Utage มื้อนี้คุณพี่ขอเลี้ยง

Big Lobster กุ้งมังกรกล้ามโต
Big Lobster กุ้งล๊อบเสตอร์ เนื้อแขนกล้ามเป็นมัดๆ

เที่ยงนี้คุณพี่สาวขอเลี้ยง เพราะได้ Voucher ลด 50% มา เลยจัดเต็มกินเสียจนเกือบขยับเขยื้อนเคลื่อนตัวไม่ได้ เตรียมล้างท้องแต่เช้าก็เพื่อมื้อนี้แท้ๆ เสียดายที่มาค่อนข้างสาย เลยต้องกินแบบรีบเร่งก่อนครัวปิดตอนบ่ายสอง ใครที่เป็นคอซูชิ และเทปันยากิ พลาดไม่ได้ ไช้ชวนชิมขอเผยความในหลังจากแบกรับน้ำหนักไปเสียเยอะกับมื้อสุดพิเศษนี้

Hors d’oeuvre เปิดม่านตำนานอูทาเกะ

ร้าน Utage (อ่านว่าอูทาเกะ) เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นอยู่ที่โรงแรม Plaza Athénée Bangkok, A Royal Méridien Hotel เป็นร้านขนาดไม่ถึงกับใหญ่มากตั้งอยู่บนชั้น 3 ข้างๆ ห้องอาหาร Silk Road และ Smooth Curry เชื่อหรือไม่ว่าร้านนี้ไม่เคยอยู่ในสายตาเลย เพราะไม่ค่อยได้ยินคนพูดถึงเท่าไหร่ มาวันนี้ถูกลากไปกินเป็นเพื่อนเพราะพี่สาวมีบัตรของโรงแรมในเครือโรงแรมเมอรีเดียน แถมยังอุตสาหะในการไปหาซื้อคูปองจากเน็ตเพื่อนำมาเป็นส่วนลด 50% สำหรับการกินไม่เกิน 12 คน (ของตัวเองที่ได้มาใช้ไปแล้ว) ก่อนที่จะรีวิวอาหารมื้อนี้ ผมต้องออกตัวก่อนว่าเป็นคนที่ไม่ได้บ้าคลั่งซูชิมาก บางทีแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าปลาแต่ละชนิดมีหน้าตาแตกต่างกันอย่างไร ใช้เพียงแค่ลิ้นทองคำนี่ในการตัดสินว่า “อร่อยมาก”, “เฉยๆ” หรือ “เสียใจด้วยที่ผมไม่สามารถให้คุณได้ไปต่อ” อะไรประมาณนี้

ขอแชะและโชว์ภาพและวิจารณ์เป็นจานๆ ก่อนจะมาสรุปค่าเสียหายให้ฟัง กรุณาอ่านให้จบก่อนตัดสินด้วยอารมณ์แบบมีเหตุผล 555

ขอเริ่มด้วยเมนูเบาๆ 3 จานก่อนไปถึง Highlight ของมื้อนี้ ประเดิมจานแรกด้วยสลัดเน้นใส่ Avocado อันนี้น่าจะเป็นเมนูสุขภาพจานเดียวที่สั่งในเซ็ตนี้ รสชาติพอได้อยู่แต่ไม่ถึงขั้นติดอกติดใจอะไรมาก เพราะท้องมันร้องหาซูชิและเมนูแพงทั้งหลายแหล่ (กลัวไม่คุ้ม อิอิ) มาถึงเมนูที่สองคือปูอลาก้านี่ บอกเลยว่าตั้งใจแทะโลมมากเนื้อหนังมังสาของพี่ปูกล้ามโตมาก ทว่าเนื้อมันด้านอย่างบอกไม่ถูก เหมือนถูกแช่แข็งมาเป็นเวลายาวนาน เรียกว่าใหญ่แต่ขนาดรสชาตินี่สู้ปูม้าบ้านเราไม่ได้จริงๆ จานนี้ผมไม่ขอกินซ้ำเพราะแทะแล้วช้ำใจ ส่วนจานสามนี่ไฮโซไม่แพ้กัน คือฟัวกราส์เสิร์ฟบนขนมปัง หน้าตาน่ากินมากๆ ผมขอแค่คำเดียว กินชิ้นต่อไปไม่ไหวแระเพราะมันเลี่ยนและรู้สึกหยึ๋ยๆ นิดนึง เป็นความผิดของผมเองที่ไม่ได้กำชับให้ทำแบบสุกๆ ตอนเห็นเลือดมันเล็ดออกมาแล้วใจเสาะครับ (ตั้งแต่ทานฟัวกราส์มา ชอบที่ Flavors ห้องอาหารในโรงแรม Renaissance ตรงแถวราชประสงค์มากที่สุดครับ)

Avocado Salad สลัดอโวคาโด ผักจานเดียวที่สั่งไป
Avocado Salad สลัดอโวคาโด ผักจานเดียวที่สั่งไป
Alaskan King Crab ปูจักรพรรดิ์สั่งตรงมาจากอลาสก้า (รึเปล่า)
Alaskan King Crab ปูจักรพรรดิ์สั่งตรงมาจากอลาสก้า (รึเปล่า)
Foie Gras ขอ 3 คำ กับตับห่าน "หยึ๋ย หย่อย ยับ"
Foie Gras ขอ 3 คำ กับตับห่าน “หยึ๋ย หย่อย ยับ”

Main Course-All-U-Can-Eat เริ่มบรรเลงเพลงเมดเลย์

จัดเบากันไปแล้ว ทีนี้ขอจับตะเกียบเคียบแบบมือระวิงบ้าง ในบรรดาอาหารประเภทเนื้อสัตว์ทั้งหลายอันประกอบไปด้วยเนื้อวากิว (Wagyu Beef), เนื้อหมูดำคุโรบุตะ (Black Pig), เนื้อไก่ (Chicken) และตับห่านฟัวกราส์ (Foie Gras) และซีฟู้ดต่างๆ เช่นกุ้งล็อบสเตอร์ (Lobster), กุ้งลายเสือ (Tiger Prawn), หอยนางรม (Fresh Oyster), หอยปีกนก (Hokkigai Clams), ปลาฮามาจิ (Hamachi), ปลาแซลมอน (Salmon), กุ้งหวาน (Amaebi Sweet Shrimp), และปูอลาสก้า (Alaskan King Crab) คุณสามารถสั่งได้ตามใจชอบว่าจะกินแบบ Sashimi, Sushi หรือ Teppanyaki ฟังดูเหมือนจะง่าย แต่คุณต้องใช้จินตนาการนิดนึงว่าจะเอาเนื้อสัตว์ไหนไปทำอะไรดี ฟิวชั่นดีก็อร่อยไป ฟิวชั่นมั่วก็เสียหายไปหลายคำ

จากการลองผิดลองถูกสั่งซูชิมาหลายหน้า ผมชอบ Seared Sushi ที่ทำมาจากปลาแซลมอนและฮามาจิมากที่สุด กินซ้ำกินซ้อนอยู่อย่างนั้นอยู่หลายรอบ พอพลิกแพลงซะหน่อยสั่งปลาฮามาจิมากินเป็นซาชิมิก็โอเคอยู่ แต่พอเอามาทำเป็นปลาย่างซอสเทอริยากิ และซุปเนื้อปลาทานกับอุด้งเท่านั้นล่ะ ผิดหวังและเสียของมากๆ ครับ เนื้อปลามันนัวสุดตอนที่มันยังดิบ หรือกึ่งสุกกึ่งดิบ ตอนมันสุกล้วนเนี่ย ใช้ไม่ได้เลย (ยกโทษให้ผมด้วยครับ คราวหน้าจะไม่สั่งแบบนี้อีกแล้ว)

เมนูถัดไปที่ขอท้าให้ลองคือกุ้งล็อบเสตอร์ (คนไทยเรียกกุ้งมังกร แม้มันจะเป็นคนละพันธุ์ก็ตาม) สำหรับการสั่งแบบซาชิมิ เขาจะเสิร์ฟให้คนละตัวเท่านั้น แต่ถ้าคุณสั่งแบบเทปันยากิ เขาจะเอาไปปิ้งย่างกับเนย อันนี้สั่งได้ไม่อั้น (น่าจะเป็นเมนูแบบเดียวกันกับที่เสิร์ฟอยู่ Rain Tree Cafe ชั้นล่าง) บางคนจะชอบกินแบบสดๆ มากกว่า สำหรับผมชอบแบบสุกๆ อ่ะ ซัดเข้าไปตั้ง 4 ตัว เห็นทีต้องทั้งวิดพื้น ว่ายน้ำ และตีแบตในวันเดียวกันจึงจะขับไขมันออกจากตับได้หมด

ส่วนใครที่ชอบทานกุ้งลายเสือ อาจผิดหวังเล็กน้อยเมื่อนำไปปิ้งย่าง ผมว่าเนื้อมันด้านและเหนียวไปหน่อย แต่พอเอามาทำเป็นเทมปุระ โอ้โฮ พระเจ้าจอร์จมันยอดมาก ยังมีอีกหลายเมนูที่ไม่ได้อัพภาพขึ้นให้ดูเพราะรู้สึกเฉยๆ นั่นคือ หอยนางรมสด ทานกับหอมแดงเจียวและน้ำจิ้มซีฟู้ด (เอ๊ะมันอีปุ่งตรงไหน), ไก่และหมูดำเทอริยากิ ก็ธรรมดา ซอสไม่ค่อยเข้าเนื้อเท่าไหร่

กลัวจะไม่หลากหลายอุตส่าห์เจียดท้องมาทานเมนูเส้นอย่าง Udon และ Somen ผลปรากฎว่า “Two thumbs Down” ผมไม่ขอให้ผ่านนะครับ ทั้งน้ำซุปและเส้นไม่ไหวจะเคลียร์ คิดดูละกันผมทานไม่หมด….หรือเพราะว่าผมกินอย่างอื่นมากเกินไปก็ไม่รู้นะ คุณๆ ทั้งหลายอาจจะชอบขึ้นมาก็ได้ อันนี้โปรดใช้วิจารณญาณในการตามชิมนะครับ

Seared Sushi ซูชิหลายหน้า
Seared Sushi ซูชิหลายหน้า
Seared Hamachi ซูชิปลาฮามาจิ คำนี้เมพขิงๆ
Seared Hamachi ซูชิปลาฮามาจิ คำนี้เมพขิงๆ
Hamachi Teriyaki ปลาฮามาจิเทริยากิ
Hamachi Teriyaki ปลาฮามาจิเทริยากิ
Lobster Sashimi กุ้งมังกรทานสดๆ หมดทั้งตัว
Lobster Sashimi กุ้งมังกรทานสดๆ หมดทั้งตัว
Lobster BBQ grilled with butter กุ้งมังกรย่างเนย
Lobster BBQ grilled with butter กุ้งมังกรย่างเนย
Shrimp Tempura เป็นกุ้งเทมปุระที่ตัวโตมากๆ
Shrimp Tempura เป็นกุ้งเทมปุระที่ตัวโตมากๆ
Somen หลากสี รสชาติเหมือนขนมจีนมากกว่าหมี่เย็น
Somen หลากสี รสชาติเหมือนขนมจีนมากกว่าหมี่เย็น

Finale Dessert ปิดคอร์สด้วยของหวานกลั้วปาก

หลังจากกรำศึกมาอย่างหนัก เร่งสปีดการกินเพราะครัวก็ใกล้จะปิด ผมก็ยังเก็บซอกเล็กๆ ในท้องเพื่อสั่งของหวาน ซึ่งมีให้เลือกไม่มากนัก นั่นคือไอศครีมชาเขียว ไอศครีมถั่วแดงและเมลอน คุณทายซิว่าผมจะเลือกทานอะไร ก.ชาเขียว ข.ถั่วแดง ค.เมลอน ง.ถูกทุกข้อ ติ๊กต็อกๆๆ

ถูกต้องแล้วครับผมเลือก ง. กินมันทุกเมนู เรามากัน 7 คน สั่งเมลอนไป 14 ที่ (ซีกนึงมี 4 ชิ้น) คาดหวังว่ามันจะอร่อยหวานเหมือนกินที่ญี่ปุ่น แล้วผมก็คิดผิดจริงๆ มันคงเป็นเมลอนจีนแหงๆ ไม่ใช่ว่ามันไม่อร่อยนะ แต่ความหอมหวานมันสู้กันไม่ได้จริงๆ นะขอรับ ส่วนไอศครีมก็กลางๆ นะ รสชาเขียวนั้นกลิ่นยังไม่เตะจมูก ส่วนไอศครีมถั่วแดงนั้นนับว่าแปลกกว่าที่อื่น เพราะร้านส่วนใหญ่จะไม่ทำรสนี้ แต่จะใช้วิธีราดถั่วแดงบนไอศครีมชาเขียวแทน ถ้าจะให้คอมเมนต์เรื่องรสชาติ ผมอยากให้นึกถึงรสชาติไอศครีมโบราณแบบแท่งของไทยเรานี่แหละ คล้ายสุดละ

Green Tea & Red Bean Icecream  ไอศครีมขาเขียวและถั่วแดง
Green Tea & Red Bean Icecream ไอศครีมขาเขียวและถั่วแดง
Melon ถาดนี้สงสัยจะของเจียไต๋
Melon ถาดนี้สงสัยจะของเจียไต๋

Finish Line ตามมาเช็คบิล

สำหรับคนที่ไม่เคยทานบุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่นในโรงแรมมาก่อน ผมขอเชียร์ให้มาลิ้มลองบนเงื่อนไขที่ว่า “คุณต้องเป็นคนชอบทานกุ้งล๊อบเสตอร์และฟัวกราส์เป็นชีวิตจิตใจ” ถ้าเมนู 2 อย่างนี้ไม่ใช่อาหารจานโปรด แล้วคุณก็ทานซาชิมิไม่ได้ มื้อนี้คงจะไม่คุ้มค่าเท่าไหร่ เพราะ Sunday Brunch ราคาสูงไปเยอะ ตกต่อหัวละ 2,800 บาท  ถ้าต้องการสั่งเครื่องดื่มเป็นพวกแอลกอฮอล์และน้ำผลไม้ตาม Drink List ที่โรงแรมกำหนดให้ด้วย ราคาก็จะขยับขึ้นมาเป็นนหัวละ 3,040 บาท  ถ้ามีบัตรส่วนลดหรือบัตรโรงแรมจะคุ้มมาก ถ้าเทียบจานต่อจานจากซูชิบาร์ ผมชอบที่ Drinking Tea Eating Rice ที่โรงแรมคอนราดมากกว่า ล่าสุดเปลี่ยนชื่อเป็น KISARA แล้ว ถ้าได้นั่งหน้าเคาน์เตอร์จะสามารถกินซูชิหน้าแปลกแบบไม่อั้นที่เชฟทำให้ดูสดๆ ด้วย (ยกเว้นสลัด ซุป ซาชิมิ และของหวาน ที่เขาเสิร์ฟเป็นเซ็ตให้แค่ครั้งเดียว) ผมเดาว่าเพราะต้นทุนวัตถุดิบของ Utage จะหมดไปกับอาหารทะเลไฮโซอย่างกุ้งล๊อบเสตอร์ เลยทำให้ความพิถีพิถันในการปรุงเมนูและเนื้อสัตว์ประเภทอื่นดูดร๊อปลง บางทีถ้าทานเมนูจานเดี่ยวแบบไม่เอี่ยวบุฟเฟ่ต์อาจจะอร่อยกว่านี้ก็ได้ครับ วันหลังจะหาโอกาสมาทานที่ Rain Tree ครับได้ข่าวว่ามีล็อบเสตอร์เหมือนกัน อาหารนานาชาติน่าจะหลากหลายกว่านี้ครับ

ขอบคุณที่ติดตามไช้ชวนชิมเมาท์มอยมาจนถึงบรรทัดนี้ ถ้าไม่อยากพลาดข่าวสาร(อาหาร)ดีๆ ติดตามผลงานการรีวิวของ chaichuanchim ได้ทาง Wongnai ครับ

More Photos Here ภาพควันหลงจากอูทาเกะ

Utage Restaurant Setting บรรยากาศภายในร้านยูทาเกะ
Utage Restaurant Setting บรรยากาศภายในร้านยูทาเกะ
Prop ที่เห็นคือกาน้ำจิ้ม เกือบรินใส่แก้ว
Prop ที่เห็นคือกาน้ำจิ้ม เกือบรินใส่แก้ว
Lobster Trio อร่อยทีละ 3 ตัว อ้วนจุงเบย
Lobster Trio อร่อยทีละ 3 ตัว อ้วนจุงเบย

 

Lobster Mini ก้ามกุ้งมังกร แกะออกมาได้สวยมาก
Lobster Mini ก้ามกุ้งมังกร แกะออกมาได้สวยมาก
Seared Hamachi อร่อยสุดยอด
Seared Hamachi ล้วนๆ อร่อยสุดยอด
Foie Gras Seared Sushi ซูชิตับห่าน
Foie Gras Seared Sushi ซูชิตับห่าน
Seared Salmon ซูชิปลาแซลมอน คำเดียวไม่มีพอ
Seared Salmon ซูชิปลาแซลมอน คำเดียวไม่มีพอ
Grilled Tiger Prawn กุ้งลายเสือย่าง
Grilled Tiger Prawn กุ้งลายเสือย่าง

 

 

Leave a Reply

%d bloggers like this: