หนึ่งปีผ่านกับชีวิตที่ไม่เหมือนเดิม (Year-in Review 2017)

เป็นปีที่ 3 แล้วที่ผมตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตัวเองโดยการเขียนเป้าให้ชัด แล้วจดบันทึกเรื่องราวต่างๆ ลงสมุด Passion Planner สิ่งที่ได้กลับมาคือชีวิตใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม ทั้งเรื่องการงาน การเงิน ครอบครัว สุขภาพ สังคม และเป้าหมายส่วนตัว บันทึกนี้จึงเปรียบเสมือนไดอารี่ส่วนตัวที่พร้อมเปิดเผยให้ทุกคนได้อ่าน เพื่อเป็นกำลังใจให้ตัวเองและเป็นแรงบันดาลใจให้ใครอีกหลายคนที่ผ่านเข้ามาเจอแล้วอยากมีชีวิตที่ดีอย่างนี้บ้าง อันที่จริงความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับตัวผมไม่ได้โดดเด่นหรือยิ่งใหญ่กว่าใครเลย เพียงแค่ผมรู้ว่าชีวิตนี้ต้องการอะไร ทำอะไร เพื่อใคร และเมื่อไร แล้วใช้ความพยายามที่มีกระตุ้นตัวเองให้ทำซ้ำในเรื่องนั้นจนเป็นนิสัย พอมองย้อนหันหลังกลับไป ก็รู้สึกชุ่มชื่นใจที่เราเดินทางมาได้ไกลกว่าที่คิดเหมือนกันแฮะ

ตั้งเป้า 6 มิติกับผลลัพธ์ที่จับต้องได้

ย้อนไปเมื่อปีที่แล้วตอนผมนั่งสรุป ผลงานประจำปี 2016 ผมแอบอัพเลเวลด้วยการเขียนเป้าปี 2017 ที่ฮึกเหิมมากกว่าเดิม คือนอกจากจะตั้งเป้าใน 6 มิติซึ่งครอบคลุมด้านการทำงาน (การเป็นที่ปรึกษา วิทยากร และงานเขียน) ด้านครอบครัว (การให้เวลาดูแลคุณพ่อคุณแม่) ด้านสังคม (การทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคม) ด้านสุขภาพ (การออกกำลังกาย) และด้านการเงิน (การลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงย) แล้ว ผมยังเพิ่มเรื่องการสร้างนิสัยส่วนตัว ทั้งในเรื่องการเดินทาง การกิน การอ่านหนังสือ การเขียนบทความ การช็อปปิ้ง และด้านการพักผ่อนอีกด้วย มาดูกันเลยว่าผลประกอบการในปีที่ผ่านมาเป็นยังไงกันบ้าง

mindmap resolution2017
resolution ที่บันทึกไว้บน Mind Map

[มิติด้านการงาน]: ถือเป็นปีที่ทำงานน้อยกว่าที่ตั้งใจไว้พอสมควร จัดคอร์สอบรมได้ 21 หลักสูตร (70% ของเป้าที่ตั้งไว้) เขียนบทความในนิตยสาร GM Biz ไป 12 บทความ รวมกับบทความที่อัพขึ้นบล็อกเพียงแค่ 2 บทความเท่านั้น (58% ของเป้าที่ตั้งไว้) ธุรกิจใหม่ที่ตั้งใจทำในปี 2017 ก็ยังไม่เกิด ถ้าเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา ปีนี้ถือเป็นปีที่รายรับจากการทำงานน้อยที่สุดในรอบ 10 ปี โชคดีที่คุณภาพของงานยังเป็นบวกอยู่ ลูกค้าให้ความไว้วางใจมากเป็นพิเศษในหลักสูตร Presentation Skill และ Family Business Management สองหลักสูตรนี้ได้ผลประเมินแตะ 100% แม้หน้าที่การงานจะไม่รุ่งเหมือนปีที่ผ่านๆ มา แต่มันคือสิ่งที่เลือกแล้วว่าจะทุ่มเทเวลาให้กับครอบครัว

training[มิติด้านครอบครัว]: ตรงกันข้ามกับด้านการงาน ปีนี้ทุ่มเทเวลาให้ครอบครัวมากที่สุดในรอบ 10 ปี ไม่น่าเชื่อว่าจะอยู่ติดบ้านมากถึง 205 วัน ใช้เวลา 63 วันพาคุณพ่อ คุณแม่ อาม่า และพี่สาวเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น คุณพ่อป่วยด้วยเส้นเลือดในสมองแตกในวันตรุษจีน อยู่รักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์เป็นแรมเดือนก่อนจะมารักษาตัวต่อที่บ้านกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงจนทุกวันนี้ ส่วนอาม่าซึ่งมีอายุ 104 ปีก็เริ่มมาเจ็บออดๆ แอดๆ เข้าออกโรงพยาบาลด้วยโรคชราและแผลกดทับ สุดท้ายก็มาเสียที่บ้านในวันที่ผมกลับจากญี่ปุ่นได้เพียง 1 วัน นี่ไม่นับว่าคุณแม่และพี่สาวก็โดนแอดมิดเข้าโรงพยาบาลด้วยอาการปอดติดเชื้อในปีเดียวกัน โชคดีว่าตัวเองแข็งแรงกว่าใครในบ้านก็เลยมีโอกาสได้ดูแลคนในครอบครัวโดยไม่ล้มตามไปอีกคน ในยามที่พ่อแม่เริ่มแก่เฒ่า ผมสัญญากับตัวเองว่าจะพยายามจัดสรรเวลาเพื่อพาแม่ไปสวนลุม ช็อปปิ้งซื้อของ และจัดการธุระต่างๆ นอกบ้านเพราะนี่คือชั่วโมงทองในการตอบแทนพระคุณ ปีนี้ใช้ไป 27 วัน รวมแล้วปีนี้อยู่ดูแลคนในครอบครัวถึง 3 เดือนเต็ม และแสตนบายอยู่ติดบ้านถึง 205 วัน

grandmom[มิติด้านการเงิน]: แม้รายได้จะน้อยลงแต่ค่าใช้จ่ายก็ลดลงมากตามไปด้วย เริ่มจากตัดงบท่องเที่ยวต่างประเทศออกไป ประหยัดเงินไปได้หลักแสน จริงๆ แล้วมันก็ไม่อยู่ใน mood  ที่จะเดินทางไปไหนด้วย ส่วนเรื่องช็อปปิ้งซื้อของฟุ่มเฟือยนี่แทบไม่มีเลย สินค้าแบรนด์เนมไม่ซื้อเพิ่มเลยสักชิ้น เสื้อผ้าซื้อก็ตอน SALE เท่านั้น ส่วนรองเท้าและกระเป๋าอยู่ใน Not-to-do List ไม่ได้ซื้อมา 2 ปีเต็ม เพิ่งจะได้ถอยรองเท้าวิ่งคู่ใหม่ออกมา 2 คู่ก็ตอนช่วงรัฐบาลออกมาตรการช็อปปิ้งช่วยชาติกับกระเป๋ากล้อง 1 ใบในช่วง Photo Fair เรียกได้ว่าคำนึงถึงความจำเป็นที่จะได้ใช้บวกกับใช้สติระงับความวู่วามเพียงชั่ววูบ นอกจากนี้ยังเลี่ยงการขับรถเผาน้ำมันบนถนนที่รถชอบติด พึ่งการเดินเท้าและนั่งรถไฟฟ้าเป็นหลัก จากมาตรการรัดเข็มขัดนี้ส่งผลให้งบการเงินยังพอเป็นบวกอยู่ เงินออมเกือบทั้งหมดย้ายเข้าไปอยู่ในกองทุนทั้งที่เสี่ยงมากและเสี่ยงน้อยผสมกันไป ผลตอบแทนเฉลี่ยของทุกกองทุนรวมกันอยู่ที่ 7.76% ในปีที่ผ่านมา และ 23.97% ตั้งแต่เริ่มลงทุนมา เพราะยึดมั่นในหลักความพอเพียง มีน้อยก็ใช้น้อย มีมากก็เก็บไว้เป็นเสบียงยามฉุกเฉิน ถึงจะไม่ร่ำรวยอะไร แต่มั่นใจว่าประกันชีวิตที่มี อสังหาที่ซื้อเก็บไว้ บวกกับเงินในบัญชีจะสามารถนำมาเยียวยารักษาตัวเองได้ในยามจำเป็นต้องใช้ ใครที่ไม่เคยวางแผนการเงิน แนะนำให้รีบทำตอนที่ยังพอมีแรงทำงานสร้างรายได้ อย่ามารู้เอาเมื่อสายตอนที่เงินในบัญชีมีไม่พอใช้จ่าย

[มิติด้านสุขภาพ]: รองจากด้านครอบครัว ปีนี้ผมเจียดเวลาให้กับการออกกำลังกายมากเป็นประวัติการณ์ เป็นปีที่วิ่งมากที่สุดในชีวิต พิชิต 1 ฟูลที่สนามบางแสน 4 ฮาล์ฟที่สนามจอมบึง Garmin Blue Run งานวันแม่ และที่งานชัยมงคล และอีก 2 มินิที่งาน Suebrun for Wild Life และงาน Samsung 10K รวมระยะทางที่วิ่งทั้งหมด 1,210 กม ใน 114 วัน (วิ่งทุก ๆ 3 วัน) ถึงจะตีแบตไป 10 ครั้ง ว่ายน้ำไป 11 รอบ และเล่นเวทประปรายอีก 10 หน ก็ยังอุตส่าห์ทำน้ำหนักขึ้นมาอีก 2 กิโลจากปีที่แล้วหรือ 6 กิโลสูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ โดยรวมแล้วค่อนข้างพึงพอใจกับผลงานที่ทำไว้ เพราะทำให้เป็นคนอึด ถึก และสุขภาพดีขึ้นกว่าแต่ก่อน ปีหน้าจะไม่โหมออกกำลังกายหนักเท่านี้ แต่จะจำกัดปริมาณอาหารที่บริโภคเข้าไป เพื่อทวงหุ่นไร้มันของตัวเองกลับคืนมา ทำดีมาตลอดปีเพราะไม่เคยเจ็บไข้ได้ป่วยอะไรเลยสักครั้ง จนมาเจออากาศเปลี่ยนแปลงในช่วงปลายปี ดันติดหวัดคันคอขึ้นมาซะงั้นในช่วงคืนข้ามปี แง แง

[มิติด้านสังคม]: เป็นปีที่อุทิศเวลาให้กับงานเพื่อสังคมมากที่สุดปีหนึ่ง ตัดสินใจบริจาคดวงตาและอวัยวะให้กับสภากาชาดในวันเกิดของตัวเอง เป็นเจ้าภาพร่วมจัดคอร์สปฏิบัติธรรมที่เชียงราย มอบถุงของขวัญให้กับทหารผ่านศึกในช่วงวันปีใหม่ มอบตุ๊กตาให้เด็กพิการซ้ำซ้อน มอบตระกร้าแห่งความหวังเพื่อช่วยเด็กด้อยโอกาสผ่าน UNICEF เข้าร่วมโครงการก้าวคนละก้าว บริจาคเงินให้กับองค์กรการกุศล อาทิ สภากาชาดไทยเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย มูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าเพื่อช่วยเหลือ 11 โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ร่วมบริจาคเพื่อสร้างตึกนวมินทรบพิตร ฯลฯ ตราบที่เรายังมีแรง มีกำลังพอที่จะช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส จงแบ่งปันด้วยการไม่เบียดเบียนตนเองมากเกินไป และถ้าเลือกได้จงทำแบบปิดทองหลังพระ เพราะโลกนี้ยังต้องการคนทำดีโดยไม่หวังผลหวังประโยชน์จากการทำดีนั้น

baankuerkoon2[มิติด้านการพัฒนาและสร้างคุณค่าให้ตัวเอง]: หมวดนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายตัวเองมาก เพราะมันคือการตอบสนองเป้าหมายส่วนตัวที่ทำให้รู้สึก Feel Good ผมหมายรวมถึงการได้เดินทางไปยังที่ต่างๆ การเพิ่มพูนความรู้ และพัฒนาตนเองในหลากหลายด้านให้เป็นคนที่ทรงคุณค่า เรื่องที่ง่ายที่สุดคือการออกเดินทางไปท่องโลกโดยลำพัง เรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเอง แก้ปัญหาต่างๆ ด้วยตัวเอง ปีนี้เดินทางไปทั้งหมด 16 ทริป ทั้งเชียงใหม่ เชียงราย สวนผึ้ง อุดรธานี จันทรบุรี ชลบุรี ภูเก็ต ปราณบุรี ระยอง ขอนแก่น และเลย ทริปที่ประทับใจที่สุดคือเลย ได้พิชิตทั้งภูป่าเปราะ ภูทอก และภูบ่อบิด แถมยังได้ลงเรียนคอร์ส ดริปกาแฟดูแลใจกับหมอเอิ้น พิยดาด้วย ทริปเดียวในต่างประเทศปีนี้คือ ทริปฮอกไกโด ได้พิชิตเขา Asahidake ที่ Daisetzusan National Park ได้นอนโฮสเทล และทำกิจกรรมอีกหลายอย่างที่น่าประทับใจ

asahidake1นอกจากนี้ยังอ่านหนังสือได้ครบ 24 เล่มตามเป้า หนังสือเล่มที่ชอบที่สุดคือ “เทพช้างสอนคิด”

กินมังสวิรัติได้ 51 วัน ถือเป็นการฝึกเลี่ยงการเบียดเบียนสัตว์ แม้จะไม่ถึงขั้นหักดิบเต็มรูปแบบ อย่างน้อยก็ได้หัดให้ตัวเองเป็นคนกินง่าย อยู่ง่าย ไม่เรื่องมาก ส่วนในเรื่องการเขียนบทความสร้างแรงบันดาลใจตั้งใจว่าจะทำอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งบน Facebook Fanpage “ที่นี่มีเรื่องเล่า by somchartlee” สรุปแล้วเขียนไปทั้งสิ้น 97 โพสต์ มีเพียงอย่างเดียวที่พลาดคือการนอนให้ได้อย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง อย่างสม่ำเสมอ ปีนี้ขอแก้ตัวปรับ Internal Clock ใหม่

10 ข้อคิดอยู่ที่เรียนรู้อยู่ที่ยอมรับมัน

นอกจากการจดบันทึกภารกิจที่ต้องทำให้สำเร็จในแต่ละเดือนแล้ว พอจบเดือนผมจะมานั่งประเมินผลงานและสรุปการเรียนรู้ผ่านเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิต และนี่คือ 10 ข้อคิดที่ผมได้รับระหว่างทางครับ

1) เวลาคือสิ่งทุกคนมีเท่ากันแต่ใช้มันไปไม่เท่ากัน:

ชีวิตเราไม่มีวันสมดุลและสมบูรณ์ได้ด้วยการหารเวลาที่มีแล้วทำแต่ละเรื่องในเวลาที่เท่ากัน เพราะเราต่างให้ความสำคัญหรือน้ำหนักในแต่ละมิติไม่เท่ากันในแต่ละช่วงของชีวิต ตอนคุณเป็นวัยรุ่น คุณอาจทุ่มเวลาส่วนใหญ่ให้กับการเรียนและการทำงาน พอโตขึ้นมีวุฒิภาวะมากขึ้นก็อยากใช้เวลากับคนที่คุณรักและรักคุณ ดูแลเรื่องการเงินและสุขภาพมากขึ้น แต่ที่น่าแปลกใจคือคนเรามักให้ความใส่ใจกับเรื่องๆ นั้นตอนที่ได้รับสัญญาณเตือนภัย เช่นเสียคนรักไปแล้ว เป็นหนี้สินท่วมแล้ว สุขภาพทรุดโทรมไปแล้ว จำไว้ว่าถ้าคุณอยากได้อยากมีอยากเป็นในเรื่องไหน จงอย่าหยิบข้ออ้างด้วยประโยคที่ว่า “ไม่มีเวลา” ให้กับเรื่องนั้นเป็นอันขาด เวลาน่ะพอมี อยู่ที่คุณยอมจัดสรรให้มันรึเปล่า เราไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างสุดๆ โดยเอาเวลาทั้งหมดที่มีเข้าแลก ชีวิตมันไม่ได้มีด้านเดียว การผัดวันประกันพรุ่งคือศัตรูตัวฉกาจที่ทำให้เราเสียสมดุลชีวิตและบางทีอาจต้องสูญเสียบางอย่างที่มีค่าในวันที่ทุกอย่างสายเกิน

2) ความสม่ำเสมอสำคัญมากกว่าผลลัพธ์ปลายทาง:

การบ่มเพาะนิสัยที่ดีเกิดจากความมีวินัยที่เสมอต้นและเสมอปลายไม่ได้วัดกันที่ใครถึงก่อนหรือใครทำได้มากกว่ากัน เหมือนที่มีคนเคยบอกไว้ว่า Success is not destination but a journey (ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทางแต่อยู่ที่ระหว่างทางต่างหาก) ถ้าให้ผมตะบี้ตะบันวิ่งให้ครบ 1,200 กม.เร็วๆ ผมก็เป็นได้แค่ที่หนึ่งในสายตาคนอื่น แต่ถ้าให้ผมทยอยวิ่งให้ครบ 100 กม.ทุกเดือน ผมจะได้มากกว่าสถิติไว้อวดใครๆ ผมจะมีสุขภาพดีในทุกเดือน ผมจะมีวินัยในการซ้อมด้วยการนอนแต่หัววันและปลุกตัวเองให้ตื่นแต่เช้าเพื่อออกวิ่ง และที่สำคัญมันสอนให้ผมเป็นคนถ่อมตัว ไม่เสพติดชัยชนะอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ผมไม่จำเป็นต้องต่อสู้กับคนอื่นเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองแกร่งกว่า แข็งแรงกว่า แต่ผมกำลังต่อสู้กับตัวเองว่าเราจะสามารถทำซ้ำในเรื่องเดิมได้นานขนาดไหน ตลอด 12 เดือนที่ผ่านมาผมบรรลุแล้วซึ่งเป้าในการวิ่ง การอ่านหนังสือ และการกินมังสวิรัติ ไม่น่าเชื่อว่าการซอยเป้ารายปีให้กลายเป็นรายเดือน (หรือเป็นรายสัปดาห์ยิ่งดี) สร้างผลลัพธ์ที่มหัศจรรย์มาก ในขณะที่คนจำนวนไม่น้อยที่ตั้งเป้าซะใหญ่โตตอนต้นปี มารู้ตัวอีกทีคือก้าวเข้าเดือน 12 แล้ว อิ๊บอ๋ายทำไม่ทัน งั้นยกยอดให้เป็นเป้าปีถัดไปก็แล้วกัน

3) โอกาสถูกสงวนไว้ให้กับคนที่ไม่ลังเล:

แต่ก่อนผมงี้โคตรเป็นคนโลเลเลย กว่าจะตัดสินใจทำอะไรทีต้องบวกลบคูณหารสารพัดปัจจัยเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดข้อผิดพลาดใดๆ ไม่รู้จะรอหาอะไร รอให้ใกล้ deadline รอให้ใกล้หมดโปรโมชั่น รอหาวันว่างในปฏิทิน รอคำตอบจากเพื่อนคนอื่นๆ ก่อน หรือรอให้มีข้อมูลมากกว่านี้แล้วค่อยตัดสินใจ รอแล้วรอเล่าจนกระทั่ง…โอกาสมันหลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา แล้วค่อยมาตอกย้ำให้สะเทือนใจอีกทีว่า “รู้งี้ทำไปนานแล้ว” พอกันที รอมาทั้งชีวิตแล้ว ต่อไปนี้ขอ “ทำทันที” ถ้ามีใครชวนให้ไปทำอะไรดีๆ ให้รีบ say yes ถ้ามีใครชวนให้ไปไหนแล้วคิดว่าไม่สมควรไป ให้รีบ say no ไม่เห็นยากในการตอบว่า ได้ ไม่ได้ ไป ไม่ไป เอา ไม่เอา ในเมื่อเราเป็นคนตัดสินใจเลือกเอง คำว่า “เดี๋ยวก่อน”, “ขอคิดดูก่อน” ทำให้หลายคนพลาดโอกาสดีๆ ในชีวิต ช่วงหลังๆ มานี้ผมไม่กลัวที่จะต้องเดินทางคนเดียว กินข้าวคนเดียว ดูหนังคนเดียว ทำกิจกรรมต่างๆ โดยลำพัง ไม่ใช่ไม่มีใครคบ แต่ถ้าต้องรอให้ทุกคนตัดสินใจไปในทางเดียวกัน ก็คงไม่ต้องทำอะไรกันพอดี การพึ่งพาคนอื่นให้น้อยพึ่งพาตัวเองให้มากทำให้เราสุขง่ายและทุกข์ยากกว่าคนอื่น คุณว่าจริงมั้ย?

4) ความสุขที่ได้มาโดยไม่ต้องใช้เงินซื้อ:

อะไรที่ทำให้คนเรามีความสุข? ผมเคยถามคำถามนี้กับตัวเองอยู่บ่อยๆ และผมก็เชื่อว่าทุกคนก็คงเคยสงสัยเหมือนกันว่าอะไรกันแน่ที่ทำให้เราสุขได้มากกว่าทุกข์ ถ้าให้เลือกระหว่าง “ความร่ำรวย” กับ “เพื่อนที่รู้ใจ” คุณว่าสิ่งไหนทำให้สุขได้มากกว่ากัน? ถ้าจะตอบให้ตัวเองดูดีหลายคนคงเลือกเพื่อนที่รู้ใจ ทั้งๆ ที่ในใจคงอยากได้เงินมากอดเป็นอันดับแรก พอชีวิตล่วงเลยมาถึงวัย 40+ ความรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เลื่อนขั้น การมีบ้านหลังแรก รถคันแรก การได้ของขวัญที่ถูกใจ การเห็นหุ้นสีเขียวเต็มพอร์ต เริ่มจะไม่ตอบโจทย์ความมั่นคงในจิตใจ เพราะในชีวิตจริงเราไม่ได้มีข่าวดีในทุกวัน ที่เราเคยคิดว่าสิ่งนั้นมันคือความสุข แท้ที่จริงนั้นเราก็แค่ตื่นเต้นกับการได้ของเล่นชิ้นใหม่ ดีใจเพียงประเดี๋ยวประด๋าว สักพักความรู้สึกดีนั้นก็จางไป เคยเห็นคนนั่งปฏิธรรมแล้วหน้าตาผ่องใสมั้ย? เคยเห็นคุณแม่หยอกล้อกับทารกตัวน้อยแล้วนั่งอมยิ้มอยู่คนเดียวมั้ย? เคยตื่นแต่เช้านั่งดูพระอาทิตย์ขึ้นได้เป็นชั่วโมงๆ มั้ย? เคยเสนอตัวเป็นจิตอาสาเก็บขยะตามท้องสนามหลวงแล้วรู้สึกปลื้มปริ่มรึเปล่า? แค่คิดว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่ตัวเองชอบและเกิดคุณค่าทางใจแค่นี้หัวใจก็พองโตแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้เงินซื้อเพื่อให้ได้มา ไม่จำเป็นต้องไขว่คว้าด้วยการช่วงชิงมาจากใคร ก็รู้สึกดีได้เพียงแค่พึงพอใจกับสิ่งมี ความรู้สึกตื่นเต้นหวือหวาคือความสุขเพียงชั่ววูบ แต่ความรู้สึกเป็นอิสระต่อความคาดหวังและทุกสิ่งรอบข้างต่างหากที่ทำให้เราสุขได้เนิ่นนาน

5) เพื่อใครสำคัญกว่าเพื่ออะไร:

ไม่ใช่เราไม่รู้ว่าอะไรควรและไม่ควรทำ เรารู้ดีว่าการออกกำลังกายทำให้สุขภาพดี เรารู้ว่าการเก็บรอมหอมริบทำให้เรามีหลักประกันสำหรับอนาคต เรารู้ว่าไม่ควรเครียดกับงานหรือความรักมากเกินไป เรารู้ว่าไม่ควรวู่วามซื้อของใช้ที่ไม่จำเป็น เรารู้แทบจะทุกอย่าง แต่ที่เราไม่เคยทำได้หรือทำได้ไม่สำเร็จก็เพราะภารกิจนั้นมันไม่ยิ่งใหญ่พอ ลองจินตนาการว่าเรากำลังเก็บเงินเพื่อให้ลูกได้เรียนโรงเรียนดีๆ มีอนาคตที่สดใส! ลองจินตนาการว่าพนักงานของเราและครอบครัวของเขาจะต้องเดือดร้อนเพียงเพราะเราทำธุรกิจขาดทุน! ลองคิดดูสิว่าถ้าเราต้องล้มป่วยลงแล้วใครจะคอยดูแลพ่อแม่ของเรา! ถ้าเรามีความปรารถนาดีต่อคนที่เรารักและห่วงใย เราจะทุ่มหมดใจเพื่อให้เขาเป็นอยู่สุขสบาย ลองตั้งเป้าใหม่ คิดถึงหน้าคนที่เราอยากตื่นขึ้นมาแล้วเจอเขาทุกเช้า คิดถึงวันที่เราสามารถลุกขึ้นมาสร้างประโยชน์ให้กับผู้คนได้มากมาย มันมีความหมายกว่าการทำเพื่อตัวเองแต่ฝ่ายเดียว พี่ตูนไม่จำเป็นต้องวิ่งสองพันกว่ากิโลจากเบตงไปแม่สายเพื่อพิสูจน์ความสตรองของตัวเอง ภารกิจของพี่ตูนยิ่งใหญ่กว่านั้น การเดินทางของพี่ตูนไม่เพียงระดมเงินช่วยเหลือให้กับ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ แต่พี่ตูนทำให้คนไทยสมานสามัคคีลุกออกมาปันน้ำใจให้กัน ถามว่าเขาทำเพื่อตัวเองหรือเพื่อใคร?

6) E+R=O ถอดรหัสสมการเปลี่ยนผลลัพธ์:

E= Event หรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน R= Response คือปฏิกริยาตอบสนองที่เรามีต่อเหตุการณ์นั้นๆ ส่วน O= Outcome หรือผลลัพธ์ ใน 3 ปัจจัยนี้มีเพียงตัว R ตัวเดียวที่เราสามารถควบคุมได้ อะไรจะเกิดมันก็เกิดไปแล้ว เพียงแค่เราตอบสนองต่างไปจากเดิม ผลลัพธ์ก็เปลี่ยนไปแล้ว เศรษฐกิจจะตกต่ำ รถจะติด น้ำจะท่วม กระเป๋าตังค์จะหาย เราแก้ไขอะไรไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตัวเองไม่ให้จิตตก หัวเสีย วีนเหวี่ยงเหมือนคนไร้สติ สูตรนี้ตรงกับหลักคิดใน 7 Habits of Highly Effective People คือการเป็นคน Proactive ที่รู้จักรับผิดและรับชอบต่อการกระทำของตัวเอง Circle of Concerns (COC) คือความกังวลที่ทำให้เราเป็นทุกข์ Circle of Influence (COI) คือสิ่งที่มีเรามีอิทธิพลเหนือกว่า สรุปว่าเราทุกคนล้วนมีทางเลือกที่จะตอบสนองกับเหตุการณ์ทั้งร้ายหรือดี ผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร นั่นคือสิ่งที่เราต้องรับให้ได้

7) กำหนดเส้นตายให้สั้นลง:

เคยสังเกตมั้ยว่าทำไมถึงเกิด Productive มีประสิทธิภาพขึ้นมาในวันใกล้เส้นตาย ชอบอ่านหนังสือช่วงใกล้สอบ ส่งรายงานในวันสุดท้าย เตรียมแผนการนำเสนอเสร็จในวินาทีสุดท้าย สมองคนเราจะรักสบายและขี้เกียจตามธรรมชาติ ในภาวะที่ไม่มีความกดดันใดๆ ก็จะเรื่อยๆ มาเรียงๆ ไม่ค่อยตื่นตัวเท่าไหร่ แต่พอรู้ว่าเวลาใกล้หมด จะเกิดแอ็คทีฟขึ้นมาในบัดดล ฉะนั้นความตื่นเต้นเล็กๆ จะทำให้เราเป็นคนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ถ้าอยากให้เป้าหมายบรรลุผลไวๆ อย่าให้เวลาตัวเองมากไป กำหนดเส้นตายให้ไกล้เข้าไว้ แล้วจะดีเอง ระหว่างงานสำคัญกับงานเร่งด่วน คนมักเลือกทำงานเร่งด่วนก่อนเพราะเห็นผลทันตา ทั้งๆ ที่สิ่งสำคัญควรมาก่อน จำไว้ว่าอยากให้งานไหนเสร็จเร็ว ให้สับขาหลอกสมองว่านี่คือสิ่งที่เร่งด่วน รีบจัดซะจะได้จบกันแต่โดยดี ไม่ต้องคาใจข้างในลึกๆ

8) อย่าเสียเวลาอิจฉาชีวิตคนอื่น:

ไม่มีชีวิตใครที่น่าอิจฉาไปกว่าใครหรอก คนที่เขาเกิดมาเพียบพร้อมด้วยรูปสมบัติใช่ว่าจะมีความสุขมากกว่า มนุษย์เราเก่งในการซ่อนปมด้อยไม่ให้ใครเห็น ผมว่ารูปภาพบน IG นี่มันเสแสร้งมาก มันเสกให้มนุษย์คนนึงมีชีวิตดี๊ดีเกินจริง ใส่ชุดสวยหล่ออวดไลฟ์สไตล์ใส่กัน จะมีใครรู้มั้ยว่าเบื้องหลังอาจกินข้าวคลุกน้ำตาก็ได้ อย่ามัวเสียเวลาติดตามว่าใครทำอะไรที่ไหนอย่างไรเพื่อให้เรารู้สึกด้อยค่า แต่จงใช้เวลาค้นหาว่าเราเหมาะกับอะไร ทำอะไรแล้วเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง ความสุขที่คนๆ นึงพึงได้ไม่ได้เกิดจากการเปรียบเทียบกับคนอื่น หากเกิดจากการที่เราเห็นการเติบโตของตัวเองจากเส้นทางที่เดินผ่านมา

9) คบคนไม่เลือกหน้า:

ไม่ได้หมายถึงให้คบคนซี้ซั้ว แต่อยากให้ลองเปิดโอกาสให้ตัวเองรู้จักคนต่างแวดวงสังคมดูบ้าง ตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมาผมพาตัวเองเข้าไปร่วมกิจกรรมที่หลากหลาย มีตั้งแต่เข้าคอร์สปฏิบัติธรรม ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เทคคอร์สอบรมด้านธุรกิจ การเป็นนักเขียน ถ่ายภาพ ดริปกาแฟ ร้องเพลง และอื่นๆ อีกมากมาย หลายคนกลายเป็นเพื่อนที่สนิทสนมกันในภายหลัง เพราะมีจริตตรงกัน ชอบอะไรคล้ายกัน พูดคุยถูกคอกัน กฎแห่งแรงดึงดูดทำให้พบว่าความคิดและการกระทำของเรานั้นเปรียบเสมือนแม่เหล็กที่คอยดึงคนที่เหมือนกับเราเข้ามาหา ฉะนั้นอยากเก่งในเรื่องใดให้อยู่ใกล้คนที่เก่งในเรื่องนั้น อยากให้คนเขาปฏิบัติต่อเราอย่างไร ก็แสดงออกไปอย่างนั้น

10) ชีวิตดีได้ด้วยการจดบันทึก:

เชื่อหรือไม่ว่าผมแอบเขียนจดหมายเหตุบันทึกเรื่องราวสำคัญของตัวเองย้อนหลังไปถึง 30 ปี ด้วยความเป็นนักสะสมตัวยง เก็บไว้แม้กระทั่งสมุดพก ใบประกาศนียบัตร รางวัลที่ตัวเองเคยได้รับตั้งแต่สมัยเรียนจนถึงวัยทำงาน บันทึกวัน/เดือน/ปีกับเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในชีวิตในตาราง Excel ไม่ได้เก็บไว้เพื่ออวดใคร แต่เพื่อให้ตัวเองจำได้ว่าต้องพากเพียรพยายามมากเท่าไหร่กว่าจะมีทุกวันนี้ มี 3-4 ปีหลังนี่แหละที่เริ่มใช้ Passion Planner ตั้งเป้า เขียนบันทึกเก็บสถิติแบบละเอียดถี่ยิบ ข้อดีของการประเมินผลงานตัวเองในทุกเดือนคือทำให้เห็นจุดที่ตัวเองยังบกพร่องอยู่ พร้อมกระตุ้นให้เราเกิดการเรียนรู้และพัฒนาให้เป็นคนที่มีประสิทธิภาพและมีความสุขยิ่งๆ ขึ้นไป หลายคนอาจนึกสงสัยว่านี่มันฮาร์ดคอร์เกินไปรึเปล่า เครียดเกินไปมั้ย กับการ track ผลการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ในแต่ละสัปดาห์ แรกๆ ผมก็คิดว่านี่มันมากไป แต่พอทำไปได้ซักพัก เริ่มเห็นประโยชน์ของมันอย่างยิ่งยวด ในเมื่อเราปล่อยให้องค์กรตั้ง KPI เพื่อวัดผลงานเราได้ แล้วทำไมเราจะตั้ง KPI เพื่อสะท้อนคุณภาพชีวิตของตัวเองไม่ได้เล่า

สิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา

เคล็ดลับอย่างนึงที่ผมใช้ในการจดบันทึกคือความพยายามในการหาเรื่องเด่นใส่ตัว ในแต่ละเดือนจะต้องหากิจกรรมทำให้เป็นที่น่าจดจำไม่เรื่องใดก็เรื่องนึง ไม่งั้นชีวิตเราจะดูจืดชืด และนี่คือ 12 เรื่องเด่นที่เกิดขึ้นกับผมตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา สามารถอ่านข้ามไปได้ครับ

มกราคม> เรื่องช็อควันตรุษจีน

ข่าวดีคือในเดือนนี้ผมสามารถวิ่งฮาล์ฟมาราธอนที่งานจอมบึงด้วยสถิติดีที่สุดคือ 2:35 ชั่วโมง สำหรับคนอื่นอาจจะดูจิ๊บจ๊อยมาก แต่สำหรับผมมันคือ New PB ที่ไม่คิดว่าจะเหนื่อยเยี่ยงนี้ ข่าวร้ายคือระหว่างที่ฉลองวันตรุษจีนกับคนในครอบครัว จู่ๆ คุณพ่อก็เกิดอาการน็อคขึ้นมา อ่อนเพลีย ตาลอย พอหามส่งเข้าห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลใกล้บ้านจึงได้รู้ว่าเส้นเลือดในสมองแตก เหตุการณ์ครั้งนั้นสอนให้รู้ว่าในนาทีแห่งความเป็นความตาย สติสำคัญมากๆ การรับข้อมูลจากหลายทางบางทีก็ทำให้เกิดความสับสน จำเป็นมากที่ต้องฟังเสียงของทุกคนและรับผิดชอบการตัดสินใจร่วมกัน

chombuengกุมภาพันธ์> รวมพลคนพันธ์โอ

แอบวางแผนตั้งแต่ปีที่แล้วว่าอยากจัดงานสัมมนาการกุศลเพื่อแบ่งปันประสบการณ์การวางเป้าหมายให้กับชีวิต พอได้เกริ่นกับน้องส้ม คนที่แนะนำให้ผมรู้จัก Passion Planner และมาดามฟินนี่ กูรูด้านการเงิน ทุกคนตัดสินใจร่วมด้วย ก็เลยทำให้เกิดงาน O+Positive ชีวิตออกแบบได้ขึ้นมาเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่อ๊อฟฟิสของออมมั่นนี่ โดยรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดมอบให้กับสภากาชาดไทยเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ใครที่อยากฟังอะไรดีๆ แบบนี้ โปรดติดตามได้บนเพจ ที่นี่มีเรื่องเล่า by somchartlee ปีนี้ตั้งใจจะทำคลอด DIY planner เพื่อให้ทุกคนได้ลองใช้กันครับ

O positive coverมีนาคม> แสวงบุญที่เขาคิชฌกูฏ

เป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสปีนขึ้นเขาคิชฌกูฏ เห็นใครๆ ก็พูดกันว่าในชีวิตนึงควรขึ้นไปกราบรอยพระพุทธบาทที่บนนั้นสักครั้ง รู้สึกได้ถึงความขลัง ความเพียรที่ได้ปีนขึ้นไปจนถึงยอดเขา และได้รู้ว่าแรงศรัทธามีอานุภาพมากมาย ถ้าใช้มันขับเคลื่อนในการมุ่งมั่นทำความดี อานิสงส์ของมันก็จะพาเราไปสู่ความสุขความเจริญ แต่ถ้าไม่มีสติและปัญญาเป็นตัวยึดเหนี่ยว ศรัทธานั้นอาจทำให้คนไหลหลงจนเป็นความงมงายไร้แก่นสาร

kichagoodเมษายน> หาความรู้ใส่ตัว

พอรู้ว่ามีการประกาศรับสมัคร Blogger’s Bootcamp อบรมการเป็นบล็อกเกอร์ที่ดี ผมนี่รีบส่งใบสมัครในทันที ได้ไม่ได้ไม่รู้ แต่ขอลงมือทำโดยไม่นึกลังเล ต้องยอมรับว่าในวงการนี้มีคนทำบล็อกและเพจเก่งๆ มากมาย พวกเขาทุ่มเทมากมายกว่าจะหาตัวตนเจอ และสามารถสร้างฐานผู้ติดตามได้หลักหมื่น หลักแสน บางคนแตะล้านด้วยซ้ำไป ใครๆ ก็อยากทำบล็อก/เพจตัวเองให้ปังหวังว่ามันจะสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่สำหรับผมการเขียนบล็อกทำเพจเหมือนการบันทึกเรื่องราวของตัวเองในสมุดไดอารี่ออนไลน์ เป็นเครื่องมือที่เราใช้สื่อสารกับคนที่เสพไลฟ์สไตล์คล้ายๆ กับเรา

bloggersพฤษภาคม> เดินสายบรรยาย

งานหลักของผมในปีนี้คือการเป็นวิทยากรให้กับหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ด้วยความที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้ประกอบการในหลากหลายอุตสาหกรรม เข้าใจธรรมชาติและอุปสรรคที่พวกเขาต้องเจอเมื่อต้องบริหารธุรกิจครอบครัว ปีนี้เลยใช้หัวข้อ Family Business Management เป็นธีมหลักในการบรรยายให้กับ K SME โครงการที่ตัวเองเคยมีส่วนในการดูแลในสมัยที่ยังทำงานอยู่ที่ KBank เรื่องที่น่าประทับใจคือ ผลประเมินที่ได้รับทั้งที่เชียงใหม่และชลบุรีคือ 100% เต็ม ถือเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่สำหรับคนเป็นวิทยากร

ksmeมิถุนายน> การตัดสินใจครั้งสำคัญ

ฉลองวันเกิดให้ตัวเองมาทุกรูปแบบแล้ว ตั้งแต่การตักบาตรทำบุญ ปฏิบัติธรรม เลี้ยงเด็กกำพร้า จัดคอร์สสัมมนาการกุศล บริจาคเงินให้กับหน่วยงานองค์กรต่างๆ ปีนี้เป็นปีที่เข้าออกโรงพยาบาลบ่อยมาก เห็นการเกิด การเจ็บป่วยอยู่บ่อยครั้ง เข้าใจความรู้สึกของคนที่ต้องนั่งรอนอนรอฟังผลการผ่าตัดอยู่หน้าห้องไอซียู ทำให้คิดได้ชีวิตคนเรามันไม่เที่ยงจริงๆ ที่ผ่านมาเราทำได้แค่บริจาคเงินช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ปีนี้ตัดสินใจว่าจะบริจาคดวงตาและอวัยวะให้กับสภากาชาดเพื่อช่วยชีวิตผู้อื่นในวันที่ร่างกายของเราไม่ต้องการที่จะอยู่ต่อ สิ่งที่น่าจดจำสำหรับการเกิดมาเป็นมนุษย์คือการได้สร้างประโยชน์เพื่อส่วนรวม เพราะไม่มีอะไรที่เราจะสามารถนำติดตัวไปได้นอกจากการทิ้งไว้ซึ่งเรื่องราวความดีงามที่เราได้สร้างไว้ให้กับโลก

eyedonationกรกฎาคม> เดือนนี้งานชุก

ถือเป็นเดือนที่งานชุกที่สุด รับงานบรรยายไม่หยุดหย่อน หนึ่งในหลักสูตรที่ภาคภูมิใจที่ได้สอนคือหลักสูตร Superbrand Manager รุ่นที่ 31 ให้กับสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เพราะได้รับเกียรติให้เป็นวิทยากรร่วมในหลักสูตรมา 5-6 ปีซ้อน ปีนี้ได้เพื่อนตง ตี๋ และโรสจาก Divana มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ด้วย นับเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวดีๆ ในปีนี้

superbrandmanagerสิงหาคม> ปฏิบัติธรรมประจำปี

ธรรมะจัดสรรให้ได้มาปฏิบัติธรรมที่ไร่เชิญตะวัน จ.เชียงรายอีกครั้ง ในครั้งนี้ได้ชักชวนกัลยาณมิตรมาร่วมคอร์สด้วยถึง 32 คน เป็นทริปที่ทุลักทุเลพอสมควร เพราะฝนตกน้ำท่วมทำให้หลายคนต้องย้ายมุ้งหัวซุกหัวซุนไปนอนในศาลา แถมอากาศก็ร้อนอบอ้าวเล่นเอานอนไม่หลับเลย แต่พอผ่านบททดสอบต่างๆ มาได้ ทำให้เรียนรู้ชีวิตที่กินอยู่อย่างสบายใช่ว่าจะเป็นชีวิตที่สุขกว่า บางครั้งความลำบากทางกายก็ทำอะไรเราไม่ได้เลยถ้าใจเราเกิดสงบ ขออนุโมทนากับเพื่อนๆ ทุกคนที่ใจง่ายมาร่วมปฏิบัติธรรมด้วยกันโดยไม่นึกลังเล

meditation1กันยายน> ทริปประจำปี

ถึงปีนี้จะได้เดินทางไปต่างประเทศเพียงครั้งเดียว แต่ก็เป็นครั้งที่น่าจดจำมากที่สุดครั้งนึง ได้ออกเดินทางร่วมกับเพื่อนอีก 3 คนไปเที่ยวเกาะฮอกไกโดกัน สิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะได้ทำในทริปนี้ คือการปีนเขา Asahidake ที่สุดแสนจะเหนื่อยยากและหวาดเสียว ได้แช่ออนเซ็นทุกเช้าเย็น ได้ลองขับรถเที่ยวที่ญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ได้นอนโฮสเทล ได้แบกเป้ไปเที่ยว Hakodate คนเดียว และได้กินดินเนอร์ที่บ้านคนญี่ปุ่น ไว้ in the mood เมื่อไหร่ จะเขียนบทความเล่าประสบการณ์การเที่ยวครั้งนี้ให้ฟังครับ

asahidakeตุลาคม> ดริปกาแฟดูแลใจ

เห็นหมอเอิ้นทักมาว่าอยากให้มาร่วมเข้าคอร์สดริปกาแฟที่จังหวัดเลย ใช้เวลาเพียงชั่วข้ามคืน จองตั๋วเครื่องบินโอนเงินค่าคอร์สพร้อมบินไปที่เลยแบบไม่มีแผนการอะไรรัดกุมนัก ถามว่าเป็นคอกาแฟรึเปล่า? ตอบได้เลยว่าไม่ แต่ที่ลงคอร์สนี้ไว้เพราะเชื่อว่านอกจากความรู้ด้านการชงกาแฟแล้ว เราจะได้อย่างอื่นมาเป็นของแถม เชื่อมั้ยว่าทุกอย่างบนโลกใบนี้มีความเชื่อมโยงถึงกัน การดริปกาแฟก็เช่นกัน สามารถบอกนิสัยใจคอเรา ใช้เป็นกิจกรรมในการฝึกสมาธิได้ และที่สำคัญทำให้เราได้พบปะเพื่อนใหม่ที่มีความคิดความอ่านคล้ายกัน และในเดือนเดียวกันนี้เป็นเดือนที่คนไทยร่วมน้อมถวายความอาลัยเพื่อส่งเสด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชสู่สวรรคาลัย ผมได้เปิดเพลง “พระราชาในนิทาน” (คลิ๊กที่ลิงค์เพื่อฟังเพลงนี้) ให้เพื่อนๆ ได้ร่วมเข้ามาจอย ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนเข้ามาจอยมากเกิน 100 สูงสุดตั้งแต่เคยเล่น Smule มา นี่คือหนึ่งในเครื่องยืนยันว่า “คนไทยรักในหลวง”

drip coffee2พฤศจิกายน> แค่ครั้งนึงเกือบถึงตาย

เห็นใครต่อใครบอกว่างานบางแสนเป็นงานที่เริ่ดมาก รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองไม่ใช่สายสตรองเบอร์นั้น แล้วก็ไม่น่าจะซ้อมทัน มารู้ตัวอีกทีก็วู่วามสมัครงานบางแสน 42 ไปเรียบร้อยแล้ว เกิดวีรกรรมมากมายในสนามนี้ คำว่า DNF (Do not Finish) ไม่เคยอยู่ในหัวของคนที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ แต่งานนี้ทำเอาขนหัวลุกเป็นไฟเพราะอากาศร้อนมาก (ก.ไก่ล้านตัว) แถมเจอตะคริวสะกิดตั้งแต่กิโลที่ 25 สองจิตสองใจว่าจะเลิกวิ่งดีมั้ย แต่ในที่สุดก็รอดมาได้อย่างหวุดหวิด เข้าเส้นชัยด้วยเวลา 6 ชั่วโมง 45 นาที กะจะ break record ในงานนี้  แต่ทำไม่สำเร็จง่ะ หลังจากนี้ขอห่างมาราธอนไปซักพักใหญ่เลยนะ

bangsaen stat

ธันวาคม> ก้าวคนละก้าว

ตั้งแต่พี่ตูนออกวิ่งจากเบตงไปแม่สาย ผมและเพื่อนๆ ชาว Sixsenses Running ก็ขอร่วมด้วยช่วยกันวิ่ง เราแบ่งทีมวิ่งออกเป็นสี่กลุ่ม แข่งกันวิ่งโดยทุกกิโลเมตรที่เราวิ่งเราจะร่วมบริจาค 10 บาท ทีมไหนวิ่งน้อยกว่าก็บริจาคมาก ทีมที่วิ่งมากก็บริจาคน้อย สรุปงานนี้รวมระยะทางวิ่งทั้งหมด 6,053.61 กิโลเมตร รวบรวมเงินบริจาคได้มากกว่า 60,000 บาท ขอบคุณพี่ตูนที่ทำให้คนไทยหันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น

Sixsenses running

Leave a Reply

%d bloggers like this: