อาชีพในฝันของเด็กไทย โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร?

มีใครเคยฟังเพลงนี้บ้างครับ “หนูอยากเป็นอะไร?” ตอนเด็กๆ ฟังพี่เบิร์ดร้องเพลงนี้กล่อมจนร้องตามได้เลย “ไกลสุดไกล สุดปลายรุ้ง ดวงตาน้อย ๆ มุ่งมองไปแสนไกล เด็กน้อยเอย เจ้าฝันเจ้าใฝ่ ฝันถึงสิ่งใดบ้างหนา หนูหนูเอย หนูน้อย…ขอถามหนูหน่อย ได้ไหม…หนูใฝ่หนูฝัน อยากเป็นอะไร เมื่อหนูโตใหญ่ สิ่งไหน ที่อยากเป็น”

(ด.ช.) หนูอยากจะเป็นหมอ รักษาคุณพ่อตอนไม่สบาย (พี่เบิร์ด) ขอให้หนูได้เป็นหมอ ขอให้สมดังใจ

(ด.ญ.) หนูจะเป็นคุณครู สมที่หนูตั้งใจ (พี่เบิร์ด) ขอให้เป็นคุณครูสมที่หนูตั้งใจ

(ด.ช.) หนูอยากเป็นทหารนั่งบนรถถังที่คันใหญ่ ๆ (พี่เบิร์ด) ขอให้ได้เป็นทหารที่กล้าหาญชาญชัย

(ด.ญ.) หนูจะเป็นพยาบาลคอยดูแลคนไข้ (พี่เบิร์ด) ขอให้เป็นพยาบาล พูดหวานจับใจ

(ด.ช.) หนูจะเป็นตำรวจเป็นผู้หมวดจับผู้ร้าย (พี่เบิร์ด) ขอให้ได้เป็นตำรวจ เป็นผู้หมวดปืนไว

เรามาลองดูผลสำรวจของจริงกันบ้างดีกว่า ว่าเด็กๆ สมัยนี้เขายังอยากเป็นหมอ พยาบาล เป็นครู เป็นทหาร ตำรวจกันอยู่รึเปล่า?

Logo-TH

สิ่งที่อเมซิ่งคือหมอยังคงเป็นอาชีพในฝันของเด็กๆ ตลอดกาล ติดอันดับหนึ่งมา 7 ปีซ้อนแล้ว โดยเด็กๆ ให้เหตุผลว่าที่อยากเป็นคุณหมอนั้นเพราะต้องการช่วยเหลือผู้อื่น อยากรักษาดูแลคนในครอบครัวและเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ดีด้วย แหม๋ ๆ ๆ ตรงกับเพลงพี่เบิร์ดเป๊ะเลย ส่วนอันดับรองลงมากลายเป็น นักกีฬา เชฟทำอาหาร วิศวกร ซะงั้น ส่วนอาชีพครู ก็ยังติดอันดับ 1 ใน 5 อยู่นะ นั่นคงเป็นเพราะว่าเด็กเจอครูบ่อยรองมาจากคุณพ่อคุณแม่ สมัยผมเด็กๆ ยังแอบเอาชอล์คมาเขียนบนแผ่นยิปซั่มที่บ้านเลย แต่ว่าเดี๋ยวนี้คงไม่ต้องแล้ว เพราะครูสมัยใหม่เขาน่าจะใช้ PowerPoint กันหมดแล้ว 

อาชีพที่มาแรงในปีนี้ที่เป็น “นักกีฬา” นั่นเป็นเพราะเด็ก ๆ ส่วนใหญ่ชอบเล่นกีฬา ที่โรงเรียนของหลานๆ เดี๋ยวนี้เขามีเข้าค่ายเก็บตัวนักบอลเยาวชน นักปิงปอง นักว่ายน้ำ และเทนนินตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นประถมเลยนะ เด็กๆ ก็พลอยสนุกไปด้วยเลย ดีไม่ดีโตขึ้นอาจได้เป็นทีมชาติสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศด้วย

ส่วนอาชีพเชฟทำอาหารนี่ก็เป็นอีกอาชีพที่เด็ก ๆ ให้ความสนใจไม่ใช่น้อย ก็เชฟสมัยนี้ใส่เครื่องแบบซะเท่เชียว ทำอาหารอร่อยรึเปล่าไม่รู้ ขอแต่งตัวดี หน้าตาน่าหม่ำไว้ก่อน อึมและที่น่าแปลกคือมีเด็กบางกลุ่มอยากเป็นนักรีวิวสินค้า/บริการด้วยการอัดคลิปวิดีโอลงใน Youtube ด้วย แสดงว่าน้องๆ คงอยากมีชื่อเสียงจากการเป็นเน็ตไอดอลนั่นเอง 

Adecco-Thailand-Children-Survey-2016-Dream-Jobs

Print

พอถามถึงเงินเดือนที่อยากได้ เด็กส่วนใหญ่จะตอบว่าอยากได้เงินเดือนประมาณ 50,000 – 100,000 บาท โดยเงินเดือนที่อยากได้สูงสุดคือ มากกว่า 1,000,000 บาท (อันนี้น้องแอบเยอะตั้งแต่เด็กเลยนะ) ในขณะที่เด็กบางคนคิดว่าจำนวนเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด เช่น เด็กคนหนึ่งอยากเป็นแพทย์ตอบว่าถ้าสามารถรักษาให้คนอื่นหายได้คงจะได้ความภูมิใจเป็นเงินเดือน ส่วนอีกคนที่อยากเป็นนักทำแอนนิเมชั่นก็ตอบว่าเงินเดือนเท่าไรก็ได้ขอให้มีความสุขก็พอ หรือเด็กคนหนึ่งอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ตอบว่าไม่ต้องการเงินเดือนหากทำงานแล้วธรรมชาติกลับมาสวยงามดังเดิมและคนไทยหันมาชอบธรรมชาติมากขึ้น (น้องกลุ่มหลังนี่เป็นกลุ่มโลกสวยด้วยมือเรา พอโตขึ้นหวังว่าน้องจะยังไม่เปลี่ยนอุดมการณ์นะ พี่ล่ะแอบชื่นชมจริงๆนะ)

Adecco-Thailand-Children-Survey-2016-Salary

เมื่อถามถึง สิ่งที่อยากทำหากได้เป็นนายกรัฐมนตรี เด็กส่วนใหญ่ตอบว่า ต้องการพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรือง ปฏิรูปการศึกษา ช่วยเหลือผู้ยากไร้และดูแลประชาชน  นอกจากนี้ยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่มีความรักธรรมชาติโดยระบุว่าอยากพัฒนาและดูแลสิ่งแวดล้อมให้ดี เห็นได้ว่าชัดว่าตอนเด็ก ๆ น้อง ๆ ยังมีความคิดแบบใส ๆ มีความเป็นจิตสาธารณะสูงมาก ต้องมาลุ้นเอาตอนโตว่าจะทำได้จริงอย่างที่พูดอ๊ะป่าว

ด้านไอดอลในดวงใจของเด็กไทยพบว่า อันดับหนึ่งคือ คุณพ่อคุณแม่ จะเห็นได้ว่าพ่อแม่นั้นนอกจากจะเป็นคนสำคัญที่สุดแล้วยังเป็นแบบอย่างที่น้อง ๆ อยากเจริญรอยตามอีกด้วย (คือถ้าพ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดีของลูก คงไม่ต้องห่วงเลยเรื่องลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น)  ไอดอลอันดับสองรองลงมาคือ คุณหมอคนเก่งที่ช่วยรักษาคนไข้ (ถ้าคุณหมอนอกจากเก่งแล้วยังมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับคนไข้ด้วย เชื่อแน่ว่าอาชีพนี้จะครองใจเด็ก ๆ ไปอีกนานแสนนานเลย)  อันดับสามตกเป็นของ ไลโอเนล เมสซี่ นักฟุตบอลชื่อดังชาวอาร์เจนตินา ซึ่งสอดคล้องกับอาชีพในฝันที่อยากเป็นนักกีฬา (นักกีฬานี่เปรียบเสมือนฮีโร่ในดวงใจของน้อง ๆ เลยนะ) อันดับสี่คือ ญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์ นักแสดงคนเก่งที่เพิ่งได้รับพระราชทานปริญญาบัตรจากรั้วจามจุรี (ขอฝากให้ศิลปิน ดารา นักร้องทั้งหลาย ช่วยวางตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดีกับน้อง ๆ ด้วยนะครับ อนาคตเยาวชนของชาติอยู่ในมือคุณแล้ว) และอันดับห้าคือ  พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือ คุณลุงตู่ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันนั่นเอง (อันนี้ไม่ขอวิจารณ์ กลัวโดนเรียกไปปรับทัศนคติ)

Printคำถามที่เพิ่มเติมขึ้นมาในปีนี้คือการถามถึงวิชาที่น้อง ๆ ชอบเรียนมากที่สุด ปรากฎว่า วิชาวิทยาศาสตร์นำโด่ง รองลงมาคือวิชาคณิตศาสตร์ วิชาพลศึกษา วิชาศิลปะและวิชาคอมพิวเตอร์ ตามลำดับ เมื่อถามถึงสิ่งที่สนุกที่สุดที่ทำในวันหยุด ส่วนใหญ่ตอบว่าไปเที่ยวพักผ่อน รองลงมาคือเล่นเกม และ เล่นกีฬา พบว่าร้อยละ 12 ของเด็กไทยยังคำนึงถึงการเรียนแม้ในวันหยุด ชอบอ่านหนังสือและเรียนพิเศษเพิ่มพูนความรู้ในวันหยุด

ในความคิดเห็นส่วนตัว ผมว่าเด็ก ๆ ยังแบ่งเวลาได้ไม่ดีเท่าไหร่ คนที่ติดเกม ติดโซเชียล ก็ติดจนลืมหูลืมตาไม่ขึ้น ส่วนพวกที่คงแก่เรียน ก็ติวเข้มซะจนเด็กไม่มีเวลาพักผ่อน ทั้งหลายทั้งปวงขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูและการให้คำแนะนำของพ่อแม่ ที่เด็กสมัยนี้ส่วนใหญ่สมาธิสั้นก็มีสาเหตุมาจากการที่พ่อแม่ปล่อยให้ลูกอยู่กับเกมแทนการพูดคุยหรือทำกิจกรรมร่วมกัน ส่วนที่เด็กมีนิสัยก้าวร้าวเอาแต่ใจตัวเองก็เพราะพ่อแม่ไม่เคยมอบหมายความรับผิดชอบเล็ก ๆ ในบ้านให้ลูกทำ ปรนเปรอด้วยข้าวของเครื่องใช้ฟุ่มเฟือยเพราะกลัวลูกลำบาก ไม่สามารถเข้าสังคมกับเพื่อน ๆ ได้

จริง ๆ ไม่ว่าหนูอยากจะเป็นอะไร จะได้ทำอาชีพในฝันหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสองปัจจัย ปัจจัยแรกคือการสนับสนุนของพ่อแม่ เป็นที่ปรึกษา คอยให้คำแนะนำแนะแนวให้ลูกค้นพบตัวเองได้ในที่สุด และอีกปัจจัยคือการได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง การเข้าค่าย ทำกิจกรรม ฝึกงานในขณะที่ยังเรียนอยู่ จะช่วยร่นระยะเวลาในการลองผิดลองถูกเมื่อเข้าสู่สายอาชีพการทำงาน

ก่อนจบบทความนี้ขอฝากเด็กรุ่นใหม่ลองชมสกู๊ปพิเศษนี้ที่ผมได้มีโอกาสดูโดยบังเอิญกับตอนที่ชื่อว่า “เรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง จะทำให้ประสบความสำเร็จมากกว่าจริงหรือ?”

Leave a Reply

%d bloggers like this: