ไช้ชวนชิม Steak & Seafood Grill ที่ The Capital by Water Library

นับเป็นบุญชิวหาของไช้ชวนชิมยิ่งนักที่มีโอกาสได้รับเชิญให้มาชิม 1 ในร้านดังในเครือ Water Library ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังมาจากสาขาแม่ที่จามจุรีแสควร์ ร้าน The Capital by Water Library นั้นเป็นร้านน้องใหม่ที่ถูกออกแบบมาให้มีความแตกต่างจากสาขาอื่นด้วยคอนเซปต์ Steak & Seafood Grill ด้วยความที่ร้านนี้ตั้งอยู่ในตึก Empire Tower ย่านสาทร กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักจึงเป็นผู้บริหาร นักธุรกิจ ผู้ชื่นชอบบรรยากาศการทานสเต็กชั้นดีคลุกเคล้ากับค๊อกเทลชั้นเลิศ

จริงๆ แล้วผมแวะมาทานอาหารที่นี่ถึง 2 ครั้ง 2 คราแต่ก็ยังไม่มีโอกาสได้เขียนถึงแบบเป็นเรื่องเป็นราวสักที เมื่อสต๊อกภาพและข้อมูลพร้อม จึงขอจัดเต็มอัพโหลดความอร่อยให้เพื่อนๆ ได้หิวกันจนน้ำลายท่วมจอ เมื่อพร้อมมาเริ่ม Food Tour กันเลยครับ

PB213983
On the Grill

The Capital Tour

ก่อนจะทำการเปิดตัวเมนูเด็ดประจำใจไช้ชวนชิม ผมขอพาพ่อแม่พี่น้องแฟนคลับทั้งหลายมาเปิดหูเปิดตาชมสถานที่กันสักหน่อย กว่าจะได้มาซึ่งภาพเหล่านี้ ไช้ชวนชิมต้องขออนุญาตผู้จัดการร้านในการเดินวนรอบร้าน กดชัตเตอร์รัวๆ เพื่อเก็บบรรยากาศให้ได้ครบ ทั้งนอกร้าน ในร้าน ซอกหลืบ ไปจนถึงห้องลับที่ตกแต่งราวกับเป็น Vault หรือห้องนิรภัย เหมาะมากสำหรับ Business Meeting และ Dinner ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว เพราะนอกจากจะจุคนได้ประมาณ 10-12 ท่าน ยังมีจอทีวีที่สามารถฉายสไลด์ได้อีกด้วย

ดูจากรูปลักษณ์ภายนอก ไม่บอกก็รู้ว่าร้านนี้คงต้องได้แรงบันดาลใจมาจากธนาคารแห่งใดแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกาแน่ๆ เพราะเขาช่างสรรหาธีมออกแบบตกแต่งสถานที่ให้ดูกลมกลืนเลิศหรูอลังการ ตั้งแต่การเลือกเฟอร์นิเจอร์ วัสดุอุปกรณ์ ไปจนถึงแผงผนังกั้นฝาและประตูทางเข้า มันช่างดูลึกลับและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน ที่นั่งภายในร้านจะแบ่งเป็นหลายโซน คือทั้งโซนระเบียงเหมาะกับการนั่งชิลล์จิบไวน์ โซนกลางร้านเหมาะสำหรับการสังสรรค์เป็นหมู่คณะ มุมสันโดษหันหน้าออกนอกตึกสำหรับคนที่ชอบมาคนเดียว มุมโซฟาสำหรับกลุ่มเล็กที่พร้อมชมวิวกรุงเทพฯ ยามค่ำคืน แล้วก็ห้องส่วนตัวในโซนด้านในสุด ไม่ว่าคุณจะเป็นคนแนวไหน คุณสามารถเลือกที่ชอบที่ชอบ มุมไหนก็ได้ในร้านที่สะท้อนความเป็นตัวคุณ

PB214011
ด้านหน้าร้าน
P2189877
บรรยากาศภายในร้าน
P2189861
Window Seats ที่นั่งข้างกระจก ชมวิวกรุงเทพฯ
P2189869
ตกแต่งภายในด้วยโทนสีดำทอง
P2189860
ห้องส่วนตัว Private Vault

Menu recommended by Chaichuanchim

ทานมาตั้งหลายเมนู แต่ที่โดนใจไช้ชวนชิมมากที่สุดเห็นจะเป็นเมนูต่างๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น Beetroot Salad, Blue Swimmer Crab Pasta, Spanish Carabinero Prawn แล้วก็ Apple Tart ส่วนที่เลือก Wagyu Porterhouse Steak มาให้ดูชม เพราะแต่ละคนที่ได้ทานต่างต้องยกนิ้วให้ว่าเป็นเนื้อวัวที่อร่อยมว๊าาากเมื่อเปรียบเทียบกับ Pork Chop, Lamb Rack และเมนูจานหลักจานอื่น

Beetroot Salad (330 บาท) 

Beetroot Salad
Beetroot Salad

คือแบบว่าร้านไหนเขาก็ทำ Caesar Salad ผมเลยขอเลือกสลัดที่ไม่ค่อยมีใครทำ เมนูนี้เหมาะสำหรับการเรียกน้ำย่อยแบบเบาๆด้วย Heirloom Beetroot ที่นำมาคลุกเคล้ากับ Lambs Lettuce, Greek Feta Cheese และน้ำเดรสซิ่งที่ให้รสผลไม้อมเปรี้ยวนิดๆ ซึ่งมีส่วนผสมของ Pistachio และ Australian Fruity Blend of Olive Oil

Blue Swimmer Crab Pasta (390 บาท) 

PB213955
Blue Swimmer Crab Pasta

แม้หน้าตาจะละม้ายคล้ายบะหมี่ปูแถมเยาวราช แต่ขอบอกว่ารสชาติมันเป็นเอกลักษณ์มาก เพราะเขาใช้เส้น Pasta สดมันเลยมีความนุ่มมากกว่าเหนียวเด้งเหมือนเส้นพาสต้าสำเร็จรูป เมื่อปรุงรสคลุกเคล้ากับเนื้อปูม้า parmesan cheese พริกและมะเขือแล้ว รสชาติมันเลยนัวเป็นพิเศษเลยขอรับ บรรยายไปท้องก็ร้องจ๊อกๆ ตามไปด้วย

Porterhouse Steak 750 grams (3,300 บาท) 

P2189911
Porterhouse Steak
PB213974
Seasoned Salt
P2189944
Mashed Potato

น่าเสียดายที่ไช้ชวนชิมเป็นคนไม่ทานเนื้อ แต่จากคำบอกเล่าของเพื่อนๆ นักชิมทั้งหลาย เขายกให้สเต็กเนื้อของ The Capital by Water Library นั้นอร่อยล้ำที่สุดในบรรดาเมนูหลักที่มี จริงๆ ที่นี่เขามีเนื้อให้เลือกหลายชนิด ทั้งแบบที่เป็น Tenderloin (180 กับ 230 กรัม), Striploin (300 กรัม) และ Rib Eye (350 กรัม) แถมยังเลือกได้อีกว่าจะเป็นเอาเป็นแบบ Grass Fed หรือ Grain Fed และมาจากประเทศไหนอีก นี่คือสิ่งที่ผมแยกไม่ได้จริงๆ ว่าเนื้อชนิดไหน เลี้ยงด้วยอะไร มาจากประเทศไหน จึงจะเยี่ยมยอดเป็นหนึ่งในตองอู อันนี้คงต้องถามกูรูด้านสเต็ก เรื่องนี้ไช้ชวนชิมขอผ่านครับ

สิ่งที่ต้องแจ้งให้ทราบด้วยคือที่นี่สเต็กเขาจะไม่ปรุงรสหรือราดน้ำซอส ทั้งนี้ก็เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสรสชาติแท้ๆ ของเนื้อสเต็ก แต่ถ้าเกิดอยากปรุงรสขึ้นมา แนะนำให้ทานคู่กับเกลือ 3 สี เกลือบริสุทธิ์สีขาวมาจาก UK ส่วนสีแดงและสีน้ำตาลมาจากเทือกเขาหิมาลัย สีแดงจะมีความเผ็ดร้อนกว่ากว่าสีอื่น ระวังอย่าทานเยอะไปเพราะมันจะเค็มหรือเผ็ดเกินพอดีครับ และอีกอย่างแนะนำให้เลือก Side Orders มาทานด้วยกัน โดยเฉพาะเมนูมันบด Mashed Potatoes นี่ห้ามพลาดเลย เพราะว่ามันอร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมาเลยล่ะ อันนี้ไม่ได้โม้นะครับ

Spanish Carabinero Prawn from the Grill (1,200 บาท) 

PB213966
Spanish Prawn

ยอมรับว่าเป็นครั้งแรกที่มีโอกาสได้ทานกุ้งแบบที่คนยุโรปเขาทานกัน ปกติจะคุ้นกับกุ้งลอบเสตอร์ หรือกุ้งทะเลทั่วไปมากกว่า แต่กุ้งประเภทนี้ตัวมันจะไม่ใหญ่มาก เนื้อจะไม่เด้งเหนียว หนักไปทางเละนิดๆ ด้วยซ้ำ แต่พอไปนำไปย่าง โอโหกลิ่นมันหอมเตะจมูกเลย

Apple Tart (380 บาท) 

PB213995
Apple Tart

แม้จะมีโอกาสได้ลองของหวานชนิดอื่นด้วย แต่ไช้ชวนชิมยังคงยืนยัน นั่งยัน และนอนยันว่า Apple Tart ของ Water Library ยังคงเด็ดที่สุดเท่าที่เคยกินมา จะกินให้อร่อยต้องกินตอนมันยังอุ่นๆ อยู่ ทานคู่กับไอศกรีมวนิลา ฟินสุดๆ หลับฝันดีแล้วทีนี้

Capital Martini (245 บาท)

PB214006
The Capital Martini
P2189998
The Capital Martini

เครื่องดื่มชนิดนี้ถือเป็น Complimentary Signature Drink ของที่นี่ แค่เจอแก้วและเหยือกเหล้าที่ใช้เสิร์ฟ  The Capital Martini นี่ก็อึ้งแล้ว ขนาดผมเป็นคนที่ไม่ค่อยทานเหล้า พอได้จิบแล้ว ถึงกับติดอกติดใจจนต้องค่อยๆ กระดกจนหมดแก้วในที่สุด ขอเตือนว่าห้ามซดพรวดๆ นะครับ เพราะเหล้านี้มีดีกรีที่ค่อนข้างแรงพอสมควร (เพื่อความปลอดภัย วันไหนทานแอลกอฮอล์ งดขับรถนะครับ)

Ginger & Kaffir Lime Gin Tonic (280 บาท) 

PB213949
Ginger & Kaffir Lime Gin Tonic

โปรดอย่าเข้าใจฉันผิด อย่าเข้าใจฉันผิด ผมไม่ได้เป็นคนขี้เมาขนาดนั้น พอได้ลอง Cocktail แต่ละขนานของ The Capital by Water Library แล้วต้องซูฮกเลย แม้กระทั่งตัวนี้ที่เป็น Gin Tonic สูตรพิเศษที่เจือขิงและใบมะกรูด มันเปรี้ยวนิดๆ หอมหน่อยๆ มันนุ่มจนบอกไม่ถูก ต้องลองมาชิมด้วยตัวเองครับ

The Capital’s ETC Menu

ก่อนจะเริ่มพิธีลงมีดเข้าเนื้อสเต็ก ร้าน The Capital เขาจะเสิร์ฟ Ciabatta ขนมปังสไตล์อิตาลีที่เสิร์ฟมาคู่กับ Hand churned butter เนยโฮมเมดที่ผสม Yuzu และ Cranberry แค่เริ่มต้นก็อร่อยจี๊ดแล้ว สำหรับเมนู Baby Cos Salad (330 บาท) นั้นเป็นการฟิวชั่นระหว่าง Caesar salad กับ Poached Egg ไข่ออนเซ็นที่คุณต้องมาตีให้แตกเองในชาม ทานคู่กับ Creamy Parmesan-Cheddar Dressing ส่วนเมนู Starter อีกอย่างที่ได้ลองทานไปคือ Maryland style crab cake (390 บาท) จานนี้ยังรู้สึกเฉยๆ นะ เพราะรู้สึกว่ามันคล้ายทอดมันไปหน่อย แยกไม่ออกว่าอะไรเด่นเพราะมันมีทั้งเนื้อปลาแซลมอน เนื้อปู และกุ้ง ผสมปนเปกันไป

PB213932
Ciabatta with Hand churned butter
P2189887
Baby Cos Salad
PB213943
Maryland Crab Cake

นอกจากสเต็กเนื้อชั้นดีแล้ว ยังมีเมนูหมู ไก่ ปลา และซีฟู้ดให้เลือกด้วย เริ่มจากตัว Pork Shoulder (1,100 บาท) เป็นเนื้อหมูย่างหั่นเป็นชิ้นๆ พอได้ลองทานแล้วรู้สึกว่าเนื้อมันเหนียวด้านไปนิด ถ้าได้ Mushroom Cream Sauce เข้ามาช่วย จะทำให้ออกรสชาติขึ้นมาก เช่นเดียวกันกับ Pork Chop 750  กรัม (1,950 บาท) หมู Kurobuta อันนี้มาจากปากช่อง ชิ้นเบ้อเริ่ม หรือจะเป็น Victoria Lamb จากออสเตรเลีย (Half 800 Whole Rack 1,600 บาท) แนะนำให้ทานคู่กับ Side Orders ด้วย ไม่ว่าจะเป็นผัก หรือแม้กระทั่งเมนูหนักๆ อย่าง Creamed Corn with bacon and cheese โดยส่วนตัวรู้สึกว่าเมนูที่มันเลี่ยนๆ Rich ingredient มักจะอร่อยกว่าเมนู plain plain ส่วนคนที่ไม่ชอบทานพวกเนื้อแดงก็ยังมี Aqua Pazza (1,350 บาท) เป็นเมนูปลากระพงที่อบมาในน้ำมันมะกอก กับมะเขือ ไวน์ขาว และสมุนไพรต่างๆ ถูกห่อกระดาษกันความร้อนมาอย่างดี รสชาติกลางๆ ถ้าใครชอบเมนูปลากระพงนึ่งมะนาวมาเจออันนี้เข้า อาจจะดูว่าจืดไปเลย นอกจากนี้เขายังมีเมนูเบอร์เกอร์และแซนวิช ในราคาไม่ค่อยจะย่อมเยาเท่าไหร่ ถูกสุดคือ Veggie Burger (380 บาท) ถ้าเป็น Wagyu Beef Burger (390 บาท) Lobster and salmon Burger (690 บาท)

PB213979
Pork Shoulder
P2189941
Pork Chop
P2189926
Vitoria Lamb Rack
P2189968
Aqua Pazza
PB213978
Steamed Vegetables
P2189957
Cream corn with bacon and cheese
P2189929
Veggie Burger

ตบท้ายล้างปากด้วยของหวานอีกที จานแรกคือ Red Velvet (290 บาท) ซึ่งมีส่วนประกอบเป็น Brownie สีแดง White Chocolate Ganache, Beetroot Puree, Yogurt Sorbet และ Cream Cheese Espuma โดยรวมถือว่าอร่อยใช้ได้ กินเรียบไม่มีเหลือ อีกจานคือ Pina Colada (260 บาท) เป็นเมนูที่ดูเหมือนจะธรรมดา แต่กินแล้วชื่นใจ เป็นไอศกรีม coconut sorbet ราดด้วยน้ำสับปะรดและวนิลา แอบมีรสชาติเย็นๆ ของมิ้นท์ผสมอยู่ ทานคู่กับ white chocolate crouton กรุบๆ 

P2189972
Red Velvet
PB213988
ไอศกรีม Sherbet

Overall Score

รสชาติอาหาร (8/10) ถึงแม้จะมีเมนูให้เลือกไม่มาก แต่ก็นับว่ารสชาติอาหารแต่ละจานจัดอยู่ในเกณฑ์ดีถึงดีมาก โดยเฉพาะคอสเต็กทั้งหลายที่ชื่นชอบ Rib Eye และ Wagyu ห้ามพลาด ขอบคุณ Chef Sebastian Schäfer ผู้กำกับความอร่อยของอาหารมื้อนี้

คุณภาพวัตถุดิบ (9/10) ขึ้นชื่อว่าเป็นร้านอาหารในเครือ Water Library ก็ต้องบอกเลยว่าไว้ใจได้ เชฟจะค่อนข้างมีอิสระในการเลือกวัตถุดิบที่ดีที่สุดเท่าที่หาได้ในการนำมาประกอบอาหาร จนบางครั้งไช้ก็คิดว่ามันต้องขนาดนั้นมั๊ย อย่างเกลือนี่ต้องมาจากเทือกเขาหิมาลัย เนื้อสัตว์และอาหารทะเลแต่ละชนิดมาจากหลากหลายประเทศแทบจะทั่วทุกมุมโลก

การบริการ (10/10) ร้าน The Capital ถึงแม้จะไม่หรูสุดในตระกูล Water Library แต่ผมก็จัดร้านให้ร้านนี้เป็น Fine Dining อยู่ดี พนักงานแต่ละคนดูสุภาพ มีมารยาท แต่งตัวดี พร้อมให้บริการเต็มที่ ประทับใจจริงๆ

บรรยากาศ (8/10) ถ้าถามว่าร้านนี้บรรยากาศเป็นยังไง โดยส่วนตัวก็ถือว่าใช้ได้นะ การใช้โทนสีดำทองเพื่อบ่งบอกรสนิยมความเรียบหรู แต่มันก็ไม่ได้ชิลล์มากถึงขั้นจะมี Live Band มาเล่น แม้จะอยู่บนตึกสูง แต่ก็ไม่ใช่ Rooftop ลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาทานที่นี่ไม่น่าจะคาดหวังบรรยากาศความหรูหราขนาดนั้น นอกจากจะหาที่เงียบๆ สบายๆ มานั่ง Hang out กันหลังเลิกงาน ถ้าร้านนี้อยู่ในย่านสุขุมวิทรับรองว่าแขกตรึม

ความคุ้มค่า (7/10) สำหรับคนเดินดินกินข้าวแกงทั่วไป ก็ถือว่าราคาอาหารก็แพงเอาการอยู่ Starter, Salad, Soup และ Pasta ตกเฉลี่ยต่อจานๆ ละ 300 บาท ++  ถ้าเป็น Main Course ประเภทสเต็ก แกะ หมู และปลา ก็ประมาณหลัก 1,000 บาทขึ้นไป แต่สำหรับท่านผู้บริหาร นักธุรกิจ การเลี้ยงรับรองแขกต่างชาติถือว่าคุ้มค่ามากๆ โดยเฉพาะการทานสเต็กนำเข้าในราคานี้ถือว่าหายากมากเมื่อเปรียบเทียบกับร้านอาหารดังๆ ตามโรงแรมทั้งหลาย

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ถือเป็นความเห็นและรสนิยมส่วนตัวอนุญาตให้ลอกเลียนแบบได้ ใครที่กำลังมองหาร้าน Steak และ Seafood Grill ชั้นดี ลองแวะมาทานที่ The Capital by Water Library ดูนะครับ

Reservation

สถานที่ตั้ง: ชั้น 3 ตึก Empire Tower บนถนนสาทรใต้ตัดกับถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ==> แผนที่การเดินทาง

เวลาเปิดร้าน: จันทร์-อาทิตย์: 11:30 – 23:00 น. 

เบอร์โทร: 02-286-9548

Facebook: https://www.facebook.com/TheCapitalBangkok

ราคาโดยเฉลี่ยต่อหัว: 1,000 บาทขึ้นไป (ในกรณีที่ทานสเต็กและซีฟู้ด)

Leave a Reply

%d bloggers like this: