่อน เมื่อไม่รู้สึกติดค้างกับใคร ไม่รู้สึกเสียดายที่ยังไม่ได้ทำอะไร แค่นี้อิสรภาพก็มาปรากฎอยู่ตรงเบื้องหน้าแล้ว

เอาล่ะครับเมื่อมี Mindset ที่ตรงกันแล้ว ขอแนะนำเพิ่มเติมกับ 8 เรื่องการเงินที่คุณควรรู้เพื่อให้คุณมีอิสรภาพทางการเงินในที่สุด (เรื่องโดย TaxBugNoms จากเวบ AomMoney)

ผมเองก็ทำงานหนักมาทั้งชีวิตในฐานะลูกจ้างกินเงินเดือน ตอนนี้ผันตัวมาเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ทั้งในเรื่องงานและกิจกรรมส่วนตัว ชีวิตมันเลยลงตัวโดยไม่ต้องไปเบียดเบียนใครๆ โชคดีที่รู้จักเก็บรอมหอมริบตั้งแต่เริ่มทำงาน มีสินทรัพย์และเงินลงทุนเก็บไว้พอประมาณไว้ยามเกษียณ ผมกล้าบอกได้เลยว่าผมเพิ่งจะสะกดคำว่า “อิสรภาพ” เป็นก็ตอนที่รู้จักปล่อยวาง คุณเองก็ทำได้…ขอเพียงคุณตั้งใจฟังเสียงหัวใจของคุณเอง ทำในสิ่งที่คุณรักและถนัดให้ดีที่สุด แม้มันจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ความสุขนั้นมันเป็นความสุขที่คุณสามารถสัมผัสได้โดยไม่ต้องรอวันพรุ่งนี้

ก่อนจบบทความอันแสนจะยืดยาวนี้ ขอฝากข้อคิดจากอภิมหาเศรษฐีอย่าง Warren Buffet ให้คุณได้ทบทวนกันอีกครั้ง

  • On Earning: Never depend on single income, Make investment to create a second source อย่าพึ่งพารายได้จากทางเดียว จงลงทุนเพื่อให้เกิดแหล่งรายได้แหล่งใหม่ขึ้นมา
  • On Spending: If you buy things you do not need, soon you will have to sell things you need ถ้าคุณซื้อของที่คุณไม่ต้องการ ในไม่ช้าคุณอาจต้องขายสิ่งของที่คุณต้องการออกไป
  • On Savings: Do not save what is left after spending, but spend what is left after saving อย่าออมจากสิ่งที่เหลือจากการใช้จ่าย ให้ใช้จ่ายจากสิ่งที่เหลือจากการออม
  • On Investment: Do not put all eggs in one basket ในการลงทุน อย่าใส่ไข่ทุกฟองอยู่ในตะกร้าใบเดียวกัน

ของแถมกับข้อคิดทิ้งท้าย

เงินมีที่มา และมีที่ไป ส่วนใหญ่พอจากไปแล้วไม่ค่อยกลับมา ถ้าเราตื่นตัวกันสักนิด เริ่มตรวจเช็คสุขภาพทางการเงินแต่เนิ่นๆ เราจะได้ไม่ต้องตื่นตระหนกตกใจในภายหลังว่า “เก็บเงินไม่ทันแล้ว”

คนที่รู้จักใช้เงินทำงาน คือคนที่รู้จักออมส่วนหนึ่ง และนำไปลงทุนให้ผลิดอกออกผลให้เงินงอกเงยมากกว่าการเก็บไว้ในบัญชีเฉยๆ ในหนังสือ “ออมก่อนร่วยกว่า” ที่จัดพิมพ์โดยตลาดหลักทรัพย์ ได้แนะนำ 6 ขั้นตอนสู่การเป็นผู้มีเงินใช้อย่างสบายๆ ไว้ว่า

  1. ต้องมีเงินออมประมาณ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายประจำเดือน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับใช้ในยามฉุกเฉิน
  2. จ่ายหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยแพงที่สุดและหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตก่อน
  3. ทำประกันชีวิตเพื่อป้องกันความเสี่ยงให้กับตัวคุณและครอบครัว
  4. สะสมทรัพย์ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่างๆ สำหรับวัยเกษียณ หรือทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์และบำนาญ
  5. ทำประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ
  6. นำเงินที่เหลือจาก 5 ขั้นแรกและจากค่าใช้จ่ายไปลงทุนเพื่อเพิ่มรายได้ให้สูงขึ้น

ขอให้ทุกคนสามารถจัดการวางแผนการเงินได้อย่างราบรื่น ถ้ารวยขึ้นมาเมื่อไหร่ อย่าลืมมาบอกเล่าสู่กันฟังนะครับ

บทความยอดนิยมของ @somchartlee

ที่นี่มีเรื่องเล่า [Featured Stories]

somchartlee screenpage

 

Leave a Reply