New Normal Trend ปรากฏการณ์ทั้ง 7 เมื่อโควิดสงบลง

ณ วันนี้ (9 เมษายน) จำนวนผู้ติดเชื้อ Covid-19 ทั่วโลกทะลุ 1.5 ล้านเข้าไปแล้ว ผลกระทบที่ตามมาอย่างเห็นได้ชัดคือ เราเดินทางกันน้อยลง (Travel Less) ธุรกิจหลายแห่งจำเป็นต้องปิดกิจการลงชั่วคราว (Business Shutdown) และผู้คนเริ่มทิ้งระยะห่างออกจากกัน (Social Distancing) ยิ่งเหตุการณ์ยืดเยื้อออกไป Disruption ทั้งในแวดวงธุรกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคก็จะปรับตัวรุนแรงรวดเร็วในอัตราเร่งกว่าระดับปกติ

เมื่อ Ecosystem ถูกจัดระเบียบใหม่หมด นั่นหมายความว่าบางสิ่งจะต้องปรับตัวเพื่อสอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป New Normal Trend คือเทรนด์ใหม่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหลังจากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าเริ่มสงบลง พอคนเริ่มคุ้นชินกับการใช้ชีวิตภายใต้ภาวะวิกฤต มีความเป็นไปได้ว่าเราจะไม่หวนกลับไปใช้ชีวิตหรือดำเนินธุรกิจในแบบเดิมๆ เหมือนตอนที่ทุกอย่างเคยปกติ

จากการวิเคราะห์ปัจจัยรอบด้าน พบว่ามีปรากฏการณ์ใหม่เกิดขึ้น ชวนให้เราติดตาม สงสัย และหาคำตอบร่วมกันว่า “ถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริง เราน่าจะจัดการหรือตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร”


1. Physical Facilities are less sharing

ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการแบ่งปันสถานที่พักอาศัย สถานที่ทำงาน การออกกำลังกายจะได้รับความนิยมน้อยลงเพราะผู้คนเกิดความหวาดระแวงในเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยในการใช้สถานที่/อุปกรณ์ร่วมกับคนแปลกหน้า ฉะนั้นการประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ การให้เช่าอพาร์ทเมนต์ hostels, co-working space จะเริ่มยากขึ้น Sharing Economy ซึ่งเคยเป็นโมเดลความสำเร็จในยุคที่ผ่านมา อาจใช้ไม่ได้กับบางประเภทธุรกิจ

ล่าสุด Airbnb เพิ่งประมาณปลดพนักงานกว่า 1,900 คน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 25% จากเดิมที่มีอยู่ 7,500 คน (ติดตามอ่านจดหมายเปิดผนึกของ Brian Cesko, Co-founder และ CEO ของ Airbnb ได้ที่นี่ครับ)


2. Physical Distribution & Delivery System transform to Digital mode

ในวันที่ห้างสรรพสินค้าต้องปิดการให้บริการ ผู้คนต่างมุ่งไปที่การช้อปปิ้งออนไลน์ และการสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี่กันมากขึ้น พอโรงเรียน/มหาวิทยาลัยถูกสั่งปิด เหมือนสถานการณ์เหมือนบีบบังคับให้ทั้งครูและนักเรียนถูกดันขึ้นไปอยู่บนระบบ remote e-learning ส่วนบริษัทเองก็ต้องใช้วิธี Work from Home แทนการเดินทางไปที่ทำงาน เมื่อไหร่ที่คนเริ่มคุ้นเคยกับวิถีชีวิตแบบดิจิทัลกันมากขึ้น เมื่อนั้นความต้องการที่จะออกไปช้อปปิ้งที่ห้าง ไปเรียนที่มหาวิทยาลัย หรือไปตอกบัตรที่ออฟฟิซก็จะน้อยลง เราจะได้เห็นวิธีการส่งมอบสินค้าและบริการที่ต่างไปจากเดิม จะเกิด Super App ที่สามารถจัดการทุกอย่างเสร็จสรรพตั้งแต่การสั่งซื้อสินค้า ชำระเงิน และจัดการส่งสินค้ามาถึงหน้าบ้าน จะมี Software ที่บริหารจัดการ Workflow และการประชุมได้อย่างสมูท และที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือ Machine หรือเครื่องมือจะถูกนำมาใช้เพื่อทดแทนคนในสัดส่วนที่มากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าทั้งหมดเป็นไปตามที่คาด ห้างบางพื้นที่จะถูกปิดตัวลง มหาวิทยาลัยจะแข่งขันกันทำ online courses และหลายบริษัทก็จะเริ่ม lay-off พนักงาน

นี่เป็นหนึ่งในเคสตัวอย่างของการบริหารจัดการโรงงานของ cpram ที่ใช้คนน้อยมาก เรื่องราวความเป็นมาของข้าวกะเพรากล่องน้อยที่ส่งตรงถึงร้าน 7-Eleven ทำให้ผู้บริโภคถึงขั้นร้องว้าว แต่ก็ทำให้คนที่ทำงานอยู่ในสายการผลิตรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ได้เช่นกัน เพราะต่อไปโรงงานอาจไม่ต้องการคนมหาศาล แค่ต้องการคน operate เครื่องจักรเพียงไม่กี่คนเท่านั้น (ติดตามดูคลิปนี้ที่น้องมินท์ I roam alone พาไปชมเบื้องหลังการเดินทางของข้าวกะเพรากล่องที่มีคนติดตามชมแล้วหลายแสนคน)


3. Payment Channels become more contactless

ปริมาณการใช้เหรียญและธนบัตรในการชำระค่าสินค้าและการบริการจะน้อยลงในอัตราก้าวกระโดด Cashless Society สังคมไร้เงินสดจะเริ่มเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม การใช้ mobile banking app กลายเป็นเรื่องปกติ ที่เพิ่มเติมคือจะเกิดการรวมตัวของค่ายยักษ์ใหญ่ในการสร้าง e-Wallet ของตัวเองให้เป็นที่นิยม หรือแม้กระทั่งบัตรเครดิตเองก็จะถูกใช้น้อยลงถ้ารูปแบบการชำระเงินยังต้องมีการแตะสัมผัสหรือต้องจับปากกาเซ็นชื่อเหมือนเดิม เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ Voice Recognition System การสแกนม่านตาและบาร์โคดจะกลายเป็นกระแสหลักของการ Identify ตัวตนและการชำระเงินมากกว่าระบบลายนิ้วมือหรือ Fingerprint แบบเดิม

ในปัจจุบันมีคนใช้ True Money e-Wallet นับล้านรายต่อเดือน และคาดว่าเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงโควิดโดยเฉพาะที่ 7-Eleven ในขณะที่ Rabbit LINE PAY นั้นมีจุดแข็งที่ระบบการชำระเงินค่าโดยสาร และการแตะบัตรผ่านหน้าร้านต่างๆ แม้จะยังเติบโตไม่ชัดในช่วงนี้ แต่หลังโควิดจบคนน่าจะใช้กันมากขึ้น ส่วนในฟากของ K-PLUS นั้น เพียงแค่ไตรมาสแรกปี 63 นั้น มีคนทำธุรกรรมการมากถึง 700 ล้านรายการ เติบโตจากไตรมาสสุดท้าย ปี 62 ประมาณ 8%


4. Private Gathering & Entertainment are more encouraged

การจัดประชุม สังสรรค์ และชุมนุมคนหมู่มากจะถูกมองเป็นพฤติกรรมเสี่ยงต่อการแพร่ระบาด การจัดอีเวนท์ในยุคถัดไปจะไม่เน้นปริมาณคนเข้าร่วม แต่อาจเพิ่มความถี่และน่าจะเปลี่ยนรูปแบบไปที่ดูสร้างสรรค์และมีความเป็น Exclusive มากยิ่งขึ้น ใครที่อยู่แวดวงธุรกิจ Event Organizer, PR, Entertainment และ Training คงต้องปรับตัวกันยกใหญ่เพราะเราจะไม่ได้เห็นงาน Expo, Concert หรือแม้กระทั่ง Conference ใหญ่ๆ ในช่วง 5-6 เดือนนี้เป็นอย่างน้อย แบรนด์ทั้งหลายที่เคยจัดงานแสดงสินค้า เปิดตัวผลิตภัณฑ์ หรือการเชิญลูกค้ามาร่วมกิจกรรมทางการตลาด คงต้องทำกันแบบ Virtual หรือไม่ก็เป็น Exclusive Invitation กันมากขึ้น

AINU Bar และ Chongcharoen เป็นตัวอย่างของร้านสายเอ็นเตอร์เทนที่ต้องอาศัยการขยายขอบข่ายการสร้างความบันเทิงผ่านระบบ Live Streaming ในวันที่ไม่สามารถเปิดให้บริการผ่านหน้าร้านได้เนื่องจากถูกมองว่าเป็นกลุ่มธุรกิจสีแดง

5. Privacy is becoming compromised

ข้อมูลส่วนบุคคลที่เราเคยหวงแหน จะถูกนำไปใช้ในการตรวจสอบตัวตน สถานะ ประวัติการเดินทาง และอื่นๆ เพื่อให้รัฐฯ สามารถติดตามเราได้ ส่วนบริษัทเองก็จะเข้าถึงพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยสินค้า/บริการของเรามากขึ้น เป็นยุคที่ความปลอดภัยและสุขภาพมีความสำคัญมากกว่าการรักษาข้อมูลความเป็นส่วนตัว

Facebook รู้ได้ยังไงว่าเรากำลังสนใจหม้อทอดไร้น้ำมันอยู่ เราไม่รู้หรอกบางทีบทสนทนา หรือสิ่งที่เราคุยเล่นกันผ่าน Zoom Meeting อาจจะถูกนำไปใช้ประมวลผลเพื่อนำเสนอขายสินค้า/บริการที่เราน่าจะต้องการในอนาคต ส่วนรัฐบาลเองจะคัดกรองอย่างไรเพื่อให้ทราบได้ว่าคุณมีคุณสมบัติครบถ้วนกับการได้รับการเยียวยาจากเงินอัดฉีด 5,000 บาท/เดือน บนเวบ เราไม่ทิ้งกัน ก็จะเริ่มบันทึกประวัติ อาชีพ และความสามารถในการสร้างรายได้ของแต่ละบุคคล ต่อไปประวัติการเดินทาง ข้อมูลรายได้ อัตราการใช้น้ำ ใช้ไฟ รวมถึงหนี้สินของแต่ละครัวเรือนก็จะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ตัวตนที่คุณเคยปิดบังไว้จากการสร้างแอคเคาท์สำรองก็จะเริ่มปิดไว้ไม่มิด

6. Peer support is encouraged

สังเกตกันบ้างไหมว่าช่วงที่ผ่านมา นอกจากเครื่องอุปโภค/บริโภคขั้นพื้นฐานแล้ว เรามักสนับสนุนและอุดหนุนสินค้าของคนที่เรารู้จักและคุ้นเคยกันมากขึ้น นอกจากจะเป็นการแสดงน้ำใจในฐานะผู้ประสบภัยร่วมกันแล้ว เรายังเกิดความเชื่อมั่นว่าแบรนด์เหล่านั้นผลิตของดีมีคุณภาพและมี engagement ที่ดีกับผู้บริโภคอีกด้วย ในอนาคตอันใกล้ จะเกิด sub-groups มากมายในทุกแวดวงที่เราสังกัดอยู่ เพราะกรุ๊ปปิดเหล่านี้จะได้รับการตรวจสอบความน่าเชื่อถือ อีกทั้งยังเป็นการอุดหนุนเอื้อเฟื้อสินค้า/บริการของเพื่อนฝูงคนกันเอง

เขียนบทความนี้ไปได้เพียงอาทิตย์เดียว จู่ๆ เทรนด์การฝากร้านตามห้อง FB Groups ต่างๆ ก็ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด โดยเฉพาะในห้องจุฬามาร์เก็ตเพลส และห้องมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการฝากร้าน นั้นมีสมาชิกเข้าร่วมกลุ่มมากเป็นหลักแสน (ถ้าอยากทราบเทคนิคการฝากร้านที่ได้ผลปัง ให้ลองติดตามอ่านบทความนี้ที่ผมเขียนบน Blockdit ได้เลยครับ)


7. Personal focus on ourselves

ที่ผ่านมาเรามักใช้ชีวิตอยู่บนความคาดหวังของสังคม จนกระทั่งเราได้ค้นพบความสงบสุขอีกรูปแบบหนึ่งเมื่อเราต้องกักตัวเองอยู่ติดบ้าน ได้คุยกับตัวเองมากขึ้น ได้เข้าใจศักยภาพ ความสามารถ และความต้องการที่แท้จริงของตัวเองมากยิ่งขึ้น ต่อจากไปนี้ไปเราจะให้ความสำคัญกับการวางแผนการเงินส่วนบุคคล การตั้งเป้าหมายชีวิต การพัฒนาตัวเอง และการรู้จักพึ่งพาตัวเองให้ได้ในทุกๆ สภาวะ

หนึ่งในหลายๆ พฤติกรรมที่เราเห็นบนหน้า Feed แทบจะทุกวันตลอดเดือนสองเดือนที่ผ่านมาคือ คนไทยเล่น TikTok กันมากขึ้น (อัพคลิปคลายเครียด) ติดซีรีย์เกาหลีกันมากขึ้น (ตามรอย Oppa ท้งหลาย) ประกวดการทำเมนูอาหารกันมากขึ้น (เกิดอยากเป็นเชฟขึ้นมาบ้าง) สรรหาวิธีการออกกำลังกายแนวใหม่ในพื้นที่จำกัด (Push-up Challenge, กระโดดเชือก เล่น Ring Fit, Homecourt) รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ที่ทำให้อยู่อย่างสุขและสงบ ตัวผมเองก็ใช้เวลาว่างในการอัดเพลงบน Smule ทำ Podcast และฝึกถ่ายรูปรีวิวอาหารให้กับเพื่อนฝูง (ฝากติดตามทั้ง 2 เพจนี้ด้วยนะครับ ที่นี่มีเรื่องเล่า by somchartlee และ chaichuanchim ไช้ชวนชิม)

<เขียนเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 10 พค. 2563>

พอได้ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ เกิดได้ข้อมูลเพิ่มเติม ก็เลยคิดอยากจะต่อยอดกับ New Normal Trend 7P เดิมให้กลายเป็น 10P และนี่คืออีก 3P ที่ผมแวะมาเขียนเพิ่มเติมในภายหลังครับ

8. Purchasing Power determines lifestyle you deserve

ลังจากอยู่ติดบ้านกันเป็นแรมเดือน เราจะเริ่มหันมาใส่ใจค่าใช้จ่ายภายในบ้านกันมากขึ้น ในเมื่อช่องทางในการทำรายได้หดหาย ลิสต์รายการค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร ค่าบัตรเครดิตก็จะถูกนำมากองรวมกัน ทีนี้เราจะได้รู้ซึ้งกันสักทีว่าไลฟ์สไตล์ของเราในช่วงที่มีรายได้ฟู่ฟ่าเป็นอย่างไร แล้วถ้าวันนึงเงินก้อนนั้นมันไม่ได้เข้าบัญชีตามปกติ มันจะมีรายได้ไอเท็มไหนบ้างที่เราเริ่มรู้สึกว่ามันสิ้นเปลืองหรือไม่จำเป็นต่อการดำรงชีพ หลังจบโควิดแล้วคนจะมีสติกับการช้อปปิ้งกันมากขึ้น ไลฟ์สไตล์จะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง คนจะเดินทางไกลกันน้อยลง และหันมาใส่ใจกับปัจจัยพื้นฐานที่ยังต้องคงไว้เพื่อให้ตัวเองอยู่อย่างไม่ทุกข์กับอนาคตที่ไม่แน่นอน

9. People first, Profit later

ในฟากของเจ้าของธุรกิจนั้นจะเริ่มให้ความสำคัญกับกระแสเงินสดมากกว่ายอดขาย ในเมื่อค่าใช้จ่ายหลักของธุรกิจคือการเลี้ยงดูพนักงาน หากธุรกิจค้ากำไรเกินควร ก็เป็นไปได้ว่าลูกค้าจะหายไปซบอกคนที่ทำธุรกิจที่ตั้งราคาเป็นธรรมกว่า การขยายกิจการอย่างก้าวกระโดดจะเกิดกับคนที่ทำธุรกิจที่ไปสัมพันธ์กับพฤติกรรม New Normal ทั้งหลายของผู้บริโภค แต่กับคนที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับการเดินทาง การท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์และสินค้า Luxury คงต้องปรับราคากันแรงพอสมควร เพราะยามนี้เงินมันจมไปกับสต็อกสินค้าและสินทรัพย์ทั้งหลาย บางคนยอมขายขาดทุนเพื่อเอากระแสเงินสดเข้ามาเจือจุนบริษัท และที่สำคัญคือความพยายามในการรักษาฐานลูกค้าเอาไว้

ใครก็ตามที่เจอโปรผ่อน 0% นาน 12-24 เดือนให้ศึกษาเงื่อนไขให้ดี ดูเหมือนจะได้ของถูก แต่แท้ที่จริงแล้วมันเป็นโปรสำหรับการพักชำระหนี้เฉพาะในช่วงต้น แต่เงินต้นและดอกเบี้ยยังต้องจ่ายอยู่ดี ในยามนี้ท่องเอาไว้ “ความไม่มีหนี้คือลาภอันประเสริฐ”

10. Playground for real heroes

ผู้คนจะเริ่มให้ความสนใจกับเนื้อแท้ ความเป็นตัวตนที่แท้จริง ความโปร่งใส ความดีงามของตัวบุคคลและของแบรนด์มากยิ่งขึ้น ใครที่ขายของแบบชุบมือเปิบในห้องฝากร้านก็จะถูกแบนโดยคนในชุมชน ใครที่ตั้งตนเป็นโค้ชปลุกพลังใจแต่ในชีวิตจริงกลับไม่ได้เป็นคนดีมีคุณธรรมอย่างที่คุยกันไว้ก็จะหาที่ยืนยากขึ้น ในทางตรงกันข้าม เจ้าสัวที่มีจิตใจเมตตา เจ้าของธุรกิจที่มี empathy ต่อพนักงานที่ยากลำบาก รวมถึงบุคคลที่มีจิตสาธารณะ ก็จะเป็นที่รักและต้องการของคนในสังคมมากยิ่งขึ้น

ตัวอย่างที่จับต้องได้คือ “แบรนด์หมูทอดเจ๊จง” ถึงแม้จะเป็นร้านค้าเล็กๆ แต่ผ่านมากว่า 10 ปีตอนนี้ขยายหน้าร้านไปถึง 12 แห่ง ในทุกช่วงวิกฤตโควิด ก็จะมีร้านนี้แหละที่ถูกพูดถึงอยู่เสมอ อีกแบรนด์คือ Penguin Eat Shabu ที่กลายเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก เพราะความสามารถในการปรับตัวได้เร็ว แม้กระทั่งจะมีอุปสรรคมากมาย

ทั้งหมดนี้คือการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นรอบๆ ตัวเราไม่ว่าเราจะรู้สึกตัวช้าหรือเร็ว วิกฤตนี้ได้นำพามาซึ่งข้อคิดในการดำเนินธุรกิจและชีวิตในรูปแบบที่ต้องมีแผนสำรองเผื่อฉุกเฉิน อย่ามัวตะลึงงกเงิ่นงงงันว่าทำไมต้องเจออะไรแบบนี้ แต่จงตั้งสติแล้วลงมือทำอะไรซักอย่างที่ทำให้ชีวิตในวันพรุ่งนี้ของเราดีกว่าการจมอยู่กับอดีตที่จัดการและเปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว

ถ้าอยากฟังบทวิเคราะห์นี้ให้ลึกไปกว่านี้ แนะนำให้กดฟังใน Podcast ดูครับ ใครใช้ MacBook, iPad และ iPhone สามารถฟังผ่าน Apple Podcasts ได้แล้ววันนี้ อีกช่องทางนึงที่สามารถฟังได้เช่นกันคือ Spotify โหลดแอปลงเครื่องก่อน แล้วกดฟังผ่านลิงค์ที่แปะไว้นี้ได้เช่นกันครับ

%d bloggers like this: