ไปญี่ปุ่นคนเดียว..เตรียมตัวดีไม่มีหลง

เพิ่งฉลองยกเลิกวีซ่าด้วยการไปเที่ยวญี่ปุ่นคนเดียวพร้อมกระเป๋าล้อลากหนึ่งใบกับใจเหงาๆ ไม่ช่าย…กับกล้องคู่ใจอีกหนึ่งตัวต่างหาก ยังแอบคิดในใจเหมือนกันว่าถ้าเกิดพลัดหลงตกเครื่องบิน หรือขึ้นรถไฟผิดขบวนขึ้นมาจะทำยังไงดี? ในเมื่อไม่มีใครเป็นที่พึ่งเลยต้องเตรียมตัว เตรียมข้อมูลให้แน่นปึ๊กที่สุด เผื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นมา จะได้ไม่ต้องมายืนบื้อมึนงงทำอะไรไม่ถูก ขอออกตัวไว้ก่อนเลยว่า ผมไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องการเที่ยวญี่ปุ่นโดยกำเนิด ไม่เคยมาเรียนที่นี่ ฟัง พูด อ่าน เขียนไม่ได้เลยสักแอะ เท่าที่นึกออกคือเคยมาเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกก็เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว และนี่ก็เป็นครั้งที่สอง ความทรงจำค่อนข้างลางเลือนมาก เอาเป็นว่าประสบการณ์ในอดีตแทบจะไม่ช่วยอะไรเลย เพราะบ้านเมืองเขาคงเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก อย่างเดียวที่ทำให้กล้าเดินทางมาคนเดียวคือเราค้นคว้าหาข้อมูลมาเป็นอย่างดีจากเวบการท่องเที่ยวญี่ปุ่น และด้วยความที่พอจะฟุดฟิดฟอไฟเป็นภาษาอังกฤษได้ เลยคิดว่าทริปนี้คงไม่ตกระกำลำบากแน่ๆ (มั๊ง)

Kyoto Map

สิ่งที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้คือประสบการณ์ตรงของนักท่องเที่ยวมือสมัครเล่นที่ขอแชร์แผนการนำเที่ยว Kyoto-Osaka-Nara-Koyasan เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อใครๆ ที่อยากลองไปตะลุยประเทศญี่ปุ่นโดยไม่ต้องง้อไกด์บริษัททัวร์ ผมไม่สามารถการันตีได้ว่าคุณจะไม่หลงทาง แต่ผมเชื่อว่าคุณจะหาทางกลับถูก และที่สำคัญคุณจะประหยัดตังค์ในกระเป๋าไปเยอะเลย ถ้าพร้อมแล้วเชิญตามผมมาได้เลย ไช้ชวนทัวร์ขอเสนอตัวเป็นกัปตันจำเป็น ให้ท่านได้เพลิดเพลิน อิ่มเอมไปกับการทัวร์ญี่ปุ่นแบบรับประกันความทุลักทุเล ฮา ฮา

Fly me to Japan (จองตั๋วเครื่องบิน)

ทีแรกว่าจะไปเที่ยวโตเกียว แต่เผอิญหาไฟล์ทบินไม่ได้เพราะผมใช้ Mileage แลกในช่วงที่เขามีโปรโมชั่นใช้แต้มน้อยถึง 50% เลยได้โควต้ามาลงที่ Kansai แทน ลางานนานขนาดนี้ หาเพื่อนเที่ยวด้วยลำบากหน่อย (ไม่ค่อยมีใครเชื่อว่ามาเที่ยวคนเดียว) Where where is where where ผมว่าการเที่ยวคนเดียวมันดูตื่นเต้นและสนุกดีออก (เป็นคำแก้ตัวที่ฟังไม่ค่อยขึ้นเท่าไหร่ แต่ก็ช่วยทนอ่านจนจบก็แล้วกัน)

สำหรับบุคคลทั่วไปที่ไม่มีไมล์เหลือให้แลก ผมแนะนำให้ลองจองผ่านเอเยนต์หรือเช็คโปรผ่านเวบของสายการบินดู ช่วงนี้น่าจะแข่งขันกันดุเดือดอยู่ แต่เพื่อให้แน่ใจลองเช็คราคาผ่านหน้าเวบขายตั๋วต่างๆ ดูก่อนเผื่อส้มหล่นได้ตั๋วโปรโมชั่นราคาถูก ราคาตั๋วเครื่องบินไปกลับ กรุงเทพฯ-โอซากา โดยเฉลี่ยจะตกอยู่ประมาณ 20,000-50,000 บาท ขึ้นอยู่กับคลาส ช่วงเวลาที่ต้องการบิน และที่สำคัญคือมันเป็นไฟล์ทที่บินตรงหรือบินอ้อม

ผมลองเปรียบเทียบราคาโดยเวบของ Skyscanner โดยเลือกเฉพาะไฟลท์ที่บินตรง ผลลัพธ์ก็จะออกมาประมาณตารางด้านล่างนี้ (Japan Airlines และ สายการบินไทยเป็นหลัก ใช้เวลาในการเดินทาง 5 ชั่วโมงครึ่งโดยประมาณ) แต่ถ้าลองค้นหาแบบไม่จำกัด Route ผลลัพธ์และทางเลือกจะออกมาเยอะมาก ข้อเสียคือเราต้องไป via ที่ใดที่นึงก่อน ซึ่งบางไฟล์ทอาจใช้เวลาเดินทางรวมถึงครึ่งค่อนวัน (ทางเลือกนี้ไม่ค่อยแนะนำ เพราะมันทำให้เราเสียเวลาเที่ยวโดยใช่เหตุ)

หมายเหตุ: ในบางช่วงของปี สายการบินต่างๆ อาจทำโปรโมชั่นขายตั๋วราคาพิเศษบนหน้าเวบก็ได้ ถ้าอยากได้ของดีราคาถูก ต้องหมั่นเช็คโปรของสายการบิน หรือไม่ก็ผ่าน On line Agent อย่าง Skyscanner, Expedia, Cheapticket หรือจะลองติดตามแฟนเพจของ arpae.com ก็ได้

ถ้าให้แนะนำ พยายามเลือกไฟล์ทดึกเพื่อไปถึงที่นั่นในเวลาเช้า เกิดตกหล่นอะไรขึ้นมายังสามารถติดต่อศูนย์การท่องเที่ยว ที่พัก และสำนักงานอื่นๆ ได้ในเวลาทำการ แต่ว่าก็มีข้อเสียอยู่อย่างนึงคือไม่สามารถเช็คอินเข้าโรงแรมได้ในทันที เพราะเวลา Check-in ส่วนใหญ่จะอยู่ประมาณช่วงบ่ายสองถึงบ่ายสามขึ้นไป ยังไงก็ดีเราก็ยังสามารถฝากกระเป๋าไว้ก่อนได้ แล้วค่อยย้อนกลับมา Check-in ใหม่ เพราะฉะนั้นก่อนการเดินทางมาญี่ปุ่นควรนอนมาให้พอ ตอนมาถึงจะได้เที่ยวได้เลยโดยไม่รู้สึกเพลียมากจนเกินไป แต่ถ้าออกไปตระเวนข้างนอกแล้วอย่ากลับเข้ามาดึกมากนักในคืนแรก เพราะโรงแรมประเภทเรียวกังตามชานเมืองหรือโรงแรมขนาดเล็กเขาอาจปิดเคาน์เตอร์ตอน 2 ทุ่ม (เช็คให้ดีก่อน กันพลาด) มิอย่างนั้นคุณอาจเป็นผู้โชคดีได้นอนข้างทางในคืนแรก เงิบไปเลย

Get me out of Here (พาฉันออกจากสนามบิน)

[อัพเดท เดือนตุลาคม 2557]

หลังจากเขียนบล็อกนี้มาได้สักพัก คำถามนี้เป็นคำถามฮิตฮ๊อตที่สุด ด้วยความที่ผมก็ไม่ค่อยรู้อิโหน่อิเหน่สักเท่าไหร่กับภูมิภาคนี้ ไปมาก็แค่ครั้งสองครั้ง แต่พอโดนถามบ่อยๆ เลยต้องไปหาข้อมูลมาฝากกัน โดยหลักๆ แล้วคนจะนิยมอยู่ คือรถไฟ (Railway) และรถบัส (Limousine Bus) จะเลือกใช้อันไหนขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก คือหนึ่งสถานที่ตั้งของโรงแรมใกล้กับสถานีอะไรมากที่สุด สองแผนการเดินทางโดยรวมว่าตั้งใจจะอยู่ในเขตคันไซกี่วัน และสามความคุ้มค่าเงิน (ที่ท้ายบทความผมจะมีอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับตั๋วประเภทต่างๆ)

Railway Network

การเดินทางด้วยรถไฟออกจากสนามบินถือว่าสะดวกที่สุด ที่ Terminal 1 (2F) จะมีบริการของรถไฟ 2 ค่ายด้วยกันคือ JR และ Nankai เอาเป็นว่าถ้าคุณวางแผนซื้อ JR-Pass, JR-West Pass อยู่แล้วก็เลือกของค่ายนี้ แต่ถ้าคุณวางแผนซื้อ Kansai Thru Pass ก็เลือกค่าย Nankai

  • JR: สถานีหลักๆ ที่ค่าย JR แวะคือ Tennoji, Osaka, Shin-Osaka, Kyobashi, Kyoto, Kobe (สามารถออกตั๋วคู่กับ Haruka Express แบบ Non-reserved seat ได้) ถ้าซื้อ JR-West Pass ต้องใช้ตั๋วนี้เพื่อเข้า/ออกสนามบินภายใน 4 วัน แต่ถ้าซื้อคู่กับ ICOCA Card สามารถเก็บตั๋วได้ถึง 2 สัปดาห์
  • Nankai: สถานีหลักๆ ของค่ายนี้คือ Namba, Sakai, Koyasan เหมาะสำหรับคนที่วางแผนเที่ยวในเขตชานเมืองของภูมิภาคคันไซ

คุณสามารถอ่านรายละเอียดและตารางเวลาของเส้นทางรถไฟออกจากสนามบินผ่านลิงค์นี้ครับ (หมายเหตุ: ในกรณีที่โรงแรมที่คุณพักไม่ได้อยู่ใกล้กับสถานี JR คุณอาจจะต้องลากกระเป๋าต่อรถไฟใต้ดินอีกต่อนึง)

Limousine Bus

สำหรับคนที่ไม่ชอบลากกระเป๋าโดยเฉพาะผู้สูงวัยขอเชียร์ออฟชั่นนี้ครับ อัตราค่าบริการก็ไม่ถึงกับแตกต่างกับรถไฟมากนัก Bus Stop เข้าเมืองจะอยู่ที่ Terminal1 (1F) เป็นซะส่วนใหญ่ ตั๋วเที่ยวเดียวจะตกประมาณ 1,500-2,000 Yen ต่อเที่ยว ถ้าซื้อแบบตั๋วไปกลับจะถูกกว่าครับ คุณสามารถเช็คดูรายละเอียดของสถานีปลายทาง ตำแหน่งของรสบัส ตารางเวลาในการออกเดินทาง และอัตราค่าโดยสารได้จากลิงค์นี้ครับ 

Late Night Arrival

คำเตือนสำหรับผู้ที่ชอบซื้อตั๋วโปรราคาถูกมาาาาาาก: กรุณาตรวจสอบเที่ยวบินว่าเครื่องแลนดิ้งที่สนามบินคันไซตอนกี่โมง ประเด็นมีอยู่ว่ามีสายการบินโลว์คอสต์ชอบลงเครื่องตอนประมาณ 4  ทุ่มครึ่งถึงเที่ยงคืน ปัญหามีอยู่ว่าคุณจะออกจากสนามบินยังไงเพราะมันเลยเวลาทำการของรถไฟและรถโค้ชเข้าเมืองโอซาก้าและเกียวโตเที่ยวสุดท้ายไปแล้ว (ประมาณ 4-5 ทุ่ม) ถ้าคุณตกอยู่ในสถานการณ์นี้คุณมีทางเลือกอยู่ 4 ทางดังนี้ครับ

ถึงอย่างไรก็ดี ถ้าเลี่ยงได้ผมไม่ขอแนะนำการเดินทางแบบนี้ครับ เพราะมันน่าหวาดเสียวไปหน่อย ไหนจะหวั่นว่าไฟล์ทจะดีเลย์หรือไม่ จะใช้เวลาผ่านด่าน ตม.นานมั๊ย จะหลงทางในสนามบินรึเปล่า จะซื้อตั๋วเป็นรึเปล่า ขึ้นรถทันมั๊ย แล้วไปถึงที่หมายเลยรึเปล่า หรือว่าจะต้องต่อแท๊กซี่เข้าโรงแรมอีก สำหรับคนที่ทำการบ้านมาดีก็ไม่ว่ากัน แต่สำหรับคนที่เดินทางไปครั้งแรก มันจะตื่นเต้นมากไปรึเปล่าครับ

  • สำหรับคนที่ต้องการคำแนะนำจากบริษัททัวร์ที่เชี่ยวชาญเส้นทางของญี่ปุ่น ผมแนะนำ 2 ที่นี้ครับ เป็น One-stop service เพราะเขาสามารถจองตั๋ว ที่พัก แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว และซื้อตั๋วรถไฟให้ได้เสร็จสรรพ
  • JTB Thailand เจ้านี้เป็นบริษัททัวร์ยักษ์ใหญ่ที่มีสาขามากมายในประเทศญี่ปุ่น
  • H.I.S. เจ้านี้ก็เป็นบริษัททัวร์ที่มีคอนเนกชั่นกับสายการบินและข้อมูลการท่องเที่ยวญี่ปุ่นมากมายเช่นกัน

Data Roaming in Japan (ต่อติดตามกระแสโซเชียล)

[อัพเดท เดือนตุลาคม 2557]

จะไปญี่ปุ่นทั้งทีจะขาดการติดต่อกับเพื่อนๆ บนสังคมออนไลน์ได้อย่างไร ไหนจะต้องถ่ายรูปมาอวดเพื่อนที่ทำงานงกๆๆ อยู่เมืองไทย ไหนจะต้อง facetime คุยกับแฟน line chat คุยกับคนทางบ้านอีก ทีนี้เรามาดูกันว่าเรามีทางเลือกอะไรบ้างในการไม่พลาดการติดต่อสื่อสารระหว่างอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น

  • ใช้บริการ Data Roaming จากค่ายโทรศัพท์มือถือในไทย ไม่ว่าจะเป็นบริการของ AIS International Roaming, dtac International Roaming, True Move H International Roaming แต่ละค่ายก็มีบริการ International Data Roaming Package เป็นของตัวเอง ถูกที่สุดที่เห็นคือ 320 บาทไปจนถึงวันละ 400-500 บาท ข้อดีคือไม่ต้องเปลี่ยนซิมการ์ด ข้อเสียคือระวังโดนค่าบริการอื่นๆ แถมมาด้วยในกรณีที่เน็ตรั่ว พื้นที่ในการให้บริการไม่ครอบคลุม
  • ใช้บริการเช่า Pocket Wifi จากเมืองไทยไป เท่าที่เคยหาข้อมูลมีอยู่ 2 ค่ายคือ BS-Mobile และ Wise Pocket Wifi ขั้นตอนในการเช่าคล้ายๆ กันคือ กรอกใบสมัครบนเวบ, ชำระเงิน, เลือกสถานที่ในการรับเครื่อง (เลือกได้ทั้งที่สนามบิน หรือสถานที่นัดพบที่กำหนด), เปิดใช้บริการที่จุดหมายปลายทาง และนำมาคืนภายใน 1-2 วันหลังจากเดินทางกลับ อัตราค่าบริการช่วงโปรโมชั่นจะอยู่ที่ 200 บาท/วัน ย่ิงเช่านานยิ่งถูก ข้อดีคือการสามารถปล่อยแชร์ได้ถึง 10 เครื่อง แบตใช้ได้นานต่อเนื่องประมาณ 10-12 ชม. (ในกรณีเดินทางไปกลุ่ม ออพชั่นนี้ถือว่าเริ่ดมาก) ข้อเสียคือมีอุปกรณ์ให้พกเพิ่มมาอีกเครื่องนึง
  • เช่าโทรศัพท์มือถือ หรือ Wifi router หรือซื้อซิมการ์ดที่ญี่ปุ่น (รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเช่าอุปกรณ์สื่อสารที่สนามบินคันไซ อ่านที่นี่ครับ) ข้อดีคือไม่ต้องเป็นภาระจัดการธุระจากเมืองไทย ข้อเสียคืออัตราค่าบริการอาจจะไม่ถูกกว่า ซิมที่นั่นอาจใช้กับโทรศัพท์บางรุ่นไม่ได้ แถมยังต้องวุ่นวายเกี่ยวกับเรื่องตั๋วสารพัดชนิดอีก

Itinerary (ปฏิบัติการร่างแผนเที่ยว)

หลังจากจองตั๋วเครื่องบินเสร็จแล้ว ควรวางแผนเที่ยวก่อนเป็นอันดับต่อไป เพราะจะทำให้ตัดสินใจได้ว่า คืนไหนจะพักอยู่เมืองไหน จะเลือกซื้อตั๋วรถไฟแบบไหน ให้สอดคล้องกับแผนการเดินทาง ใครที่ต้องการดูโปรแกรมตัวอย่างที่ผมร่างขึ้นมาเองจากการเสิร์ชข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง ให้คลิ๊กที่ลิงค์ด้านล่างนี้เลยครับ (รายละเอียดยิบเป๊ะเว่อร์มาก ไม่สงวนลิขสิทธิ์ในการดำเนินรอยตามครับ)

ขอบคุณข้อมูลที่ค่อนข้างครบถ้วนสมบูรณ์จากเวบ Japan-Guide.com ทำให้ทริปนี้ง่ายขึ้นเยอะเลย ส่วนถ้าเป็นเรื่องการจัดเรตติ้งสถานที่ท่องเที่ยวและแนะนำสถานที่กินคงต้องยกให้ Tripadvisor.com ผมเข้าไปรีวิวสถานที่เที่ยวและร้านอาหารชื่อดังอยู่หลายร้าน (ติดตามได้ที่ @chaichuanchim ครับ)

เนื่องจากทริปนี้มีระยะเวลายาวนานถึง 9 วัน ผมจึงแบ่งการเดินทางออกเป็นโซนๆ ดังนี้ครับ

  • Kyoto (5 วัน 4 คืน) อยู่เที่ยวจบครบทุกภาค เหนือ ใต้ ออก ตก และภาคกลาง สถานที่สำคัญๆ ที่ไม่ควรพลาดได้แก่ Kinkakuji Temple (Golden Pavilion), Ninnaji Temple, Ginkakuji Temple (Silver Pavilion), Kiyomizu-dera Temple (Pure Water), Heian Shrine, Kyoto Imperial Palace, Nijo Castle, Tenryuji Temple, Jojakkoji Temple, Fushimi Inari Shrine อาจตัดบางสถานที่โดยเฉพาะวัดบางแห่งออกได้บ้าง เพราะวัดแต่ละวัดก็มีทัศนียภาพที่คล้ายๆ กัน ถ้าเปรียบเทียบกับที่อื่นแล้ว เกียวโตนับเป็นเมืองที่เหมาะสำหรับการ Walk Tour มาก เพราะทิวทัศน์และสถานที่ท่องเที่ยงจะเกาะกลุ่มกัน ทำให้สามารถแบ่งเวลาเที่ยวเป็นฟากๆ ได้ โปรดติดตามอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองเกียวโตได้ที่นี่===> Kyoto…I Love You เกียวโต ผมรักคุณ

Kyoto

  • Osaka (3 วัน 3 คืน) โอซาก้าเป็นเมืองใหญ่รองจากโตเกียว สิ่งที่น่าสนใจของเมืองนี้นอกจาก Aquarium และ Universal Studios แล้ว ส่วนใหญ่ก็จะเป็นสถานที่ชมวิวจากบนตึกสูงเช่น Osaka Castle, Floating Garden Observatory, Osaka Prefectural Government Sakishima Building Observatory, Tsutenkaku Tower และอื่นๆ ที่พลาดไม่ได้เมื่อมาถึงที่นี่คือการเดินช้อปปิ้งแถว Namba, Umeda, Shinsaibashi, Nippombashi แล้วแวะหาอะไรอร่อยๆ กินที่ Dotonbori โปรดติดตามการทัวร์เมืองโอซาก้าอย่างจัดเต็มได้ที่นี่===> Osaka…Aha Aha I Like It โอซาก้า ผมชอบคุณนะ

Osaka

  • Nara (1 วัน) นาระเป็นเมืองเล็กๆ มีจุดเด่นอยู่ที่วัด Todaiji Temple และ Nara Park สามารถจัด Day tour แบบไปเช้าเย็นกลับได้ ซึ่งอยู่ห่างจากโอซากาไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าอยากสัมผัสประสบการณ์แบบใกล้ชิดจริงๆ แนะนำให้หาเรียวกัง (Ryokan) ซึ่งเป็นโรงแรมสไตล์ญี่ปุ่นพักสักหนึ่งคืน โปรดติดตามเรื่องราวของกวางน้อยที่เมืองนาราได้ที่นี่===> My Deer Nara นารา น่ารัก

Nara

  • Koyasan (2 วัน 1 คืน) โคยะเป็นเมืองเล็กๆ ในเขตของ Wakayama ที่อยู่ทางตอนใต้ของเกียวโตและโอซากา อากาศค่อนข้างเย็นเพราะอยู่ท่ามกลางหุบเขา ถือเป็น Highlight ของทริปนี้ก็ว่าได้ เพราะน้อยคนที่จะดั้นด้นมาถึง แต่ถ้าได้ลองสัมผัสบรรยากาศที่ดี บวกกับได้มาค้างอ้างแรมอยู่ที่วัดในเมืองแห่งนี้ รับรองว่าประทับใจไม่รู้ลืม โปรดติดตามอ่านเรื่องราวอันน่าประทับใจกับคืนหนึ่งที่โคยะซังได้ที่นี่ครับ สุขสงบอย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียวครับ===> Koyasan…The Miracle of Peace มหัศจรรย์แห่งความสงบ

Koyasan

Where to stay (จองที่พัก)

หลังจากเสาะแสวงหาที่พักราคาย่อมเยาอยู่นานแสนนานก็พบว่า ปลื้มกับ Japanican.com เป็นอย่างมาก เป็นเวบที่รวมรวมสถานที่พักทั่วประเทศญี่ปุ่น โดยจัดเรียงตามหมวดหมู่ยอดนิยมทำให้ค้นหาได้ง่าย โดยเขาแยกโรงแรมทั่วไปออกจากที่พักแบบเรียวกัง Ryokan (Japanese style Inn) เลยทำให้เลือกได้ง่ายว่าอยากจะพักเมืองไหน สไตล์ไหน ในงบประมาณเท่าไหร่ แล้วแต่ละที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรบ้าง ที่ชอบมากเป็นพิเศษคือนอกจากการจัดเรียงผลการค้นหาตามเรตติ้งแล้วเขายังมีระบุว่าด้วยว่าอันไหนเป็น Japanese Picks คือคนญี่ปุ่นชื่นชอบมากเป็นพิเศษ มาทริปนี้ผมใช้บริการ Japanican ไปถึง 3 แห่ง นั่นคือ โรงแรม New Miyako Hotel (Kyoto), Hotel Kuramoto (Ryokan in Osaka) และ Koyasan Onsen Fukuchi-in (Temple Lodging in Koyasan) ส่วนอีกที่ดันไปได้ดีลที่ดีกว่าผ่าน Booking.com ชื่อว่าโรงแรม Hotel Monterey (Osaka) ข้อดีของทั้ง 2 เวบนี้คือเมื่อเราจองไปแล้ว เราสามารถ cancel booking ได้ ถ้าแจ้งล่วงหน้าก่อนวันเช็คอินประมาณ 2-3 วันจะไม่เสียค่าธรรมเนียมใด ๆ หลังจากนั้นก็เขาก็จะหักเงินมัดจำ 20%, 80% และ 100% ตามลำดับ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับเวบ Agoda.com แล้ว เราจะเสียเงินทันที 100% ตั้งแต่วันจอง ถ้าจะขอ Refund ก็จะยุ่งยากพอสมควร

New Miyako
New Miyako Hotel, Kyoto
Monterey Osaka2
Hotel Monterey, Osaka
Kuramoto
Hotel Kuramoto, Osaka
Fukuchiin
Fukuchiin, Koyasan

โรงแรมที่ขอแนะนำในเกียวโต (พยายามเลือกในละแวก Kyoto Station เข้าไว้ เพราะมันอยู่ศูนย์กลางของทุกสิ่ง เดินทางไปไหนมาไหนค่อนข้างสะดวก)

  • Hotel Granvia Kyoto โรงแรมนี้มีทางเข้าเชื่อมต่อกับ Kyoto Station เลย สะดวกสุดๆ
  • APA Villa Hotel Kyoto-ekimae โรงแรมนี้อยู่ห่างจาก Kyoto Station ไม่เยอะ เดินถึงภายใน 3-5 นาที
  • New Miyako Hotel โรงแรมนี้อยู่ใกล้กับสถานี Shinkansen ในบริเวณเดียวกับ Kyoto Station เดินได้ภายใน 5-10 นาที

โรงแรมที่ขอแนะนำในโอซาก้า (พยายามเลือกในย่าน Umeda Station ศูนย์กลางของสถานีขนส่งทั้งหลาย หรือไม่ก็เป็น Namba, Shinsaibashi, Nippombashi ซึ่งเป็นย่านช้อปปิ้ง หรือถ้าไกลออกไปอีกหน่อย ก็ให้เลือก Shin-Osaka เป็นสถานีที่สามารถขึ้นรถไฟ Haruka Express ต่อไปสนามบิน Kansai ได้เลย)

  • Hearton Hotel โรงแรมในเครือนี้มีให้เลือกอยู่หลายแห่ง ทั้งที่ Nishi-Umeda, Kita-Umeda และ Shinsaibashi
  • Hotel Monterey Osaka เป็นโรงแรมที่ผมเลือก อยู่ใกล้กันกับ Hearton-Nishi-Umeda อยู่ห่างจาก JR Station-Osaka เพียง 5 นาที
  • New Hankyu Osaka Hotel โรงแรมนี้ก็เป็นเครือใหญ่ของญี่ปุ่น เดินทางสะดวกสะบายใกล้สถานี Umeda สุดๆ
  • Hotel Nikko Osaka เป็นโรงแรมในเครือ JAL ตั้งอยู่บนถนน Shinsaibashi สะดวกมากสำหรับนักช้อป
  • Cross Hotel Osaka เป็นโรงแรมแนวโมเดิร์น ตั้งอยู่บนถนน Shinsaibashi เช่นกัน อยู่ติดถนนใหญ่ หาไม่ยาก 

หมายเหตุ: คุณสามารถเข้าไปอ่านรีวิวที่ผมเขียนไว้ด้วยการกดลิงค์ไปที่ชื่อโรงแรมได้เลยครับ

Getting around (แผนการเดินทาง)

การคมนาคมขนส่งของประเทศญี่ปุ่นนั้นนับว่าสุดยอดมาก แม้จะดูซับซ้อนงงงวยเอาการ แต่พอหลงทางสักทีสองที เริ่มเข้าใจแผนที่และป้ายบอกทางแล้ว ทีนี้ไปไหนมาไหนก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ก่อนอื่นต้องปูพื้นฐานกันสักนิดว่าคนญี่ปุ่นเขาเดินทางไปไหนมาไหนกันยังไง (อ่านคู่มือการเดินทางสำหรับคนญี่ปุ่นได้ที่นี่ครับ) ขอสรุปง่ายๆ ตามที่เข้าใจดังนี้ครับ

  • Train หรือรถไฟนั้นถือเป็นยานพาหนะที่สะดวกสำหรับการเดินทางข้ามเขตและข้ามเมืองเพราะว่ามันทะลุทะลวงเป็นทั่วเกาะญี่ปุ่น เราจะคุ้นเคยกับคำว่า JR (Japan Railway) เพราะมันคือขบวนรถไฟสายหลักที่รัฐถือหุ้นเป็นส่วนใหญ่ แต่ว่าก็ยังมีขบวนรถไฟขนาดเล็กซึ่งเป็นสายของเอกชนด้วย เช่น Kintetsu, Nankai, Hankyu เป็นต้น
  • Shinkansen เป็นขบวนรถไฟความเร็วสูง (Super Express) operate โดย JR มีอยู่ด้วยกันหลายสาย แต่สายที่สำคัญก็คือ Tokaido ซึ่งเป็นสายที่วิ่งระหว่าง Tokyo-Nagoya-Kyoto-Osaka การเดินทางด้วย Shinkansen เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความรวดเร็วเร่งด่วนในการเดินทางข้ามเมือง
  • Subway คือขบวนรถไฟใต้ดินตามเมืองสำคัญๆ ของญี่ปุ่น เหมาะสำหรับการเดินทางภายในเมือง ข้อดีคือมันประหยัดเวลาและช่วยให้เราไปถึงที่หมายปลายทางได้ง่ายโดยการหมั่นสังเกตหมายเลขทางออก 
  • Citybus คือรถเมล์ที่แวะจอดตามสถานที่สำคัญต่างๆ ภายในเมือง ที่บางครั้งรถไฟและรถไฟใต้ดินก็พาเราไปไม่ถึง เหมาะสำหรับนักเดินทางที่ต้องการนั่งรถชมเมือง Citybus คือทางเลือกที่น่าสนใจ เพียงแต่ว่าอาจจะใช้เวลานานกว่าที่คิด เนื่องจากต้องจอดรับผู้โดยสารตามป้ายต่างๆ ตลอดเส้นทาง

เอาล่ะมาถึงคำถามสำคัญ นั่นคือ “แล้วเราควรจะซื้อตั๋วแบบไหนจึงจะคุ้มที่สุด” เชื่อหรือไม่ ผมใช้เวลาศึกษาอยู่นานกว่าจะเข้าใจว่า JR-Pass มันแตกต่างจาก ICOCA, Kansai Thru Pass และ Shinkansen ตรงไหน? ก่อนที่จะเฉลยว่าคุณควรจะซื้อตั๋วรถไฟแบบไหนที่เหมาะเหมงที่สุด คุณควรจะตอบคำถาม 3 ข้อนี้ให้ได้เสียก่อน

  1. คุณวางแผนจะไปเที่ยวเมืองไหนบ้าง? (นี่คือเหตุผลที่ผมให้คุณทำการบ้านโดยการร่างกำหนดการแผนการท่องเที่ยวเป็นอันดับแรก จะได้รู้ว่าเมืองแต่ละเมืองที่คุณจะไปแวะมันอยู่ห่างกันขนาดไหน)
  2. คุณมีเวลาอยู่แต่ละที่กี่วัน? (ระยะเวลาจะเป็นตัวกำหนดว่าคุณควรจะเลือกตั๋วแบบไหน เพราะตั๋วบางแบบมันมีเงื่อนไขบังคับให้ใช้ติดต่อกันภายใน 2-4 วันด้วย)
  3. ในแต่ละวันคุณวางแผนไปเที่ยวที่ไหนบ้าง? (จาก Itinerary ที่วางไว้ มันพอจะบอกได้คร่าวๆ ว่า วันๆ นั้นคุณควรจะเดิน นั่งรถเมล์ รถไฟใต้ดิน หรือจะตีตั๋วยาวด้วยการนั่งรถไฟข้ามเมือง)

JR-West Pass

ตั๋วรถไฟในเขต Kansai ของค่าย Japan Railway มีให้เลือกอยู่  3 แบบคือ Kansai Area Pass, Kansai Wide Area Pass และ Sanyo Area Pass ทั้ง 3 แบบคล้ายๆ กันคือ สามารถใช้ Haruka Express ซึ่งเป็นขบวนรถไฟที่ไป/กลับสนามบิน Kansai ได้ จะต่างกันก็ตรงที่เขตที่ครอบคลุม (ยิ่งไปไกลยิ่งแพง) ถ้าคุณตอบคำถามข้อแรกได้แล้ว คุณก็เลือกอันที่ครอบคลุมที่สุดในราคาที่ประหยัดที่สุด ข้อเสียของ 2 แบบแรกคือมันมีอายุสูงสุดเพียง 4 วันติดต่อกันเท่านั้น ฉะนั้นถ้าคุณตั้งใจอยู่ในเขต Kansai นานเกิน 4 วันล่ะก็ แบบนี้จะไม่คุ้มทันทีเพราะว่าคุณสามารถใช้เดินทางออกจากสนามบินได้ แต่ขากลับต้องซื้อใหม่อีกรอบ แล้วยิ่งถ้าใน 4 วันนั้นคุณเน้นเที่ยวในตัวเมืองเกียวโตหรือโอซาก้า ซึ่งจำเป็นต้องเดินทางด้วย Subway หรือ Citybus อันนี้อยู่นอกเงื่อนไขการใช้งานนะครับ (สรุปว่า JR-West Pass เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวในเขต Kansai ภายใน 4 วันและเป็นการเดินทางข้ามเมืองไปมาระหว่าง Osaka-Kyoto-Nara-Kobe-Himeji)  +++ แนะนำให้ซื้อบัตรชนิดนี้จากเอเยนต์ในประเทศไทยก่อนออกเดินทางหรือทำการจองผ่านระบบออนไลน์ได้ที่นี่ครับ Kansai Area Pass Reservation

ICOCA & Haruka

ตั๋ว ICOCA + Haruka นี้เป็นบัตรของค่าย JR เหมือนกัน เพียงแต่แตกต่างกับ JR Pass ตรงที่คุณสามารถใช้ซื้อตั๋วไป/กลับ Haruka Express ได้โดยมีอายุนานถึง 2 อาทิตย์ ส่วนบัตร ICOCA นั้นเป็นบัตร Prepaid ที่ใช้แทนเงินสดในการซื้อตั๋วในแต่ละเที่ยวตามราคาค่าโดยสารที่เกิดขึ้นจริงตามระยะทาง (Feature คล้ายๆ กับบัตร Rabbit Card ที่ใช้ในบ้านเรา เพียงแต่บัตรของเขามีคุณประโยชน์มากกว่าหลายขุม) คุณสามารถซื้อบัตร ICOCA+Haruka ได้ในราคา 4,000 Yen นอกจากสามารถซื้อตั๋วไป/กลับสนามบิน Kansai ได้แล้ว คุณจะมีวงเงินเหลืออยู่ในบัตร ICOCA อยู่ 1,500 Yen (อีก 500 Yenเป็นค่ามัดจำบัตร) ข้อดีอีกอย่างของบัตรชนิดนี้คือสามารถนำไปใช้ซื้อของตาม Vending machine ร้านสะดวกซื้อ และร้านค้าที่ร่วมรายการได้ แถมใช้ไม่หมดยังสามารถ Refund เงินที่เหลืออยู่ในบัตรได้ด้วย (ดูรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้งานของบัตร ICOCA_eng ได้ที่นี่ครับ)  (สรุปว่า ICOCA & Haruka เหมาะสำหรับคนที่เดินทางอยู่ในเขต Kansai เกิน 4 วัน ต้องการใช้ตั๋วไป/กลับสนามบินด้วย Haruka Express และใช้บัตร ICOCA ควบคู่กับ City Pass อื่นๆ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย) +++บัตรชนิดนี้เอเยนต์ไม่มีจำหน่ายต้องทำการจองผ่านระบบออนไลน์หรือซื้อที่ JR Office ที่ญี่ปุ่นเท่านั้น คลิ๊กที่นี่เพื่อทำการจอง

icoca card
Icoca + Haruko Express

Kansai Thru Pass

บัตร Surutto Kansai Thru Pass นั้นมีลักษณะคล้ายๆ กับบัตร JR-Pass คือเป็นตั๋วที่ใช้ขึ้นรถไฟของ Private Railways ต่างๆ (ยกเว้นค่าย JR) ไปยังเมืองต่างๆ ที่ครอบคลุมเขต Kansai ได้ลึกกว่าสายของ JR อีกทั้งยังสามารถใช้กับ Subway หรือรถไฟใต้ดินได้อีกด้วย ตั๋วชนิดนี้มีให้เลือกแบบ 2 วัน (3,800 Yen) และ 3 วัน (5,000 Yen) สามารถใช้ได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ติดต่อกัน เช่นใช้วันจันทร์กับวันพุธ (นับเป็น 2 วัน) นอกจากนี้ตอนซื้อตั๋วเขาจะแนบคูปองส่วนลดมาให้สำหรับการใช้เข้าชมสถานที่ต่างๆ ที่อยู่ในรายการ (สามารถดูรายชื่อสถานที่และร้านค้าที่ร่วมรายการได้ที่นี่ Kansai Privileges) (สรุปว่าบัตรนี้เหมาะสำหรับนักเดินทางที่ต้องการใช้ข้ามเขตเมืองต่างๆ โดยเฉพาะเมืองที่ไม่อยู่ในสายของ JR อย่าง Koyasan บัตรนี้ครอบคลุมการใช้ Subway และ Citybus ในบางเมืองด้วย) +++บัตรชนิดนี้สามารถซื้อได้จากเอเยนต์และโรงแรมชั้นนำในเขต Kansai รวมถึงสถานีรถไฟสำคัญๆ และที่สนามบิน 

kansai copy
Kansai Thru Pass with Guidebook & Area Map

One-day Pass (Subway)

ที่เกียวโตจะมี 1-day Subway Pass ชนิดนี้ขายในราคา 600 Yen ซื้อได้ที่ตู้จำหน่ายตั๋ว ใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งภายใน 1 วัน ส่วนที่โอซาก้านั้นจะไม่มีขายตั๋วแบบเดี่ยวๆ มีแต่เป็น 1-day Pass ที่รวม Subway+Citybus+New Tram เข้าด้วยกัน ขายในราคา 850 Yen (ราคาถูกลงสำหรับวันหยุด น่าจะเหลืออยู่ 600 Yen ถ้าทำไม่ผิด) หาซื้อได้ที่ตู้จำหน่ายตั๋วที่สถานีรถไฟและศูนย์บริการท่องเที่ยว (บัตรชนิดนี้เหมาะสำหรับการเดินทางไปมาในตัวเมืองแบบถี่ๆ ถ้าขึ้นรถไฟใต้ดินได้วันละประมาณ 4 รอบขึ้นไปก็น่าจะคุ้มละครับ)

Subway Ticket
ตู้จำหน่ายตั๋วรถไฟใต้ดิน (Subway)

One-day Pass (Citybus)

ที่เกียวโตโดยปกติแล้วค่าโดยสารสำหรับรถเมล์สีเขียวจะตกอยู่ที่ 220 Yen ต่อหนึ่งทริป (ไม่จำกัดระยะทาง เว้นแต่สายที่วิ่งออกนอกโซน อาจต้องจ่ายค่าโดยสารเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามระยะทาง) ถ้าคุณซื้อตั๋วเป็นแบบ 1-day Pass จ่ายเพียง 500 Yen คุณสามารถขึ้นลงรถไฟกี่รอบก็ได้ไม่จำกัดภายใน 1 วัน ตั๋วชนิดนี้หาซื้อได้ตามตู้จำหน่ายตั๋วใกล้กับสถานีรถเมล์หรือจะซื้อที่คนขับรถก็ได้ สำหรับเมืองอื่นๆ เช่น Nara, 1-day limited pass ราคาจะอยู่ที่ 500 Yen ส่วนที่ Koya เขาจะคิดค่าโดยสารตามระยะทาง เว้นแต่จะซื้อตั๋ว 1-day Pass ซึ่งราคาสูงขึ้นมาเป็น 800 Yen ต่อวัน (สรุปแล้วบัตรนี้เหมาะสำหรับการเดินทางระยะสั้นในตัวเมือง ถ้าขึ้นโดยเฉลี่ยครบ 3 ครั้งเมื่อไหร่ก็ถือว่าถอนทุนคืนได้แล้วครับ)

City Bus
City Bus เมืองเกียวโตมีหน้าตาแบบนี้

Sightseeing Pass

Sightseeing Pass ของเมืองเกียวโต จะคล้ายๆ กับ 1-day pass ของโอซาก้าคือรวม Subway+Citybus มีให้เลือกแบบ 1 วัน (1,200 Yen) กับ 2 วัน (2,000 Yen) ตามความเห็นของผมน่าจะเลือกไปเลยว่าวันไหนจะนั่งรถเมล์ วันไหนจะนั่งรถไฟ จะได้ไม่ต้องซื้อซ้ำซ้อน วิธีนี้จะช่วยให้คุณประหยัดเงินได้ถึง 600-700 Yen ต่อวัน (ฟังดูงกเนาะ)

แต่ว่าอันนี้สิเจ๋งที่เมืองโอซาก้าเขามีขาย Unlimited Pass (ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็น Amazing Pass แล้ว) บัตรนี้ไม่ได้รวมแค่ตั๋ว Subway และ Citybus เท่านั้น แต่ยังรวมตั๋วเข้าชมสถานที่ต่างๆ ถึง 28 แห่ง อาทิ Osaka Castle, Tempozan Ferris Wheel, Santa Maria Cruise, Observatories Deck ทั้งหลาย พร้อมคูปองส่วนลดค่าเข้า Spa world และร้านอาหารต่างๆ ที่ร่วมรายการ ถ้าตั้งใจไปสถานที่นี้อยู่แล้ว อาจคุ้มกว่าการซื้อแยกกับ สำหรับราคา 1-Day Pass เขาขายอยู่ที่ 2,300 Yen (เพิ่งปรับราคาขึ้นจากปีที่แล้ว 2,000 Yen) ใช้ได้ไม่อั้นภายใน 1 วัน (ตั๋วนี้จะรวม subway และ private railway networkด้วย) ส่วนแบบ 2-Day Pass นั้นจ่ายเพียง 3,000 Yen (เพิ่งปรับราคาจาก 2,700 Yen) ก็ใช้ได้ตลอด 2 วันเต็ม นับว่าคุ้มสุดๆ ขอรับ (ใช้ได้เฉพาะ subway network เท่านั้น) ตั๋วแบบนี้ขายให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเท่านั้นจึงจำเป็นต้องโชว์พาสปอร์ตตอนที่ซื้อด้วยครับ ผมลองคำนวณเล่นๆ ถ้าเข้าชมสถานที่ต่างๆ เพียง 4 แห่งขึ้นไป แค่นี้ก็คุ้มค่าใช้จ่ายที่ลงทุนไปละครับ (รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Osaka Amazing Pass ดูได้ที่นี่เลยครับ) (สรุปว่าบัตรนี้สุดแสนจะคุ้ม ซื้อได้โดยไม่ต้องคิด เพราะสถานที่เข้าชมต่างๆ ล้วนเป็นที่ๆ น่าไปทั้งนั้น เสียดายที่ไม่ได้รวม Aquarium และ Universal Studio เข้าไปด้วย ไม่งั้นลงเลิศเลอเพอร์เฟ็คสุดๆ)

osaka pass
Osaka Unlimited Pass with Guidebook

My-Way Package

จากแผนการท่องเที่ยวที่ผมวางไว้ใน Itinerary ด้านบน ผมเลือกใช้ตั๋วตามลักษณะการเดินทางดังนี้ครับ

Day 1: Kansai Airport-Kyoto (ใช้ตั๋ว Haruka Express + 1-day subway Pass)

Day 2: Western Kyoto-Arashiyama (ใช้ ICOCA Card นั่ง JR-Sagano Line ไปกลับ)

Day 3: Eastern Kyoto (ใช้ 1-day citybus pass)

Day 4: Northern Kyoto (ใช้ 1-day citybus pass)

Day 5: Southern Kyoto-Nara-Osaka (ใช้ ICOCA Card ไป Fushimi Inari และใช้ Kansai Thru Pass-1  จาก Kyoto ไป Nara แล้วกลับขึ้นมา Osaka)

Day 6: Osaka-Koyasan (ใช้ Kansai Thru Pass-2)

Day 7: Koyasan-Osaka (ใช้ Kansai Thru Pass-3)

Day 8: Osaka (ใช้ Osaka 2-day Pass)

Day 9: Osaka-Kansai Airport (ใช้ Osaka 2-day Pass + Haruka Express)

เบ็ดเสร็จแล้วผมเสียเงินค่าเดินทางบวกค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ ในโอซาก้าไปประมาณ 13,300 Yen (4,255 บาท) ซึ่งรวม Haruka+ICOCA (4,000 Yen), 3-Day Kansai Thru Pass (5,000 Yen), 1-day Subway Pass (600 Yen), 2-day City Bus (1000 Yen), Unlimited 2-day Pass (2,700 Yen) นับว่าคุ้มสุดๆ แล้วครับ สุดแสนจะภูมิใจในความงกของตัวเอง อิ อิ

Survival tips (คู่มือการเอาตัวรอด)

มีอยู่หลายสิ่งอันที่ถือเป็นข้อมูลเสริมเพื่อให้คุณสามารถใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในประเทศญี่ปุ่น (ฟังดูเหมือนจะไปออกรบ) สำหรับคนที่เดินทางไปกับทัวร์ผมไม่ค่อยเป็นห่วงเท่าไหร่ แต่สำหรับคนที่เดินทางไปคนเดียว โปรดฟังทางนี้ สิ่งที่จะพูดต่อไปนี้อาจช่วยชีวิตคุณได้ และนี่คือ 8 ข้อพึงปฏิบัติเมื่อเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น (โดยลำพัง)

1. Document Preparation (จัดเตรียมเอกสารการเดินทางให้ครบและพร้อมอยู่เสมอ)

เพื่อความไม่ผิดพลาด แนะนำให้ถ่ายสำเนาพาสปอร์ตเก็บไว้ติดกับกระเป๋าทุกใบ ถ้าเป็นไปได้ให้ระบุที่อยู่ที่โรงแรมพร้อมเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้ เผื่อว่าเกิดทำตกหล่นหรือลืมไว้ที่ใด สัมภาระท่านจะได้ถูกส่งกลับมาโดยปลอดภัย ในการซื้อตั๋วรถไฟบางชนิด เช่น JR-Pass หรือ Sightseeing Pass จำเป็นต้องใช้พาสปอร์ตควบคู่กับตั๋วเดินทางไปกลับด้วย ฉะนั้นอย่าลืมถ่ายสำเนา e-ticket ไว้ด้วยนะขอรับ สำหรับ Booking ในการจองตั๋วรถไฟ โรงแรม หรือ Permit ใบอนุญาตในการเข้าชมพระราชวังหรือวัดก็เช่นกัน กรุณาพิมพ์เอกสารเก็บไว้เป็นหลักฐานกันพลาดด้วย

2. Seek Help, Just Ask (ไม่รู้ไม่เป็นไร แต่อย่าอายที่จะถาม)

ทันทีที่เดินทางมาถึงเมืองเกียวโต โอซาก้า นารา หรือโคยะซัง ก็ตาม พยายามมองหา Tourist Information Center ที่นั่นคุณสามารถขอ City Map, Bus Routes ขอคำแนะนำเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว หรือแม้กระทั่งซื้อตั๋ว 1-day pass หรือ Sightseeing pass อีกด้วย

คลิ๊กลิงค์เพื่อดูแหล่งที่ตั้งของ Tourist Information Center ของแต่ละเมือง

  • Kyoto Tourist Information Center (ชั้น 2 ตึก Kyoto Station ใกล้ๆ กับห้าง Isetan)
  • Osaka Visitors’ Information Center (ชั้น 1 North Central Gate ของ JR-Osaka Station ติดกับสถานีรถไฟ Umeda Station)
  • Nara City Tourist Information Center (ชั้น 1 ตึก Kintensu อยู่ในบริเวณเดียวกับสถานีปลายทางของ รถไฟ Kintensu-Nara Line)
  • Koyasan Tourist Association (Central Office อยู่ตรงสถานี Senjuin-bashi อยู่ห่างจากสถานี Koyasan Station ประมาณป้ายที่ 5 โดย City Bus)

เวลาผมไปไหนมาไหนแล้วเกิดหลงทางหรือหาสถานที่ไม่เจอเพราะอ่านป้ายภาษาญี่ปุ่นไม่ออก ผมจะใช้วิธีถามเอาดาบหน้า บางทีต้องถามถึง 4-5 คนกว่าจะเจอคนที่รู้จริง ถ้าเจอคนใจดีหน่อย เขาจะเปิดสัญญาณมือถือ แล้วพาไปถึงที่หมายเลยด้วยซ้ำ เห็นมั๊ยครับว่า เที่ยวญี่ปุ่นไม่ได้ยากอย่างที่คิด สมัยนี้คนญี่ปุ่นเขาไม่ได้กลัวนักท่องเที่ยวกันแล้วครับ

3. Study Your Route before Take Off (ศึกษาเส้นทางก่อนออกเดินทางทุกครั้ง)

ถ้าคุณทำการบ้านมาดี มีแผนการเดินทางพร้อม คุณต้องพอรู้คร่าวๆ ว่าจะไปยังไงจึงจะสะดวก สนุก และถึงที่หมายทันเวลา เครื่องมือที่เป็นตัวช่วยอย่างแรก ก็คือ Guidebook ที่คุณไปเก็บมาจากแหล่งที่ท่องเที่ยวต่างๆ โดยปกติเขาจะระบุว่าสถานที่นั้นอยู่ใกล้กับสถานีอะไร ทางออกหมายเลขที่เท่าไหร่ เช่น จะไป Osaka Castle (About 15-20 minutes walk from subway Tanimachi 4-chome station, exit #1B or #9 or Keihan Line Temmabashi Station) นั่นหมายความว่าคุณสามารถมาทางรถไฟใต้ดิน ออกที่สถานี Tanimachi 4-chome แล้วเดินต่ออีก 15-20 นาทีจากทางออกหมายเลข 9 หรือเลือกมาทางรถไฟสาย Keihan ออกที่สถานี Temmabashi แล้วเดินต่อมาอีกหน่อยก็จะถึง Osaka Castle

ผมมีตัวช่วยให้เพิ่ม โดยคุณสามารถโหลดแผนที่ของแต่ละเมืองได้เพียงแค่นิ้วคลิ๊ก

4. Make It Right (เข้าให้ถูกออกให้เป็น)

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่วางผังการคมนาคมได้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนมาก ขบวนรถไฟมีเป็นร้อยๆ สาย ขึ้นลง เข้าออกกันคนละที่ เพราะฉะนั้นนอกจากจะศึกษาเส้นทางการเดินทางแล้ว ควรมั่นใจด้วยว่ายืนอยู่ถูก Platform (ในกรณีที่เป็นรถไฟ จะเป็น JR หรือ Private Railway ก็ตามเขาจะมีหมายเลขกำกับบอกว่ารถไฟขบวนที่ว่านี้ออกจาก Platform หมายเลขอะไร มีจุดหมายปลายทางเป็นที่ใด และออกในเวลากี่โมง) ถ้าเป็น Subway จะง่ายขึ้นมาหน่อย เพราะคุณมีโอกาสถูก/ผิด แบบ 50:50 ขึ้นถูกฝั่งก็ไปถึงที่หมายตามที่ตั้งใจ แต่ถ้าขึ้นผิดฝั่งล่ะก็ ให้รีบออกจากขบวนนั้นทันทีที่รู้ว่ามันย้อนศร แล้วเปลี่ยนมายืนที่ Platform ฝั่งตรงข้าม วิธีสังเกตคือเขาจะมีป้ายกำกับในทุกสถานีว่าสถานีปัจจุบันชื่อว่าอะไร ลูกศรชี้ไปทางไหนก็คือทางที่รถไฟจะวิ่งไป บางครั้งเราอ่านไม่ออก ฟังไม่รู้เรื่อง ให้สังเกตชื่อสายและดูว่าเขาประกาศสถานีปลายทางคือที่ไหน ในกรณีที่มีการเปลี่ยนขบวนที่สถานีใดสถานีหนึ่ง ให้มองป้ายบอกทาง โดยยึดหลักชื่อและสีของสายรถไฟนั้น เช่น Midosuji Line (สายสีแดง) Chuo Line (สายสีเขียว) พอถึงที่หมายแล้ว ให้ตั้งสติหนึ่งทีก่อนตัดสินใจเดินออกไป เพราะป้าย Exit หรือทางออกในบางสถานีมีมากเกิน 10 ถ้าออกผิดเบอร์จะทำให้เราไปโผล่ผิดทิศผิดถนน เสียเวลาเดินอ้อมเปล่าๆ ของแบบนี้ต้องเจอกับตัวเอง เดินออกผิดประตูบ่อยๆ เดี๋ยวก็จะเข็ดแล้วชินไปเอง 555

5. Good Time Management (บริหารเวลาให้ดี เพราะคุณอาจพลาดสิ่งดีๆ ในชีวิต)

อยู่ที่ญี่ปุ่นต้องเป็นคนตรงต่อเวลา การพลาดนัดถือเป็นความผิดที่ไม่น่าให้อภัย ถ้าคุณมี Permit เพื่อเข้าชม Kyoto Imperial Palace, Sento Imperial Palace, Shugakuin Imperial Villa, Katsura Imperial Villa คุณควรเผื่อเวลาในการเดินทางมากหน่อย ใน Permit เขาจะระบุไว้ให้เราเดินทางไปถึงที่ Gate ก่อนเวลาเข้าชมประมาณ 20 นาที (ในการเข้าชมพระราชวังและปราสาทต่างๆ คุณต้องทำการจองวันและเวลากับ Imperial Household Agency ก่อน ข้อดีคือมันเป็น free guided tour ไม่ต้องเสียเงินค่าชมสถานที่ ข้อเสียคือเราอาจได้รับการปฏิเสธ เพราะเขาจะทำการจับฉลากผู้มีสิทธิ์เข้าชมในแต่ละรอบ คลิ๊กที่นี่เพื่อทำการจองทัวร์)

วัดที่ญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะเปิดให้เข้าชมในเวลา 8:30-9:00 น. และปิดในเวลา 16:30-17:00 น. โดยมากจะปิดทำการขายตั๋วตอน 16:00 น. เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากไปเก้อ ให้บริหารเวลาดีๆ ตื่นแต่เช้าเพื่อเข้าชมวัด ส่วนเรื่องช้อปปิ้งเอาไว้ตอนเย็นๆ ค่ำๆ ก็ได้ (วัดเกือบทุกแห่งต้องเสียค่าเข้าชม มีตั้งแต่ 300 Yen ไปจนถึง 600 Yen)

ถ้าคุณจัด Routing ในการเดินทางดี วันๆ หนึ่ง คุณน่าจะได้แวะเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 4-5 ที่ แต่ถ้าคุณเดินทางแบบกระจัดกระจาย แถมเจอฝน เจอหิมะด้วย อาจทำให้ทุกอย่างช้าลง และผิดแผนที่วางไว้ ที่สำคัญก่อนไป ควรเช็คด้วยว่าวันที่ไปนั้นเป็นวันหยุดของสถานที่นั้นด้วยรึเปล่า มันคนน่าเซ็งไม่ใช่น้อยที่มารู้ทีหลังว่ามันหยุด หรือปิดปรับปรุงโดยไม่ได้แจ้งให้เราทราบอย่างเป็นทางการ เอิ่ม…

6. Parcel Delivery Service (เดินตัวปลิวกับบริการขนสัมภาระข้ามเมือง)

เป็นครั้งแรกที่ผมได้ลองใช้บริการขนสัมภาระข้ามเมือง Parcel Delivery Service ของ JP Post มันสะดวกมากๆ เลยง่ะ โรงแรมใหญ่ๆ ในเมืองส่วนใหญ่เขาจะเปิดเคาน์เตอร์ไว้คอยบริการแขกที่มาพักในราคาปกติ ไม่บวกเพิ่มจนน่าเกลียด สมมุติว่ากระเป๋าขนาด 20 นิ้ว เขาจะคิดอยู่ที่ 1,200 Yen หรือประมาณ 400 บาท นับว่าไม่แพงมากนัก ถ้าเทียบกับการต้องแบกกระเป๋าขึ้นลงสถานีรถไฟแถมยังต้องลากขึ้นเขาลงห้วยอีก ผมว่าวิธีนี้เป็นการลงทุนที่เวิร์คมาก เอาเป็นว่างานนี้ผมเลือกที่จะเดินตัวปลิวออกจากเมืองเกียวโตแล้วทิ้งกระเป๋าให้เขาไปส่งที่โรงแรมในโอซาก้า แล้วก็แบ่งสัมภาระออกมาบางส่วนแบกใส่เป้ไปเที่ยวเมืองนาราและโคยะซังอย่างสบายใจเฉิบ (ลองอ่านข้อมูลและเปรียบเทียบค่าบริการของ Takuhaibin (อ่านว่า Ta-Q-Bin) by Yamoto Transport และ JP-Post ดูนะครับ)

7. Social Media Connection (Free Wifi หาได้ทั่วไป โรงแรมส่วนใหญ่ไม่คิดราคา)

ก่อนออกเดินทางผมเช็คราคา Data Package ของ AIS แล้ว ถ้าใช้แบบไม่จำกัด 1 วัน คิดค่าบริการ 450 บาท 3 วัน คิด 1,200 และ 5 วัน คิด 2,000 บาท (ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ) ถ้าเป็นคนชอบอัพรูปขึ้นแบบ Real Time ก็ถือว่าคุ้ม เพราะอัตราค่าบริการเมื่อเทียบกับอัตราการเช่า Pocket Phone ที่โน่นก็น่าจะพอๆ กัน (ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมผ่าน Japan-guide หรือเช็คอัตราค่าบริการของ Softbank ได้ที่นี่ครับ) เนื่องจากผมใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในเกียวโตซึ่งสัญญาณโรมมิ่ง 3G ไม่รองรับกับค่าย Softbank ก็เลยตัดสินใจไม่สมัครใช้บริการ พึ่งบริการ Wifi ของโรงแรมนี่แหละ โชคดีที่ทุกโรงแรมที่ไปพักมีบริการ Wifi ให้ฟรี ไม่เหมือนโรงแรมในไทยหลายๆ โรงที่ยังหาเศษหาเลยกับลูกค้าตาดำๆ ผมเลยพอได้ใช้เวลาก่อนนอนนั่งอัพโหลดภาพให้เพื่อนๆ ได้ติดตามกันอย่างใกล้ชิด มีข่าวดีอีกอย่างก็คือ สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาแถบ Kansai ถ้าต้องการใช้ Wifi free ในสถานีรถไฟที่สำคัญๆ สามารถส่งอีเมล์ไปขอรหัสผ่านได้ฟรีกับ Japan Railway ครับ (คลิ๊กได้ที่ลิงค์นี้เลยครับ)

8. Be Mindful (มีสติอยู่กับตัวเสมอ)

ข้อสุดท้ายซึ่งสำคัญมากๆ เพราะเหตุการณ์ไม่คาดคิดมันสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ เช่นดูวันและเวลาผิด ทำให้ตกขบวนรถไฟหรือตกเครื่องบิน ลืมกระเป๋าหรือทำพาสปอร์ตหายระหว่างทาง งานนี้ไม่สนุกแน่ๆ แต่เราจะต้องผ่านมันไปให้ได้ สิ่งที่ผมทำเพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือ ถ่ายสำเนาเอกสารสำคัญรวมถึงรหัสสมาชิก Password และ Booking Number เก็บไว้ทั้งในแบบ Paper และ Digital Format แบ่งเงินสดออกเป็นส่วนๆ ส่วนหนึ่งเก็บไว้ติดกระเป๋าสตางค์ และอีกส่วนซ่อนไว้ในกระเป๋าสะพาย ผมมีสมุดเล่มเล็กๆ ไว้จดเบอร์โทรศัพท์และที่อยู่ของโรงแรมทุกแห่งที่ไปพัก รวมถึงภาษาญี่ปุ่นพื้นฐานเผื่อไว้ใช้ยามที่ภาษามือไม่ช่วยอะไร โดยเฉพาะคำว่า มิกิ (ขวา) ฮิดาริ (ซ้าย) มัตสึกุ (ตรงไป) มะการุ (เลี้ยว) เรื่องกินไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่ จิ้มๆ ชี้ๆ เดี๋ยวก็ได้กิน

โชคดีว่าในทริปที่ผ่านมานี้ อยู่รอดปลอดภัย ของไม่หาย เที่ยวได้ครบจบตามแผน แฮปปี้เอนดิ้ง ซาโยนาระ อาริกาโตะ โกไซมัส

Journal & Journey (บันทึก & เดินทาง)

Prelude (ปฐมฤกษ์ เตรียมความพร้อมก่อนออกเดินทาง)

Episode1: Kyoto…I Love You (เมืองแห่งความขลัง)

Episode2: My Deer Nara (เมืองแห่งกวาง)

Episode3: Koyasan…The Miracle of Peace (เมืองแห่งความสงบ)

Episode4: Osaka…Aha Aha I Like It (เมืองแห่งความความบันเทิง)

Episode5: Tokyo Story…See You Again (เมืองที่ไปแล้วต้องกลับมาอีก)

Episode6: Hokkaido…Hug Me Please (เมืองแห่งหิมะ)

Gallery

Leave a Reply

%d bloggers like this: