The Never Ending Summer คิมหันต์ที่ไม่มีวันหมดไป

จากโกดังเก่ากลายเป็นร้านอาหารไทยสุดชิคริมแม่น้ำเจ้าพระยา ร้าน The Never Ending Summer ถือเป็นร้านอาหารที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนหลายแขนง เพราะลำพังชื่อเสียงของคุณด้วง ดวงฤทธิ์ บุนนาค สถาปนิคชื่อดังก็พอจะทำให้ใครต่อใครสนใจร้านนี้ไม่ใช่น้อย ทั้งมาลองชม ลองชิม และลองของ ไม่แปลกใจเลยที่จะมีหลายคนที่ปลื้มสุดๆ แต่ก็ยังมีบางคนเหมือนกันที่ผิดหวังสุดๆ เช่นกัน นั่นคงเป็นเพราะความคาดหวังที่ตั้งไว้สูงเกินไป ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ แต่วันนี้ไช้ชวนชิมก็ได้มาสัมผัสบรรยากาศร้านคิมหันต์ที่ไม่มีวันหมดไปด้วยตัวเอง เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น โปรดติดตามอ่านได้เลยครับ

 

P1010054มีเพื่อนหลายๆ คนแนะนำให้ผมมาทานที่นี่ เพราะเขารู้ว่าผมเป็นนักชิม ประมาณว่าชอบลองของแปลกใหม่ และแล้วผมก็สามารถจัดตารางได้ลงตัวพอดีเมื่อวันเกิดที่ผ่านมา ไม่ได้ตั้งความหวังไว้สูงอะไรมากมาย เพราะตอนอ่านรีวิวก่อนหน้านี้ก็รู้สึกว่าจะมีอารมณ์ที่ผสมปนเปกันไป แต่ถึงอย่างไรผมก็ยังอยากมาลองชิมด้วยตัวเอง ครั้งนี้ผมชวนแม่มาด้วย อยากให้ท่านได้สัมผัสประสบการณ์การทานอาหารชาววังกับเขาบ้าง แม่เป็นคนชอบอะไรยาก แต่ถ้าชอบแล้วก็ชอบเลย ผมรู้ว่าท่านโปรดปรานอาหารไทยและอาหารเวียดนามเป็นพิเศษ จึงได้เลือกร้านอาหารแห่งนี้สำหรับวันพิเศษแทนคำบอกรัก

P1010024

Facts you need to know about this Place

  1. เป็นร้านที่หาได้ยากพอสมควร: คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คุณจะหลงทางหาทางเข้าไม่เจอ ขนาดผมเป็นคนแถวนี้ยังต้องโทรไปถามเพื่อให้แน่ใจว่ามาไม่ผิดร้าน (ดูรายละเอียดแผนที่การเดินทางมาที่ร้าน The Never Ending Summer ได้ที่นี่ครับ)
  2. เลือกทานตอนกลางวัน: เหตุที่แนะนำให้ทานตอนกลางวันเพราะมันปลอดคิวรอ พยายามหลีกเลี่ยงเย็นวันศุกร์ รวมถึงวันเสาร์และอาทิตย์ แนะนำให้โทรจองล่วงหน้า ถ้าไม่อยากรอคิวนาน (โดยเฉลี่ยน่าจะใช้เวลารอประมาณ 30 นาทีขึ้นไป) ถ้าไม่อยากหงุดหงิด หัวเสีย โมโหหิว แนะนำให้เลือกทานตอนกลางวัน วันธรรมดาครับ พอลูกค้าน้อย การบริการจะดีจนผิดหูผิดตาเลยทีเดียวครับ
  3. เสิร์ฟอาหารไทยไม่ฟิวชั่น: ร้านนี้เขาเสิร์ฟอาหารไทยโบราณไม่ฟิวชั่นครับ มีอาหารค่อนข้างหลากหลาย มีให้เลือกหลายสิบเมนูทีเดียว ทั้งเมนูประจำวัน เมนูคุณดวงฤทธิ์ ของทานเล่น เมนูน้ำพริก เมนูยำ ย่าง นึ่ง/อบ/ต้ม/ตุ๋น แกง ผัดเผ็ด ผัดผัก เมนูไข่ ก๋วยเตี๋ยว และอาหารจานเดียว ความยาวของเมนูอาหารรวมแล้วประมาณ 15 หน้ากระดาษ (ถ้ามีรูปภาพประกอบด้วยจะดีมากๆ)
  4. ราคาโดยเฉลี่ย 200 บาท/จาน: เมนูที่ถูกที่สุดสำหรับร้านนี้คือถั่วสมุนไพร (85 บาท) ไข่เจียวไช้โป้ว ไข่เจียวกระเทียมดอง (110 บาท) น้ำพริกเผาข้าวเกรียบ (120 บาท) เมี่ยงคำ/เมี่ยงคะน้า (150 บาท) เมนูแพงที่สุดคือ เนื้อย่างจิ้มแจ่ว (590 บาท) อาหารจานทั่วๆไป ราคาจะตกอยู่ที่ 220-250 บาทต่อจานครับ
  5. ร้านนี้เสิร์ฟน้ำด้วยเอเวียง: ถ้าเป็นร้านอาหารฝรั่ง หรือร้านหรูในโรงแรมจะไม่นึกแปลกใจ แต่นี่คือร้านอาหารไทย ไม่นึกว่าจะใช้น้ำแร่เอเวียงคอยบริการ เริ่มต้นที่ราคา 45 บาท ต่อขวด ถือว่าเป็นการวาง Positioning ให้ดูหรูกว่าร้านอาหารไทยทั่วไป ไหนๆ ก็มาทานอาหารไทยทั้งทีผมขอแนะนำให้ทานน้ำสมุนไพรแทนครับ ราคาไม่แพงเวอร์ด้วย เช่นน้ำใบเตย (50 บาท) น้ำอัญชัญโซดามะนาว (80 บาท) สดชื่นและคล่องคอมากๆ ครับ
P1010023
น้ำอัญชันโซดามะนาว

Menu recommended by Chaichuanchim

ผมมาทานกับคุณแม่ พี่สาว และหลานชาย 4 คน สั่งอาหารไปทั้งหมด 8 อย่าง อาหารเด็ดสำหรับมื้อนี้มี 4 อย่าง เริ่มจาก ไข่พะโล้ สายบัวผัดกะปิ ม้าฮ่อ และ น้ำพริกมะม่วง (เรียงลำดับตามความชอบส่วนตัว) ส่วนน้ำยาปู รู้สึกว่ามันเข้มข้นด้วยพริกแกงมาไปนิดนึง ถ้าได้เนื้อปูก้อนล่ำๆ จะสะใจมาก ข้าวผัดลิ้นจี่ นั้นแปลกดี ผัดได้หอมน่าทาน ปราศจากซอสปรุงรส สามารถทานแทนข้าวกล้องเปล่าๆ ได้เลย ใครที่ติดรสชาติข้าวผัดแบบปรุงรสอาจไม่ชอบจานนี้เท่าไหร่นัก ไข่เจียวดอกขจร เนื้อหนานุ่มและกรอบนอก น่าทานสุดๆ แต่ถ้าพูดถึงความคุ้มค่า นับว่าแพงไปนิด (150 บาท) จานสุดท้ายคือผัดพริกขิงไก่ไข่เค็ม จริงๆ แล้วชอบรสชาติกับข้าวจานนี้มาก เพียงแต่พอใส่ไข่เค็มก้อนเบ้งๆ ลงไปเยอะๆ ทำให้รู้สึกแขยงถึงคลอเรสเตอรอลนิดนึง อาหารสวยแต่มีพิษต่อร่างกายถ้าทานเข้าไปหมด อิอิ

ไข่พะโล้ (180 บาท) หน้าตาดูสุดแสนธรรมดา แต่รสชาตินั้นล้ำน่าดูชม รู้เลยว่าแตกต่างจากพะโล้ที่เคยทานมาทั้งหมด สีไม่ดำคล้ำจนน่ากลัว น้ำซุปไม่หวานบาดคอ แต่กลับละมุนคล่องคอจนอยากตักซดให้หมดชาม ไม่มีการใส่เต้าหู้เหมือนแบบจีน เพียงแค่ไข่ต้ม และหมูสามชั้น ก็เอาอยู่แล้ว ผมว่าเคล็ดลับน่าจะอยู่ที่น้ำตาลที่นำมาใช้ กับฝีมือการเคี่ยวและต้มจนได้ที่ ชามนี้ชวนคุณลิ้มลองครับ

P1010042
ไข่พะโล้

สายบัวผัดกะปิ (220 บาท) เมนูที่ไม่ได้มีส่วนประกอบอะไรมากมาย แต่รสชาติลงตัวสุดๆ ปกติไม่ชอบทานสายบัว แต่มาจานนี้ขอกวาดเรียบไม่มีเหลือ ของดีมันอยู่ที่กะปิที่นำมาใช้แน่ๆ

P1010031
สายบัวผัดกะปิ

ม้าฮ่อ (160 บาท) ได้ทานม้าฮ่อเป็นครั้งที่ 2 ในชีวิต ไม่รู้เหมือนกันว่าชื่อนี้ได้แต่ใดมา เอาเป็นว่ามันทำให้เราหวนนึกถึงอาหารไทยโบราณที่เกือบจะเลือนหายไปจากความทรงจำ หนึ่งคำจะประกอบด้วยสับปะรด หมูก้อน ถั่วมะม่วงหิมพานต์ และพริกขี้หนู ตักเข้าปาก เคี้ยวๆๆ แล้วน้ำลายไหล ไม่ใช่เพราะเผ็ด แต่ว่าอร่อยฝุดๆ

P1010017
ม้าฮ่อ

น้ำพริกมะม่วง (320 บาท) เมนูน้ำพริกมีให้เลือกประมาณ 4 อย่าง คือเต้าเจี้ยวหลน น้ำพริกลงเรือหมูหวาน น้ำพริกมะม่วงปลาสลิด และน้าพริกกะปิปลาทูย่าง เราต้ดสินใจสุ่มเลือกมะม่วงมาเครื่องจิ้มสำหรับมื้อนี้ ยอมรับว่าเขาใช้วัตถุดิบดี เมื่อนำผักหลากสีมาจัดใส่จานทานคู่กับน้ำพริกซึ่งใส่ครกใบเล็ก ดูหน้าตาน่าทานมากๆ แนะนำเลยครับ

P1010034
น้ำพริกมะม่วง

Real Bite of the Thai Taste

อาหารที่นี่โดยรวมถือว่ารสชาติจัดจ้าน ตกแต่งหน้าตาได้น่าทาน ยังมีเมนูอีกนับสิบที่อยากลิ้มลอง แต่คงต้องเก็บไว้ครั้งหน้า เช่น ปลาแห้งแตงโม (250 บาท) หอยแมลงภู่อบสมุนไพรใบโหระพา (350 บาท) เต้าเจี้ยวหลน (250 บาท) ยำถั่วพลู (230 บาท) ผักชีน้ำปลาหวานปลาทูย่าง (200 บาท) แกงเลียงกุ้ง (220 บาท) แกงส้มดอกแคกุ้ง (260 บาท) ต้มแซ่บซี่โครงหมู (280 บาท) ต้มยำปลาทู (320 บาท) ผัดสะตอหมูกรอบ/กุ้งสด (300-320 บาท) กะหล่ำปลีผัดน้ำปลา (180 บาท) ไข่ลูกเขย (180 บาท) ข้าวซอยไก่ (250 บาท) บะหมี่หมูหวาน (250 บาท) ข้าวหน้าไก่-ไข่ดาวน้ำ (180 บาท) ข้าวผัดกากหมู-พริกขี้หนู (220 บาท) ข้าวผัดเนื้อปูก้อน (250 บาท) เยอะไปหมดครับ กินกันไม่หวาดไม่ไหว

เอาล่ะครับ มาดูอาหารจานอื่นๆ ที่สั่งไปในวันนั้นครับ

P1010051
ผัดพริกขิงไก่ไข่เค็ม

P1010029

P1010047
ข้าวผัดลิ้นจี่
P1010059
ไข่เจียวดอกขจร
P1010040
ข้าวกล้องเมล็ดสวย เต่งตึงน่าทาน

P1010066

P1010065P1010061The Never Ending Summer Atmosphere

ด้วยความที่คุณด้วงเป็นสถาปนิก จึงไม่แปลกใจมากนักที่สามารถเนรมิตโกดังเก่าแก่ให้ฟื้นคืนชีพกลับมาดูดีมีสไตล์ ร้านนี้ไม่ถึงกับขั้นสวยหรู แต่เป็นสไตล์การแต่งร้านที่ดูมีสไตล์ โทนสีดูเข้ากันและลงตัว ถือเป็นการออกแบบแบรนด์ได้คลาสิกและน่าค้นหาเป็นอย่างยิ่ง ถ้ามีโอกาสมาชิมอีกสักครั้ง จะลองมาในเวลาเย็นบ้าง เผื่อได้มุมแสงอีกบรรยากาศ

P1010002

P1010006P1010008P1010012P1010013P1010014

P1010015

Overall Score

รสชาติอาหาร (8/10) รสชาติอาหารโดยรวมถือว่าสูงกว่ามาตรฐาน ขั้นตอนการปรุงอาหารที่พิถีพิถันทำให้รสชาติแตกต่างจากร้านอาหารไทยบ้านๆ ทั่วไป

คุณภาพวัตถุดิบ (9/10) เคล็ดลับความอร่อยน่าจะอยู่ที่การคัดสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพ

การบริการ (8/10) ในช่วงเวลาที่ไม่เร่งด่วน พนักงานมารยาทดี ดูแลใส่ใจดีมากครับ วันที่ผมไปทาน มีลูกค้าประมาณ 4-5 โต๊ะ พนักงานเลยดูแลทั่วถึง แถมอาหารก็ออกมาเร็วมากจนน่าตกใจ โดยรวมถือว่าประทับใจครับ

บรรยากาศ (8/10) ร้านนี้สวยแบบดิบๆ ไม่ได้ประดิษฐ์ประดอยอะไรมาก ตอนค่ำสามารถนั่งทานที่ริมน้ำได้ ติตรงที่โกดังนั้นมีเพดานสูงทำให้แอร์ในร้านจะไม่สามารถดักความร้อนได้อยู่ โดยเฉพาะในช่วงยามบ่าย นั่งกินปาดเหงื่อกันไปเลยทีเดียว

ความคุ้มค่า (8/10) สำหรับมื้อนี้ผมค่อนข้างพึงพอใจ ทีแรกคิดว่าราคาจะแพงกว่านี้ซะอีก เบ็ดเสร็จทานกัน 4  คนประมาณ 2,600 บาท มี Service Charge อยู่ที่ 10% หากเป็นมื้อกลางวันทั่วไปก็นับว่าแพง แต่ถ้านับว่าเป็นมื้อต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองก็ถือว่าพอรับได้ครับ คงกลับมากินอีกแน่ๆ

สำหรับคนที่กำลังลังเลว่าควรจะมาทานที่นี่หรือไม่ บอกได้เลยว่าควรมาทานสักครั้ง ไม่ได้ยุให้มากินบ่อยๆ และอย่าฟังความเห็นของคนอื่นมาก เพราะแต่ละคนมาด้วยวัตถุประสงค์ ความคาดหวัง และประสบการณ์ที่แตกต่างกันไป จงเชื่อในลิ้นและตาของตัวเองครับ

Reservation

สถานที่ตั้ง: 41/5 ถนนเจริญนคร คลองสาน กรุงเทพฯ 10600 (ให้คุณขับรถมุ่งหน้าไปทาง รพ.ตากสิน จากแยกไฟแดงให้เลี้ยวขวา ทางจะบังคับให้คุณขับวนรอบเพื่อกลับรถ เมื่อผ่านหน้าร้านยกยอ ให้คุณสังเกตสะพานปูนเล็กๆ สีขาวฝั่งซ้ายมือ ให้ขับเข้ามาในโครงการ The Jam Factory ร้าน The Never Ending Summer จะอยู่โซนในสุด เป็นโกดังสุดท้ายติดริมน้ำ แต่ถ้าเดินทางมาโดยรถโดยสาร จากหน้าคลองสานพลาซ่า เดินตรงผ่านเข้าไปในตลาดเรื่อยๆ จนเจอร้านวัตสัน จากนั้นให้เลี้ยวซ้ายเดินตรงไปตามซอย The Jam Factory จะอยู่ด้านขวามือ) ==> แผนที่การเดินทาง

เวลาเปิดร้าน: 11: 00-23:00 น.

เบอร์โทร: 02-861-0953

เวบไซต์: http://www.theneverendingsummer.com

Facebook: https://www.facebook.com/TheNeverEndingSummer

ราคาโดยเฉลี่ยต่อหัว: 500 บาทขึ้นไป

%d bloggers like this: