ชีวิตเปลี่ยนเพราะเพียรทำ (ตามเป้า)

การตั้งปณิธานหรือ New Year Resolution ให้กับตัวเองนั้นเป็นเรื่องดี เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แต่จะทำได้จริงหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องนึง จากประสบการณ์ส่วนตัว การตั้งเป้าหยาบ ๆ ในใจ แล้วเขียนแชร์บนเฟสเบา ๆ เมื่อตอนต้นปี มันช่วยไม่ได้มากเท่ากับการตั้งโปรแกรมวัดผลที่จับต้องได้อย่างต่อเนื่อง ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น อยากทำ มันจะไม่มีทางสัมฤทธิ์ผลเลย เมื่อความอยากมันถูกหลงลืมไประหว่างทาง ระหว่างปี กว่าจะรู้ตัวอีกที ชิหายแล้ว นี่มันเดือนธันวาแล้วนี่หว่า จะทำทันมั้ย…ตอบ!!!!

ผมว่าทุกคนคงเคยประสบปัญหานี้เหมือน ๆ กันเลย มันคือปัญหาระดับชาติเลยนะจะบอกให้ อยากมีเงินเหลือเก็บ แต่ไม่เคยลงมือทำตารางคำนวณรายรับรายจ่ายในแต่ละเดือน จะซื้อ LTF ทั้งที ก็ดันไปซื้อเอาในวันสุดท้ายของปี เกือบหักลดหย่อนภาษีไม่ทันแน่ะ อยากลดน้ำหนัก แต่ก็ปล่อยเนื้อปล่อยตัวทุกทีที่มีงานสังสรรค์ อยากมีชีวิตดี๊ดี แต่ดันทำทุกอย่างเหมือนเดิม นอนดึก ตื่นสาย ทำงานตัวเป็นเกลียว ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ไม่มีเวลาดูแลพ่อแม่ จน เครียด กินเหล้า ให้รางวัลจากการทำงานหนักด้วยการวางแผนเที่ยวทุกเทศกาล ปรนเปรอตัวเองด้วยการถอย gadget รุ่นล่าสุด ช็อปปิ้งซื้อเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าแบรนด์เนมทุกครั้งที่มันติดป้าย sale แล้วก็บ่นว่าไม่มีเสื้อผ้าใส่เลย (ช่วยสำรวจห้องนอนตัวเองนิดส์นึง ไอ้ที่ซื้อของมากอง ๆ ไว้แล้วซุกตามมุมห้อง ตอนนี้แทบจะไม่มีทางให้เดินแล้วเนี่ย) ซ้ำร้ายไปกว่านั้นตกใจช็อคทุกครั้งเมื่อได้รับ statement บัตรเครดิต ของเก่ายังผ่อนไม่หมด ของใหม่มาอีกแล้ว ซวยแล้วเมิง เมิงมีอนาคตที่ไกลมาก ไกลจากความเจริญทั้งปวง ชัดมั้ย!!! (เพื่อความสมจริง ขออภัยหากใช้คำไม่สุภาพ)

อยู่มาวันหนึ่งผมตัดสินใจตั้ง KPI (ตัวชี้วัด) ให้กับตัวเอง เอาแบบที่ชอบ ที่ชอบ คือชีวิตในอุดมคติน่ะ มีครบทุกด้านของการเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ ลองเขียนเป้าหมายลงบน Mind Map พร้อมใส่ตัวเลขกำกับ เอาแบบที่มันวัดผลได้ เสร็จแล้วแปะกระดาษแผ่นนี้ไว้ที่ข้างฝา ให้เห็นมันทุกเช้าและก่อนเข้านอน ในสมุด Passion Planner หรือ Yearplan ที่ทุกคนมี ผมจะบรรจงบันทึกกิจกรรมประจำวันเอาไว้ แยกเป็นเฉดสี เรื่องงานสีน้ำเงิน เรื่องเงินสีแดง เรื่องสุขภาพสีเขียว เรื่องครอบครัวสีม่วง งานเพื่อสังคมสีฟ้า และเรื่องส่วนตัวสีส้ม มี Checklist list ไว้คอยเตือนว่าอะไรต้องเสร็จเมื่อไหร่ พอจบเดือนก็มานั่งเขียนเรียงความประเมินผลงานของตัวเองว่าพึงพอใจมั้ยกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเดือนนั้น บอกเล่าประสบการณ์ที่ประทับใจ มีอะไรบ้างที่ต้องปรับปรุง อยากขอบคุณใครหรือสิ่งใดเป็นพิเศษรึเปล่า? ตรวจเช็คเป้าที่ตั้งไว้เป็นระยะ เพื่อให้มีเวลาเหลือในการแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด

ถ้าถามว่า…”ผมทำได้ครบทุกเรื่องรึเปล่า?” ตอบได้เลยว่า “ใช่” ถึงแม้จะไม่ถึงเป้าที่วางไว้ทั้งหมด แต่ยืนยันว่าได้ทำครบทุกด้าน การทำซ้ำ ๆ ตรวจสอบตัวเองย้ำ ๆ คือการสะกดจิตบอกกับตัวเองว่า “ชีวิตเราไม่ได้มีแค่ด้านเดียว” เฉดสีแต่ละสีจะเป็นตัวบอกว่าเราให้น้ำหนักกับเรื่องไหนมากเป็นพิเศษ คือถ้าเราปล่อยชีวิตของเราให้ไหลลื่นไปตามสถานการณ์ บอกได้เลยว่าสีน้ำเงินจะนำโด่งมาแบบไม่ต้องสงสัย โดยมีสีส้มไล่บี้มาติด ๆ ตอนสีน้ำเงินเผลอ สีเขียวจะพุ่งขึ้นมาก็ต่อเมื่อเริ่มป่วย สีแดงจะฟ้องก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เงินก้อนโต สีม่วงจะปรากฎตัวตอนที่เกิดการสูญเสียของบุคลลผู้เป็นที่รัก สีฟ้าจะมาตามวัย ยิ่งสูงวัยจะมีเวลาเข้าวัดเข้าวา ทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมมากขึ้น

ใคร ๆ ก็อยากมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงจากเดิม เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่จะมีกี่คนที่ยอมเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตัวเองจริงจังเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตัวเองต้องการ?

summary 2016

บทเรียนจากการเล็งเป้า

ใครอยากทราบเคล็ดลับในการเขียนเป้าหมายชีวิต แนะนำให้ไปอ่านบทความที่ผมเขียนไว้เมื่อปีที่แล้ว ไขเคล็ดลับกับ 10 ข้อคิดวางแผนชีวิตเพื่อความสมดุล

สำหรับปีนี้ขออนุญาตแชร์ประสบการณ์และสิ่งที่เรียนรู้จากการจดบันทึกลงในไดอารี่ แล้วประเมินผลงานในแต่ละเดือน คือนอกจากจะทำให้เรามีโอกาสได้เห็นความคืบหน้าของตัวเองในแต่ละมิติแล้ว มันยังสอนให้เรารู้ด้วยว่าอะไรที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการทำให้เราห่างไกลจากเป้าหมายที่ตั้งไว้

1) การผัดวันประกันพรุ่ง

นี่แหละคือศัตรูตัวฉกาจเลย คำว่า “เดี๋ยวก่อน” นี่แหละที่ทำให้เราเจริญฮวบ ๆ อันที่จริงอันนี้ใคร ๆ ก็เป็นรึเปล่าแว้ ใช่ครับ ใคร ๆ ก็เป็นกัน ผมก็เป็น บ่อยด้วย แต่หลัง ๆ จะเริ่มรู้สึกตัวไวมากขึ้น สังเกตได้จากการเขียน To-do list ประจำวัน/ประจำสัปดาห์ไว้ เมื่อไหร่ที่ทำได้ตามเป้า ใจมันจะเบาสบาย ไม่ร้อนรนเท่ากับการตะบี้ตะบันทำงานแบบ last minute ไอ้งานดองนี่แหละตัวดี ตัวที่ทำร้ายจิตใจเรามาก ทำให้เราไม่อยู่กับร่องกับรอย รู้อย่างนี้แล้ว พยายามอย่าหมักหมมมันเอาไว้เยอะ ชีวิตจะได้รุดหน้า ไม่ก้าวถอยหลังอย่างที่เป็นมา ตอนนี้ผมหันมาเสพติดเครื่องหมายติ๊กถูกหน้า Checklist ถ้าทำได้หมดก่อนกำหนด จะอนุญาตให้ตัวเองทำอะไรก็ได้ที่ชอบ เช่น ดูหนัง ร้องเพลง เล่นเกม ลองใช้วิธีเดียวกันนี้เหมือนเวลาที่คุณดุลูก “ถ้าทำการบ้านเสร็จแล้ว จะให้เล่นเกมได้หนึ่งชั่วโมง” ความยากคือไม่มีใครสั่งการคุณได้ นอกจากคุณสั่งการตัวคุณเอง

 2) โรคสมาธิสั้น

เรามักบ่นว่าเด็กสมัยนี้เป็นโรคสมาธิสั้น จนลืมไปว่าตัวเราเองก็เป็น เพียงแต่เรายังมีความรับผิดชอบในหน้าที่การงานอยู่ คุณรู้มั้ยว่าอะไรทำให้เราเป็นแบบนี้? “โทรศัพท์มือถือไง” อย่าอ้างนะว่าคุณใช้โทรศัพท์มือถือทำงานแทนคอมพิวเตอร์ เก่งจริงอย่าเปิดอีเมล สลับไปมากับการเล่น Line Chat, Facebook, IG, Twitter, Youtube ฯลฯ ทันทีที่พอละสายตาจากคนได้ มือเราก็หันไปคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมา scatch จิ้ม ปาด สไลด์ วนไปอยู่อย่างนั้น ลองกะปริมาณเวลาที่คุณอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ดู ถ้าหากคุณใช้เกินวันละ 6 ชั่วโมง/วัน แสดงว่าคุณใช้มากเกินค่าเฉลี่ยแล้วล่ะ เชื่อหรือไม่ว่าการอยู่บนจอโทรศัพท์ทุก 1 ชั่วโมงจะทำให้เรามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคสมาธิสั้นถึง 10% ผมไม่รู้ว่าวิธีนี้ได้ผลหรือไม่ แต่จะมี 4 สถานการณ์บังคับที่ผมคิดว่าเราควรอยู่ห่างจากโทรศัพท์มือถือ หนึ่งคือตอนขับรถ (รู้ว่าเสี่ยง แต่คงต้องขอลอง) สองคือตอนประชุมหรืออบรมอยู่ (ในฐานะที่เป็นวิทยากร อันนี้ถือเป็นการให้เกียรติอย่างสูงสุด) สามคือตอนระดมสมองทำงาน/นั่งอ่านหนังสือ (ถ้าเป็นไปได้ให้เปลี่ยนเป็นโหมด airplane จะได้ไม่มีอะไรมากวนใจในขณะที่ทำกิจกรรมที่ต้องการสมาธิ) และสี่คือตอนนอน (พยายามเอาโทรศัพท์มือถือออกห่างจากหัวเตียง เพื่อไม่ให้สัญญาณมันกวนคลื่นสมอง)

3) อย่าปล่อยให้แรงบันดาลใจแห้งเหือด

เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่จะดูเล็กไปในทันทีเมื่อคุณหั่นมันออกมาเป็นท่อน ๆ หากว่าคุณเป็นคนที่มีความมั่นใจต่ำ ให้พยายามเกาะกลุ่มอยู่กับคนไฮเปอร์ คนที่เก่งกาจในเรื่องที่คุณอยากเป็น อยากทำได้เหมือนเขา เผื่อว่าคุณจะได้เชื้อด้านดีของเขาติดตัวมาด้วย หากว่าคุณเริ่มเก่งพอตัวแล้ว มีความเชื่อมั่นขึ้นมาบ้างแล้ว ให้ลองหัดคิดการใหญ่ริเริ่มทำอะไรสักอย่างที่มันส่งผลดีต่อใจคุณเอง อย่าไปคาดหวังว่าทุกคนจะเห็นดีเห็นงามเห็นพ้องเหมือนกับคุณ จะมีคนจำนวนไม่น้อยที่คอยบั่นทอนจิตใจ นอกจากไม่ช่วยแล้วยังทำให้คุณเสียเซลฟ์อีกด้วย “ช่างแม่งครับ” พึ่งตัวเองก่อนพึ่งคนอื่น เมื่อเราทำมันสุดทาง ต่อให้มันไม่เวิร์ค อย่างน้อยเราก็ได้เรียนรู้ ไม่ต้องมานั่งนึกเสียดายภายหลังว่ารู้อะไรไม่เท่ารู้งี้ เมื่อคุณพิสูจน์ตัวเองได้สำเร็จ ทีนี้ล่ะครับ คนที่เคยสบประมาทเราเขาจะกลับลำกลายมาเป็นพวกเราทันที

4) ดัดสันดานชั่วของตัวเองให้ได้

ค้นหาจุดอ่อนของตัวเองให้เจอ เพราะมันคือเนื้อร้ายที่ทำให้ชีวิตของเราวนลูปอยู่ที่เดิม บางคนบอกไม่อยากนอนดึก แต่ก็ทำอย่างนี้เป็นประจำ ไม่อยากถังแตก แต่ก็ห้ามอกห้ามใจไม่ให้ช็อปปิ้งไม่ได้ ในเมื่อความอยากมันสวนทางกับการกระทำ แล้วคุณจะป้อนโปรแกรมคำสั่งให้สมองมันเชื่อได้ยังไง ในเมื่อคุณเองก็ไม่เคยซื่อสัตย์ต่อมันเลย เรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับสัจจะวาจาและวินัยล้วน ๆ โดยธรรมชาติมนุษย์เรามักถูกหลอกล่อไปตามสิ่งเร้าหรือกิเลสทั้งปวง เมื่อไหร่ที่ปล่อยให้มันสำเร็จราชการแทน เราจะเหมือนคนโดนป้ายยา ไม่เป็นตัวของตัวเอง จะรู้ตัวอีกที ก็เสียทรัพย์ เสียหน้า หรือเสียคนไปแล้ว วิธีที่ผมใช้ในการสกัดกั้นไม่ให้กิเลสมันทำงานได้ตามใจชอบคือ เริ่มจากการสร้างวินัยในทีละเรื่อง ทีละนิด ไม่ให้มันตกใจตาย เช่น สัญญากับตัวเองว่าจะไม่ซื้อรองเท้าในปีที่ผ่านมา ผลที่ตามมาคือนอกจากต้องควานหารองเท้าทุกคู่ที่เคยซื้อออกมาใช้แล้ว ยังทำให้ตัวเองรู้สึกเฉย ๆ กับการเดินช็อปปิ้งอีกด้วย ผลที่ได้รับคือประหยัดเงินไปได้มากโขกับการงดซื้อของฟุ่มเฟือย (แม้ว่าค่าใช้จ่ายในการกิน และการเดินทางจะยังเท่าเดิม) คือสปอยล์ตัวเองได้นะ แต่อย่าให้ถี่ และให้ทำตอนที่คุณทำอะไรบางอย่างสำเร็จ ไม่ใช่ตอนกลัดกลุ้ม บอกได้เลย Shopping Therapy หรือการช็อปปิ้งระบายความเครียดอาจทำให้เสียทรัพย์ขั้นรุนแรง บางรายถึงขนาดสิ้นเนื้อประดาตัวได้เลยทีเดียว อีกวิธีคือการซ้อมวิ่งมาราธอนครับ สิ่งที่ได้มาเต็ม ๆ ไม่ใช่เหรียญ ไม่ใช่เสื้อ Finisher แต่เป็นของแถมอื่น ๆ ที่ได้มาตอนฝึกซ้อมต่างหาก อาทิ กลายเป็นคนตื่นเช้า อัตราการเต้นของหัวใจ  Heart Rate ดีขึ้น และกลายเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองมากยิ่งขึ้น (ถ้าสนใจเปลี่ยนชีวิต เชิญอ่านบทความนี้ครับ วิ่งมาราธอนเปลี่ยนชีวิตได้จริงหรือ?) หมายเหตุ: ใครที่ไม่ถนัดวิ่ง ก็หันมาปั่นจักรยาน ฝึกถ่ายรูป ทำอาหาร ถักโครเชต์ หรือเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม อะไรก็ได้ที่ทำให้เราได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองได้นาน โดยไม่ไปหมกหมุ่นอยู่กับอบายมุขและกิเลสทั้งปวง

5) ฝึกวิชา สปช. อย่างสม่ำเสมอ

อีกนิสัยนึงที่ได้ติดมาจากการประเมินตัวเองอยู่บ่อย ๆ คือวิชาเติมน้ำเข้าและเทน้ำออก ความรู้ประสบการณ์ที่เรามีเดี๋ยวนี้มันล้าสมัยเร็วมาก เพื่อให้มันเกิดประโยชน์สูงสุด จงเรียนรู้เพิ่มเติมในสิ่งที่ตัวเองขาด และแบ่งปันความรู้ให้กับคนอื่นจากสิ่งที่ตัวเองเชี่ยวชาญมันจะได้ไม่เป็นการเสียของ การสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตที่ว่านี้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่เรื่องการหาความรู้ใส่ตัวเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการออกเดินทางไปสัมผัสธรรมชาติและวิถีชีวิตของผู้คนต่างถิ่น ลองทำบางสิ่งบางอย่างที่ไม่จำเจดูบ้าง ใครจะไปรู้ คุณอาจได้เคล็ดวิชาติดตัวมาในขณะที่อยู่ไม่เฉยก็เป็นได้ (ลองอ่านโพสต์นี้ ที่ผมเขียนไว้เมื่อกลางปีที่แล้ว “10 แนวคิดเที่ยวสนุกสไตล์  somchartlee”)

สิ่งมหัศจรรย์ที่ควรค่าต่อการจดจำ

นี่คือหนึ่งในกิจกรรมประจำปีที่ผมตั้งตารอ นั่นคือการนั่งทบทวนผลงานที่ผ่านมาทั้งปี ที่ผมทำได้เพราะผมใช้เทคนิคการจดบันทึกเรื่องราวรายละเอียดต่าง ๆ ลงในสมุด Passion Planner และไม่เพียงแค่นั้น ในแต่ละเดือนผมได้เขียนสรุปไว้เป็นสถิติที่จับต้องได้ว่าทำอะไรไปมากน้อยเท่าไหร่ในแต่ละด้าน นี่เป็นตัวอย่างสิ่งที่ผมทำสรุปไว้ประเมินผลงานตัวเองในปีที่ผ่านมาครับ

สถิติที่น่าสนใจปี 2016

เมื่อตอนต้นปี ผมเขียน Mind Map ตั้งเป้าไว้ใน 6 ด้าน คือด้านการเงิน (Work) ด้านการเงิน/ความมั่งคั่ง (Wealth)  ด้านสุขภาพ (Health) ด้านครอบครัว (Family) ด้านสังคม (Social Contribution) และเป้าหมายส่วนตัว (Personal Goals) จะว่าไปเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องใกล้ตัวมาก เรามักขอพรเพื่อให้ได้มาเพื่อสิ่งเหล่านี้ แต่คำถามคือ “เราทำอะไรบ้างเพื่อให้สิ่งเหล่านี้มันเป็นจริงขึ้นมาได้” และนี่คือผลลัพธ์จากการสะกดจิตให้ตัวเองเห็นภาพนี้ในวันสิ้นปี จริงอยู่เราอาจไม่บรรลุเป้าในทุกเรื่อง แต่อย่างน้อยก็ให้ตระหนักรู้ว่า เป้าที่ตั้งนั้นมันโหดเกินไป หรือเราเองที่ย่อหย่อนเกินไปในเรื่องนั้น ๆ

Resolution 2016 (Somchart) revised

[WORK] ปี 2016 เป็นปีที่งานด้านการฝึกอบรมชุกมากเป็นพิเศษ ตั้งเป้าไว้แค่ 20+ หลักสูตร แต่จบลงที่ 37 หลักสูตร มากกว่าที่คิดไว้เกือบ 2 เท่าตัว เห็นรับงานน้อย แต่ใช่ว่าจะสบายนะครับ เพราะแต่ละหลักสูตรต้องใช้เวลาในการค้นคว้าเตรียมเนื้อหาเยอะเอาการอยู่ โดยเฉพาะหัวข้อที่เกี่ยวกับ Marketing กับ Customer Experience ต้องอัพเดทเคสให้ทันสมัยอยู่เสมอ สำหรับ Mind Mapping และ Presentation Skill นั้นเริ่มอยู่ตัวแล้วเพราะใช้อยู่เป็นประจำ แต่ก็ต้องหมั่นหาเทคนิคการสอนใหม่ ๆ มาประยุกต์ใช้เพื่อให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น สำหรับงานเป็นที่ปรึกษา และงานเขียน ถือว่าเป็นปีที่ไม่โดดเด่นมาก ทำได้ต่ำกว่าเป้าเล็กน้อยโดยเฉพาะงานเขียนบทความบนบล็อกนี้ (www.somchartlee.com) ปีนี้สัญญาว่าจะพยายามกลับมาแอคทีฟให้มากกว่าเดิมโดยเฉพาะบน Facebook Fanpage ที่นี่มีเรื่องเล่า by somchartlee และ Line@ somchartleestory

pttgc presentation

[WEALTH] มูลค่าสินทรัพย์โดยรวมค่อนข้างคงที่จากปีที่แล้ว (นิ่ง ๆ มาได้ 4-5 ปีแล้ว) ส่วนใหญ่ไปกระจุกตัวอยู่ที่กองทุนรวม ซึ่งโชคดีที่ cut loss กองที่ไม่ก่อให้เกิดกำไรออกไปเกือบหมดแล้ว คงเหลือแต่อันที่ยังปันผล และ NAV ยังเป็นบวกอยู่ มีแต่กองอสังหาริมทรัพย์ที่ติดลบอยู่นิดหน่อย เห็นทีจะต้องวางแผนเพื่อปรับพอร์ตใหม่อีกครั้ง คงต้องยอมลงทุนในกองทุนและหุ้นที่มีความเสี่ยงมากขึ้นเพื่อผลกำไรที่มากกว่าเดิม รวมถึงการคิดแผนการในการหารายได้เสริมจากงานประเภทอื่น โดยเฉพาะการปล่อยเช่าคอนโด รวมถึงการลงทุนในหุ้น ทำธุรกิจสตาร์ทอัพ (ใครมี business idea อะไรเจ๋ง ๆ เอามาแชร์กันได้ครับ ยกเว้นเรื่องเดียวคือชวนไปทำ MLM เข้าใจตรงกันนะว่าธุรกิจ MLM ไม่ใช่สตาร์ทอัพ) 

[HEALTH] ในบรรดาเป้าที่ตั้งมาทั้งหมด หัวข้อนี้เป็นอะไรที่ยากที่สุด เจาะจงที่เรื่องน้ำหนักแต่เพียงอย่างเดียว จะว่าไปน้ำหนักก็ไม่ได้ขึ้นจากปีก่อนเท่าไหร่ (เพราะปีก่อนทำสะสมไว้เยอะแล้ว) ปีนี้ขอประกาศกร้าวจะกลับมาฟิตหุ่นให้ดีเหมือนเมื่อ 4-5 ปีที่แล้วให้ได้ เพี้ยง ๆ ๆ ถ้าเป็นเรื่องการออกกำลังกายถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี วิ่งไป 67 ครั้ง เป็นระยะทางรวม 749 กิโลเมตร (แต่ก็ยังน้อยกว่าปีที่แล้วตั้ง 141 กิโลแน่ะ) ปั่นจักรยานน้อยลงไปเยอะเหลือแค่ 6 ครั้ง 80 กิโลเมตรเท่านั้น เรื่องว่ายน้ำนี่ตัดไปได้เลย เพราะเป็นปีที่ต้องใช้เวลารักษารากฟัน เลยลงสระไม่บ่อยนัก ไม่ถึง 10 ครั้งได้มั้ง ส่วนแบดมินตันก็เล่นไป 26 ครั้ง เฉลี่ย 2 สัปดาห์ครั้ง เข้ายิม 13 ครั้ง เรื่องออกกำลังกายนี่ผมจริงจังมาก จดบันทึกไว้ทุกเม็ด เอาเป็นว่าปีที่ผ่านมาถือเป็นหมูที่แข็งแรงมาก ๆ ถ้าคุมน้ำหนักจากการลดปริมาณการกินลงไปได้ เชื่อแน่ว่าจะกลับมาหล่อใสอ่อนวัยเหมือนเดิมแน่ ๆ  (เหรออออ)

Garmin Run

[FAMILY] ความสุขอีกรูปแบบหนึ่งของการรักษาสถานภาพความโสดคือ อิสรภาพในการคิดและตัดสินใจทำอะไรได้ด้วยตัวเอง ไม่เกิดภาวะล้มละลายจากการเลี้ยงดูบุตร ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าการมีคู่ครองเป็นเรื่องที่ไม่ดี มันเป็นเรื่องของทางเลือกของแต่ละคนมากกว่า  จะมีหรือไม่มีไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่สิ่งสำคัญคือคุณภาพชีวิตหรือสุขภาพจิตของเราควรจะต้องดีขึ้น ไม่ใช่แย่ลงไปกว่าเดิมจากการตัดสินใจร่วมหัวจมท้ายกับใคร จริงมั้ย? ปีนี้คุณพ่อผมแก่ลงไปมาก อีกไม่กี่ปีก็จะอายุครบ 80 ปีแล้ว โชคดีที่มีพี่น้องช่วยกันดูแล ผลัดกันพาพ่อไปหาหมอเป็นประจำ เลยทำให้ผ่านวิกฤติมาได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ในช่วงเวลาบั้นปลายชีวิตของทั้งพ่อและแม่ จะมียาอะไรที่วิเศษไปกว่า การได้มีลูกอยู่ใกล้ ๆ พาไปหาหมอ ตัดผม ช็อปปิ้ง เข้าวัดทำบุญ นั่งกินข้าว ดื่มชาเป็นเพื่อนกัน ปีที่แล้วผมใช้เวลาอยู่กับครอบครัว 68 วัน ถ้าเลี่ยงได้ ผมจะพยายามไม่นัดใครในวันอาทิตย์ เพราะต้องยกให้เป็นวันครอบครัว ส่วนปีนี้สัญญากับตัวเองว่าจะอยู่ติดบ้านให้มากขึ้นครับ

family lunch

[SOCIAL] ปีที่ผ่านมาได้เข้าคอร์สปฏิบัติธรรม 1 ครั้งที่เชียงราย ขอบคุณน้องโจ้ที่เป็นสะพานบุญให้ในครั้งนี้ ได้เป็นที่ปรึกษาให้กับกิจการเพื่อสังคม ทำโครงการเพื่อสังคมอยู่หลายโครงการ อาทิ Shirt & Share (บริจาคเสื้อให้กับนักเรียนทุนพระราชทาน ภายใต้การดูแลของมูลนิธิสำนักทรัพย์สินฯ) Happy Gift to KhonThai (มอบของขวัญปีใหม่ให้คนทำมาหากินโดยสุจริตในช่วงปีใหม่) Side Effects of Love (งานเสวนาเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ของคนใกล้ตัว) การทำงานจิตอาสา การบริจาคทรัพย์ ของใช้ที่จำเป็นให้กับองค์กรการกุศล และชุมชนในพื้นที่ทุรกันดาร กิจกรรมในหมวดนี้แม้ไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้ แต่ก่อให้เกิดความสุขมากมายจากการเสียสละ แบ่งปันสิ่งที่เราพอมีเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม

ratchburi

[PERSONAL] ถ้าเป็นเรื่องการเดินทาง ปีที่ผ่านมานับว่าชีพจรลงเท้าพอสมควร ไป ตจว.รวม 19 ทริป (เป็นเรื่องงานซะ 5 ทริป ที่เหลือคือไปลั้ลลาชาร์จแบตตามเรื่องตามราว) เชียงใหม่และเชียงรายบ่อยยังเป็นจังหวัดยอดนิยมที่เยือนบ่อยสุด สำหรับทริปต่างประเทศที่เป็นไฮท์ไลท์สำหรับปี 2016 ก็คือ ญี่ปุ่น เที่ยวตะบี้ตะบันรอบเกาะคิวชู (สามารถอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับการวางแผนทริปเกาะคิวชูได้ที่นี่ครับ ความยาว 6 ตอนจบ ขอบอกว่าละเอียดมาก) แล้วก็ยังมีทริปรัสเซียที่สนุกไม่แพ้กัน (โปรดติดตามบทความเที่ยวมอสโค เซนต์ปีเตอร์สเบิร์คด้วยงบเพียง 40,000 บาทได้เร็ว ๆ นี้ครับ) จะบอกว่าในบรรดา 6 หมวด ด้านการท่องเที่ยวนี่ตื่นตาตื่นใจสุดต่อเนื่องมาหลายปี และจะยังคงเป็นอย่างนี้ไปอีกนานแสนนาน 555

travelถ้าเป็นเรื่องอื่น ๆ ก็นับว่าเป็นปีที่น่าจดจำมาก ให้โอกาสตัวเองในการลองทำโน่น นี่ นั่น เต็มไปหมด เช่น การพิชิฟูลมาราธอนเป็นหนที่สอง การเข้าอบรมคอร์สถ่ายภาพกับชมรมถ่ายภาพของวิทยาลัยสารพัดช่างพระนคร (PNK) การได้อัดคลิปร้องเพลงบน Youtube channel ของ SixONine Records การรักษาคำมั่นสัญญากับตัวเองว่าจะคิดให้หนักก่อนตัดสินใจซื้อของใช้สิ้นเปลือง ปีนี้เป็นปีแรกที่ไม่ได้ซื้อรองเท้าเลยสักคู่ เย้ ๆ ๆ แต่ก็ยังมีบางสิ่งที่ยังต้องปรับปรุง คือเรื่องการอ่านหนังสือ ปีที่ผ่านมาอ่านหนังสือน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นสื่อออนไลน์ที่ช่วงชิงพื้นที่ข่าวไปซะหมด มีบ้างบางเดือนที่ขี้เกียจตัวเป็นขน สัญญาว่าจะทำทุกวันให้มีค่า ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง คิดอะไรได้ ให้รีบลงมือทำ ไม่มีคำว่า “เดี๋ยวก่อน” สู้ ๆ ครับ

เธอผู้ไม่แพ้

ผมเปิดตารางบันทึกใน Passion Planner ถึงกับอึ้งว่า 365 วันของผม มันช่างถูกใช้ซะคุ้มจริง ๆ เคล็ดลับอีกอย่างที่อยากให้เพื่อนทุกคนลองทำ ถ้าได้อ่านมาถึงบรรทัดนี้คือ การสร้างสถานการณ์วีรบุรุษขึ้นมาในแต่ละเดือน หมายความว่าในทุกเดือนจะต้องมีกิจกรรมไฮท์ไลท์ หรือเรื่องที่ควรค่าต่อการจดจำอย่างน้อยหนึ่งอย่าง จะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ ขอให้มันเป็นภาพความทรงจำดี ๆ ความภาคภูมิใจที่ทำให้เรารู้สึกดีต่อการเกิดเป็นตัวเรา สิ่งนี้ถือเป็น Self esteem ที่ทำให้เราเห็นคุณค่าต่อการมีชีวิต และใช้ชีวิตที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและผู้อื่น ดีต่อใจจริง ๆ พูดเลย

เรื่องเด่นประจำเดือน

นี่เป็นตัวอย่างกิจกรรมดาวเด่นรายเดือนที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา ผมขออนุญาตเขียนบันทึกเพื่อเตือนความจำตัวเองว่าเคยรู้สึกยังไงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน สามารถอ่านข้ามไปได้นะครับ

มกราคม : ส่งความสุขให้เธอ

ก็ไม่มีอะไรมาก เดือนนี้ชิล ทำการปัดกวาดเช็ดถูห้อง เคลียร์สมบัติที่ไม่ได้ใช้ ตัดใจนำไปบริจาคที่มูลนิธิกระจกเงา ยังไม่เข็ดจากมาราธอนแรกที่ Bangkok Marathon แอบสมัครฮาล์ฟมาราธอนไว้ที่งานจอมบึง เห็นเขาว่าดีกัน สิบปากว่าไม่เท่าเท้าวิ่ง ก็เลยจัดไปฮาล์ฟแรกของปีด้วยสถิติที่ดีที่สุดเท่าที่เคยวิ่งฮาล์ฟมาคือ 2 ชั่วโมงกับอีก 36 นาที แต่สิ่งที่ประทับใจมากที่สุดในเดือนนี้คือการได้ออกไปมอบขวัญวันปีใหม่ให้กับพี่น้องคนไทย คนทำมาหากินโดยสุจริต พร้อมตัดต่อเป็นวีดีโอคลิป ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยมูลนิธิ Happiness U can Give

กุมภาพันธ์ : ระฆังชีวิต สัญญาณเตือนที่ต้องเงี่ยหูฟัง

เดือนนี้พีคสุด มันมีครบทุกรส ช่วงวาเลนไทน์แบกเป้ไปเที่ยวเชียงใหม่คนเดียวตามสไตล์หนุ่มโสด บุกไปพักโฮมสเตย์ที่แม่กำปอง อาทิตย์ถัดมาจัดทริปบุญแจกเสื้อผ้ารองเท้านักเรียนให้กับโรงเรียนบ้านท่ามะขาม จังหวัดราชบุรี ช่วงปลายเดือนนัดรวมพลน้อง ๆ ที่เคยทำงาน KBank ไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้พี่นุช พี่เก๋ และพี่นิรัญที่จากไปด้วยโรคร้ายขณะที่ยังทำงานอยู่ เสียงระฆังดังเตือนถึง 3 ครั้ง ทำให้ผมบอกกับตัวเองว่า “จะไม่ยอมอุทิศชีวิตเพื่อการทำงานเพียงอย่างเดียว” นี่ก็ก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 ของการลาออกจากงานประจำเพื่อหาสมดุลให้กับชีวิตของตัวเอง วันที่ 28 กุมภาพันธ์ เป็นวันที่คุณพ่อป่วยอย่างกะทันหัน โชคดีที่วันนั้นอยู่บ้าน เลยพาไปหาหมอทันเวลา หลังจากเฝ้าดูอาการอยู่ 3-4 วันในห้อง ICU คุณหมอแนะนำให้ติดอุปกรณ์ช่วยเรื่องการเต้นของหัวใจ (อ่านเรื่องราวที่ผมเคยโพสต์ไว้บน FB ตอน “เมื่อพ่อผมเป็นมนุษย์หุ่นยนต์” เผื่อจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ต้องดูแลคุณพ่อคุณแม่ที่อายุมากแล้วครับ)

Haircut

มีนาคม : ตะลุยทั่วเกาะคิวชู

ผมไปเที่ยวญี่ปุ่นมาหลายต่อหลายหน แต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่ได้ไปถึงเกาะตอนใต้ ทริปนี้ได้เที่ยวอย่างหนำใจถึง 10 วันเต็มด้วยงบปะมาณ 70,000 บาท จากฟูกุโอกะ ไปต่อที่คุมาโมโตะ ลงไปใต้สุดที่คาโงะชิม่า ย้อนขึ้นมาผ่านมิยาซากิ เบปปุ ยูฟุอิน แล้วกลับมาที่ฟูกุโอกะใหม่ (อ่านแผนเที่ยวแบบละเอียดได้ที่บทความนี้ครับ คิวชู เดอะ ซีรีย์) เป็นการท่องเที่ยวที่โหด มันส์ ฮา เพราะมีตั้งแต่ตกรถไฟ ซื้อตั๋วผิด หาที่พักไม่เจอ และอื่น ๆ อีกมากมาย ใครวางแผนจะไปเที่ยวญี่ปุ่นอยู่แล้ว ห้ามพลาดครับ (ป.ล. โชคดีมากที่ไปทันซากุระบานพอดี แต่โชคชั้นสองคือไปก่อนที่แผ่นดินจะไหวที่ Kumamoto ไม่งั้นคงโกลาหลมาก)

plan 1plan 2

P3303700

เมษายน : เหตุเกิดจากความรัก

“Side Effects of Love” ผลข้างเคียงของความรัก คืองานเสวนาที่ผมถูกรับเชิญจากพี่อุ้ม ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ Happiness U can give ให้ไปเป็นพิธีกรดำเนินรายการร่วมกับวิทยากรอีก 3 ท่าน คือคุณหมอสุกมล (จิตแพทย์ชีวิตคู่) หมอโอ๋ (เจ้าของเพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน) และคุณส้ม (ที่ปรึกษาสายด่วน 1663) ได้ข้อคิดที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการเอาตัวรอดจากความรัก ไม่ว่าจะเป็นความรักแบบหนุ่มสาว หรือความรักของคนในครอบครัว ลองอ่านโพสต์ย้อนหลัง “รักของคุณอยู่เกรดไหน?” จากบน FB Page ที่นี่มีเรื่องเล่าที่ผมเขียนไว้ช่วงปลายเดือนเมษายนครับ

side effects of love

พฤษภาคม : โหดสัสรัสเซีย

ก่อนไปรัสเซียนี่เป็นอะไรที่วิตกมาก ได้ข่าวว่าโหดสลัด แต่พอได้ไปเองกลับเป็นทริปที่อเมซิ่งเกินคาด กินอยู่อย่างประหยัดรวม everything jingle bell ภายในงบ 40,000 บาท ตลอด 10 วัน (2 คืนบนเครื่อง 3 คืนที่ moscow 1 คืนบนรถไฟ และอีก 3 คืนที่ St.Petersburg) งบนี้รวมค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับสายการบิน Aeroflot ค่ารถไฟข้ามเมือง overnight train ไป St.Petersburg ค่า metro ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ ละครสัตว์ ค่าอาหารการกินทุกมื้อ และช้อปปิ้ง ถือว่าค่าครองชีพถูกสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเที่ยวรัสเซียตอนช่วงที่เงิน 2 รูเบิ้ลเท่ากับ 1 บาท

rusia trip

มิถุนายน : ประสงค์สันติ

เดือนนี้ได้พิชิตฮาล์ฟมาราธอนเป็นหนที่สองที่งาน Garmin Blue Run ด้วยสถิติใกล้เคียงกับงานจอมบึง และธรรมะยังจัดสรรให้มีโอกาสได้เข้าคอร์สปฏิบัติธรรมอย่างเร่งด่วนที่จังหวัดเชียงราย มีเวลาเตรียมตัวไม่มาก แต่ก็ตัดสินใจเคลียร์คิวไปทันทีที่ทราบข่าว ขออนุโมทนากับเจ้าภาพ เจ้าของสถานที่ คุณแม่อรุณี และน้องโจ้ ผู้เป็นสะพานบุญมา ณ ที่ดีด้วยนะครับ

Santibhawana

กรกฎาคม : แอปที่แพงที่สุดเท่าที่เคยโหลดมา

เดือนนี้เป็นเดือนที่ไม่ค่อย productive เท่าไหร่ งานการก็ใช่น้อย แต่รู้สึก demotivated ยังไงชอบกล ก็เลยต้องหาอะไรมาปลุกชีพขึ้น จนไปค้นพบแอป SMULE เป็นแอปร้องเพลงคาราโอเกะที่ซิ่งมาก ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ไม่ว่าจะมีคุณจะมีเพื่อนร้องหรือไม่ คุณสามารถโหลดเพลงมาฟังแล้วร้องตามได้เลย แถมยังอัดเสียงร้องหรือวีดีโอคลิปของตัวเองราวกับอยู่ในสตูดิโอ จะเหลือเหรอ นี่เป็นแอปที่ผมยอมเสียตังค์เพื่อให้ได้เป็นสมาชิก VIP เชียวนะ ถ้าจำไม่ผิดก็ราว ๆ 1,400 บาท แพงมากนะสำหรับค่าสมาชิกรายปี จนมาวันนี้ร้องไปแล้ว 404 เพลง เพลงที่มีคนมาร่วมแจมมากที่สุดคือ ใจรัก บัลลังก์เมฆ และหนึ่งในไม่กี่คน ว่าง ๆ มาร้องเพลงด้วยกันนะครับ ผมใช้ account ชื่อว่า @somchartlee จำง่ายเพราะเป็นชื่อเดียวกับเวบนี้เลย

IMG_1545

สิงหาคม : ปลูกเลย

ทีมงาน Local Alike ติดต่อมา ชวนให้ไปสำรวจพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่จังหวัดเลยซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก อพท. ใช้เวลาตัดสินใจไม่นานก็ตอบตกลงทันที ในทริปนี้กิจกรรมเยอะมาก ตั้งแต่ได้ชมพิพิธภัณฑ์ผีตาโขน ทำอาหารพื้นเมือง นอนโฮมสเตย์ และยังได้ปลูกป่าที่ภูลมโลอีกด้วย สนุกมาก ตัวดำมาก แถมยังได้เจอเพื่อนใหม่อีกด้วย

Loei

กันยายน : ทำไมต้องเธอ

ต่อจากเลย เดือนนี้ลงมาที่ภูเก็ต JetRadar ชวนมาทำกิจกรรมทางทะเล แถมยังลองเล่น Zipline ที่ Hanuman World อีกด้วย มันสุดติ่ง (อ่านบทความย้อนหลังเกี่ยวกับ Hanuman World ได้ที่นี่ครับ) นี่ผมเพิ่งมาค้นพบว่าตัวเองเป็นคนชอบลองของก็ตอนอายุ 40+ (ช่วงเวลาวัยรุ่นหายไป เพราะมัวแต่เรียน ทำกิจกรรม และทำงานอย่างเดียว) เสร็จจากเที่ยวทะเลตอนต้นเดือน ปลายเดือนก็จัดทริปพิเศษไปเชียงดาว ไปแจกของให้กับโรงเรียนที่ห่างไกลความเจริญ ก่อนกลับกรุงเทพฯ ก็ตีรถย้อนกลับมาที่เชียงรายเพื่อภารกิจพิเศษ นั่นคือการอัดคลิปบน youtube กับสตูดิโอ Six-O-Nine Records นับเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นมาก ฟังวนไปครับ

ตุลาคม : ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

ผมจำบรรยากาศคืนวันที่ 13 ตุลาคม ได้ดี ปฏิเสธที่จะรับข่าวสารจากโซเชียล ภาวนาให้มันเป็นเพียงแค่ข่าวลือ จนกระทั่งมีประกาศอย่างเป็นทางการว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงเสด็จสู่สวรรคตแล้ว ผมนี่เข่าทรุด รู้สึกอึน ๆ น้ำตาไหลพรากตลอดเวลา ขนาดข่มตาหลับยังทำไม่ได้เลย ผมคิดว่าหลายคนคงมีอาการไม่ต่างกัน ใช้เวลาอยู่หลายสัปดาห์กว่าจะปลุกสติตัวเองกลับคืนมาว่าเราควรช่วยกันสานต่อสิ่งที่พ่อทำ แม้วันนี้พระองค์จะไม่อยู่กับเราแล้ว แต่สิ่งที่พ่อทิ้งไว้ให้เรา…คือแนวทางที่จะทำให้เราคนไทยมีความสุขโดยเสมอภาค ถึงเวลาแล้วที่เราต้องยืนได้ด้วยตนเอง ถึงเวลาแล้วที่เราต้องยื่นมือออกไปช่วยคนที่ด้อยโอกาสกว่าเรา สิ่งที่พระองค์ทรงพร่ำสอนจากการกระทำ คือความเสียสละที่ยิ่งใหญ่ที่เราคนไทยควรน้อมนำเอามาใส่ใจ และดำเนินรอยตาม “ธรรมราชา”

สนามหลวง

1.In awe of King Bhumibol

พฤศจิกายน : เข้าสู่วงการถ่ายภาพ

ในเมื่องานหยุดชะงัก ก็เลยใช้โอกาสนี้ในการลงเรียนคอร์สถ่ายภาพกับวิทยาลัยสารพัดช่างพระนคร ไม่น่าเชื่อว่าจะยังมีคอร์สดี ๆ แถมราคาถูกชะมัดยังหลงเหลืออยู่ ด้วยค่าหลักสูตรเพียง 2,850 บาท เรียนตั้ง 10 วันเต็ม วิทยากรก็เทพ ๆ ทั้งนั้น เพื่อนดี ครูดี พี่เลี้ยงดี อาหารการกินไม่เคยขาด นอกจากเรียนรู้ฟังค์ชั่นต่าง ๆ ของกล้องที่ตัวเองใช้อยู่ เทคนิคการถ่ายภาพพื้นฐานว่าด้วยเรื่อง รูรับแสง ความไวของชัตเตอร์ การวัดแสงแล้ว ผมยังได้ออกทริปถ่ายภาพอยู่เนือง ๆ ทำให้ฝึกฝีมือการถ่ายภาพไปด้วยในตัว ใครอยากเรียนบ้าง รีบไปต่อคิวเลย เพราะได้ข่าวว่าปีนี้เต็มไป 2-3 รุ่นแล้วเหอะ (นี่เลยครับลิงค์ของ ชมรมช่างภาพสารพัดช่างพระนคร)

10.Illumination

ธันวาคม : มาราธอนที่สองของชีวิต

ถือเป็นการปิดจ๊อบปลายปีที่ฟินมาก ได้ลงวิ่งฟูลมาราธอนครั้งที่ 2 ของชีวิตที่เชียงใหม่ ร่วมกันเพื่อนนับสิบ มันเป็นอะไรที่ประทับใจมาก เพราะมาราธอนที่แท้จริงได้เริ่มก่อนวันวิ่งจริงตั้งนานแล้ว ยอมทนเหนื่อย ปลุกตัวเองขึ้นมาซ้อมวิ่งแทบจะทุกอาทิตย์ นี่คือบทพิสูจน์ของพยายามที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงวันเดียว มีคนมากมายที่วิ่งได้เร็วกว่าผม ทำสถิติได้ดีกว่าผม แต่ผมรู้สึกพึงพอใจกับผลงานในครั้งนี้ คือไม่ DNF แม้ว่าจะเหนื่อยแทบถอดใจไปหลายครั้ง เสร็จจากวิ่งก็เลยไปฉลองกันที่กิ่วแม่ปาน ต่อด้วยการนอนเต็นท์แคมป์ปิ้งที่แม่ริมคนเดียว เป็นประสบการณ์ที่ดีพิลึก ใช้เวลาอยู่กับตัวเองเต็มที่ มันคือวันดี ๆ ที่หาไม่ง่ายในรอบปี

full marathonFull Marathon1กิ่วแม่ปาน

ก้าวทีละก้าว

ผ่านไปแล้วอีกหนึ่งปี ปีนี้จะพยายามอัพเลเวลตัวเองขึ้นไปอีกก้าว นั่นคือการสร้างนิสัยที่ดีงามให้กับตัวเองด้วยการเพิ่มกฎทองคำขึ้นมาอีก 6 ข้อ ซึ่งมีรายนามดังต่อไปนี้

{EATING} กินมังสวิรัติให้ได้สัปดาห์ละวัน (ลดการเบียดเบียน)

{READING} อ่านหนังสืออย่างน้อยเดือนละ 2 เล่ม (เพิ่มพูนความรู้)

{WRITING} เขียนบทความสร้างแรงบันดาลใจบน FB Fanpage & Line@ ให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง (แบ่งปันประสบการณ์)

{SHOPPING} ช้อปปิ้งได้แค่เดือนละครั้ง และมูลค่ารวมต้องไม่เกิน 10% ของรายได้ที่หามาได้ในเดือนนั้น (มัธยัสถ์)

{SLEEPING} หัวถึงหมอนก่อนเที่ยงคืน นอนให้ได้วันละ 6-8 ชั่วโมง (พักผ่อนเพียงพอ)

สังเกตได้ว่าในปีนี้ผมจะไม่เน้นเรื่องวิ่งมาราธอนกับเรื่องชวนชิมเท่าไหร่ นั่นเป็นเพราะว่า Been There Done There คือมันอยู่ตรงนั้นมานานจนเลยจุดพีคไปแล้ว พูดง่าย ๆ คือเราได้ยกระดับจากพฤติกรรมจนกลายเป็นนิสัยส่วนตัวไปแล้ว ไม่ต้องใช้ความพยายามมาก ปีนี้ก็เลยหันไปดัดนิสัยด้านอื่นของตัวเองแทน

ผมเชื่อแน่ว่าปีนี้จะเป็นอีกปีที่สนุกกับการคิดโปรเจ็คใหม่ ๆ เดินทางไปยังที่ต่าง ๆ พร้อมที่จะเรียนรู้ ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อให้ชีวิตที่ออกแบบไว้เป็นจริงขึ้นมาได้ โปรดติดตามชีวิตของนายสมชาติในปีถัดไป หวังว่าบทความนี้จะช่วย inspire หรือสร้างแรงบันดาลใจให้ใครลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองดูบ้าง ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนมีชีวิตที่เปลี่ยนไปจากเดิม ที่เคยไม่ชอบ ให้ไปสู่ที่ชอบ ที่ชอบครับ

Good Life should not be taken for granted, It’s a result of your painstaking commitment to disciplines and good habits.

ชีวิตดี ๆ ไม่ควรถูกใช้อย่างทิ้งขว้าง มันคือผลพวงของการยึดมั่นต่อการสร้างวินัยและนิสัยที่ดี

Leave a Reply

%d bloggers like this: