Supanniga Eating Room อยากบอกว่าชอบมาก

เมื่อ 2 วันก่อนไปเจอบทความนึงพาดหัวว่า 2012’s 14 Best Restaurants in Bangkok to Eat At Before You Die อดใจไม่ไหวเลยคลิ๊กเข้าไปดู ผมไม่รู้ว่าเขาเอาเกณฑ์อะไรมาวัด แต่ที่แน่ๆ ผมเคยทานไปเพียง 3 แห่งเท่านั้นนั่นคือ Sala Rimnaam โรงแรมโอเรียนเต็ล (ตอนพาเพื่อนฝรั่งเที่ยวเมืองไทย), Signor Sassi (ตอน wongnai จัด exclusive party ให้ elite members) และ Paradise Dynasty (เพิ่งเขียนถึงไปเมื่อไม่นานนี้ ตอนอยากกินเสี่ยวหลงเปาหลากสี) นั่งไล่ดูตามลิสต์ที่ว่าสะดุดตรงที่ร้านนี้ Supanniga Eating Room จำได้ว่าเป็นชื่อเดียวกับบูติครีสอร์ตที่ขอนแก่น พอสืบประวัติไปมาจึงรู้ว่าเจ้าของร้านได้นำเมนูสูตรเด็ดของครอบครัวมาปรับปรุงจนกลายเป็นห้องอาหารกิ๊บเก๋ที่ชื่อว่า ห้องทานข้าวสุพรรณิการ์

ทันใดนั้นต่อมความอยากก็ได้ควบคุมการทำงานของสมอง รีบโทรไปจองโต๊ะทันทีสำหรับมื้อเที่ยงวันอาทิตย์ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามไช้ชวนชุมบุกห้องทานข้าวแห่งนี้กันครับ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

Where R You? คุณอยู่หนใด

160/11 ซอยสุขุมวิท 55 (ทองหล่อ) คลองตันเหนือ วัฒนา กรุงเทพฯ 10110 Tel: 02-714-7508

จะมาร้านสุพรรณิการ์นั้นหาไม่ยากเพราะเป็นห้องแถว 1 คูหาอยู่ไม่ไกล The Eight Thonglor ถ้ามาจากหน้าปากซอยทองหล่อ ร้านจะอยู่ฝั่งขวามือติดถนนระหว่างซอย 6 และซอย 8 เมื่อไหร่ที่เห็นป้ายธนาคารกรุงเทพแสดงว่าคุณถึงแล้ว ร้านนี้จะติดอยู่กับร้านนวดไทย Tiger Massage แนะนำให้นำรถไปจอดในโครงการ The Eight Thonglor เพราะว่ามันปลอดภัยกว่าการจอดข้างถนน ยอมซื้อของใน Food Land เล็กน้อยเพื่อแลกกับตราประทับ ค่าจอดรถ 2 ชั่วโมงแรก ชั่วโมงละ 10 บาท ชั่วโมงถัดไป 20 บาท ถ้าใช้เวลาอยู่ในร้าน 3 ชั่วโมง ก็เสีย 50 บาท แต่ถ้าใครไม่ได้นำรถมา แนะนำให้นั่ง BTS มาลงที่สถานีทองหล่อ แล้วนั่งมอร์เตอร์ไซค์หน้าปากซอยต่อเข้ามาอีกนิดหน่อยก็ถึงแล้ว (เสียไป 15 บาท จริงๆ มันควรจะถูกกว่านี้มั๊ย แอบบ่น หึหึ)

เพื่อไม่ให้มาเสียเที่ยว ท่านผู้มีอุปการะคุณโปรดทราบ ร้านนี้เขาปิดทำการในวันจันทร์นะขอรับ ส่วนวันอังคาร-อาทิตย์ เขาจะเปิดทำการเป็น 2 รอบ รอบเที่ยง 11:30-14:30 น. และรอบเย็น 17:30-23:30 น. ที่ร้านมีโต๊ะจำนวนค่อนข้างจำกัด แนะนำให้โทรจองก่อน จะได้ไม่เสียเวลารอหรือหงุดหงิดอย่างไม่ทราบสาเหตุ (ให้ข้อมูลละเอียดขนาดนี้ ไม่ได้มีหุ้น หรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับเจ้าของร้านเลยแม้แต่น้อยนะครับ)

OLYMPUS DIGITAL CAMERA OLYMPUS DIGITAL CAMERA OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ในฐานะนักการตลาด ต้องขอชื่นชมว่าร้านนี้เขาออกแบบอัตลักษณ์แบรนด์ได้ดูดีพอสมควร แม้พื้นที่ของร้านจะไม่กว้างขวางเท่าไหร่นัก แต่การเลือกใช้สีโทนเข้มตัดกับสีเหลืองทำให้ร้านดูอบอุ่น น่านั่ง ทั้งนามบัตร ชุดฟอร์ม เมนูอาหาร จานชามช้อนส้อม ของประดับตกแต่ง ดูเข้ากันและลงตัวไปหมด แสดงว่าเจ้าของต้องใส่ใจในรายละเอียดพอสมควร อันนี้ขอชื่นชมจากใจจริง อารัมบทมาซะขนาดนี้ ลองไปพิสูจน์ของจริงกันที่รสชาติและการจัดเรียงอาหารกันเลยครับ

How R You? อร่อยจริงหรือเปล่า

หลังจากพลิกเมนูไปมาเลือกแทบไม่ถูกเพราะมันน่ากินไปเสียหมด มากัน 3 คนสั่งอาหารไป 6 อย่าง ข้าวเปล่าอีก 4 ถ้วย นี่ยังไม่รวมเครื่องดื่มและของหวาน ทั้งๆ ที่รู้ว่าราคามันก็ไม่ถูกเท่าไหร่ Where Where is Where Where ไหนๆ ก็ไหนๆ จะเป็นร้าน To die for ทั้งที ต้องจัดหนัก จัดเต็ม ให้รู้รสกันไปเลย
ผมชอบจานข้าวของที่นี่มาก มันเก๋ที่ลาย สีน้ำเงินมันขับเด่นตรงข้ามกับเบาะสีเหลืองพอดี เบื่อกับจานสีขาวที่ร้านอาหารทั่วไปใช้กัน ผมจึงให้คะแนนความคิดสร้างสรรค์ที่ถูกคัดสรรมาอย่างพอดี อย่างเมนูเครื่องดื่ม อย่างน้ำฝรั่ง น้ำส้ม ก็เป็นน้ำคั้นสดไม่ใช่เทออกมาจากกล่อง ปักด้วยผลไม้จริง มีเนื้อผลไม้ติดมาด้วยจริงกินได้ ไม่ใช่แค่เครื่องประดับ ข้าวกล้องก็เม็ดสวยอวบอิ่มหุงขึ้นหม้อ อย่างนี้แหละที่เขาเรียกว่าปราณีตศิลป์กับของกินที่ไม่ใช่แค่ดูดีที่หน้าตา ต้องอร่อยครบจบที่ลิ้นด้วย

 

น้ำฝรั่งคั้นสด
น้ำฝรั่งคั้นสด
จานชามช้อนส้อม ได้อารมณ์เหมือนทานอยู่ในร้านอาหารไทยโบราณ
จานชามช้อนส้อม ได้อารมณ์เหมือนทานอยู่ในร้านอาหารไทยโบราณ
ข้าวกล้องที่ดูดี มีสุขภาพ
ข้าวกล้องที่ดูดี มีสุขภาพ

มาถึงเมนูของคาวกันบ้าง อาหารไทยของที่นี่รสจัดจ้าน ไม่เน้นฟิวชั่นแต่ออกแบบจัดหน้าตาอาหารให้ดูร่วมสมัยสมราคา เมนูแนะนำของที่นี่ก็จะมีกระทงทองสุพรรณิการ์ เป็นกระทงทองจัดเป็นเซ็ต 3 รส มีใส้กุ้งผัดกะปิ เมี่ยงปลาทูสด และลาบไก่ น่าเสียดายมากวันนี้หมดอดกินคราวหน้าขอมากินล้างแค้นให้สาสม อีกเมนูที่ขึ้นหน้าแรกก็คือต้มยำปลาทูย่างกับมะดัน เป็นปลาทูสดนำไปย่างจนหอม แล้วนำมาใส่เครื่องต้มยำกับมะดัน น่ากินสุดๆ น่าเสียดายอีกแล้วอันนี้ก็หมด ก่อนมาครั้งหน้าสงสัยคงไม่ใช่แค่จองโต๊ะแต่ต้องจองอาหารไว้ล่วงหน้าด้วย ฮือ ฮือ

กลับมาสู่โลกความเป็นจริง กับเมนูอาหารที่สั่งได้ ทานอร่อย ที่ผมชอบสุดๆ เรียงตามลำดับได้แก่ น้ำพริกไข่ปู หมูชะมวง หมูย่างจิ้มแจ่วกับข้าวจี่ แสร้งว่าปลาสลิดฟู ข้าวผัดน้ำพริกเผาปลาสลิด และกะหล่ำทอดน้ำปลาดี

น้ำพริกไข่ปู อร่อยจนไม่ต้องบรรยาย รู้แต่ว่าต้องสั่งมากินก็พอ
น้ำพริกไข่ปู อร่อยจนไม่ต้องบรรยาย รู้แต่ว่าต้องสั่งมากินก็พอ
หมูชะมวง เมนูที่หาทานยาก เจอปุ๊บต้องสั่งปั๊บ
หมูชะมวง เมนูที่หาทานยาก เจอปุ๊บต้องสั่งปั๊บ
หมูย่างจิ้มแจ่วกับข้าวจี่ เรียบง่ายแต่อร่อยแบบเก๋ๆ
หมูย่างจิ้มแจ่วกับข้าวจี่ เรียบง่ายแต่อร่อยแบบเก๋ๆ
แสร้งว่าปลาสลิดฟู Featuring หัวกุ้งเผา
แสร้งว่าปลาสลิดฟู Featuring หัวกุ้งเผา
ข้าวผัดน้ำพริกเผาปลาสลิด
ข้าวผัดน้ำพริกเผาปลาสลิด
กะหล่ำปลีทอดน้ำปลา สวยสมแต่ตั้งราคาเกินควร
กะหล่ำปลีทอดน้ำปลา สวยสมแต่ตั้งราคาเกินควร

น้ำพริกไข่ปู เป็นเมนูที่ทานอร่อยหมดจดจนหยดสุดท้ายจริงๆ ร้านทั่วไปก็มักจะทำน้ำพริกลงเรือ แต่ร้านนี้ได้น้ำพริกเด็ดสูตรคุณยายมากู้ชื่อ เชื่อผมสั่งเลยรับรองไม่ผิดหวัง ยิ่งเห็นจัดเรียงใส่จานลายดอกแบบนี้แล้ว คิดถึงอาหารที่แม่ทำเลย (190 บาท)

หมูชะมวงก็เช่นกัน เป็นเมนูที่หาทานยากมาก แกงนี้ไม่ทำให้อ้วนเหมือนแกงกะทิทั่วไป รสชาติจะอมเปรี้ยวเล็กๆ ลองดูนะฮะ เผื่อคุณจะชอบเหมือนผม (170 บาท)

หมูย่างจิ้มแจ่วกับข้าวจี่ อาจเป็นเมนูที่ดูเบสิกมาก แต่ Presentation นั้นสุดยอด นำหมูไปย่างทั้งชิ้น แล้วหั่นเป็นแว่นๆ จัดเรียงเหมือนเสิร์ฟ Steak แป้งจี่เสียบไม้ก็นุ่มเหนียวอร่อยกำลังดี ยิ่งได้จิ้มแจ่มปรุงจากน้ำปลาชั้นดีด้วย โอโห ฟินสุดๆ (190 บาท)

แสร้งว่าปลาสลิดฟู นั้นอาจยังดูไม่โดดเด่นเท่าเมื่อเปรียบเทียบกับเมนูพระกาฬก่อนหน้านี้ เพราะรสชาติมันก็เหมือนปลาดุกฟูทั่วไป แต่ที่ดูแตกต่างเห็นจะเป็นหัวกุ้งย่าง 4  หัวนี่แหละที่ลอยเด่นออกมา ส่วนเนื้อกุ้งก็ถูกนำไปคลุกเคล้าอยู่ในน้ำยำนั่นแหละครับ เห็นอย่างนี้อย่าคิดว่าจะเหลือนะครับ หมดเรียบ (290 บาท)

ข้าวผัดน้ำพริกเผาปลาสลิด ชอบวิธีการจัดจานของร้านนี้ แอบใส่เนื้อปลาสลิดเด้งออกมาหนึี่งชิ้น เพื่อให้รู้ว่ามันคือปลาสลิดแท้ที่นำไปผัดกับข้าว เรื่องความสวยงามต้องยกให้เขา แต่ผมว่ากลิ่นพริกเผามันยังไม่เตะจมูกเท่าไหร่ ถ้าได้ผักสมุนไพรเช่นตะไคร้ กะเพรา หรือโหระพา เข้าไปในข้าวผัด มันน่าจะโดนกว่านี้ ส่วนสับปะรดที่หั่นเป็นก้านๆ จัดเรียงอยู่ด้านข้างจาน พอได้มาทานกับข้าวผัด เออมันเข้ากันได้แฮะ (160 บาท)

กะหล่ำปลีทอดน้ำปลา จานนี้ออกจะผิดหวังเล็กน้อย เพราะรสน้ำปลามันยังไม่เข้าถึงเนื้อกะหล่ำเท่าไหร่นัก จานนี้มีอยู่ประมาณ 5 ใบจัดเรียงซะสวยงาม ถ้ามันอร่อยเกินห้ามใจจะไม่รู้สึกว่ามันแพงเกิน (120 บาท) เคยทานอาหารจานนี้ที่ Tuscany Thai Cuisine หอมกลิ่นกระทะไหม้นิดๆ ขอบอกว่ามันอร่อยมาก

เมนูของหวานของที่นี่ก็จะมีบัวลอยและสละลอยแก้ว ส่วนตัวผมค่อนข้างเฉยๆ กับของหวาน แต่คนมาทานที่นี่ส่วนใหญ่ก็จะไม่พลาดที่จะสั่งบัวลอยไข่เค็มหวานกัน ลองทานกันดูนะครับ ผมไม่ค่อยสันทัดเท่าไหร่

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
สละลอยแก้ว
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
บัวลอยเผือกฟักทอง

โดยรวมแล้วบอกได้เลยว่า Supanniga Eating Room นั้นได้ใจผมไปเต็มๆ เรื่องคอนเซ็ปต์ร้าน (ที่พิถีพิถันลงตัว) บรรยากาศ (ที่อบอุ่น ดูดีมีรสนิยม) รสชาติอาหาร (ที่ตรงไปตรงมา จัดจ้านสมราคา) การบริการ (ที่กระฉับกระเฉง ดูแลลูกค้าทั่วถึง) นานๆ ทีจะมีร้านอาหารดีๆ ให้ตามไปชิม ขอเชียร์อย่างออกนอกหน้าเลยว่าห้องทานข้าว สุพรรณิการ์คือร้านอาหารไทยที่มีคุณค่าคู่ควรกับรางวัล 5 ดาว ติดตามข้อมูลข่าวสารของร้านได้ที่ www.facebook.com/SupannigaEatingRoom

ไช้ชวนชิมขอเชิญคุณติดตามผลงานการรีวิวร้านอาหารถัดไปได้ที่บล็อกที่นี่มีเรื่องเล่า by @somchartlee หรือที่แอพ Wongnai by @chaichuanchim

ลิงค์รวมฮิตอาหารดังโดยไช้ชวนชิม

%d bloggers like this: